ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
ตอนที่ ๑๙๗๖
สนทนาธรรม ที่ ศูนย์การค้าสยามนครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ท่านอาจารย์ เริ่มต้นได้ยินคำว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทราบว่าใครคิดอย่างไร จะมีใครบ้างไหมนอกจากพระองค์ที่จะมีนามว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นต้องเริ่มเป็นคนที่ตรงต่อความเป็นจริง เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง ทุกคำต้องไตร่ตรอง หมายความว่าก่อนนั้นไม่มีใครรู้ความจริง จนกระทั่งมีผู้ที่รู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ในสิ่งที่มีจริงๆ ทุกคำเหมือนเป็นคำใหม่ และก็พูดถึงเรื่องสิ่งที่มีจริง แล้วก็ตั้งแต่เกิดมาเคยคิดบ้างไหมว่าอะไรมีจริง และมีจริงเมื่อไร ต้องเริ่มเป็นผู้ที่ตรง และก็ไตร่ตรอง เพื่อที่จะได้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ในคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ใช่คนอื่นกล่าวถ้าคนอื่นกล่าวเราก็ได้ยินทุกวัน เพื่อนคนนั้นว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น มีความเห็นหลากหลายไป แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร เคยคิดไหม นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เคยคิดบ้างไหมว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร สักคำหนึ่ง ทีละคำ เพราะคำของพระองค์ต้องไม่เหมือนคำของคนอื่น เพราะตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้
เพราะฉะนั้นต้องเป็นคำที่ลึกซึ้ง เพราะต้องบำเพ็ญบารมีนานมาก ทุกคนก็ได้ศึกษาประวัติของการตรัสรู้ จากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ กว่าจะได้รู้ความจริง แค่คำนี้ กว่าจะได้รู้ความจริง แสดงว่ามีความจริงแน่นอน แต่ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส จึงเริ่มรู้ว่าพระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งไม่มีใครเคยรู้มาก่อน ทุกคำเพื่อประโยชน์ของผู้ที่ฟัง ไม่ใช่ฟังเผินๆ ไม่ใช่ฟังเหมือนกับว่าฟังแล้ว แต่ฟังแล้วเข้าใจในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากน้อยแค่ไหน ถ้าเพียงฟังเผินๆ ก็รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงชื่อ และก็เผินๆ ตรัสรู้อริยสัจจธรรมเท่านั้น นั่นหรือคือการที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ กว่าจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ คนนั้นต้องฟังทุกคำด้วยความเคารพ ไม่เปลี่ยนสักคำเดียว เช่นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระอรหันต์มากมาย หลังจากที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงธรรมแล้ว ก็มีผู้ที่เข้าใจ ไม่ใช่ฟังเผินๆ แต่เข้าใจทุกคำจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่มั่นคง ที่จะละความไม่รู้ มีสองคำแล้ว ความจริง กับ ความไม่รู้
เพราะฉะนั้นก่อนฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความจริงหรือเปล่า อะไรจริง และไม่รู้อะไร ถ้าไม่คิดอย่างนี้ ไม่ไตร่ตรอง จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม เพียงเริ่มที่จะรู้จักผู้ที่เลิศเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ในสากลจักรวาลทั้งหมด จักรวาลไม่ใช่โลกนี้โลกเดียว แต่ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละคำอย่างมั่นคง จะไม่รู้จักเพราะสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย จริงไหม ยังไม่ต้องไปไหนเลย เพียงที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักหรือเปล่า ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์ บางคนคิดว่า มีใครก็ไม่รู้มาปรากฏ แล้วเขาก็ว่าบุคคลนั้นแหละเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกหรือผิด ตรงไหม เพียงเห็นใครแล้วก็คิดเอาเองว่าเขาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงไหม ไม่ตรงเลย ใครก็ไม่รู้ มีคนกราบไหว้มากมาย แล้วบอกว่าเป็นพระอรหันต์ รู้จักพระอรหันต์ไหม เพียงแค่เห็นไม่สามารถจะรู้จักได้ เพราะฉะนั้นจะรู้จักใคร ก็ต่อเมื่อไม่ใช่เพียงเห็น แต่ต้องฟังคำของบุคคลนั้นว่าบุคคลนั้นพูดคำอะไร หมายความว่าอะไร
เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ความจริง ลองหาดู อะไรจริง เดี๋ยวนี้จริงหรือเปล่า แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่เริ่มที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่มีขณะนี้ ถ้าไม่เกิดขึ้นมีไหม และเราก็ลืม เดี๋ยวนี้อะไรมี ยังไม่ได้หาเลยว่าอะไรมี แล้วจะไปรู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องหาก่อน เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม มี รู้ไหมว่าอะไร ถ้าตอบว่าเห็นมีจริงๆ เหมือนทุกคนรู้ใช่ไหม มีใครไม่รู้บ้างว่าขณะนี้เห็นมีจริงๆ เพราะกำลังเห็น จะบอกว่าเห็นไม่มีจริงได้อย่างไร แล้วเห็นมีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของอะไร เห็นมีจริงเดี๋ยวนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของเห็น ใครจะบอกได้บ้างว่าเห็นเดี๋ยวนี้คืออะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ และทรงแสดงว่าสิ่งที่มีจริง ใครก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงความจริงของสิ่งนั้นได้ เพราะจริง และเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ผู้ที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องตรง ถ้าไม่ตรง ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย จะเรียนคำสักกี่คำในคัมภีร์ ไม่ว่าจะเป็นจาก พระสูตร พระอภิธรรม แต่ไม่ตรง จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ง่าย ต้องเป็นผู้ที่ไม่เผิน ถ้าจะรู้ความจริงก็ต้องเริ่มว่าความจริงคืออะไร เดี๋ยวนี้ แล้วรู้ความจริงหรือเปล่า และที่คิดว่ารู้ความจริง กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ห่างไกลกัน หรือเหมือนกัน ถ้าเหมือนกันจะเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม เราก็คิด เราก็รู้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าเรายังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ด้วยความเคารพสูงสุด อย่างที่ทุกคนบอกว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงไหม รีบตรงหรือเปล่า พระรัตนตรัย "ตรัย" คือ ๓ "รัตนะ" คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเหนือสิ่งใดทั้งสิ้น เกินที่จะประมาณค่าได้ เพราะถ้าเข้าใจเมื่อไร เริ่มเห็นคุณสูงสุด ซึ่งในสังสารวัฏฏ์ไม่เคยมีมาก่อนเลย ไม่เคยรู้จักความจริงที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าถ้าได้ฟังว่า ขณะนี้ภาษาไทยเราบอกว่าเห็นมีจริง แต่อีกภาษาหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสภาษาไทย พระองค์ตรัสว่าธรรม หมายถึงสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริงเปลี่ยนความจริงไม่ได้ สิ่งที่มีจริงจะบอกว่าไม่จริงไม่ได้ สิ่งที่มีจริง มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ต้องมี เพราะกำลังมีสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ จะไปหาความจริงอื่นไหม ในเมื่อกำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง กำลังเห็น เกิดมาแล้วทุกคนก็เห็นบ้าง เดี๋ยวได้ยินเดี๋ยวคิดนึก สารพัดอย่าง เดี๋ยวจำ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ คืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกอย่าง ไม่เว้นเลย ถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง แข็งมี ใครกำลังรู้แข็งบ้าง แข็งกำลังปรากฏแน่ๆ ที่ตัวนี้ แต่รู้จักแข็งไหม มีจริง เป็นธรรมหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้วก็หาธรรมไม่เจอ หรือว่าหาธรรมไกลมาก เดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อที่จะไปหาธรรม เพราะไม่รู้ความจริงว่าเดี๋ยวนี้ ที่มีจริงเป็นธรรม ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย แต่ไม่เคยสนใจ เกิดมาก็เห็น ได้ยิน คิดนึก แล้วจาก โลกนี้ไป ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ว่าทำไมเกิดและอะไรเกิด แล้วทำไมเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อะไรคือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ซึ่งมีจริงๆ ทุกขณะ จนถึงขณะที่จากโลกนี้ไป ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้ไหมว่านั่นคือธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ถ้าไม่สนใจที่จะเข้าใจ ก็คือว่าไม่รู้จักพระพุทธเจ้า แต่กล่าวคำว่า ขอถึงหรือว่ามีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง พูดแล้วพึ่งตรงไหน เคยไตร่ตรองไหม เคยเป็นคนตรงไหมว่ารู้จักพระพุทธเจ้าหรือเปล่า และถ้ารู้จักแล้วพึ่งพระองค์อย่างไร นั่งมอง เฝ้า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม
คนในครั้งโน้นที่เป็น ชาวสาวัตถี ชาวพาราณาสี ทุกหนทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป ถ้าไม่ฟังคำของพระองค์ จะรู้ไหมว่าพระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำของพระองค์ต่างหากที่ทำให้รู้ว่า นี่แหละคือผู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกล่าวถึงความจริงที่มีในขณะนั้น ตามความเป็นจริง มั่นคงในคำว่าธรรมหรือยัง ต้องมั่นคงทุกคำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งทั้งหมด ในสากลจักรวาล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่เป็นอย่างนั้นเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้นเลย จะเปลี่ยนแข็งให้เป็นหวานได้ไหม มีใครทำได้ และแข็งมีจริงเมื่อไร มีเมื่อปรากฎ ขณะนี้แข็งปรากฏหรือเปล่า ถ้าปรากฎรู้จักแข็งหรือยัง แข็งนั้นคืออะไร เหมือนเห็น กำลังเห็นรู้จักเห็นหรือยัง กำลังได้ยินรู้จักได้ยินหรือยัง หรือเกิดมาแล้วก็ไม่เห็นต้องรู้อะไรเลย สุข ทุกข์ไปตามเรื่อง แล้วก็จากโลกนี้ไป แล้วมีประโยชน์อะไร ที่จะมีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เพียงแค่ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วก็จากโลกนี้ไป มีประโยชน์ตรงไหน
เพราะฉะนั้นเริ่มรู้ ว่าถ้าไม่ได้ฟังคำของผู้ที่ตรัสรู้ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ลึกซึ้งอย่างไร ถ้าขณะนี้กำลังเห็น เฉพาะเห็นอย่างเดียว เพียงอย่างเดียว ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นปรากฏว่ากำลังเห็น จะมีเห็นไหม ถ้าเสียงไม่เกิดขึ้น ไม่ปรากฏจะรู้ไหมว่ามีเสียง ถ้าคิดไม่เกิดขึ้น จะรู้ไหมว่ามีคิด เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เดี๋ยวนี้เกิดแล้วแน่นอนจึงปรากฏ กำลังได้ยิน ได้ยินต้องเกิด จึงได้ยินเสียง เสียงก็ต้องเกิด ถ้าเสียงไม่เกิดก็ไม่มีเสียง ทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าโลกไหน ขณะไหนทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่หลากหลายมาก แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย พระองค์ตรัสว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา แค่นี้พอไหม เห็นมี เห็นต้องเกิด แต่ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดเลย กำลังฟัง กำลังพูด กำลังคิด ก็มีเห็นอยู่ตลอดเวลา ใครไปทำให้เห็นเกิด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นต้องมีปัจจัย สิ่งที่อาศัยปรุงแต่ง ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นหลากหลายเป็นแต่ละหนึ่งในชีวิต แค่นี้จริงไหม ทุกคำกว่าจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าจะไปอ่านตำราสักเท่าไร แต่ไม่ได้ไตร่ตรองว่าขณะนี้เป็นสิ่งซึ่งกำลังมีจริงๆ แต่ไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งกว่าจะรู้ความจริงทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร จนกระทั่งถึงวาระ ขณะ ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้ จนกระทั่งดับกิเลสหมด เป็นพระอรหันต์ เพราะกิเลสมาจากไหน ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีจำ ไม่มีคิด จะมีกิเลสไหม ก็ไม่มีเลย
เพราะฉะนั้นชีวิตเป็นสิ่งซึ่งเป็นธรรมแต่ละหนึ่งทั้งหมด ซึ่งไม่มีใครรู้เลย ว่าทำไมเกิดหลากหลาย เกิดแล้วหลากหลายต่อไป เพียงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิด หมดแล้วโดยไม่มีใครรู้ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ได้ยินเมื่อสักครู่นี้หมดหรือยัง กลับมาเป็นได้ยินได้ไหม ในเมื่อหมดคือหมด ดับคือดับ ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจแต่ละคำ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มีคำสองคำ อัตตาสิ่งหนึ่งสิ่งใด กับ อนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เราเกิดมาไม่รู้เลยว่าเห็นไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา ได้ยินก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างชั่วคราว แต่มีเหตุที่จะให้เกิดสืบต่อจนปรากฏเหมือนกับว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ แต่เมื่อวานนี้อยู่ที่ไหน คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเมื่อวานนี้อยู่ใหน หาอีกไม่ได้เลย หมดแล้วไม่เหลือเลย
เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุด ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หนทางเดียวที่จะรู้จักพระองค์ รู้คุณของพระองค์ก็คือว่าฟังคำของพระองค์ และคำของพระองค์ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ตรัสด้วยพระองค์เอง เมื่อตรัสรู้แล้วว่าธรรมลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ ละเอียดแต่ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ จริงไหม ก็ธรรมทั้งนั้นเลยที่มีจริงเดี๋ยวนี้ทุกอย่าง เริ่มรู้จักธรรม ใครจะคิดถึงยุติธรรม ใครจะคิดถึงอะไรก็ตามแต่ ที่มีคำว่าธัมมะ ธัมมะ แต่รู้จักธรรมหรือยัง ว่าธรรมหมายถึงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งที่มีจริง เห็นมีจริงเป็นธรรม คิดมีจริงเป็นธรรม ชอบมีจริงเป็นธรรม โกรธมีจริงเป็นธรรม
