ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๖๕
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร จ.นครปฐม
วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริง จนกระทั่งค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ก็คือธรรมแต่ละหนึ่ง เท่านั้นเอง
ผู้ฟัง พระพุทธเจ้าท่านว่า ถ้าใครเห็นธรรมจะเห็นเรา สมัยเด็กๆ เรียนมาว่าศีลคือข้อห้าม ธรรมคือข้อปฏิบัติ มีตั้งแต่ง่ายๆ สติสัมปชัญญะ หิริโอตัปปะ อะไรง่ายๆ ไปจนถึงอริยสัจจ์ ๔ ดังนั้นคำว่าธรรมที่จะศึกษานี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คงเป็นเรื่องใหญ่มากเลยเพราะจะต้องครอบคลุมไปทั้งหมด สงสัยว่าตรงไหนที่เรียกว่า เราจะมองเห็นธรรม
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่หรือไม่ เป็นใคร อรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเป็นพระอรหันต์ขั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ที่เป็นสาวกมีมากแต่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องมีเพียงหนึ่งในสากลจักรวาล และจะมีพร้อมกันสองพระองค์ไม่ได้ด้วย เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่เลิศทุกประการไม่ว่าจะในเรื่องของอภินิหาร ฌานสมาบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เลิศไม่มีบุคคลใดเปรียบได้เลยคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น เราได้ยินคำว่าธรรมจากใคร โดยเฉพาะทุกคำทำให้มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในคำนั้นๆ ด้วย เพราะเหตุว่าใครก็ได้ยินว่าธรรม แล้วธรรมคืออะไร คนนั้นก็เข้าใจว่าธรรมคือสิ่งนี้ คนนี้ก็เข้าใจว่าธรรมคือสิ่งนั้น แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีจริงใครก็จะไปรู้ไม่ได้ และสิ่งที่มีจริงขณะนี้ใครรู้ เราไม่สามารถที่จะรู้เองได้เลยว่า ความจริงของสิ่งที่มีจริงขณะนี้ลึกซึ้งอย่างไร แต่ว่ามีโอกาสที่จะได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดโดยประการทั้งปวง โดยสิ้นเชิง โดยละเอียด ลึกซึ้งยิ่ง
ดังนั้นเราเริ่มจะเป็นผู้ที่รู้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรม ใช้คำว่าพระ พระมาจากคำภาษาบาลีว่า วร (วะ-ระ) หมายความถึงประเสริฐ เพราะฉะนั้น พระธรรมต้องเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ประเสริฐ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจึงมีพระธรรม คือคำสอนที่ประเสริฐยิ่งซึ่งมาจากผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ประเสริฐเพราะเหตุว่าสามารถที่จะทำให้คนที่ได้ยินได้ฟังมีความเข้าใจถูกในสิ่งที่ได้ฟัง ตั้งแต่เกิดมาเราได้ฟังคำจากคนอื่นมามากมาย ทั้งจากโรงเรียน จากเพื่อนฝูง จากครูบาอาจารย์ ฟังทั้งหมดแต่ไม่เข้าใจความจริงของคำนั้นๆ เลย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้
เพราะฉะนั้น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงของธรรมที่ทำให้เราเกิดความเห็นถูก คำที่ได้ยินได้ฟังเป็นคำที่ประเสริฐเพราะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ถ้าเราสามารถที่จะฟังเข้าใจขึ้นหรือมีศรัทธาที่จะรู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังแต่ละคำมีค่า จากการที่ไม่เคยเข้าใจเป็นความเข้าใจ ในที่สุดก็สามารถที่จะรู้ความจริงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองและทรงแสดงความจริงนั้นให้คนอื่นรู้ด้วย จนกระทั่งบุคคลนั้นรู้จริงๆ เป็นสาวก เป็นพระสังฆรัตนะ
