ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942


    ตอนที่ ๑๙๔๒

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องราวต่างๆ ทั้งทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    มีใครคิดถึงแกงขี้เหล็กบ้างไหม รับประทานอาหารนี้ที่นี่ที่อินเดีย แต่เห็นดอกขี้เหล็กมากมายก็เลยทำให้คิดถึงแกงขี้เหล็ก แค่เห็นคิดถึงรส คิดถึงว่าจะบอกให้เขาทำให้ เป็นเรื่องราวมากมายจากสิ่งที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง คิดนึกบ้าง เป็นเรื่องราวตั้งแต่เกิดจนตาย ลืมว่าเป็นจิตแต่ละขณะซึ่งดีบ้าง ชั่วบ้างหรือว่าเป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม ที่ทำให้มีการเห็นมีการได้ยินพวกนี้ ถ้าศึกษาโดยละเอียดต่อไปก็จะยิ่งเห็นความไม่ใช่เรา จิตหนึ่งขณะซึ่งเกิดดับอย่างเร็ว แม้เพียงหนึ่งขณะก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการที่จะทำให้เพียงจิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีก

    เพราะฉะนั้น ก็ทรงแสดงสภาพของเจตสิกหนึ่งคือเจตนาเจตสิกว่าเป็นกรรมปัจจัย เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่ขวนขวาย ถ้าขณะนั้นไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลเพราะว่าสภาพธรรมที่เป็นโสภณเจตสิกหรือกุศลเจตสิกไม่ได้เกิดร่วมด้วย หรืออกุศลเจตสิกไม่ได้เกิดร่วมด้วยเป็นประเภทวิบากจิต ซึ่งกรรมทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นมีเจตนาเกิดแล้วแต่ไม่ได้ไปทำกุศลใดๆ เลยเพียงเกิดขึ้นขวนขวายกระตุ้นเตือนสหชาตธรรมให้ทำกิจ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของเจตนาเกิดแล้ว ไม่มีสภาพธรรมสักอย่างซึ่งไม่มีกิจหน้าที่

    จิตและเจตสิกเกิดขึ้นมีลักษณะต่างกันมีกิจหน้าที่ต่างกัน มีอาการปรากฏที่ต่างกัน มีเหตุใกล้ให้เกิดต่างกัน แล้วใครจะบอกเรา ถ้าไม่มีการตรัสรู้และไม่มีบุญที่ได้กระทำไว้ก่อน ก็ทุกอย่างตั้งแต่เกิดเพราะไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ๆ ตลอดไปจนกระทั่งจากโลกนี้ไป แต่ผู้ที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมเริ่มเข้าใจความจริงว่าทุกคนจะอยู่ในโลกนี้ไม่นานเลย ไม่นานนี่ก็แล้วแต่ว่ากรรมจะสิ้นสุดที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้เมื่อไหร่ จะเป็นคนนี้ตลอดไปไม่ได้ จากคนก่อนเป็นใครก็ไม่รู้มาสู่ความเป็นบุคคลนี้ชั่วคราว และก็จากความเป็นบุคคลนี้ชั่วคราวไปสู่ความเป็นบุคคลอื่นเรื่อยๆ โดยสภาพธรรมทั้งหมดคือจิตเจตสิกและรูปเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้น สหชาตกัมมปัจจัย คือเจตนาซึ่งเกิดกับจิตทุกประเภท แต่ถ้าเกิดกับสภาพธรรมที่เป็นโสภณเจตสิก กุศลเจตสิกเกิดร่วมกับเจตนา เจตนานั้นก็เป็นไปในกุศลขวนขวายกระทำสิ่งที่ดี ถ้าเกิดกับสภาพธรรมที่เป็นอกุศลเจตสิกตรงกันข้ามเลยเบียดเบียนประทุษร้ายแม้แต่คำพูด คิดดู แค่เอ่ยออกมาจิตประเภทไหน ถ้าเป็นอกุศลจิต อกุศลเจตนามีแล้วที่จะกล่าวคำนั้น ที่จะกระทบกระเทือนบุคคลอื่น และความจริงวาจาสำคัญ เพราะเหตุว่าบางคนจำจนตาย ไม่ลืมเลยคำที่กระทบใจเขามากแล้วก็ไม่ลืม ผลก็คือว่าอาจจะทำให้เกิดการกระทำตอบแทนหรือว่าความโศกเศร้าเสียใจทุกข์ร้อนไม่มีวันหายไปเลยเกิดแล้วเกิดอีกก็ได้

