ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978


    ตอนที่ ๑๙๗๘

    สนทนาธรรม ที่ ศูนย์การค้าสยามนครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕


    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญาก็ยังคงติดข้องด้วยความไม่รู้ ว่าขณะนี้ ก็กำลังติดข้อง เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งของจิตแต่ละขณะ ทันทีที่เห็น เห็นดับเร็วมาก เพียง ๓ ขณะจิต ต่อจากเห็น ความติดข้องเกิด ใครรู้บ้าง ในเมื่อไม่รู้ความจริงของเห็นก็ติดข้องใช่ไหม ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นสำหรับความเข้าใจ ไม่ใช่เอาคำของคนอื่นมาบอกว่านี้เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำของพระองค์กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน ค่อยๆ พิจารณา อีกนานเท่าไร ก็มีความอดทนที่รู้ว่าธรรมจริงๆ เป็นอย่างนี้ แต่ไม่ปรากฏอย่างนี้ ก็แสดงว่ายังไม่ได้เข้าใจอย่างนี้จริงๆ โดยละเอียด พอที่จะรู้แล้วใช่ไหม เริ่มต้นเมื่อเข้าใจธรรมที่ได้ฟัง ไม่ใช่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังแล้วไม่เข้าใจ ๑๐ ปีก็ไม่ได้เริ่มต้นที่จะเข้าใจ แต่ฟังวันนี้เข้าใจวันนี้ก็เริ่มต้นแล้ว

    อ. กุลวิลัย เพราะฉะนั้นค่อยๆ เห็นถูกในลักษณะของสิ่งที่มีจริงนั่นเอง แม้แต่คนก็ไม่มี แต่ถ้าไม่มีรูปที่กระทบตา ไม่มีนิมิตของการเกิดดับของรูป จะมีสัณฐานรูปร่างรู้ได้ไหม แล้วนิมิตที่เป็นเครื่องหมายก็ยังมีนัยยะอื่นอีก ไม่ใช่เฉพาะนิมิตที่เป็นปรมัต เพราะฉะนั้นแม้แต่ตัวนิมิต ที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว แต่ก็มาจากปรมัตถธรรมนั่นเอง แล้วส่วนที่ละเอียด ก็คืออนุพยัญชนะนั่นเอง ทำให้ติดข้องหรือเปล่า แต่มาจากความไม่รู้ในตามความเป็นจริงนั้นเอง กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความลึกซึ้งของสภาพธรรมที่เป็นนิมิต

