ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
ตอนที่ ๑๙๕๗
สนทนาธรรม ที่ ศาลเยาวชน และครอบครัว จ.นครพนม
วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ท่านอาจารย์ พระธรรมเท่านั้นที่จะค่อยๆ ชำระ ความไม่สะอาดซึ่งเป็นความไม่รู้ ทีละเล็กทีละน้อย
ผู้ฟัง ขอช่วยวางขั้นตอนให้ทราบว่า จากสิ่งที่เราเรียนรู้ในวันนี้ คือฟังคำสอน ทำความเข้าใจในธรรม ท่านเดินไปอย่างไรซึ่งถึงที่สุดอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ เราเป็นใครก่อน เราจะรู้ว่าใครรู้หรือไม่รู้ ถ้าเราไม่รู้แล้วเราบอกว่าคนนั้นรู้ ถูกไหม เราเป็นใคร เราไปบอกว่าคนนั้นเป็นผู้รู้ โดยที่เราไม่รู้ เราพูดถูกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นที่จะบอกว่าใครเป็นใคร เป็นอะไร ก็เพราะความรู้ใช่ไหม และความรู้ของเรามาจากไหน มาจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำของใครทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นไม่ใช่มีแต่เฉพาะบุคคลนี้หรือบุคคลนั้น ใครก็ตามทั้งหมด เราจะกล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นจริงหรือเปล่า เรามีความรู้พอที่จะรู้จริงหรือเปล่า ถ้าเราไม่รู้แล้วเราบอก ถูกไหม เริ่มต้นก่อน ที่พูดตามๆ กันมานี่ถูกไหม โดยที่ผู้ที่บอก ผู้ที่พูดอย่างนั้นเป็นใคร ถ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทราบบุคคลนั้นเป็นใคร ท่านพระสารีบุตร ท่านก็สนทนากับพระปุณณมันตาณีบุตร สนทนากันโดยท่านผู้นั้นไม่รู้เลย ว่าท่านกำลังสนทนากับท่านพระสารีบุตร ไม่มีทางรู้
เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าใครมีปัญญา ไม่ใช่เห็น แต่ด้วยการสนทนา และผู้ที่สนทนาต้องมีความรู้มีความเข้าใจด้วย ถึงจะรู้ว่าบุคคลนั้นรู้หรือไม่รู้ แต่ถ้าเป็นผู้ไม่รู้แล้วไปบอกว่าคนนั้นรู้อย่างนี้ คนนี้รู้อย่างนั้น เราเอาอะไรมาบอก เอาความไม่รู้มาบอก จะถูกต้องไหม ต่อเมื่อใดเรารู้ และสนทนากัน เราก็จะรู้ได้ว่าบุคคลนั้นรู้หรือไม่ มีพระธรรมเป็นที่พึ่งให้รู้ว่าถูกคืออย่างไร ผิดคืออย่างไร ไม่ใช่พูดตามๆ กัน โดยคาดคะเน โดยไม่รู้ความจริง แต่ก็พูดแล้ว เพราะเชื่ออย่างนั้น แต่เอาอะไรมาเป็นเครื่องวัด เครื่องบอก เครื่องชี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการที่เป็นปัญญาที่รู้จริงๆ คำพูดนั้นถูกไม่ได้เลย และโดยเฉพาะสอนว่าอย่างไร เป็นพระพุทธพจน์หรือไม่ ตรงกับพระพุทธพจน์หรือไม่ ถ้าไม่ตรงไม่ถูก เชื่อใคร เพราะฉะนั้นไม่ใช่เชื่อตามๆ กัน
พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนแล้ว ไม่ใช่เชื่อตามๆ กัน ไม่ใช่เชื่อเพราะอ้างคัมภีร์ แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ต้องเป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีความเห็นถูกความเข้าใจถูก เอาอะไรมาเป็นเครื่องวัด ก็ต้องผิดใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะเชื่อเหมือนเดิมหรือเปล่า ต้องเป็นผู้ตรง สาวกผู้ฟัง อาจหาญ ร่าเริง ไม่ผิดไม่ต้องกลัว ความถูกต้องเป็นความถูกต้อง ถ้าคนที่รู้ถูก แล้วจะบอกให้คนอื่นผิดได้ไหม ขณะนี้ไม่ใช่ธรรมหรอก ปฏิบัติก็ต้องไปนั่งอย่างนั้นอย่างนี้ ถูกหรือไม่ถ้าบอกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้รู้อย่างใดก็กล่าวอย่างนั้น