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น ทุกขณะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเข้าใจอย่างนี้ระลึกถึงพระมหากรุณาที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีไม่ใช่เพื่อที่จะดับกิเลสเฉพาะพระองค์เดียว แต่ยังเห็นว่าสัตว์โลกเต็มไปด้วยความไม่รู้ และทุกข์เพราะกิเลสทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น ก็สมควรที่จะช่วยให้เขาพ้นจากทุกข์คือความไม่รู้ คือให้ได้เข้าใจความจริงจนกระทั่งกิเลสเบาบาง และทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้ปิดกั้นสภาพธรรมที่เป็นจริงสามารถที่จะละคลายความติดข้อง จนกระทั่งสภาพธรรมปรากฏเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ประจักษ์แล้ว

    อ.คำปั่น แต่ละคนก็จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ก็ดูเหมือนว่าเป็นคำที่คอยกระตุ้นเตือนอยู่ตลอดเวลาถึงในที่สุดแล้วจะต้องละจากโลกนี้ไปด้วยกันทั้งนั้นเลย สาระสำคัญที่ท่านจะได้กล่าวอยู่บ่อยๆ ในส่วนนี้คืออะไร

    ท่านอาจารย์ ก็เพื่อที่จะรู้ว่าเกิดมาแล้วๆ ก็ต้องจากโลกนี้ไป ไปไหน ขอกล่าวถึงก่อนจะมาโลกนี้ มีใครทราบไหมว่าคุณธีรพันธ์มาจากไหน เคยเป็นใคร แต่ถ้ามีคนบอกว่าชาติก่อนคุณธีรพันธ์เป็นนักรบ เป็นอย่างไรคุณธีรพันธ์

    อ.ธีรพันธ์ ก็ยังไม่เชื่อ

    ท่านอาจารย์ ไม่เชื่อเพราะอะไร

    อ.ธีรพันธ์ เพราะว่าผู้นั้นไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ เชื่อเขาได้อย่างไร เขาก็คนธรรมดาอย่างนี้แหละ เขาไปทำกรรมดีมีปัญญาอะไรครั้งไหนช่วยบอกหน่อยว่าที่คุณสามารถพูดอย่างนี้ได้ คุณรู้ได้อย่างไร ไปร่ำเรียนอะไรมาวิชาไหน จึงสามารถที่จะไปทำนายทายทักได้ว่าชาติก่อนคนโน้นเป็นอย่างนี้ ชาตินั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไร้สาระสำหรับผู้ที่มีเหตุผล และผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถ้าคิดว่าเป็นสาระ ผู้เชื่อบอกก่อนว่าคุณเชื่อเพราะอะไร และทำไมคุณเชื่อ คุณมีหลักฐานหรือมีเหตุผลอะไรที่เชื่อ คนเชื่อก็หลงเชื่อโดยที่บอกไม่ได้เลยว่าทำไมจึงเชื่อ แล้วคนบอกก็ไม่มีอะไรสักนิดหนึ่ง อยากจะบอกก็บอกไป ง่ายมาก คนอื่นก็เชื่อ แต่ถ้าคนอื่นไม่เชื่อเขาจะบอกไหม ก็ไม่บอกใช่ไหม แต่พอบอกแล้วคนเชื่อก็เลยบอกใหญ่ ใครมาก็บอกได้ ชาตินี้คนนั้นเป็นอะไร ชาติโน้นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็น่าจะรู้ได้ถ้าอยากจะบอก เขาบอกคนอื่นก็ยังเชื่ออีก