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ต้องตรง และก็เข้าใจให้ละเอียดขึ้น เพราะว่าทั้งๆ ที่ขณะนี้มีนิมิตเต็มไปหมด แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจในนิมิตทั่วถึงโดยละเอียด ว่านิมิตละเอียดแค่ไหน เช่น เห็น ก่อนเห็นมีไหม ก่อนเห็นมีธาตุรู้ไหม หรือ พอเกิดมาก็เห็นเลย เพราะฉะนั้นขอใช้คำในภาษาบาลี ภาษามาคธี คำหนึ่ง คือ จิตตะ เราคนไทยก็ใช้คำว่าจิต ตัดคำสุดท้ายออก จากจิตตะ ก็เป็นจิต จิตตัง จิตอะไรก็แล้วแต่รูปของภาษา แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น ต้องรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่ละคำ สิ่งหนึ่งที่มีจริง ที่เกิดขึ้นรู้ รู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ใช่ไหม จะรู้โดยไม่มีสิ่งที่ไม่ถูกรู้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นจิตที่เรากล่าวถึง เป็นสิ่งที่มีจริงหนึ่ง ที่เกิดขึ้นรู้ ต้องรู้สิ่งที่ปรากฏให้รู้ถูกต้องไหม ก็เพิ่มคำภาษาบาลีอีกคำหนึ่ง คือ อารัมมณะ คนไทยก็ตัดสั้นๆ เป็นอารมณ์ แล้วก็เข้าใจผิดด้วย วันนี้อารมณ์ดี หมายความว่าอย่างไร ยังไม่รู้เลยว่าอารมณ์คืออะไร แต่พูดว่าอารมณ์ดี แต่ถ้าไม่เห็นสิ่งที่ดี ไม่ได้ยินเสียงที่ดี ไม่ได้กลิ่นที่ดี จะอารมณ์ดีไหม เราพูดถึงปลายเหตุ คือ สิ่งที่ถูกรู้ แต่เราไม่รู้สภาพรู้ เวลานี้ทุกคนที่เกิดมา ต้องเป็นสภาพรู้ที่เกิดขึ้นรู้ จริงกล่าวว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต แล้วแต่ว่าจะเกิดเป็นงู เป็นนก อะไรก็ตามแต่ ก็เป็นสิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นมีชีวิตเพราะมีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นรู้ สิ่งที่ไม่มีชีวิตก็คือไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เป็นรูปธรรม ส่วนธาตุรู้ จะใช้อีกคำหนึ่งว่า นามธรรม เราอาจจะเคยได้ยินคำนี้ในภาษาไทย แต่ว่าเราไม่ได้เข้าใจต้นตอว่ามาจากไหน เมื่อไม่รู้ก็ผิดไปเลย สิ่งนั้นยังไม่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ก็เกิดขึ้นไม่รู้อะไร จะไม่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ตามใครด้วยความไม่รู้ แต่ต้องเป็นผู้ตรง มีโอกาสจะได้ฟังคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำไหนของใครจะตรงยิ่งกว่าคำของพระองค์ ไม่มีเลย ด้วยเหตุนี้ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นในแต่ละคำ ซึ่งเป็นการกล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มีให้ค่อยๆ รู้ความจริงนั้นเพิ่มขึ้น ขณะนี้มีใครสงสัยในสิ่งที่มีจริงหนึ่ง คือสภาพรู้บ้างไหม มี ถูกต้อง เป็นสิ่งที่มีชีวิต เป็นคน เป็นสัตว์ต่างๆ เป็นสภาพรู้ ใช้คำว่าสภาพรู้นี่ มั่นคงแค่ไหน ตรงแค่ไหน ละเอียดแค่ไหน สภาพรู้ ไม่ใช่รูปธรรม ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีหวาน ไม่มีเปรี้ยว ไม่มีเค็ม ไม่มีแข็งเลย เกิดขึ้นรู้ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ถูกธาตุนี้รู้ เกิดขึ้นรู้ทั้งหมด คนอยู่ในห้องมากมาย ถ้าไม่มีธาตุรู้ เกิดขึ้นเห็นแล้วคิด จะเป็นคนไหม โต๊ะ เก้าอี้ จะรู้ไหมว่ามีคนในห้องนี้ ไม่รู้อะไรเลยไม่ใช่ธาตุรู้ เพราะฉะนั้น แม้แต่คำเดียวคือธาตุรู้ เริ่มรู้ว่ามีธาตุรู้ ซึ่งแต่ก่อนนี้เป็นเราหมดเลย เราเห็น เราคิด เราจำ เราชอบ แต่ทั้งหมดเป็นธาตุรู้ จึงชอบ จึงจำ จึงคิด ถ้าไม่รู้จำไม่ได้ ชอบไม่ได้ คิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้นให้รู้ว่าความจริง ต้องเริ่มจากทุกคำ และก็มั่นคง และก็ค่อยๆ รู้ว่า เดี๋ยวนี้ก็มี ถูกต้องไหม เราฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนว่าขณะนี้ ธาตุรู้ต้องเป็นธาตุรู้ ธาตุรู้จะเกิดขึ้นไม่รู้อะไรไม่ได้ นั่นไม่ใช่ธาตุรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้อะไร สิ่งที่ไม่รู้อะไร มีจริงเป็นรูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นรู้ ก็มี เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้น นามธรรม ก็หมายความถึงธาตุรู้ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เรา แต่มีธาตุรู้ และ รูปธรรมที่ไม่รู้อะไร เกิดพร้อมกัน เพราะกรรมเป็นปัจจัย จึงไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า แต่เกิดมาเป็นธาตุรู้ ซึ่งหลากหลายมาก ตามเหตุตามปัจจัยที่สะสมมาในอดีตนานมาแล้ว

