ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕๔

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗


    ท่านอาจารย์ กุศลที่เห็นประโยชน์ของธรรมทำให้ตั้งจิตไว้ชอบที่จะฟังต่อไป ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลยจะคิดฟังต่อไปอีกได้หรือไม่ เพราะไม่รู้เลยว่าประโยชน์มากมายเพียงใด การที่มงคลความเจริญในทางจิตใจไม่ใช่ทางวัตถุ ที่จะเป็นสุขและพ้นจากความทุกข์จนปลอดโปร่ง จนกระทั่งถึงนิพพานได้นั้นต้องมาตามลำดับว่า แม้แต่ฟังแล้ว สัมมาปณิธิหรือไม่ มีความตั้งใจมั่นหรือไม่ ซึ่งคือเจตนาเจตสิก แต่ไม่ใช่เจตนาที่เกิดกับจิตเห็น ไม่ใช่เจตนาที่เกิดกับอกุศล ไม่ใช่เจตนาที่เกิดกับกุศลขั้นทาน ขั้นศีล แต่เป็นความมั่นคงที่ตั้งจิตไว้ชอบ

    มงคลต่อไปคือ พาหุสัจจะ การได้ยินได้ฟังมาก คิดดูแล้วกัน ความผิดพลาดก็คือ ประมาทพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่ได้ยินเพียงบางคำ หรืออาจจะอ่านพระไตรปิฎกบางตอนแล้วเข้าใจกันเอง เขียนตำราออกมามากมายซึ่งผิดทั้งหมดเพราะไม่ได้เข้าใจธรรม

    อัตตสัมมาปณิธิ แม้คำนี้คำเดียว ตั้งจิตไว้ชอบ ชอบอย่างไร ไม่ประมาทเลยในคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้แต่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่พึ่งแต่ปาก ท่องไป พูดไป สวดไป แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย ขณะนั้นจะเป็นที่พึ่งได้อย่างไร จะเป็นที่พึ่งต่อเมื่อเข้าใจ

    เพราะฉะนั้น แม้แต่คำเดียว ปณิธิ ก็ควรจะเป็นสัมมาปณิธิ ตั้งมั่น มีจิตที่ตั้งมั่น ซึ่งจะรู้ได้ว่าตั้งมั่นเพียงใดก็คือฟังธรรมเพียงใด บอกว่าตั้งมั่นแต่ไม่ฟังเลยก็แปลว่าไม่เข้าใจ เพราะว่าธรรมละเอียดมาก ลึกซึ้งมากกว่าจะเข้าใจแต่ละคำ ซึ่งทุกคำในพระไตรปิฎกสอดคล้องกันเพราะเหตุว่าเป็นสัจจธรรม เป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    ดังนั้นถ้าเข้าใจแต่ละคำจริงๆ จะค่อยๆ นำไปสู่การรู้ว่าไม่ใช่เราและไม่มีเรา ขั้นปริยัติ คือรอบรู้ในพระธรรม ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่เพียงฟัง ไม่ใช่เพียงเข้าใจ รอบรู้ที่นี่ไม่ได้หมายความว่าไปรู้หมดทุกคำในพระวินัย ในพระสูตร หรือในพระอภิธรรม แต่รอบรู้คือ แม้คำเดียวก็สามารถที่จะเข้าใจคำนั้นถูกต้องมั่นคง

    อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงในความตั้งมั่นตั้งใจที่เป็นกุศลธรรม อย่างเช่น ความตั้งตนไว้ชอบ กล่าวถึงความเจริญขึ้นของธรรมฝ่ายดี ท่านได้แสดงว่า จากไม่มีศรัทธาก็มีศรัทธา จากไม่มีศีลก็เป็นผู้ที่มีศีล และจากไม่มีปัญญาก็มีปัญญาเจริญเพิ่มขึ้น แสดงถึงความเจริญขึ้นของกุศลธรรม

    กราบท่านอาจารย์ถึงปณิธิอีกครั้งหนึ่งว่า จะมุ่งหมายถึงตัวสภาพธรรมใดที่จะเป็นเหตุให้ได้ศึกษาเพื่อเข้าใจและขัดเกลาความไม่รู้ที่ยึดถือธรรมว่าเป็นตัวตน