    เพราะฉะนั้น ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คนที่จะศึกษาธรรมแล้วมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ก็กล่าวความจริง มีมากไหม ระดับไหน เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องไปคิดถึงพระอรหันต์หรือว่าพระอริยเจ้าขั้นต่างๆ เพียงแต่ว่าได้ยินได้ฟังคำที่ถูกต้องเป็นวาจาที่จริงที่จะทำให้ผู้นั้นมีความเห็นที่ถูกต้องก็เป็นบุญ ที่ไม่หลงผิดไม่เข้าใจผิดไม่เชื่อผิดๆ ในเรื่องที่ไร้สาระ เพราะเหตุว่าไม่ได้ทำให้เกิดความเห็นความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แล้วจะเป็นสาระได้อย่างไร พระธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองเพราะเหตุว่าคิดเองก็ผิดคลาดเคลื่อนถ้าไม่ใช่การศึกษาโดยละเอียดรอบคอบด้วยความเคารพจริงๆ ก็จะเป็นการบ่อนทำลายพระธรรม เพราะเหตุว่าทำให้คลาดเคลื่อน และเข้าใจผิดไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

    อย่างคนไทยเราก็เจ้าบทเจ้ากลอนมีคำว่าเจ้านายกับกรรมเวรก็แยกเสียเป็นเจ้ากรรมกับนายเวร แต่ว่าไม่ได้มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าหมายความถึงอะไร ซึ่งภาษาบาลีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องนี้ไว้ ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายภาษาบาลีเช่นมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นทายาท เหล่านี้เป็นต้น

    อ.คำปั่น พระองค์ทรงแสดงอุปการะเกื้อกูลให้พิจารณาถึงความเป็นจริงว่ากัมมัสโก มีกรรมเป็นของๆ ตน กัมมะโยนิ มีกรรมเป็นกำเนิด กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กัมมะปะฏิสะระโณ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และกัมมะทายาโทก็คือเป็นทายาทแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทำกรรมใดไว้ดีก็ตาม ชั่วก็ตามก็จะเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องละเอียดขอเชิญคุณคำปั่นกล่าวทีละข้อ

    อ.คำปั่น มีกรรมเป็นของๆ ตน

    ท่านอาจารย์ แค่นี้ถูกต้องไหม ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อ แต่พิจารณา เจตนาเจตสิกเกิดแล้วดับแล้ว สะสมไว้ในจิตแม้ว่าดับไปแล้วให้ผลต่างขณะ ไม่ใช่สหชาตกรรมปัจจัยที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เกิดแล้วดับแล้วก็จริง แต่ว่ากรรมที่ได้กระทำประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะหรืออกุศลต่างๆ หรือกุศลต่างๆ สามารถที่จะเป็นปัจจัยทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้นต่างขณะ เช่นที่เราเกิดมาในโลกนี้บอกไม่ได้เลยว่าเป็นผลของกรรมไหนที่ทำให้เกิดมาเป็นคนนี้คนนั้นต่างๆ กันไปหลากหลาย หรือแม้แต่ว่าจะเป็นสัตว์เป็นนก หรือว่าเป็นงู เป็นปลาไม่มีใครทำได้เลย