รัตนะมี ๓ พระพุทธรัตนะ๑ พระธรรมรัตนะ๑ พระสังฆรัตนะ๑ ซึ่งมาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีพระธรรมและพระสงฆ์ เพราะฉะนั้น จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยการฟังแล้วเข้าใจคำที่พระองค์ทรงแสดง จนกระทั่งสามารถที่จะถึงความเป็นพระอริยสงฆ์ได้ ดังนั้นที่เข้าใจว่า ใครก็ตามไม่ฟังธรรมเลยแล้วจะเป็นพระอริยสงฆ์ได้นั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย
จากการได้ยินได้ฟังทำให้เราเริ่มรู้ความจริงว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใคร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร ซึ่งถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นถึงพระสาวก หรือพระอริยสาวกได้ เมื่อเราได้รู้ความจริงว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นใครจะบอกกล่าวว่าอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ จนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏซึ่งเป็นธรรม
เพราะฉะนั้น ขณะนี้รู้จักธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรมจริงอย่างไร จนกว่าจะได้ฟังว่าสิ่งนี้จริงเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีจริงๆ กำลังเห็นจริงๆ และยิ่งกว่านั้นก็คือ เห็นจะเกิดขึ้นเองไม่ได้เลย ไม่มีอะไรที่สามารถที่จะเกิดขึ้นมาเอง ปัญญาเกิดขึ้นมาเองลอยๆ ก็เป็นไปไม่ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้องมีสิ่งที่อาศัยเกื้อกูล อุปการะ สนับสนุน ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันโดยอาศัยกันและกันด้วย
ด้วยเหตุนี้ มีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแต่เรายังไม่เคยรู้เลยว่า เห็นคืออะไรแน่ และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะอะไร และเห็นอะไรก็ไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เราเกิดมาอยู่ในโลกด้วยความไม่รู้มาโดยตลอด จนกว่าจะมีผู้ที่ทรงตรัสรู้ว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ มีจริงเพราะเกิดจากเหตุปัจจัย และสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนแน่นอนก็คือ ไม่รู้ว่าเมื่อเกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีกเลย นี่คือเริ่มรู้ความต่างกันของผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมเลย กับผู้ที่ได้เริ่มฟังได้รู้ความจริง แม้ว่ายังไม่ได้เห็นการเกิดดับ แต่เริ่มรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง ซึ่งถ้าฟังต่อไปความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น จนสามารถประจักษ์ความจริงคือการเกิดดับและรู้ว่าธรรมเป็นธรรม
ธรรมจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย เพราะว่าธรรมหลากหลายละเอียดยิบเป็นเพียงแต่ละหนึ่ง เช่นเสียงเป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น เห็นเป็นเห็น คิดเป็นคิด ทั้งหมดแต่ละหนึ่งกำลังมีในขณะนี้เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไปโดยไม่รู้ จนกว่าจะฟังธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น
คนที่ไม่รู้จะบอกได้หรือไม่ว่าใครรู้ จะบอกว่าคนนั้นเป็นพระอริยะท่านนั้น ท่านนี้ บอกได้หรือไม่ ในเมื่อบุคคลนั้นไม่รู้ ในครั้งพุทธกาลพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ หมายความว่าพูดถึงสิ่งที่จริงไม่เปลี่ยนแปลงว่า อุบาสกท่านนั้นเป็นพระโสดาบัน อุบาสกท่านนี้เป็นพระอนาคามี ภิกษุรูปนั้นเป็นพระโสดาบันหรือเป็นพระอรหันต์ เพราะพระองค์ทรงรู้ แต่คนที่ไม่รู้ไม่สามารถที่จะกล่าวได้เลยว่าใครเป็นใครเพราะว่าไม่รู้ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าต้องเป็นผู้ที่รู้เท่านั้นที่สามารถจะรู้ได้ว่าใครเป็นอะไร