ไม่กล่าวคลาดเคลื่อนจากความจริงที่ตนเองรู้ เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวว่าให้ไปปฏิบัติที่สำนักปฏิบัติ แล้วไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย ถูกไหม ถ้าไม่ถูกก็ต้องอาจหาญ ร่าเริง เป็นการอนุเคราะห์ให้เข้าใจความจริง เพราะว่าความเป็นมิตรดีสหายดี มีความหวังดีที่จะไม่ให้คนอื่นหลงผิด เข้าใจผิด ความเห็นผิดมีโทษมาก หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่มีทางที่จะพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
เพราะฉะนั้นแต่ละคน ก็พิจารณาและก็เป็นตัวเอง แต่ละหนึ่งความถูกคือถูก ความผิดคือผิด ไม่ต้องหวั่นเกรง ความดีคือดี ความไม่ดีคือไม่ดี ก็ไม่ต้องหวั่นไหว ที่จะต้องไม่ดีตามไป หรือผิดตามไป มิฉะนั้นแล้วไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลย ยังคงมีความไม่รู้ความจริง คือสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วจะพ้นจากอบายภูมิได้อย่างไร แต่ทุกคนตรง เป็นมิตรดี เป็นกัลยาณมิตร หวังดี จึงพูดความจริง สิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าจะรักจะชังอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว เพราะว่าหวังดีจริงๆ ที่จะให้มีความเข้าใจ จากคำที่ได้ฟังแล้วก็พิจารณาด้วยความหวังดีว่าจริงไหม ถูกไหม ถ้าไม่ถูกไม่จริงก็สนทนาธรรมกันได้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าความจริงคืออย่างไร แต่ด้วยความหวังดีจริงๆ ที่ไม่อยากจะให้เพียงทำตาม พูดตาม คิดตาม โดยที่ว่าไม่รู้ว่าคำจริงนั่นคืออย่างไร
เพราะฉะนั้น ลองคิด อกุศลมีมากจริงหรือเปล่า ควรจะหมดหรือควรจะเพิ่มอีกเรื่อยๆ ควรจะหมด แล้วจะหมดได้อย่างไร อยู่ดีๆ ไม่มีทางเลย มากขึ้นทุกวันทุกวัน เมื่อไม่รู้ใช่ไหม แต่ถ้าได้ฟังพระธรรมเข้าใจ ขณะที่เข้าใจ ละคลายความไม่รู้ ซึ่งเปรียบเทียบไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรดี ของสกปรกทั้งนั้นที่เป็นอกุศลมากมาย จักรวาลกว้างใหญ่ก็ยังไม่พอที่จะเก็บ แต่เพราะเหตุว่าเป็นนามธรรม ไม่ต้องอาศัยห้อง สะสมอยู่ในจิตนี้ ด้วยเหตุนี้จิตแต่ละหนึ่งของแต่ละคน ณ บัดนี้ ไม่มีใครรู้สะสมอะไรมาในชาติก่อนๆ กี่ชาติ แม้ในชาตินี้ ต่อเมื่อใดมีเหตุปัจจัย ทำให้อะไรเกิดขึ้น จึงรู้ว่าสะสมมา จะรัก จะชัง มากน้อยอย่างไรก็เพราะสะสมมา เพราะยังมีอยู่ ถ้ายังไม่ได้เหตุปัจจัยที่จะเกิดก็นอนนิ่งสนิท ไม่มีใครรู้เลย ต่อเมื่อใดเกิดก็รู้ว่ายังมีอกุศลนั้นๆ
เพราะฉะนั้นอกุศลมีมากมาย จะดับอกุศลใดก่อน เห็นไหม คิดเองไม่ได้ คิดเองก็ผิด เพราะว่าคำถามส่วนใหญ่ จะถามว่าทำอย่างไรถึงจะไม่โกรธ เห็นไหม สำคัญเหลือเกินกับโกรธ ไม่อยากโกรธ แต่ลึกกว่านั้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ก็ต้องโกรธ ไม่รู้ความจริง เพราะก็เป็นธรรมทั้งนั้นเลย เกิดแล้วก็ดับ แล้วใครจะไปทำอะไรได้ แม้แต่ตัวเองก็ยังโกรธ เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะโกรธ แล้วก็จะไม่ให้คนอื่นโกรธก็ไม่ได้ ไม่ชอบโกรธ แต่โกรธก็ต้องเกิดเพราะมีปัจจัย เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปหวังที่จะดับโกรธ หรือไม่ให้โกรธเกิด ถามไปก็เท่านั้น ทำอย่างไรก็ไม่มีใครมาบันดาลให้ไม่โกรธได้ใช่ไหม ก็ได้แต่พูดกันไปพูดกันมาก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าไม่รู้จริง