    แต่กรรมที่ได้ทำแล้วให้ผลในขณะแรกของชีวิตคือทำให้เกิดขึ้นเป็นบุคคลต่างๆ กันไป บุคคลต่างๆ ก็หมายความว่าเป็นสัตว์โลกประเภทต่างๆ นั่นเอง สัตว์โลกที่ไม่ใช่คนก็มีรูปร่างหลากหลายมาก น่าอัศจรรย์เพราะกรรมที่ทำมาแล้วน่าอัศจรรย์มาก แต่ละคนทำกรรมต่างกันไป หรือแม้คนเดียวทำกรรมก็ต่างกันด้วยในแต่ละกรรมที่ได้ทำแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ให้ผลแล้วแต่ว่ากรรมนั้นสามารถที่จะทำให้รูปร่างเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วก็กรรมที่ได้ประมวลมาในชาตินั้นที่จะให้ผลก็สามารถทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปขึ้นลงตามกำลังของกรรมแต่ละกรรมที่ได้สะสมมา ที่สามารถจะให้ผลในชาตินั้นด้วย นี่คือตั้งแต่ขณะแรกที่เกิด และก็ตลอดชีวิตให้ผลคือต้องเห็น ขณะใดที่เห็น ถ้าศึกษาแล้วโดยละเอียดก็ทราบว่าไม่มีใครทำนอกจากกรรมทำให้เห็น กรรมทำให้ไม่เห็นได้ไหม อกุศลกรรมทำให้มีจักขุปสาท เมื่อไม่มีตา ไม่มีปสาทรูป ไม่มีรูปพิเศษที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็นที่มีจริงสำหรับคนอื่นที่มีจักขุปสาทมีตามีรูปพิเศษนั้น แต่คนที่กรรมหยุดไม่ทำให้รูปนั้นเกิด คนนั้นตาบอดทันที ใครก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น บางครั้งเราก็กล่าวว่ากรรมก็คือมือที่มองไม่เห็นแต่เป็นมือที่น่าอัศจรรย์จะทำอะไรให้เกิดขึ้นวันไหนเมื่อไหร่ในลักษณะอย่างไรได้ทั้งสิ้น เหลือเชื่อ แล้วไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าด้วยสักขณะเดียวเพราะว่าเป็นธรรมทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากถ้าเราทำกรรมไม่ดี เราไปขอยกกรรมที่ไม่ดีให้คนอื่นได้ไหม ไม่ได้เลย มีกรรมเป็นของๆ ตนคือผู้ที่กระทำกรรมนั้นจะไม่ให้เป็นของๆ ตนก็ไม่ได้เพราะเกิดแล้วเป็นแล้ว คอยแต่เวลาที่จะให้ผล พระผู้มีพระภาคถูกท่านพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินใหญ่เพื่อที่จะประทุษร้ายให้ถึงแก่ชีวิต เป็นผลของกรรมหรือเปล่า หรือว่าเพราะท่านพระเทวทัตทำ เห็นไหม ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงไม่ใช่เพราะท่านพระเทวทัต แต่ทรงแสดงอดีตกรรมของพระองค์เองว่า ณ กาลครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำกรรมใดจึงเป็นเหตุให้ท่านพระเทวทัตกลิ้งมาแล้วก็มีอีกก้อนหินหนึ่งรับทำให้เป็นสะเก็ดที่แตก ถูกต้องหลังพระบาท

    ก็แสดงเห็นว่าใครทำ กรรมทั้งหมดไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เราก็อาจจะคิดว่าเพราะเขาทำเราจึงเป็นอย่างนี้ แต่ผู้ที่ศึกษาธรรมไม่หวั่นไหวเลย ไม่ใช่เขา แต่กรรมที่เราได้ทำไว้ต่างหากที่ทำให้ผลที่ไม่ดีหรือผลที่ดีเกิดขึ้น เพราะฉนั้น อาจหาญร่าเริงไม่หวั่นไหว เพราะเหตุว่าสมควรแล้วนี่ ก็ทำกรรมมาแล้ว จะไม่ให้ได้ผลอย่างนั้นได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาที่ผลของกรรมเกิดขึ้น และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีธรรมเป็นที่พึ่งไม่โกรธไม่อาฆาตไม่พยาบาท แม้ว่าท่านพระเทวทัตจะปองร้ายพระผู้มีพระภาคมานานหลายชาติ ที่ใช้คำว่าผูกเวร หมายความว่าความโกรธที่มีแล้วสะสมไว้ในจิตมีกำลังพอที่เมื่อไหร่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีก ก็เกิดอีก และก็กระทำกรรมนั้นอีก แต่กรรมนั้นก็เป็นของท่านพระเทวทัต ไม่ใช่กรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ว่าใครก็ตามแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังมีอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้วทรงพระประชวรก่อนที่จะดับขันธปรินิพพานก็แสดงให้เห็นว่าทุกคนไม่พ้นจากกรรม