ทุกอย่างเกิดให้รู้ว่ามี แล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนี้ แต่ใครรู้อย่างนี้ และถ้าเป็นความจริงควรรู้ไหม ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปก็ยังสามารถที่จะเริ่มรู้จักว่าสิ่งที่มีจริงๆ นี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด อนัตตา แต่ละหนึ่งสามารถที่จะแตกย่อยละเอียดยิบ จะมีอะไรเหลือไหม แตกย่อยได้ไหม คือแก้วใบนี้เอาไปบดให้ละเอียดได้ไหม แต่ก็ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งไม่ใช่แก้ว ขณะนี้กระทบแก้วแข็ง กระทบอะไร โต๊ะก็แข็ง เพราะฉะนั้นอะไรมีจริง แข็งมีจริง แต่รูปร่างสัณฐานต่างกัน ก็ทำให้คิดว่านี่เป็นแก้ว นั่นเป็นโต๊ะ นั่นเป็นเก้าอี้ นี่เป็นคนทั้งหมดเลย แต่กระทบตรงไหนแข็งตรงนั้น แน่นอนใช่ไหม หรือใครไม่ได้กระทบแข็งบ้าง
บางขณะก็ร้อน ร้อนมีจริง แต่ไม่ใช่แข็ง และสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องมารวมกันจนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน จึงจำไว้ว่าเป็นสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น สิ่งที่มีทั้งหมดในสากลจักรวาล เกิดขึ้นจึงมี เกิดขึ้นมีแล้วก็ดับไปไม่เหลือเลย ไม่กลับมาเกิดอีกเลย แล้วเรามีไหม นั่งอยู่ตรงนี้แตกย่อยได้ไหม ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ให้เหลือละเอียดที่สุด เล็กที่สุด ก็เหมือนอย่างแก้วใบนี้ คือมีแต่ลักษณะที่แข็ง เป็นกระดูก เป็นขี้เถ้า เป็นอะไรก็แล้วแต่เท่านั้นเอง แต่พอรวมกันในรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็จำได้ เป็นนก เป็นสุนัข เป็นคน เป็นงู แต่ความจริง แข็งไม่ใช่นก ไม่ใช่สุนัข ไม่ใช่งู ตรงตามความเป็นจริงคือ แข็งเป็นแข็ง เห็นเป็นเห็น จำเป็นจำ ทั้งวันทั้งหมดซึ่งไม่เคยรู้จักธรรมเลย เป็นธรรมทั้งหมด จริงหรือเปล่า ไม่ใช่ให้เชื่อ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เพื่อไตร่ตรอง ประโยชน์สูงสุด คือเพื่อมีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูกตามความเป็นจริง เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงจึงทำให้มีความติดข้อง มีความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความเป็นเรา ทุกข์เพราะมีเรา สิ่งนั้นหมดแล้ว ไม่ว่าจะทุกข์ หรือ จะสุข หรือ จะดีใจ หรือ จะเสียใจ เป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ เป็นอะไรก็ตามแต่ ชั่วคราว เพียงขณะที่ปรากฏ พอหมดแล้วไปจำไว้ว่ายังอยู่ ถูกหรือเปล่า ในเมื่อสิ่งนั้นไม่เหลือเลย กลับมาอีกไม่ได้
อนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ดำรงคงอยู่เลย แต่เพราะความไม่รู้ก็ยึดถือสิ่งที่ปรากฏที่เกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณ จนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่านิมิตตะ เราก็พูดง่ายๆ ในภาษาไทย ตัดพยางค์สุดท้ายหรือเพียงนิมิต สุขะก็เหลือสุข ทุกขะก็เหลือทุกข์แต่นิมิตคือเดี๋ยวนี้หมดเลย แตกย่อยได้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องนี้ทั้งห้อง โต๊ะ เก้าอี้ คน อะไรก็ตามทั้งหมดแตกย่อยได้หมด เพราะว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่น ในสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่รวมกัน ใช้คำว่ารูปธรรม แต่ว่าความหมายจริงๆ ธรรมที่เกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไรเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประมวลว่าธรรมที่ไม่รู้ทั้งหมด เกิดจริง แต่รู้อะไรไม่ได้ เป็นธรรมประเภทรูปธรรม (รู-ปะ-ทำ-มะ) เดี๋ยวนี้มีไหม เริ่มรู้ว่า รูปธรรมหมายความว่าอะไร สิ่งที่มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ อาหารทุกชนิด หวาน เปรี้ยว เค็ม เป็นธรรมหรือเปล่า แต่ละหนึ่ง เป็นธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม จะพบคำนี้ในพระไตรปิฏก คำว่า รู-ปะ-ทำ-มะ หรือ รูปธรรม แต่มีความหมายกว้าง ละเอียดกว่านี้มากมาย ลึกซึ้งกว่านี้ด้วย นี่เป็นแต่เพียงทั่วไปเบื้องต้นให้เริ่มเข้าใจว่าธรรมคืออะไร