ด้วยเหตุนี้ กิเลสดับได้แน่นอน เพราะผู้ที่ดับกิเลสแล้วมี เพราะฉะนั้นขณะนี้ ได้ยินได้ฟังธรรมแล้ว มีหนทางที่จะดับกิเลสได้แน่นอน เมื่อเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจต่อไปอีกว่ากิเลสมากๆ จะดับกิเลสอะไรก่อน ต้องถูกถึงจะดับได้ ถ้าผิดดับไม่ได้เลย ก็ผิดไปอีก เพราะพระธรรมลึกซึ้ง
อ. ธีรพันธ์ พูดถึงเรื่องขันธ์ ๕ ขอให้ช่วยให้ความเข้าใจเพิ่ม
ท่านอาจารย์ พูดถึงคำว่าขันธ์ หมายความถึงสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นหนึ่งขันธ์ เพราะเหตุว่า คำว่าขันธ์หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้น แต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็ตามขณะนี้ที่มีปรากฏเพราะเกิดขึ้น แต่ขณะที่เกิดแล้วดับนี้ ไม่ได้ปรากฏเลย เพราะเหตุว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว
เพราะฉะนั้นเรายังไม่รู้ เราจึงต้องฟัง ฟังเพื่อที่จะเข้าใจความจริงที่ได้ทรงแสดงไว้ว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่กำลังปรากฏมีจริงๆ แน่นอน เพราะเกิดขึ้นแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นเรายังไม่ต้องกล่าวถึงอะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าพอได้ยินคำว่าขันธ์ (ขันธะ) ในภาษาบาลี ก็หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ที่เกิดปรากฏแล้วก็ดับไป เดี๋ยวนี้เอง ทุกอย่างที่ทรงแสดงไว้มีจริงในขณะนี้แต่ว่าความหลากหลายของสิ่งที่มีจริง แม้เดี๋ยวนี้เอง การฟังธรรม ก็คือฟังความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังมีธรรมให้ศึกษา ให้เข้าใจจากการฟัง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของเราเองจากการที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีธรรมแน่นอน และธรรมก็หลากหลายมาก แต่ธรรมที่เกิดกำลังปรากฏแล้วดับไป เป็นแต่ละหนึ่งขันธ์ คือแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งเลย
เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ที่มีลักษณะต่างกันใหญ่ๆ เป็น ๒ อย่าง คือสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เมื่อไหร่เมื่อไหร่ที่สภาพธรรมนี้เกิดขึ้น ก็จะมีลักษณะของการเป็นธรรม ซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ ธรรมที่มีเกิดแต่ไม่รู้อะไร เช่นเสียง มีไหม เกิดแล้วปรากฏว่ามีเสียง ขณะที่กระทบสัมผัสมีอ่อนมีแข็ง มีเย็นมีร้อน มีตึงมีไหวเท่านั้นที่จะปรากฏที่กาย
วันนี้อากาศที่นี่ดีมากเลยใช่ไหม เป็นขันธ์หรือเปล่า แม้อากาศ เพราะถ้าไม่มีการกระทบกายเราจะรู้ได้ไหม ว่ามีลักษณะที่เย็น ก็รู้ไม่ได้ แต่เพราะมีกาย และความเย็นก็มีจริงๆ แล้วก็ปรากฏด้วยว่ามี เพราะฉะนั้นขณะที่เย็นสบาย ก็มีลักษณะของเย็น และมีสภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่เย็นด้วย วันนี้เย็นเท่าเมื่อวานนี้หรือเปล่า เห็นไหม สภาพรู้เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าเย็นวันนี้กับเย็นเมื่อวาน มากน้อยต่างกันอย่างไร ไม่ใช่เราพูดเองคิดเอง แต่ลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้น ก็ต้องตรงตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง ก็คือมีสภาพธรรมที่มี และไม่สามารถจะรู้อะไร แต่ไม่ปรากฏถ้าไม่มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ คนที่นอนหลับคนอื่นเค้าได้ยินเสียง แต่คนที่หลับเสียงไม่ปรากฏเพราะไม่มีธาตุที่เกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นขณะนั้นเราจะเรียกว่าเขาหรือใครหรือเราก็ตามแต่ แต่ได้ยินไม่เกิดขึ้นเสียงจึงไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรม แม้ได้ยินก็เป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วดับเป็นขันธ์ เสียงก็เป็นธรรมคือเกิดขึ้นและก็ดับเป็นขันธ์ รวมความว่า สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าเที่ยงแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้ในขณะนี้ซึ่งไม่ปรากฏการเกิดดับเลย ตามความเป็นจริงแต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นและดับไป เริ่มรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งคนอื่นยังไม่รู้ แม้ว่าได้ยินอย่างนี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ถึงความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่เริ่มเข้าใจลักษณะที่ต่างกันของสิ่งที่มีแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่รู้อะไรเลยใช้คำว่ารู้ปะหรือรูป เป็นรูปขันธ์ เสียงเป็นธรรมเป็นขันธ์ และก็เป็นรูปขันธ์ได้ยินเป็นธรรม เป็นขันธ์ด้วยหรือเปล่า เป็น แต่เป็นทาสรู้จึงไม่ใช่รูปขันธ์ เพราะฉะนั้น ที่มีสภาพของความรู้สึก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาขันธ์ นี่คือถ้าเข้าใจแล้วไม่ลืม และยังสามารถที่จะรู้คำในภาษาบาลีซึ่งภาษาไทยใช้คำนั้นแต่ว่าเข้าใจไม่ตรง เช่นเราบอกว่าน่าเวทนา หมายความว่าน่าสงสารใช่ไหม แต่ความจริง สงสารไม่ใช่เวทนาในภาษาบาลี ในภาษาบาลี เวทนาหมายความถึงสภาพที่กำลังรู้สึก รู้สึกดีใจหรือว่าเสียใจ หรือว่ากำลังเจ็บตรงหนึ่งตรงใด หรือเมื่อยก็ต่างกันไป สุขก็ไม่ใช่ทุกข์ เมื่อยก็ไม่ใช่สบาย แต่ว่าทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน ต้องเกิดทุกขณะด้วย ไม่ขาดไปเลย แต่ไม่รู้ ว่าขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วขณะใดก็ตาม ซึ่งมีจิตมีสภาพรู้เกิดขึ้น ก็จะต้องมีความรู้สึกที่เกิดพร้อมกับจิต แต่จิตไม่ใช่สภาพรู้สึก
เพราะฉะนั้นสภาพรู้สึกหรือนามธรรม ที่สามารถรู้อารมณ์ได้ แต่ไม่ใช่จิต เรียกว่าเจตสิกในภาษาไทย แต่ก็มาจากภาษาบาลีว่า (เจ ตะ สิ กะ) ต้องออกเสียงทุกคำ เดี๋ยวนี้มีไหมเจตสิก มี และเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เวทนาความรู้สึกเป็นเจตสิกใน ๕๒ เพราะฉะนั้นที่ใดที่มีจิตที่นั่นต้องมีเจตสิก เพราะว่าเจตสิกเป็นสภาพที่อุปการะเกื้อกูลให้จิตเกิดขึ้น ถ้าไม่มีจิตเจตสิกก็เกิดไม่ได้ และถ้าไม่มีเจตสิกจิตก็เกิดไม่ได้ คือธรรม ต้องอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นไป