    เพราะฉะนั้น ที่กล่าวถึงกรรมวันนี้ ก็เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งเป็นเหตุที่จะให้กระทำกรรมดี เพราะว่ามีความเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีใครสามารถที่จะให้ผลที่ดีกับเราได้เลยนอกจากกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้ เพราะฉนั้น ไม่อยากจะได้รับผลของกรรมไม่ดีใช่ไหม ไม่อยากได้ผลก็ต้องคิดถึงเหตุว่าต้องไม่ทำเหตุที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ที่เราใช้ภาษาไทยกันทักทายกัน สวัสดีตอนเช้าก็น่าจะเป็นเป็นคนดี เตือนว่าเกิดมาแล้วที่สำคัญที่สุดคือเป็นคนดี ถ้าได้ยินคำนี้ เมื่อวานนี้ใครคิดบ้างทำดีหรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วหมดไปแล้วไม่คำนึงถึงแก้ไขอะไรไม่ได้ หมดแล้วสิ้นแล้ว

    วันนี้ทำดีหรือว่าวันนี้ทำดีหรือยัง แต่ว่าไม่จำเป็นต้องไปถาม แค่วันนี้เป็นคนดีก็เตือนกันแล้วใช่ไหม ว่าชีวิตที่มีอยู่ที่ยังเหลืออยู่มีประโยชน์ที่สุดที่จะได้เป็นคนดี แล้วก็จะเป็นคนดีเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัญญาที่ สามารถเข้าใจธรรมด้วย เหตุนี้การฟังพระธรรมเพียงเล็กน้อยไม่สามารถที่จะเป็นคนดีมากๆ ได้ เพราะเหตุว่าสะสมความไม่ดีมามากมายเหลือเกินในสังสารวัฏฏ์ ถ้าฟังธรรมโดยละเอียดยิ่งขึ้น เพียงแค่เห็นก็เกิดอกุศลแล้ว เพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอายุสั้นมาก เพียงแค่กระทบตา จิตเกิดขึ้นเห็นเท่านั้น ไม่นานก็ดับแล้ว เร็วแสนเร็ว ก็สะสมอกุศลทุกขณะที่เห็นบ้างได้ยินบ้าง ซึ่งเมื่อได้มีความเข้าใจธรรมละเอียดขึ้น แทนที่จะเป็นอกุศล ก็หลังจากเห็นนั้นเป็นกุศลสะสมเพิ่มขึ้นจนสามารถที่จะดับกิเลสได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงๆ แต่ต้องอาศัยกาลเวลากับเหตุที่สมควรแก่ผล เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่าสะสมอกุศลมามากมายมากกว่านี้มากกว่าที่คิด เพราะฉะนั้น ชีวิตนี้ที่เกิดมาแล้วมีร่างกายแข็งแรงมีโอกาสได้ฟังพระธรรมได้ไตร่ตรอง ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปทุกวันก็ควรจะเป็นคนดี เพราะเหตุว่าถ้าขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด ขณะนั้นอกุศลจิตเกิดแน่นอนเพิ่มขึ้น

    ด้วยเหตุนี้การที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมจนกระทั่งสามารถประจักษ์วาจาสัจจะที่ได้ฟังเป็นญาณสัจจะเป็นปัญญาที่รู้จริงๆ ประจักษ์แจ้งจริงๆ เป็นมรรคสัจจะที่จะดำเนินไปสู่การดับกิเลส เพราะคงไม่มีใครชอบกิเลส ไม่ชอบแต่มี แล้วก็มีมากๆ ด้วย เพราะฉะนั้น หนทางหนึ่งก็คือว่าเป็นคนดี ซึ่งความเป็นคนดีหมายความถึงบารมีทั้งหมดที่เป็นสิ่งที่จะเกื้อกูลทำให้ปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้น เพราะเหตุว่าขณะใดก็ตามที่จิตเป็นกุศลขณะนั้น ไม่ใช่อกุศลที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมากมายด้วยประการทั้งปวงเหนื่อยยากมาทั้งหมดเพื่อเรา เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงที่สาวัตถีที่พระวิหารเชตวันที่พระวิหารเวฬุวันหรือที่หนึ่งที่ใดก็ตามแล้วเรามีโอกาสได้ยินได้ฟัง เหมือนตรัสกับเราจากพระโอษฐ์

