ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๔

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย

    วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ และถ้าไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย มิจฉาทั้งหมด แล้วจะทำมิจฉาสมาธิหรือไม่ เพราะไม่รู้ ทำเท่าไรก็ไม่รู้ สมาธิมีจริงๆ หรือไม่ มีจริง เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องเลย ต่อไปนี้จะไม่ปฏิเสธเลย สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม เป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่รูป ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก ถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้ เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก หมายความว่าเป็นเจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตทุกดวง สัพพจิตตะ จิตทั้งปวงทั้งหมดไม่เว้นเลย สาธารณะต้องเกิดกับจิตทุกประเภทไม่เว้นเลย เราได้มาอีกหนึ่งเจตสิก ใช่หรือไม่

    เมื่อสักครู่นี้มี ผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก เจตนาเจตสิก ตอนนี้เจตสิกที่ ๕ เอกัคคตาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว แสดงว่าจะไม่มีสองอารมณ์ เจตสิกนี้เกิดกับจิตทุกขณะ จิตจึงรู้อารมณ์เดียวที่เจตสิกนี้ตั้งมั่น ผัสสะเพียงกระทบ เมื่อกระทบรู้สึกทันที เฉยๆ หรือดีใจ หรือเสียใจ หรือทุกข์ หรือสุข สัญญาก็จำ ไม่จำไม่ได้ มีหน้าที่เดียวคือจำเท่านั้น จำทุกอย่างด้วย สมาธิไม่ใช่ผัสสะ ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่เจตนา แต่เป็นเจตสิกอีกหนึ่งชื่อว่าเอกัคคตา เพราะตั้งมั่นในอารมณ์เดียว

    ผู้ฟัง ซึ่งเกิดขึ้นกับจิตทุกดวง

    ท่านอาจารย์ ทุกดวง

    ผู้ฟัง ก็คือจิตทุกดวงจะมีสมาธิอยู่แล้ว

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง จะมีเอกัคคตาเจตสิก

    ผู้ฟัง แล้วเราจะไปนั่งสมาธิเพื่ออะไร

    ท่านอาจารย์ ก็เพราะไม่รู้ จะทำสติ คิดดู ไม่รู้ใช่หรือไม่ ฟังดูก็รู้ว่ารู้หรือไม่รู้ คำพูดของคนทำให้เรารู้ได้ว่าเขารู้หรือไม่ เอกัคคตาเจตสิกเป็นเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์ อารมณ์ที่ผัสสะกระทบ ที่จิตรู้แจ้ง ที่สัญญาจำ ที่เจตนาขวนขวาย กระตุ้นเตือนสหชาตธรรมคือเจตสิกและจิตให้ทำหน้าที่ และเจตสิกนี้ตั้งมั่นอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกทั้งหมดรู้อารมณ์เดียว เพราะเกิดร่วมกับเอกัคคตาเจตสิก

    ผู้ฟัง ภวังคจิตก็มีสมาธิหรือ

    ท่านอาจารย์ จิตทุกประเภทไม่เว้นเลย จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว แต่ว่าเปลี่ยนอยู่เรื่อย ลักษณะของสมาธิไม่ปรากฏ แต่ถ้าตั้งมั่นที่อารมณ์ใดนาน เช่น เราตั้งใจเย็บผ้า ตั้งใจวาดรูป เผลอนิดเดียวไปแล้ว เราใช้คำว่าเผลอ แต่ก็มีเอกัคคตาเจตสิก

    ผู้ฟัง ก็คือถ้ามีเจตสิกนี้ที่อยู่ในอารมณ์เดียวกันเรียงเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง

    ท่านอาจารย์ ไม่เรียง หมายความว่าเกิดกับจิตทุกขณะ

    ผู้ฟัง ต่อเนื่องกัน

    ท่านอาจารย์ ไม่ขาดเลยตั้งแต่แสนโกฏิกัปป์มาแล้ว

    ผู้ฟัง แต่ถ้าจะเรียกว่าสมาธิก็คือ..

    ท่านอาจารย์ ตั้งมั่นในอารมณ์เดียวนานๆ พอที่ลักษณะของอารมณ์เดียวจะปรากฏ คนไทยเราก็ใช้คำว่าสมาธิใช่หรือไม่ กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ตั้งอกตั้งใจ กำลังทำอะไรตั้งอกตั้งใจ ใครมาพูดด้วย อย่ามาพูดด้วยเดี๋ยวจะเสียสมาธิ หรืออะไรเราก็ว่าไป แต่หมายความว่ามีจริงแน่ๆ แล้วเกิดกับจิตทุกขณะด้วย แต่ลักษณะอาการที่ปรากฏอารมณ์เดียวไม่มี เพราะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตั้งมั่นที่อารมณ์เดียวนานพอสมควร ลักษณะของสมาธิจึงปรากฏ เป็นมิจฉาสมาธิถ้าไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้น ไปทำมิจฉาสมาธิเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเป็นสัมมาสมาธิต้องเห็นโทษของความติดข้องที่เป็นอกุศลในชีวิตประจำวัน เห็นโทษของอกุศลที่ติดข้อง จึงทิ้งอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มีนิมิตเป็นอารมณ์เดียวนานๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่น จนปรากฏเป็นนิมิตของจิตที่ตั้งมั่นไม่เปลี่ยน เป็นแต่ละนิมิตไป

    ผู้ฟัง อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายเวทนานุปัสสนา มีคำนี้อยู่ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เวทนา อนุ และปัสสนา