    เพราะฉะนั้น ฟังคำว่า ธรรม สงสัยไหม หรือ เข้าใจขึ้น ฟังคำว่า รูปธรรม สงสัยไหมหรือ เข้าใจขึ้น ทีละคำจนกว่าจะถึงคำว่านิมิต ไม่ใช่ไปจับนิมิตขึ้นมาก่อน แล้วก็ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น นามธรรมก็มีจริง ธาตุรู้ทั้งหมด หลากหลายมาก ความโกรธ ไม่ใช่ความสุข เห็นไหม ไม่ใช่สภาพจำ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งหลากหลายมาก แต่มีธาตุรู้หนึ่งซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้คำว่าจิต จิตตะ เป็นธาตุรู้ ที่รู้แจ้งสิ่งที่ถูกรู้ โต๊ะตรงนี้ มีสีอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้แจ้ง จะรู้ไหมว่า ม่วง ขาว เหลือง แต่เพราะธาตุรู้นี้เกิดขึ้น เห็นแจ้ง ไม่ทำอะไรเลยทั้งสิ้น นอกจากเกิดขึ้นรู้สิ่งที่กระทบตา เพราะสิ่งเดียวที่กระทบตาได้ คือ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้นอย่างเดียว ในบรรดาธรรมทั้งหมด มีธาตุนี้ธาตุเดียว ซึ่งสามารถจะปรากฏให้เห็นได้ เสียงมีไม่เห็น กลิ่นมีไม่เห็น แต่ธาตุที่ปรากฏนั่นต้องมีธาตุรู้ จิตประเภทหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่าเป็นจักขุวิญญาณธาตุ เป็นธาตุที่อาศัยตา และมีสิ่งที่กระทบตา เป็นปัจจัยให้เกิดธาตุเห็นเกิดขึ้น เห็นสิ่งนั้นแล้วดับ หนึ่งแล้ว

    เพราะฉะนั้นในชีวิตของแต่ละคน มีธาตุรู้มากมาย แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดดับ โดยไม่รู้เลย จึงเป็นเราด้วยความไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงไหนเรา ตาก็เป็นตา เห็นก็เป็นเห็น เสียงก็เป็นเสียง ได้ยินก็เป็นได้ยิน ไหนเรา เกิดแล้วดับแล้วทั้งหมด ค่อยๆ ฟังให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้รู้ความจริง ไม่ใช่ไปเร่งรัดที่จะหมดกิเลส สะสมกิเลสมาแสนนานในสังสารวัฎฏ์ จะหมดได้ไหม เพียงแค่ฟังแค่นี้ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ความเข้าใจที่ค่อยๆ มั่นคง และตรงต่อความจริงที่กำลังปรากฏทีละเล็กทีละน้อย ก็จะถึงวันหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยความเพียร ความอดทน ความมั่นคง ที่รู้ว่าความจริงเป็นสิ่งที่สามารถรู้ได้ กำลังมีแล้วรู้ไม่ได้ แต่ผู้รู้ได้มี และทรงอนุเคราะห์ให้เราได้ฟังความจริง จนเราค่อยๆ รู้ได้ด้วย แต่ต้องเข้าใจทุกคำ ทีละคำ ลึกซึ้ง ไม่มีเรา เพราะอะไร มีแต่สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ไม่ใช้คำว่าธรรมก็ได้ มีเห็น มีได้ยิน มีคิด มีจำ เกิดแล้วดับไปตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรา เพราะไม่เหลือแล้วหมดแล้ว นี่ต้องมั่นคงในแต่ละคำเพิ่มขึ้น ขณะที่มีความเข้าใจถูก จะค่อยๆ ละกิเลสไป คือ ความไม่รู้ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริง ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มความเข้าใจขึ้น จนกระทั่งละความไม่รู้ไปเล็กน้อยมาก เดี๋ยวนี้เองที่กำลังฟัง ความเข้าใจค่อยๆ ทำหน้าที่ ละความไม่รู้ ตามกำลังของความเข้าใจ

    เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดถึงทุกคำ แต่ละคำไม่เผินเลย เช่น คำว่านิมิต วันนี้หลายคำไหม แต่ว่า หวังว่าหลายคำคงไม่ลืม จำได้มากน้อยต่างกัน ถ้าเราคิดบ่อยๆ ไตร่ตรองบ่อยๆ ฟังอีกไม่ลืม ความเข้าใจต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน เหมือนเรื่องใดที่เรากำลังคิดถึง ถ้าเราไม่คิดบ่อยๆ เราก็ไม่คิดถึง แต่พอคิดแล้วไม่ลืมก็ คิดอีกๆ ก็เป็นธรรมดา ดังนั้นแต่ละคำต้องชัดเจน ขณะนี้มีจิต เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ละคน มีเสื้อสีต่างๆ หลากหลายมาก ถ้าไม่เห็นจะเป็นอย่างนี้ไหม ใช่ไหมแต่เพราะเห็นแจ้ง เสื้อตัวเดียวนี่มีสีอ่อนสีแก่ เขียวอ่อน เขียวแก่ ชมพูอ่อน ชมพูแก่ ถ้าจิตไม่รู้แจ้ง ไม่เกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ จะไม่ปรากฏความหลากหลาย แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เกิด พระสัมมาส้มพุทธเจ้าทรงแสดงชั่วหนึ่งขณะแสนสั้นแค่ไหน สำหรับเรา เราก็นับไปชั่วโมงหนึ่งมีกี่นาที เป็นกี่วินาที เป็นขณะๆ ไป แต่ขณะของธรรมที่เกิดขึ้น แล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ แค่ลืมตา ต้องกระทบตา จึงมีเห็นใช่ไหม แต่เห็นคนตั้งมาก แค่หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมา แสดงการเกิดดับรวดเร็วของจิตสุดที่จะประมาณได้ มีความมั่นคงอย่างนี้ไหม