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่เคารพจริงๆ ที่ค่อยๆ ประพฤติปฏิบัติตามตามกำลังของความเข้าใจซึ่งต้องอาศัยความเป็นคนดีและก็เพิ่มความเข้าใจธรรม โดยการศึกษาให้เข้าใจความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมซึ่งเชื่อคนอื่นไม่ได้เลย นอกจากพระธรรมที่ทรงแสดงแล้ว เพราะฉะนั้น ใครกล่าวถึงพระธรรมที่ให้มีความเข้าใจ ทั้งหมดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสไว้ดีแล้วทั้งหมด

    อ.คำปั่น สาระสำคัญของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์มีชีวิตที่เป็นไปอยู่ในขณะนี้ ควรที่จะเป็นคนดี การที่จะเป็นคนดีเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น

    ท่านอาจารย์ แค่นี้ก็ยังไม่พอ จริงๆ แล้วยังไม่พอเลยเพราะเพียงแค่บอกว่าเป็นคนดี น่าจะถามต่อไปว่าแล้วจะเป็นคนดีอย่างไรใช่ไหม เพราะพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ และทรงแสดงทั้งเหตุและผลตามลำดับขั้นจริงๆ ไม่ต้องปล่อยให้ไปคิดเองผิดๆ ถูกๆ แต่ไตร่ตรองตาม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดี เห็นไหม ใจรู้ยากไหม เกิดดับแสนเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือเปล่า พูดดีหรือเปล่า ทำดีหรือเปล่า ถ้าใจดี จิตใจงามเป็นกุศล คำพูดน่าฟังเป็นวาจาสุภาษิต ก็ขอยกตัวอย่าง เช่น เราหวังดีต่อคนอื่น แต่ว่าถึงกาลที่จะพูดอะไรหรือเปล่า ถ้าเขาไม่พร้อมที่จะฟังแม้ว่าความตั้งใจก็ดีแล้วก็หวังดี แต่คำพูดนั้นก็ไม่ประกอบด้วยกาลคือไร้ประโยชน์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่ขณะที่เขาจะฟังด้วยความต้องการที่จะเข้าใจความหวังดีของเราและเห็นว่าสิ่งที่เราพูดจะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น ก็จะรู้ได้จริงๆ ว่าแต่ละคำที่พูดเป็นคำพูดที่มีความเข้าใจที่เป็นความหวังดีจริงๆ ว่าอยากจะให้เป็นคนดี อยากจะให้พูดดี แต่ว่าเขาพูดไม่ดีเป็นนิสัย แล้วเราจะทำอย่าวไรที่จะให้เขาพูดดีๆ นอกจากให้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นผู้ที่อาศัยกาลเวลา การที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อประโยชน์แก่ใครก็ตามเเต่ ต้องเป็นผู้ที่รู้ประโยชน์และฉลาดพอที่จะรู้ว่า ถึงเวลาหรือยัง ควรที่จะกล่าวคำใด นี่ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่คิดจะพูดก็พูด แม้ว่าสิ่งนั้นจะดี แต่ต้องในกาลที่เขาพร้อมที่จะฟังด้วย มีหลายคนที่เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม แล้วก็อยากจะให้คนอื่นได้ฟังด้วยเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่เขาจะฟังหรือไม่ ใช่ไหม เวลานั้นเขากำลังเพลิดเพลินสนุกสนาน และเราไปพูดธรรม รับรองได้ไม่มีใครได้ยินเสียงธรรมเลย ได้ยินแต่เสียงอื่น นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความหวังดีก็ต้องอาศัยว่าพร้อมที่จะเป็นประโยชน์หรือเปล่า ชีวิตประจำวันจริงๆ เคยได้ยินเสียงแข็งไหม เรารู้จักลักษณะของแข็ง กระทบและก็แข็งหยาบกระด้าง แต่เสียงแข็งมีไหม เพราะฉะนั้น ถ้ารู้สึกตัวนิดเดียว คำนั้นแหละ แต่เสียงไม่แข็ง แล้วคนฟังก็พร้อมที่จะช่วยที่จะทำอะไรให้โดยที่ว่าแม้ว่าเราอยากจะให้เขาทำให้เรา แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดดีๆ ให้เขาสบายใจ แต่เป็นคนที่มีปกติเสียงแข็ง แล้วใครที่จะเตือน วาจาสุภาษิต พูดด้วยจิตที่เมตตาเพราะขณะนั้นเมตตาเสียงเปลี่ยนทันที ทำนี่ให้หน่อยได้ไหม นี่หนักนะ ขอบใจที่ช่วยยกให้ หรืออะไรอย่างนี้ เล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ หวังดีหรือเปล่า