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดที่คุณคำปั่นกล่าวมาจากการฟังหรือไม่ อยู่ดีๆ คงไม่เป็นอย่างนั้น ที่จะมีศรัทธามากขึ้น มีความเข้าใจมากขึ้น มีเมตตามากขึ้น มีการเสียสละมากขึ้น ทั้งหมดต้องมาจากความเข้าใจธรรม เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งใจมั่นอย่างไร แบบไหน ก็รู้ได้เลยว่ามั่นคงที่จะเข้าใจธรรมยิ่งขึ้นจึงฟัง พาหุสัจจะ ฟังแล้ว ก็ ฟัง อีก แม้ว่ายังไม่ถึงแต่ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่รู้ว่าถึงได้ แต่ไม่ใช่ชั่วครู่เดียว หรือว่าไม่กี่ชาติ

    ลองคิดดูว่าตั้งแต่เช้ามาอวิชชาเท่าไร ไม่รู้เท่าไร ยึดมั่นเท่าไร แล้วจะไปประจักษ์การเกิดดับได้หรือ ยังไม่ทันที่จะรู้สิ่งที่ปรากฏ เท่ากับที่ไม่เคยรู้ ค่อยๆ ละความไม่รู้โดยความรู้เพิ่มขึ้นก่อน ก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้น การฟังเพื่อความเป็นผู้ตรงที่จะเข้าใจถูกต้องว่า เมื่อเช้านี้เทียบกับที่เรานั่งฟัง ไม่รู้ กับรู้ อะไรมากกว่ากัน และระหว่างที่ไม่รู้มากกว่า กับการที่เพิ่งรู้ แล้วจะไปละความไม่รู้ที่มีมากกว่าตั้งแต่เช้ามาหลายชั่วโมงได้อย่างไร

    อ.คำปั่น การศึกษาพระธรรม ไม่ว่าจะได้ฟังในส่วนใดของพระธรรมคำสอน ต้องไม่ลืมว่าเพื่อเข้าใจความเป็นจริงของธรรม แต่ว่าธรรมที่ได้ยินได้ฟังและได้ศึกษานั้นก็มีมากมาย ไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว ในความละเอียดลึกซึ้งที่จะเป็นประโยชน์ในการได้ยินได้ฟังจะเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ ลืมหมดหรือไม่ว่าเราเคยอยู่ตรงนี้และเคยฟังธรรม แต่ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วสะสมอยู่ในจิต ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ความเข้าใจนั้นเพียงแค่ได้ยินก็เข้าใจ แล้วแต่ว่าเป็นความเข้าใจในระดับไหน อย่างเช่น ถ้าไม่เคยมีสติสัมปชัญญะที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ เพียงแต่ฟังแล้วเข้าใจ เวลาที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดการรู้ลักษณะนั้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ขณะนั้นถ้าเป็นความเข้าใจแล้วจะลืมหรือไม่ ก็ไม่ลืม ไม่ว่าอีกเมื่อไรใช่หรือไม่

    มีคำกล่าวว่า สำหรับผู้ที่เกิดบนสวรรค์เมื่อได้ยินก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เหมือนกับนักดนตรีได้ยินเสียงพิณที่ไหนก็รู้ว่านั่นคือพิณ ได้ยินเสียงกลองที่ไหนก็รู้ว่านั่นคือกลอง ดังนั้นเมื่อฟังธรรมแล้วเข้าใจความเข้าใจนั้นเป็นอย่างนั้นคือ เมื่อได้ยินแล้วเข้าใจตามระดับของการที่เคยเข้าใจมาแล้ว ไม่มีทางที่จะกลับเป็นไม่เข้าใจได้ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ

    เพราะฉะนั้น การที่เข้าใจเรื่องราวขณะนี้เป็นการสะสมไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อได้ยินอีกก็คุ้นกับการที่เคยได้ยินคำว่าเห็น คำว่าได้ยิน แล้วมีคำอื่นๆ อีกหลายคำซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งนั้น ซึ่งถ้าอบรมมามากและเข้าใจจริงๆ ที่ไหนก็เข้าใจได้โดยอยู่ที่การสะสม สะสมไปโดยที่ว่ารู้ว่าสิ่งใดจะเกิดเพราะมีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด แม้แต่ปัญญาแต่ละขั้นก็เพราะเคยได้ฟังมา เคยสะสมมา เคยเห็นถูก เคยละความติดข้อง เมื่อฟังว่าอกุศลธรรมเป็นสิ่งที่บัณฑิตเกลียด ก็รู้เลยว่าบัณฑิตจะเป็นโทสะได้อย่างไร บัณฑิตต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา แม้จะใช้คำว่าเกลียดหรือจะใช้คำอะไรก็ตามแต่ หมายความว่าเห็นโทษและไม่เข้าใกล้