    เพราะฉะนั้น ไม่สามารถจะรู้เพียงหนึ่งขณะ อย่างเห็นเดี๋ยวนี้ จิตก่อนเห็นก็มี จิตเห็นดับไปแล้วจิตอื่นก็มี แต่เพราะไม่รู้แจ้งทางตา ไม่รู้แจ้งทางหู ไม่รู้แจ้งทางจมูกไม่รู้แจ้งทางลิ้น ไม่รู้แจ้งทางกาย จึงไม่ได้คิดถึงหรือรู้ความต่างกันที่หลากหลายมาก เห็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดดับสืบต่อเท่านั้น เพราะหนึ่งขณะจิตไม่สามารถรู้ได้ เพราะพระองค์ทรงแสดงไว้ว่า ก่อนเห็นเป็นจิตอะไร ซึ่งไม่เห็น แต่รู้ว่าเห็น สิ่งนั้นกระทบตา และเมื่อเห็นแล้วเพียงหนึ่งขณะเดียวดับไป จิตอื่นเกิดสืบต่อ รู้อารมณ์ คือ สีสันวรรณะ ที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่ไม่เห็น ใครจะรู้ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงวาระของจิตแต่ละหนึ่งขณะว่ารวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นจะไปรู้เพียงหนึ่งขณะจิตเป็นไปไม่ได้ รูปยังไม่ดับ รูปมีอายุยืนยาวกว่าจิต รูปหนึ่งรูปซึ่งเกิด จะดับต่อเมื่อจิตเกิดดับไปแล้ว ๑๗ ขณะ ซึ่ง๑๗ ขณะนั้นไม่มีใครรู้เลย เพราะว่าขณะนี้ตั้งกี่ขณะถึงจะปรากฏเป็นคนสักคน แต่คนตั้งมากมายอย่างนี้ จะไปรู้จิตหนึ่งขณะได้อย่างไร เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสสิ่งที่มีจริงๆ ใช่ไหม เพราะเดี๋ยวนี้เห็นตั้งหลายสี ต้องทีละสี ใช่ไหม ถ้าไม่ทีละสี จะรู้ได้อย่างไรว่าหลายสี ต้องประจักษ์แจ้งแต่ละหนึ่ง รู้แจ้งในแต่ละหนึ่งๆ เพชรแท้กับเพชรเทียม ถ้าจิตไม่รู้แจ้งจะรู้ไหม ว่าเทียม หรือ ปลอม หรือ จริง ทุกอย่างหมด มีธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานเฉพาะในการรู้แจ้งสิ่งที่กระทบ เป็นปัจจัยให้เกิดรู้แจ้งสิ่งนั้น เป็นคนหรือ เพียงแค่กระทบตาหนึ่งขณะ ไม่เป็นใช่ไหม เป็นดอกไม้ไหม เป็นกิ่งไม้ไหม เป็นกลีบดอกไม้ไหม เล็กลงไปอีก ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเลย

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ กำลังเห็น มีเห็นใช่ไหม เหมือนเห็นตลอดเวลาใช่ไหม แต่ความจริงเห็นเกิดดับรวดเร็วสืบต่อกัน และก็มีอย่างอื่นคั่นด้วยใช่ไหม จึงไม่ใช่มีแต่เห็นอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้ หนึ่งขณะไม่สามารถปรากฏให้รู้ได้แต่เมื่อหลายๆ ขณะก็ปรากฏ ว่าเห็น นั่นคือ นิมิตตะ ของเห็น เริ่มเข้าใจคำว่า นิมิตถ้าไม่มีธรรมอะไรเลย นิมิตก็ไม่มี แต่เมื่อมีธรรมที่เกิดดับสืบต่อ เร็วสุดที่จะประมาณได้ ทุกคนกำลังเห็น รู้เห็นใช่ไหม แต่จิตก่อนเห็นไม่รู้ จิตหลังจากจิตเห็นก็ไม่รู้ จึงปรากฏเป็น นิมิตของเห็น นิมิตของได้ยิน ทุกอย่างปรากฏเมื่อเกิดดับสืบต่อ จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า เป็นสิ่งหนึ่ง คือ เห็น เป็นสิ่งหนึ่ง คือ ได้ยิน แต่ทั้งหมดก็คือ แม้เห็นก็ยังเป็นนิมิตของเห็น แม้ได้ยินก็เป็นนิมิตของได้ยิน สิ่งที่ปรากฏทางตา ทีละหนึ่งกว่าจะรวมกัน เป็นรูปร่างสัณฐานเป็นนิมิตของสิ่งหนึ่ง คิดดูอยู่ในโลกของนิมิต ด้วยความไม่รู้

    เริ่มรู้ว่าความไม่รู้มากแค่ไหนในสังสารวัฎฏ์ เพิ่มขึ้นอีกทุกขณะที่มีชีวิตอยู่ ด้วยความไม่รู้ มิฉะนั้นจะไม่เห็นพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ใช่เพื่อรู้เพียงพระองค์เดียว แต่เพื่อสัตว์โลกซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ ถ้าขาดบารมีที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ก็ต้องอาศัยผู้ที่มีความกรุณามากมายมหาศาล ที่จะอดทนทำความเพียร ซึ่งยากที่จะกระทำได้ เพื่อจะรู้ความจริง ให้คนอื่นได้ฟัง ได้รู้ ได้เข้าใจ จนมีผู้ที่ประจักษ์แจ้งธรรม ดับกิเลสตามที่พระองค์ได้ทรงแสดง มากมายในสมัยนั้น แต่ว่าสมัยนี้ ต้องเป็นคนที่ตรง

    ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งไหม เพราะทุกอย่างขณะนี้มากมายหลายอย่างนับไม่ถ้วนเลย โคมไฟ ประตู หน้าต่าง ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ทำไมพร้อมกันได้ เพราะฉะนั้นเข้าใจคำว่านิมิต ว่าต้องเป็นนิมิตของแต่ละหนึ่งก่อน และก็เป็นนิมิตของหลายๆ อย่างที่รวมกัน จึงเป็นหลายๆ คน ไม่ใช่คนเดียว เพราะฉะนั้นหลงอยู่ในนิมิตของสังสารวัฎฏ์ แสนนานมาแล้ว ได้ยินคำว่าพระสัมมาส้มพุทธเจ้าก็ไม่รู้คุณ เพราะไม่ได้ฟังความละเอียด ไม่ได้ไตร่ตรอง ที่จะเป็นผู้ที่เริ่มรู้ตัวว่า ในพระไตรปิฎกใช้คำว่าบรมโง่ จริงไหม มีใครบรมโง่บ้าง ไม่มีเลยหรือ ปัญญาต่างหากที่รู้ว่าบรมโง่ เพราะเป็นความจริง ถ้าไม่ใช่ปัญญาคิดว่าฉลาด คิดว่ารู้แล้ว คิดว่าฟังแล้วก็เข้าใจหมดใช่ไหม แต่พอฟังแล้วสิ่งที่เป็นจริงอย่างที่พระองค์ทรงแสดง ไม่รู้ เพิ่งเริ่มฟัง เพิ่งเริ่มเข้าใจ เพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ธรรม เพิ่งเริ่มเข้าใจความหมายของนามธรรม รูปธรรม เพิ่งเข้าใจความหมายของ อนัตตา และก็เพิ่งเริ่มเข้าใจคำว่า นิมิต เกินกว่าที่จะรู้ได้ว่า ทั้งหมดเป็นนิมิต แม้แต่เห็นเหมือนสั้นที่สุดก็ยังเป็นนิมิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งจิตโดยละเอียดยิ่ง จิตที่เกิดก่อนเห็น และ จิตที่เกิดหลังเห็น ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นโลกนี้ปรากฏเพียงแค่เห็น นิมิตของเห็น นิมิตของได้ยิน ที่ปรากฏทั้งหมดเป็นนิมิตทั้งหมด เหมือนกับเดี๋ยวนี้ จะไม่เป็นนิมิตได้อย่างไร เพียงแค่ลืมตานิดเดียวก็เห็นหมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เราเห็น เป็นนิมิตของธรรมทั้งหมด เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าตรัสรู้ เริ่มเข้าใจความหมายของ ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวท วิปัสสนา อริยสัจจะ ไม่ใช่ตัวหนังสือให้จำ แต่ต้องเป็นความเข้าใจที่มั่นคง ว่านี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสความจริงของทุกอย่าง เพื่อให้เราได้ยิน ได้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา นานไหม ทำไมไม่แค่วันสองวันจบ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าสิ่งต่างๆ มี แล้วใครจะรู้ความจริงนั้นถึงที่สุด อย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ถ้าเราไม่ได้เข้าใจ แต่ละคำ ทีละคำ ไม่มีทางเข้าใจ เหมือนเข้าใจ แต่ยังไม่ถึงความจริงถึงที่สุดของคำนั้น เพราะฉะนั้นหนทางที่จะรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะเป็นที่พึ่ง พึ่งให้เป็นคนตรง พึ่งให้เป็นคนที่รู้ว่าสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ได้ยิน ได้ฟังแล้วจบ แต่ว่าสามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงที่พระองค์ได้ประจักษ์แจ้ง และทรงแสดงหนทาง ไม่ใช่เพียงแต่บอกให้ฟัง บอกให้เชื่อ บอกให้เข้าใจ แต่ไม่ให้รู้ความจริง ถ้าเป็นอย่างนั้น จะไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะประโยชน์สูงสุดก็คือว่า เมื่อสัตว์โลกเต็มไปด้วยความไม่รู้ ประโยชน์สูงสุดของเขาคืออะไร ให้ไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ หรือว่าเพราะไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ ต้องบำเพ็ญบารมีตามลำดับขั้น ว่าจะถึงความเป็นสาวก หรือจะถึงความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า รู้แจ้งสภาพธรรม แต่ไม่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงแสดงธรรม แก่ผู้ที่ไม่รู้ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ เทวดา หรือ พรหม