ผู้ฟัง แปลว่าถ้าเราได้ยินได้ฟังใครที่กล่าวว่า ท่านนั้น ท่านนี้ เป็นพระอริยบุคคล จริงๆ แล้วคือ เราก็ไม่รู้ ถ้าท่านเป็นจริงท่านถึงจะกล่าวถูกต้อง ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ท่านอนาถบิณฑิกะไม่เคยบอกใครเลยว่าท่านเป็นพระโสดาบัน และที่ท่านมีความพิเศษกว่าคนอื่นถึง ๘ อย่าง ท่านก็ไม่เคยบอกใครเลย นั่นเป็นความวิเศษ ๑ ใน ๘ ของท่าน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าบอกเพื่ออะไร แม้เวลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสนทนากับพระเจ้าปุกกุสาติ ก็ไม่ได้บอกว่าพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จากการที่ได้สนทนากัน ท่านปุกกุสาติสามารถรู้ได้ว่าพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นใครก็ตามที่บอกว่าใครเป็นพระอริยบุคคลขั้นนั้น บุคคลนั้นต้องเป็นพระอริยบุคคลขั้นนั้นจึงสามารถที่จะบอกได้ และเป็นไปไม่ได้ที่พระอริยบุคคลไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
------------------------------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ แพริมน้ำ จ.นครปฐม
วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘
------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ฟัง ช่วยอธิบายเรื่องที่ว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอด ตั้งแต่มาจากบ้านถึงเวลานี้
ท่านอาจารย์ เพียงแค่คิด แต่ว่าตามความเป็นจริงเร็วกว่านั้นมากเลย เพราะเปลี่ยนจากเห็นเป็นได้ยิน เปลี่ยนจากได้ยินเป็นคิด ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน เมื่อสักครู่นี้เหมือนกับเดินไปตลาด แต่ความจริงเห็นชั่วหนึ่งขณะแล้วคิดถึงสิ่งที่เห็น แล้วก็ได้ยิน ตลอดเวลาไม่มีอะไรที่คงที่ ไม่ใช่หมายความว่าใครจะต้องมาแสดงอะไรให้ดู แต่ว่าจากการฟัง เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ก็คือเข้าใจตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า จริงหรือไม่ว่าไม่มีอะไรคงที่เลย เพราะเมื่อตื่นขึ้นแล้วต้องลืมตาใช่หรือไม่ จากลืมตาก็ต้องทำอะไรๆ อีกตั้งหลายอย่าง ไม่คงที่สักอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ก็ไม่คงที่ กำลังมีเสียงนก เดี๋ยวก็ไม่มีเสียงนก แล้วเดี๋ยวก็มีเสียงนกอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ต้องมีการเกิดอีก เพราะเหตุว่ากรรมที่ได้ทำไว้แล้วยังสามารถที่จะให้ผล ซึ่งแล้วแต่ว่ากรรมใดจะทำให้เกิดที่ไหน
ผู้ฟัง ทุกอย่างเป็นอนัตตา
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แปลว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ได้ยินเกิดขึ้นได้ยินแล้วดับไป พูดเหมือนธรรมดามาก แล้วธรรมดาก็เป็นธรรม คือธรรมต้องเป็นธรรมดาอย่างนี้ คือเกิดขึ้นแล้วเป็นไป เกิดขึ้นเป็นอะไรก็ตามแต่ ชั่วคราวแล้วก็ไป คือเกิดขึ้นแล้วดับไป ต้องฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจอย่างมั่นคงขึ้น โดยที่ไม่หวังว่าเราสามารถที่จะเข้าใจได้เร็วเพียงใด มากเพียงใด แต่ค่อยๆ คิด ค่อยๆ จำ ค่อยๆ สะสม ทุกอย่างเป็นความจริง ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นก็เพราะเหตุว่ามีการได้ฟังมาแล้วมาก แต่ละชาติๆ ก็เป็นปกติแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง ขอให้อธิบาย คำว่า ด้วยเหตุ ด้วยปัจจัย
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีตาเห็นหรือไม่ ถ้าไม่มีหูได้ยินหรือไม่ ธรรมดาๆ เหมือนเดิม ฟังอย่างไรก็ข้อความเดิมใน ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงไว้
ผู้ฟัง ไม่เคยนึกฝันว่าจะมีโอกาสมาอยู่ตรงนี้และได้สนทนากับอาจารย์