    ขอทบทวนคือ พูดถึงการที่จะรู้จักเห็น เห็นมีแน่ๆ แต่ไม่เคยรู้จักเห็น ฟังเรื่องเห็นอยู่ แต่ขณะที่กำลังฟังได้ยินแล้วคิด ไม่ใช่ในขณะที่รู้จักตัวเห็น หรือสภาพเห็นที่กำลังเห็น ถูกต้องหรือไม่ เห็นมีจริง ผ่านไปแล้ว ดับไปแล้ว กำลังฟังเห็นเกิดดับ ไม่ได้รู้จักเห็น แต่กำลังฟังเรื่องเห็น

    ดังนั้นปัญญาจึงมีหลายระดับขั้น ถ้าไม่มีการฟังเลยจะไม่มีการคิดว่า จะต้องมาคิดเรื่องเห็นหรือเข้าใจเรื่องเห็นเลย แต่เมื่อฟังแล้วรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ลองคิด เห็นหนึ่งขณะ หนึ่งขณะนั้นไม่ใช่คิด ไม่ใช่ได้ยิน แต่นำมาซึ่งเรื่องราวใหญ่โตมากมายมหาศาลได้ จากเพียงเห็นเกิดขึ้นหนึ่งขณะเพราะว่าจิตที่เกิดดับสืบต่อ จำเรื่องราวสิ่งที่ปรากฏเป็นนั่นเป็นนี่แล้วคิดต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเหตุการณ์ใหญ่โตมากมายเหล่านี้ ทั้งหมดเพราะเห็นใช่หรือไม่ ตัดผม จัดดอกไม้ ทำอะไรก็ตาม มาจากไหนถ้าไม่มีเห็น

    นี่คือเรื่องเล็กๆ แต่เรื่องใหญ่ๆ ก็ไม่พ้นจากเห็นนั่นเอง เพราะฉะนั้น เห็นเพียงหนึ่งขณะนี่เองนำมาซึ่งเหตุการณ์มากมายก่ายกอง เเต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่รู้จักเห็น เพราะอะไร เห็นเกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วดับ แต่เวลานี้เหมือนเห็นดอกไม้ เห็นคนใส่เสื้อสีต่างๆ นั่งอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เห็นไปหมดเลย แต่ไม่รู้จักเห็นซึ่งกำลังเกิดดับเลย เพียงแต่เริ่มเข้าใจว่าถ้าไม่มีเห็น อะไรๆ ทางตาที่ปรากฏให้เห็นได้ไม่ปรากฏเลย เพราะว่าจิตเห็นที่มีสิ่งที่กระทบได้ทางตาไม่เกิดขึ้น จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

    การฟังเรื่องเห็น ยังไม่ใช่การรู้จักเห็น ตัวเห็นจริงๆ ซึ่งเกิดจริงๆ ดับจริงๆ เห็นจริงๆ นั้นไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ ไม่ใช่รัก ไม่ใช่ชัง แต่เป็นธาตุที่รู้แจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ทางตาเท่านั้น ไม่ใช่ทางอื่น ถ้าไม่มีจักขุปสาทรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบได้ คือสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ จิตเห็นไม่เกิด เกิดไม่ได้ ใครจะไปทำให้เห็นเกิดก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ฟังเรื่องเห็น แต่ตัวเห็นที่กำลังเกิดดับไม่รู้เลย เพียงแต่ฟังมาว่าเห็นมีจริง กำลังเห็น เดี๋ยวนี้รู้จักเห็นหรือไม่

    แสดงให้เห็นว่าการฟังเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ โลก ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทางใจที่คิดนึก คร่าวมาก หยาบมาก เล็กน้อยมาก ในเมื่อความละเอียดอย่างยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีขึ้นได้ เพราะเหตุว่าก่อนจะคิด เมื่อเห็นดับแล้วคิดทันทีไม่ได้ ใครรู้