    เพราะฉะนั้นประมาทการฟังไม่ได้เลย ว่าฟังเพื่ออะไร ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อพูดอย่างนี้ได้ไหม พูดอย่างนั้นได้ไหม แต่พูดคำที่รู้ ไม่ใช่พูดคำที่ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ ความไม่รู้มีมาก ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไม่รู้ไปหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเป็นคนตรง ก็คือว่า เริ่มเข้าใจความจริง มั่นคงในความจริง ทีละคำ เมื่อสักครู่นี้มีตั้งหลายคำใช่ไหม เรื่องอุทิศส่วนกุศลเป็นภาษาบาลี เรื่องอะไรต่ออะไร เรื่องเด็กทำอย่างไร เขาถึงจะสนใจธรรม หรือว่าประพฤติในทางที่ถูกต้อง พวกนี้มากมายหลายเรื่อง ทั้งหมดต้องศึกษา มิฉะนั้นแล้วแก้ปัญหาอะไรก็ไม่ได้ด้วยความไม่รู้ เริ่มจากคำว่าศาสนาคืออะไรได้ไหม

    ผู้ฟัง ผมก็คิดว่าอาจจะเป็นแนวทางที่ใครสักคนหนึ่งค้นพบความจริงแล้วเอามาบอกคนอื่น

    ท่านอาจารย์ ขอเชิญท่านผู้รู้ภาษาบาลี คุณคำปั่น ให้คำแปลของคำว่า ศาสนา

    อ.คำปั่น คำว่าศาสนา หรือ คำภาษาบาลีก็คือ "สาสน" หมายถึง คำสอน

    ท่านอาจารย์ ศาสนา คือ คำสอน ก็ต้องมีผู้สอน คือ ศาสดา ใช่ไหม เพราะฉะนั้นคำสอนมีหลากหลายมาก ก็มีหลายศาสดา แล้วแต่ว่าศาสดาใดสอนอะไร ก็กล่าวว่านั่นเป็นคำสอนของศาสดานั้น ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้น พุทธะ คืออะไร เห็นไหมได้ยินคำว่า พุทธะ แล้ว พุทธะ คืออะไร ถ้าอย่างธรรมดา ซึ่งก็คงจะไม่ใช่คำแปลโดยตรง หรือว่า จะเป็นความลึกซึ้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ พุทธะ คือ ผู้รู้ ถ้าคำนี้ต้องต่างจากคนอื่นแล้วใช่ไหม เมื่อมีรู้ ก็ต้องมีไม่รู้ เพราะฉะนั้นผู้ใดเป็นผู้รู้ และก็แสดงความรู้ ที่ได้รู้ ให้คนอื่นได้รู้ ความรู้ ก็คือว่า ความจริง จึงเป็น พุทธะ รู้อะไร ก็ต้องรู้สิ่งที่มีจริงๆ จึงชื่อว่ารู้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    22 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