    เป็นพระมหากรุณาที่ทรงแสดงแม้วาจาคือคำพูดซึ่งมาจากใจ เพราะฉะนั้น จากวาจาพอระลึกได้ก็รู้ว่าใจขณะนั้นแย่แล้ว ใช่ไหม ไม่มีการเห็นใจคนอื่นหรือว่าไม่คิดถึงว่าถ้าเขาได้ฟังอีกเสียงหนึ่งเขาจะสบายใจแล้วก็มีความสุข แล้วก็เต็มใจช่วยด้วยความสุขทั้งวัน ก็ยังดีกว่าจำใจต้องช่วย อย่างนี้ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งกว่ากิเลสจะเบาบาง ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการรู้สึกตัวเลยว่าเราสะสมอกุศลมามากแล้วเราจึงได้เป็นอย่างนี้ แล้วก็ยังจะเป็นต่อไปอีกหรือ นี่คือ ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา ก็ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงขณะที่พระผู้มีพระภาคจะตรัสพระธรรม ตรัสเรียกภิกษุก่อน ดูกรภิกษุ คนก็ไม่เข้าใจทำไมในพระสูตรจะมีคำว่าดูกรภิกษุ ดูกรภิกษุ แต่แม้อย่างนั้นก็ได้มีคำอธิบายไว้ชัดเจนว่าทุกครั้งที่จะทรงแสดงพระธรรมก็จะทอดพระเนตรลง ด้วยพระหฤทัยซึ่งเปี่ยมด้วยพระมหากรุณา ตรัสคำว่าดูกรภิกษุ เพื่อที่จะให้ภิกษุรู้สึกตัว อาจจะทำอะไรคิดอะไร สนทนากันคุยกันก็ได้ เพื่อให้รู้สึกตัวไม่ฟุ้งซ่าน เพราะใครจะรู้ว่าแต่ละคำที่ออกไปที่ไม่ใช่คำที่เกิดจากกุศลจิต ฟุ้งซ่านหมด เป็นความละเอียดของสภาพของจิตของธรรมที่จะทำให้กายวาจาเคลื่อนไหวไปในวันหนึ่งๆ เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงถ้าไม่ตั้งใจฟังจริงๆ ก็จะคลาดเคลื่อนโดยเสียง และคำซึ่งลึกซึ้งโดยธรรมและโดยเทศนานี่คือพระมหากรุณา ซึ่งแต่ละคำถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ เราก็จะเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้น และรู้ว่าแต่ละคำเพื่อเรา เพื่อเราซึ่งเคยเป็นคนไม่ดีมาก่อนแล้วแต่ว่าจะไม่ดีระดับไหน ค่อยๆ ละความไม่ดีนั้นจนกระทั่งเราสามารถที่จะเป็นคนดีประกอบด้วยปัญญา สามารถที่จะเริ่มเข้าใจ สิ่งที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญพระบารมีมายิ่งด้วยปัญญา ๔ อสงไขยแสนกัป หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    24 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