ท่านอาจารย์ เมื่อวานนี้ไม่มีใครรู้ว่าตรงนี้จะเป็นอย่างนี้ ได้แต่คิดว่าเราจะมาที่นี่ ใช่หรือไม่ แต่ใครจะรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อวานนี้ที่เรากำลังคิดถึงที่นี่ แต่ไม่รู้เลยว่าที่นี่คือตรงนี้ เดี๋ยวนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็เหมือนเช่นนี้ ไม่ว่าเราคิดว่าจะทำอะไรพรุ่งนี้ แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างที่เราคิดหรือไม่ ทุกคนคิดถึงพรุ่งนี้ได้แต่ยังไม่ถึงพรุ่งนี้จริงๆ เมื่อถึงพรุ่งนี้แล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ หรืออาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้
บางคนต้องเข้าโรงพยาบาล บางคนมาไม่ได้ ก็แล้วแต่จะคิด แต่จะเหมือนอย่างที่คิดหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าจริงๆ แล้วทุกคนคิดได้จริง แต่จะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย นี่คือความหมายของคำว่าอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย พรุ่งนี้จะอยู่ที่ไหน บางคนอาจจะบอกว่ามูลนิธิ แต่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่มูลนิธิ ใช่หรือไม่ จะได้ยินคำอะไรก็ไม่รู้ แล้วพรุ่งนี้ก็รู้ แต่ตอนนี้ไม่รู้แน่เพราะว่ายังไม่ถึงพรุ่งนี้ ธรรมดา นี่คือธรรมเป็นธรรมดา
ผู้ฟัง ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ไม่มีดับไปเหมือนกับทุกข์ ขอให้อธิบายด้วย
ท่านอาจารย์ คำนี้เป็นคำจริง แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะฟังดูแล้วบางคนก็คิดว่าใช่แน่ๆ เลย ชีวิตเป็นทุกข์ แต่บางคนก็ยังสงสัยว่าแล้วสุขไม่มีหรือ เกิดมาไม่ได้มีแต่ทุกข์อย่างเดียวใช่หรือไม่ ความสุขก็มี อาหารก็อร่อย ไปเที่ยวไหนก็สนุก แล้วจะเป็นทุกข์หรือ แต่คำใดก็ตามที่เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส คำนั้นเป็นวาจาสัจจะ ไม่เปลี่ยน เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเป็นคำซึ่งมาจากการที่ทรงตรัสรู้ความจริง
ทุกข์ ที่นี่หมายความถึง ทุกอย่างไม่เว้นที่มีการเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ไม่เหลือเลย จำชาติก่อนได้หรือไม่ มีชาติก่อนหรือไม่ แต่ชาติก่อนไม่ใช่คนนี้แน่ เป็นใครก็ไม่รู้ ชาตินี้ก็มีหลายท่านที่กำลังคิดถึงมารดาที่จากไปตั้งหลายปี ยังคิดถึงด้วยความเป็นมารดา แต่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ที่ไหน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ ถ้าคิดถึงมารดาชาตินี้ แล้วมารดาชาติก่อนมีหรือไม่ ก็ลืมแล้ว เพราะฉะนั้น จะเป็นมารดาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ในชาตินี้และยังจำได้ แต่เมื่อจากโลกนี้ไปก็เปลี่ยนแล้ว จำไม่ได้เลยว่าใครเคยเป็นมารดา คนที่เป็นมารดาอาจจะอยู่แถวนี้ก็ได้แต่ไม่มีใครรู้
ดังนั้น ชีวิตคือมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นไปแน่นอน ไม่ใช่ผู้ที่ดับกิเลสแล้วยังมีปัจจัยคือกิเลส ความไม่รู้ทำให้มีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ได้ยินเสียง บังคับไม่ให้ได้ยินไม่ได้เลย คิด บังคับให้ไม่คิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วทั้งนั้นตามเหตุตามปัจจัย ส่วนที่ยังไม่เกิดก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น คือเป็นแต่ละวัน พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ แล้วต่อให้จะคิดถึงพรุ่งนี้อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้ก็ยังไม่มาถึง พรุ่งนี้จริงๆ จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้แต่ว่าต้องมีแน่นอน เพราะยังมีเหตุที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นก็ต้องเกิด ชีวิตก็เป็นอย่างนี้และเป็นธรรมดา