รูปธรรมคือสภาพที่มีจริงแต่ไม่รู้อะไร แต่ว่า ธรรม ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ เมื่อมีรูปธรรมซึ่งมีจริงๆ เกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไร ธรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นรู้ มีธรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นรู้ เห็นเดี๋ยวนี้รู้ว่าสิ่งอะไรปรากฏให้เห็น เห็นอะไร ได้ยินเสียง ต้องมีเสียงหลากหลายมาก ที่ปรากฏให้รู้ว่าเป็นแต่ละเสียง จึงสามารถที่จะเข้าใจความหมายของแต่ละเสียง เป็นคำแต่ละคำ ละเอียดมาก ขณะที่รู้ว่าเป็นคำอะไร นั่นไม่ใช่สภาพรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเสียง แต่มีธรรมอีกอย่างหนึ่งที่จำ นี้เป็นการตรัสรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ ให้คนอื่นได้มีโอกาสไตร่ตรอง แล้วก็เริ่มมีความเห็นที่ถูกต้อง รู้ว่าในสังสารวัฎฏ์ หรือว่าตั้งแต่เกิดมา ไม่ได้เคยเข้าใจความจริงสักขณะเดียว เพราะฉะนั้นเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรู้ความจริงทุกอย่าง ทุกโลก ทรงแสดงความจริงเพื่อให้คนอื่นได้ไตร่ตรองพิจารณา ได้พ้นจากความไม่รู้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1921
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1922
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1923
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1924
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1925
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1926
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1927
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1928
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1929
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1930
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1931
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1932
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1933
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1934
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1935
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1936
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1937
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1938
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1939
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1940
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1942
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1943
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1944
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1945
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1946
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1947
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1948
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1949
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1950
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1951
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1952
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1953
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1954
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1955
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1956
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1957
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1958
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1959
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1960
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1961
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1962
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1963
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1964
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1965
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1966
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1967
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1968
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1969
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1970
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1971
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1972
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1973
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1974
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1975
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1976
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1977
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1978
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1979
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1980