สำหรับจิต และเจตสิก เกิดพร้อมกัน แล้วก็รู้สิ่งเดียวกันแล้วก็ดับพร้อมกันด้วย สำหรับในภูมิเราใช้คำว่าภูมิคือที่เกิด ที่มีทั้งนามธรรม และรูปธรรม จิตต้องเกิดที่รูป จิตจะเกิดนอกรูปไม่ได้เลย ไม่ใช่เกิดในอากาศหรืออะไร แต่ที่รูปร่างกายของสิ่งที่มีสัตว์บุคคล เป็นสัตว์เป็นบุคคล ต้องมีจิต และเจตสิกกำลังเกิด-ดับเดี๋ยวนี้ จิตเจตสิกกำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้นขณะที่เห็น คือจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ ธรรมดาอย่างนี้ ธรรมคือธรรมดา ซึ่งมาจากคำภาษาบาลี ว่าธรรมะตา ภาษาบาลีไม่ใช่ ด ไม่มี ด แต่มี ต เพราะฉะนั้นคนไทยพูดว่าธรรมดา แต่ภาษาบาลีคือธัมมตา (ทำ มะ ตา) คือความเป็นไปของธรรม ซึ่งต้องเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น เปลี่ยนได้ไหม ให้ไม่เป็นอย่างนี้ ให้ไม่เห็นอะไร ให้ไม่รู้สึกอะไรได้ไหม ไม่ได้เพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดขึ้น ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด บังคับบัญชาไม่ได้เลย แสดงความเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายเลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ เห็นแล้วด้วย ได้ยินแล้วด้วย คิดแล้วด้วยตามเหตุตามปัจจัย แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ไหม ไม่ได้แน่นอน คิดถึงอะไร คิดถึงสิ่งที่เคยพบเคยเห็น เคยฟัง เคยรู้เรื่องเคยชอบ เคยโกรธ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดแล้ว จิตก็สามารถที่จะคิดถึงสิ่งนั้นได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งวันหนึ่ง ไม่พ้นจากเห็น แล้วก็ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เท่านี้เองวันหนึ่งๆ แต่เรื่องราวมากเหลือเกิน จากแต่ละหนึ่งขณะจิตซึ่งเกิดดับสืบต่อ รวดเร็วจนปรากฏเสมือนว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง เป็นเหตุการณ์ต่างๆ มากมายแท้ที่จริงเพียงจิตไม่เกิด อะไรก็ไม่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น โลกกำลังเป็นไป เพราะมีสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งนั้นเลย ไม่ว่าตรงไหนอะไรปรากฏก็เพราะมีธรรมเกิดขึ้น และก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อมีเหตุปัจจัย แต่พอจากโลกนี้ไปแล้ว โลกนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้ คนอื่นเขาก็ตื่นขึ้น และเขาก็กินอาหาร แล้วก็เขาก็ทำงานเหมือนเดิม สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่แต่คนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป โลกนี้ไม่ปรากฏ แม้ว่าโลกเดิมนี้ ยังเป็นไปสำหรับคนที่ยังไม่จากโลกนี้ไป แต่คนที่จากไปแล้วลืมหมด จำไม่ได้อีกแล้ว เหมือนโลกก่อนที่จากมา เราก็จำอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการมีโอกาสได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ตามที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ที่จะทำให้เป็นอีกสิ่งหนึ่งในชีวิต ซึ่งสำหรับบางคน ไม่เคยมี ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยรู้เรื่องของสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่าผู้ที่ได้สะสมบุญไว้แล้วแต่ปางก่อน ก็มีโอกาสที่จะได้ฟังแล้วก็ได้เข้าใจจากการที่สะสมมาบ้าง ทำให้สามารถที่จะฟัง แล้วก็เห็นประโยชน์ และก็รู้ว่าก่อนจากโลกนี้ไป เข้าใจสิ่งที่มี ไม่ดีกว่าหรือ ดีกว่าที่จะจากไปโดยที่มืดสนิทไม่เข้าใจอะไรเลยตามความเป็นจริง แล้วก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นการทบทวน