    แสดงว่าเราไม่ได้รู้สภาพธรรมซึ่งเป็นจิต ธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย เรามัวแต่คิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง แต่ลืมว่าถ้าไม่มีจิตคือธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ ก็ไม่มีทั้งนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ลืมสนิทแม้แต่เดี๋ยวนี้ว่าเพราะจิตเจตสิกกำลังเกิดดับ จึงทำให้มีสิ่งต่างๆ กำลังปรากฏทั้งทางตา ทางหู ทางจมูกมีกลิ่นปรากฏ มีธาตุกำลังเกิดขึ้นรู้กลิ่น รู้รส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    ดังนั้นเพื่อเตือนให้รู้ว่า ความรู้ขั้นนี้คือปริยัติ การฟัง ซึ่งถ้าไม่มีการฟังจะรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร และถ้าคนที่ประมาทพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าต้องไปปฏิบัติจึงสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงได้ เป็นไปได้หรือ ถ้าตรวจดูในพระไตรปิฎกทั้งหมดไม่มีคำนี้เลย เดี๋ยวจะฟังเข้าใจผิดกันไปอีก ต้องฟังให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงด้วยว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจระดับนี้เลย จะมีธรรมที่ใช้คำว่าปฏิปัตติ และคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ ไม่ได้ เพราะไม่รู้แล้วจะปฏิบัติอะไร เพราะว่าปฏิบัติได้นั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญาที่เริ่มจากการที่ฟังเข้าใจจนรอบรู้ในพระพุทธพจน์ เป็นสัจจญาณ มั่นคงจริงๆ ว่าขณะนี้เท่านั้นที่ปัญญาจะเจริญหรือสามารถจะรู้ได้ ต้องรู้สิ่งที่มีจริง แม้เกิดดับก็มีสืบต่อให้รู้ได้ว่ายังมีอยู่ เช่น เห็นก็ยังมีเห็น ขณะใดก็ตามที่เป็นขณะที่เริ่มจะเข้าใจลักษณะ ที่ใช้คำว่า ถึงเฉพาะ

    เวลานี้อวิชชากั้น โลภะกั้น กั้นติดสนิทไม่ให้รู้ว่า สภาพธรรมคือจิตเจตสิกกำลังเกิดดับ แต่เวลาที่ฟังเข้าใจแล้วค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ลงไป จนถึงระดับที่ปัญาจะเกิดได้เพราะละความไม่รู้ไปบ้างแล้ว ที่สามารถจะเริ่มถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง ธรรมต้องเป็นหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จะตอบรวมๆ ว่าเห็นอะไร เข้าใจอะไร เข้าใจธรรม เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจจริงๆ สักหนึ่ง ใช่หรือไม่ แต่ถ้าจะเข้าใจจริงๆ คือ หนึ่งนั้นเข้าใจอะไร

    ถ้าเข้าใจเห็นจริงๆ ขณะนั้นเข้าใจได้ยินหรือไม่ นี่คือฟังให้เข้าใจว่าคำถามคืออย่างนี้ แล้วขณะที่เห็นเกิดขึ้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย กำลังเข้าใจลักษณะที่กำลังเห็นแจ้งคือเห็นอย่างนี้ และจะไปเข้าใจเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตได้หรือไม่ คำตอบคือว่าไม่ได้ นี่คือทบทวนคำถามตอนเช้าให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วคือถามอย่างนี้

    ผู้ฟัง มีหลายคนที่เป็นชาวพุทธและคิดว่าการนั่งสมาธิได้กุศล ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ หลายคำเลยที่ต้องเข้าใจทีละคำ ชาวพุทธหมายความว่าอะไร คือใคร

    ผู้ฟัง ให้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องชาวพุทธว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรดีกว่า

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ต้องปฏิบัติ เพียงแค่จะเป็นชาวพุทธ ที่จะกล่าวว่าเป็นชาวพุทธ พุทธะคือปัญญา ปัญญารู้อะไร ที่กล่าวว่าชาวพุทธ คุณโป๊ดอาจจะบอกว่าเพราะนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือนับถือพระพุทธศาสนา ไม่ใช่คำสอนอื่น ใช่หรือไม่ แต่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร อยู่ที่ไหนแล้วจะรู้จักได้อย่างไร แล้วก็บอกว่าเป็นชาวพุทธ

    เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จัก จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมจึงเริ่มรู้ว่า แต่ละคำคืออะไร เสียงมาจากไหน ถ้าไม่มีจิตคิดที่จะพูด จะมีเสียงหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ ดังนั้น ชาวพุทธไม่ได้หมายความว่าใครก็ได้เป็นชาวพุทธ เป็นได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าจะดับขันธปรินิพพานแล้วแต่ก็ยังสามารถรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

    ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระองค์ ชาวเวสาลี ชาวสาวัตถี ชาวมคธ ได้เห็นพระรูปเสด็จบิณฑบาตแต่ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย พวกอัญญเดียรถีย์ คือ พวกที่มีความเห็นอื่นหรือครูอาจารย์ทั้งหลาย มักขลิโคสาล สัญชัย คนเหล่านี้ไม่รู้จักความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้ภิกษุที่เดินตามหลังจับชายจีวร แต่ไม่เข้าใจธรรมก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นชาวพุทธหรือไม่ ต้องรู้

    ดังนั้น ชาวพุทธคือผู้ที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระองค์ปรินิพพานแล้วจะรู้จักได้อย่างไร พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ จากการที่ได้ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษา เมื่อเข้าใจคำไหนเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างนี้ได้เลยว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏเพราะเกิด และไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่เกิดนั้นดับ เข้าใจว่าเกิดในขณะแรกที่มีชีวิตขณะเกิด แล้วก็ตายคือขณะสุดท้ายของชีวิต เข้าใจว่าอย่างนั้น ไม่เข้าใจว่าขณะนี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งหมดเกิดแล้วดับทันที เร็วสุดที่จะประมาณได้

    ถ้าเข้าใจถูก รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ เป็นชาวพุทธเมื่อได้เข้าใจ ไม่ใช่ว่านับถือโดยไม่รู้ว่า เรานับถือใครแล้วคนนั้นพูดว่าอะไรแต่นับถือ กราบไหว้ทุกวัน กราบไหว้อย่างไร เพราะฉะนั้น แม้แต่ชาวพุทธก็ต้องรู้ด้วยว่า เป็นชาวพุทธเมื่อเข้าใจธรรมมั่นคงในพระปัญญาคุณ ในสิ่งที่ได้ฟังว่าเป็นความจริงที่แม้ไม่ประจักษ์แต่ก็รู้ว่าต้องเป็นอย่างนี้ เพราะเห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นเกิดเพราะปัจจัยอย่างหนึ่ง ได้ยินก็เกิดเพราะปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ตาจะทำให้ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทั้งคิดนึกได้ด้วย

    มีหลายคำ ไปวัด ไปเพื่ออะไร ใครจะไปไหนก็ต้องมีจุดประสงค์ใช่หรือไม่ มาที่นี่มาเพื่ออะไร จะมาเยี่ยมคุณโป๊ดเพื่อมาคุยกันเท่านั้น หรือว่ามาสนทนาธรรม เพราะฉะนั้น ไปวัด ไปเพื่ออะไร ตอบหน่อย ตอนเช้าตอบว่าไปกราบพระ ไปกราบใคร ที่ไหน

    เห็นหรือยังว่าเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ คือกราบนมัสการเคารพบูชาสูงสุดหรือไม่ ไม่ต้องไปถึงวัด เพียงได้ยินคำที่ทำให้รู้ความจริงแล้วค่อยๆ เข้าใจความจริง ขณะนั้นนมัสการด้วยใจหรือไม่ เคารพนอบน้อมอย่างยิ่งที่จะไม่ฟังคำของคนอื่น ต้องเป็นคำจริงวาจาสัตย์จึงจะรู้ว่านั่นคือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความมั่นคงจริงๆ ที่จะไม่คล้อยตามไปในคำที่พูดซึ่งไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไร พูดตั้งชั่วโมงหนึ่งก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรแต่ก็ฟังอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้น ไปวัด ไปเพื่ออะไร ต้องเป็นผู้ที่ตรง

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้เลิกไปวัดตั้งนานแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเป็นผู้ที่รู้ว่าสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมที่ไหน อย่างไร อยู่บ้านฟังวิทยุ มีรายการที่ทำให้เข้าใจธรรมได้ก็ฟัง กับไปวัดแล้วเข้าใจอย่างนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ตรง มีเหตุมีผลด้วย ลึกลงไปกว่านั้นคือ จริงๆ แล้วไปสนับสนุนอะไรหรือไม่ ต้องเป็นผู้ที่ตรงอย่างยิ่ง เพราะมีมหาโจรด้วยยิ่งกว่าโจรธรรมดา

    เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ตรง ไม่เสียหายเลยในการที่จะพูดความจริงให้เข้าใจถูกต้อง เพราะว่าการเป็นกัลยาณมิตร เพื่อนที่ดีจะให้แต่สิ่งที่ดีสะอาดบริสุทธิ์ เป็นความจริงไม่ใช่คำเท็จ ไม่ใช่คำหลอกลวง แล้วไม่กล้าที่จะพูดหรือในเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จริง พูดเพื่อประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อที่จะไปทำลายลาภยศสักการะของใคร แต่ทำลายความเห็นผิด จะดีหรือไม่ถ้าหลอกลวงแล้วก็ให้เห็นผิดไปเรื่อยๆ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรง แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นใช้คำว่า โมฆบุรุษ เพื่ออะไร เพื่อให้รู้ความจริง ภิกษุแกลบ หลายคำใช่หรือไม่