ถ้ารู้อย่างนี้ก็ไม่เดือดร้อนเลยไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะรู้แล้วว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุที่จะให้เป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ไม่ได้แน่นอน ที่จริงชีวิตก็ไม่พ้นไปจากสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ที่บอกว่ากุศลบ้าง อกุศลบ้าง ไม่ว่าจะก่อนฟังหรือหลังฟังธรรม ชีวิตจะต้องเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ต่างกันคือว่าทั้งๆ ที่เป็นสุขเป็นทุกข์ก็ยังคงเป็นเรา ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับแล้ว จะเป็นเราได้อย่างไร ใช่หรือไม่ แต่เวลาที่ฟังครั้งแรกก็ยาก คือรู้ว่าถูกต้อง แต่เวลามีทุกข์หรือมีสุข เราก็ลืมเพราะไม่ได้มีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่ฟังอยู่นั้นเข้าใจดีแต่เมื่อผ่านไปก็ลืมอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนฟังก็มีสุขมีทุกข์ หลังฟังก็มีสุขมีทุกข์ แต่มีความเข้าใจว่า สุขทุกข์นั้นไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ และความจริงจะเป็นเราได้อย่างไรเมื่อเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป
เพราะฉะนั้น เป็นความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีหลังจากที่ได้ฟังธรรมแล้ว จนกว่าจะไม่ใช่เราจริงๆ เพราะเหตุว่าทุกคำเปลี่ยนไม่ได้เลย เกิดดับ ไม่ใช่ว่าเพียงพูดให้สบายใจ หรือให้กลัวว่าเราก็เท่านี้เอง ไม่มีตัวเราอีกต่อไป มีเพียงธรรมที่เกิดดับ คนฟังธรรมด้วยกันก็คิดไปหลายอย่าง แต่ตามความจริงคือ เมื่อมีความเข้าใจแล้วจะเข้าใจยิ่งขึ้นเพราะรู้ว่ายังไม่รู้ความจริงนี้ หรือ คิดว่าไม่ต้องรู้ก็ได้ แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะคิดอย่างไร
พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ใช่เพื่อให้เรากราบไหว้บูชาโดยไม่เข้าใจในพระคุณของพระองค์ ดอกไม้ธูปเทียนใดๆ ที่ผู้มีศรัทธานำไปสักการะบูชานั้นไม่ใช่พุทธประสงค์ ไม่ใช่การบูชาอย่างยิ่ง การบูชาอย่างยิ่งคือฟังพระธรรมด้วยความเคารพ ไตร่ตรอง เข้าใจ แล้วจะเห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือสมกับที่พระองค์ได้บำเพ็ญพระบารมีมา ซึ่งไม่ใช่ขณะอื่นแต่คือเดี๋ยวนี้
ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง ที่จะให้คนอื่นได้สามารถเข้าใจถูกต้องอย่างที่พระองค์ได้เข้าใจแล้ว เพราะแม้แต่คำว่าธรรมคำเดียวก็ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีอะไรเลยแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร และถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ก็คือความไม่รู้ แต่เพราะสิ่งที่มีจริงในขณะนี้มีจริงๆ แต่ว่าไม่มีใครเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง
ดังนั้นเมื่อได้ฟังธรรมก็รู้เลยว่า สิ่งที่เคยมีแล้วตั้งแต่เกิดจนถึงบัดนี้ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งก่อนนี้เราจะไม่รู้ เราคิดว่าพระธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ได้ยินคำว่าอริยสัจจะ ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ แม้แต่คำว่าศีล สมาธิ เราก็ได้ยิน แต่จริงๆ แล้วคืออะไรสิ่งนี้สำคัญกว่า เพราะว่าโดยมากเราพูดคำที่เราไม่รู้จักตั้งแต่เกิด จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม จึงเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งที่เราพูดมาแล้วว่าความจริงคืออะไร
สิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม แต่ภาษาไทยคือสิ่งนั้นมีจริงๆ เห็นมีจริง เห็นเป็นธรรมหรือไม่ เราเคยรู้หรือไม่ว่าเห็นเป็นธรรม ธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป นี่เป็นสิ่งใหม่มากสำหรับแต่ละคนที่จะได้ฟังเพราะว่าคิดเองมาตลอด บางคนอ่านธรรมเล็กน้อย ฟังธรรมนิดหน่อยแล้วคิดเองแต่งเป็นหนังสือตั้งหลายเล่ม แต่นั่นไม่ใช่พระธรรมตามที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกและในอรรถกถา
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นคือไม่คิดเอง แต่เริ่มรู้ความลึกซึ้งของแต่ละคำที่ได้ยินว่า ถ้าไม่มีการตรัสรู้จะไม่มีการเข้าใจคำนั้นๆ เลย ต้องไม่ลืมว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร แล้วเราเป็นใคร ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน มีผู้ที่ไปเฝ้าฟังพระธรรม ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นสาวกรูปแรกเพราะได้บำเพ็ญบุญมาแล้วแต่ปางก่อน
คนในครั้งนั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ มีมากมายหลายท่านที่เป็นสาวก ฟังแล้วเข้าใจและรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสได้ ขณะนี้ทุกคนก็มีกิเลสแต่ไม่รู้ว่าเมื่อใดมีกิเลส เมื่อพูดถึงกิเลสก็งงๆ เพราะฉะนั้น เวลาฟังธรรมแล้วชัดเจนทุกคำ แต่ว่าต้องทีละคำแล้วมีความเข้าใจมั่นคงที่ไม่เปลี่ยน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ขณะนี้เลย ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้อย่างไร และถ้าไม่ตรัสรู้สิ่งที่มีจริง จะชื่อว่าตรัสรู้อะไร เพราะเหตุว่ากำลังมีจริงๆ แต่ไม่รู้
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ธรรมดามากเลยแต่ไม่เคยรู้ เริ่มฟังว่าคำธรรมดานี่เอง สิ่งธรรมดาเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ซึ่งเราไม่สามารถจะรู้ด้วยตัวเองได้ จนกว่าจะค่อยๆ ฟังและค่อยๆ เข้าใจขึ้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมดพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า ไม่ใช่ของใครและไม่ใช่ใคร เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดเพราะมีเหตุปัจจัย เมื่อเกิดและดับไปเร็วมากแล้วมีการเกิดดับสืบต่อ ไม่ปรากฏการเกิดดับสืบต่อเลย จึงลวงเหมือนว่าเที่ยง เช่นในขณะนี้เป็นต้น
ดังนั้นการฟังพระธรรมคือ ฟังสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทุกคำว่า จริงหรือไม่ ขณะนี้เหมือนมีเห็นกับมีได้ยินด้วย แต่ความจริงแล้วเสียงไม่ปรากฏทางตาให้เห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก็ไม่ใช่เสียง เพราะฉะนั้นขณะที่เสียงปรากฏ อย่างอื่นจะปรากฏไม่ได้เลย เพราะไม่เหมือนกันจะปรากฎได้อย่างไร ต้องปรากฏทีละหนึ่ง
แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริง ได้ยินแล้วก็ดับ จากไม่ได้ยิน เกิดได้ยิน แต่ก็ไม่ได้ได้ยินตลอดไป ได้ยินหมดไปแล้ว ดูเป็นธรรมดามากแต่ไม่เคยสนใจที่จะเข้าใจว่า ความจริงคือกำลังเกิดดับเช่นนี้เองเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่ใช่ว่าคิดแล้วก็สอน บางคนเข้าใจว่าพระองค์คิดเก่งจนสอนอย่างนี้ได้ แต่ความจริงไม่ใช่จากการเพียงคิดหรือเข้าใจ แต่ต้องเป็นการตรัสรู้คือ รู้แจ้ง ประจักษ์แจ้งในการเกิดขึ้นและการดับไปของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
เพราะฉะนั้น คนที่ฟังธรรมจะเริ่มต้นด้วยคืออะไรก่อน แล้วถึงจะศึกษาหรือเข้าใจเรื่องนั้นให้ละเอียดยิ่งขึ้นได้ อย่างเช่นจิต ทุกคนเคยได้ยินและเคยพูดด้วยซ้ำไป คนนั้นใจดี คนนี้ใจร้าย และคืออะไร เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ อยู่ที่ไหน โดยเฉพาะใครที่คิดจะฝึกจิต ไม่รู้จักจิตแล้วคิดจะฝึกจิต แต่ถ้ารู้จักจิตแล้วจะฝึกจิตไหน จะฝึกจิตที่กำลังเห็นหรือ เห็นเกิดแล้วดับแล้ว จะฝึกจิตที่ได้ยิน ได้ยินก็เกิดขึ้นและดับแล้ว
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980