คำว่าธรรมสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงนี้เกิดดับ ใช้คำว่าขันธ์ ขันธะ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดเลยที่เกิดขึ้นเป็นขันธ์ แม้แต่เสียงก็เป็นธรรมที่มีจริงเกิดดับเป็นขันธ์ เห็นก็มีจริงเป็นธรรมที่เกิดดับเป็นขันธ์ แต่ว่าต่างกันสิ่งที่เป็นรูปขันธ์หมายความถึงสิ่งนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่สิ่งที่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ไม่มีกลิ่นไม่มีรส ไม่เขียวไม่ขาว ไม่ดำ ทั้งหมดเลย แต่เกิดขึ้นรู้ เพราะฉะนั้นธาตุที่เกิดขึ้นรู้โดยไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย นึกออกไหม ว่าธาตุนั้นเป็นอย่างไร
ขณะนี้เต็มไปด้วยรูปมีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีเสียงแต่ว่ามีธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีรูปร่าง ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่เกิดขึ้นรู้ และกำลังรู้ด้วย ในขณะนี้กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิด ลักษณะของธาตุรู้จะเป็นอย่างไร ในเมื่อไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย คิดออกไหม เป็นอย่างไร คิดไม่ออก แต่มี และสิ่งนั้นเกิดขึ้นรู้มืดสนิท เพราะไม่มีอะไรเลย แสงสว่างมีจริงเป็นรูปที่ปรากฏให้เห็นได้ เสียงมีจริงปรากฏให้ได้ยินได้ แต่ธาตุรู้มีจริง แต่ไม่ได้ปรากฏให้รู้ได้ ทางตามองไม่เห็น ไม่มีกลิ่นให้ดม ไม่มีเสียงให้รู้ ขณะนั้น ธาตุรู้จริงๆ เกิดขึ้นในความมืดสนิท ยิ่งกว่าหลับตา เพราะหลับตายังมีแสงสว่างลางๆ หรือว่าถ้ามืดมาก แต่ว่าขณะนั้นยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็มีตาด้วย เราก็บอกว่าไม่เห็นอะไรมืดมาก ยังมีธาตุรู้ความมืด แต่ตัวธาตุรู้จริงๆ มืดยิ่งกว่านั้น เพราะเหตุว่าเป็นเพียงธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น แต่รู้ได้ทุกอย่าง สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ปรากฏเพราะมีธาตุรู้ที่กำลังเห็น ว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ทางตาเป็นอย่างนี้ ทุกอย่างที่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เพราะมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ตั้งแต่ส่วนที่หยาบเป็นรูปร่างสัณฐาน และก็ที่ละเอียดความปลีกย่อย เช่นนาฬิกา เช่นรูปภาพ ดูเผินๆ ก็เป็นกรอบรูป แล้วก็เป็นภาพคน แต่ถ้าดูละเอียด ก็จะมีความละเอียด ซึ่งธาตุนั่นเองที่สามารถที่จะเกิดขึ้นรู้ได้ทุกอย่าง แม้แต่นิพพานที่เราได้ยิน ถ้าไม่มีธาตุรู้ใครจะรู้จักนิพพานไหม ก็ไม่รู้ว่านิพพานมี แต่ที่รู้ว่านิพพานมีเพราะมีธาตุรู้นิพพาน แต่ไม่ใช่เพียงรู้ ต้องมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกจึงสามารถที่จะรู้ว่านั่นคือนิพพาน ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม การฟังธรรมนี้ ลึกซึ้งและยาก เพราะว่าเป็นการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง แต่ต้องตามลำดับ มิฉะนั้นการฟังเผิน เราจะไม่เข้าใจอะไรเลย แล้วก็จะไม่เห็นว่าลึกซึ้งด้วยแต่พอได้ฟัง แล้วก็ไม่เผิน เพราะว่าต้องเข้าใจทุกคำ แล้วก็ทีละคำจริงๆ จึงจะชื่อว่าประโยชน์จากการฟัง คือเข้าใจแต่ละคำที่ได้ยิน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980