    อ.คำปั่น มีหลายคำที่เป็นเครื่องเตือนให้สำนึกว่าเป็นใคร อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าโมฆบุรุษ คือบุคคลผู้ว่างเปล่าจากประโยชน์ ว่างเปล่าจากคุณความดี บางนัยทรงแสดงว่าเหมือนกับภิกษุแกลบ คือแกลบกับเมล็ดข้าวเปลือก ถ้าดูเผินๆ ก็จะเหมือนกัน แต่มีความต่างกันตรงที่ว่า ถ้าเป็นเมล็ดข้าวเปลือกจะมีเมล็ดข้าวอยู่ข้างใน แต่ถ้าเป็นข้าวลีบหรือแกลบจะไม่มีเมล็ดข้าวอยู่ข้างใน เปรียบเหมือนกับผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุ มีอัฐบริขาร มีชีวิตความเป็นไปเหมือนกับพระภิกษุทุกประการ แต่ว่าไม่มีคุณธรรม ไม่มีคุณความดีอยู่ข้างใน ท่านแสดงว่าเป็นภิกษุแกลบ คือผู้ไม่มีคุณธรรมในภายใน

    เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กล่าวถึงอีกคำหนึ่งคือมหาโจร ซึ่งไม่ใช่โจรธรรมดา แต่ว่าเป็นโจรที่อยู่ในความเป็นบรรชิตด้วย บวชเข้ามาแล้วทำอะไรบ้าง มุ่งลาภสักการะ มุ่งที่จะให้คนยกย่องสรรเสริญ ซึ่งเป็นมหาโจร บางท่านศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วบอกว่าเป็นธรรมที่ไม่ได้ศึกษาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นธรรมที่ตัวเองแสดงและคิดเอง นี่คือมหาโจร

    ภิกษุบางรูปกำจัดเพื่อนพรหมจารีย์ด้วยกันด้วยสิ่งที่ไม่มีจริง เป็นมหาโจร บางท่านสงเคราะห์คฤหัสถ์ด้วยสิ่งของที่เป็นของสงฆ์ นี่คือมหาโจร และมหาโจรที่ยิ่งกว่ามหาโจรก็คือ อวดคุณที่ไม่มีในตนนี่คือแสดงถึงมหาโจร ๕ ประเภท ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่า ลึกๆ แล้วสนับสนุนอะไรหรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่น่าพิจารณา

    ท่านอาจารย์ แล้วเราพูดคำนี้ไม่ได้หรือในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัส แล้วเราจะไม่พูดคำที่พระพุทธเจ้าตรัสหรือ เพราะฉะนั้นคำใดที่ตรัสเพื่อประโยชน์ คำนั้นก็พูดได้เพื่อประโยชน์ เป็นการช่วยไม่ใช่เฉพาะชาตินี้แต่ยังช่วยในชาติต่อไปด้วย เพราะว่าถ้าผู้ใดเป็นมหาโจรมีอบายภูมิเป็นที่ไป แล้วเพื่อจะไม่ได้ไปสู่สถานที่อย่างนั้น พูดดีกว่าไม่พูดหรือไม่ ถ้าสามารถที่จะเป็นประโยชน์ เป็นการช่วยอย่างมากซึ่งไม่ใช่เฉพาะชาติเดียวยังต่อๆ ไปอีกหลายชาติ

    อย่างเช่นคำถามของคุณโป๊ดที่ว่าสมาธิ เพราะว่าคนที่พูดว่าสมาธิไม่รู้จักสมาธิ และไม่เข้าใจสมาธิด้วยแต่ก็พูดเรื่องสมาธิ เพราะฉะนั้น คำใดก็ตามที่ไม่ทำให้เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะจริงๆ แล้วตรัสแสดงทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ แต่เมื่อไม่ศึกษาก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิเพราะว่าไม่มีปัญญา

    แสดงให้เห็นว่า ต้องศึกษาธรรมจึงจะมีที่พึ่งที่แท้จริง มิฉะนั้นก็หลงผิดและชวนให้คนอื่นผิดด้วย ซึ่งเป็นโทษอย่างมาก

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 202
    26 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