    อ.คำปั่น เป็นหนึ่งในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ถ้ากล่าวโดยความหมายก็คือ การรู้เวทนาตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญาพร้อมสติที่ได้ศึกษามาด้วย ที่รู้ตรงลักษณะของเวทนาคือ ความรู้สึกที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงว่า เวทนาเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ซึ่งต้องมีพื้นฐาน มีรากฐานที่สำคัญมาจากการฟังในเรื่องของสิ่งที่มีจริง เพราะว่าทุกขณะที่จิตเกิดขึ้น ไม่ปราศจากเวทนา เพราะฉะนั้น เวทนาสามารถเป็นที่ตั้งให้ปัญญาเกิดขึ้น รู้ตรงตามความเป็นจริงได้ว่าเป็นธรรม แต่ต้องเข้าใจอย่างมั่นคงตั้งแต่ในขั้นการฟังจริงๆ ว่า เวทนาเป็นเวทนา ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ๓ คำรวมกัน เวทนา ๑ อนุ ๑ ปัสสนา ๑ เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เรื่องปัญญาทั้งนั้น เดี๋ยวนี้มีเวทนาหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แล้วระลึกรู้เวทนาหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องสติระลึกก่อนแล้วปัญญาเข้าใจตรงตามนั้น ไม่สงสัยในความเป็นธรรมของสภาพความรู้สึก ซึ่งปรากฏทีละหนึ่ง เห็นหรือไม่ว่า ไม่ใช่ว่าเราจะไปพูดตามสบายง่ายๆ แต่ต้องรู้ว่าต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้มีเวทนา ไม่เคยขาดเวทนาเลยตั้งแต่เกิดจนตายทุกภพชาติ เพราะต้องเกิดกับจิตทุกดวง แต่เป็นเจตสิกที่รู้สึก

    เดี๋ยวนี้เราบอกวันนี้สบาย อากาศดี แดดไม่ออก ฝนไม่ตก รู้สึกสบายใช่หรือไม่ แต่ตัวรู้สึกอยู่ไหน ทั้งๆ ที่กำลังรู้สึก แต่สภาพรู้สึกซึ่งไม่ใช่ใครเลย เป็นธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นความรู้สึก เห็นหรือไม่ว่า ยังไม่ปรากฏเลยทั้งๆ ที่มี

    ดังนั้นมีทุกอย่าง แต่ไม่ปรากฏตามความเป็นจริงสักอย่างถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม แต่เมื่อฟังพระธรรมแล้วทุกอย่างที่มี ซึ่งไม่เคยรู้ความเป็นจริงของสิ่งนั้นเลย ค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงคืออะไร ถ้าหลับตาแล้วสีสันวัณณะไม่ปรากฏ โรงพยาบาลก็ไม่มี คลองก็ไม่มี ห้องก็ไม่มี คนก็ไม่มี แต่ลืมตาแล้วกระทบตาจึงปรากฏ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่อะไร เป็นเพียงสิ่งที่กระทบตาแล้วปรากฏ นั่นคือจริงถึงที่สุดใช่หรือไม่ ยังไม่เกิดใช่หรือไม่ กว่าจะเกิดเพราะสติปัฏฐาน ต้องมีความเข้าใจขั้นปริยัติที่เป็นสัจจญาณมั่นคง เป็นปัจจัยให้เกิดเมื่อไรก็ไม่ต้องไปเตรียมตัว เหมือนเดี๋ยวนี้จะเห็นจะได้ยินเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    ดังนั้น สติเป็นอนัตตา สติปัฏฐาน ปัฏฐานะคือที่ตั้งของสติ สติเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิกที่เป็นโสภณหรืออโสภณ ดีหรือไม่ดี สติ

    ผู้ฟัง สติน่าจะเป็นดีหรือไม่ดีก็ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เลย จะเป็นสองอย่างได้อย่างไรในเมื่อธรรมเป็นหนึ่ง

    ผู้ฟัง สติไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ไม่เกิดกับอกุศลจิตแน่ เพราะฉะนั้นสติเป็นธรรมฝ่ายไหน เป็นเจตสิกฝ่ายดี เกิดกับจิตที่เป็นกุศลเป็นเหตุก็ได้ เกิดกับจิตที่เป็นกุศลวิบากก็ได้ นี่เป็นเหตุที่พื้นฐานของแต่ละคนต่างกัน บางคนที่เราบอกว่าโง่ บางคนบอกว่าฉลาดมีปัญญา ก็เพราะเจตสิกที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตมีปัญญาร่วมด้วย หรือไม่มีปัญญาร่วมด้วยกับจิตนั้น พื้นฐานของเขาก็คือไม่สามารถที่จะมีเหตุผลเข้าใจได้ นี่คือเรื่องความละเอียด

    แต่ให้ทราบว่าที่จะเป็นสติปัฏฐานได้ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะไปนั่งทำสติกันก็ไม่ใช่สติปัฏฐาน และไม่ใช่สติด้วย ต้องเป็นอนัตตา ต้องเป็นธรรมฝ่ายดี ซึ่งมีการเข้าใจธรรมที่เป็นปริยัติเป็นพื้นฐานอย่างรอบรู้ เป็นสัจจญาณมั่นคง ถ้าไม่ถึงระดับนั้นสติก็เกิดไม่ได้ เช่นเราฟัง แต่สติยังไม่ได้เกิดที่เป็นสติปัฏฐานเลย มีเพียงสติขั้นฟัง แต่เวลาที่เป็นสติปัฏฐานมีปัจจัยแล้วพร้อมแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะเกิดก็เกิด ไม่ต้องบังคับบัญชา

    เวลานี้มีความรู้สึกแต่ไม่ปรากฏ แต่เมื่อไรที่สติรู้ความรู้สึกเมื่อนั้นเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดเป็นสติปัฏฐาน แต่เหตุใดแสดงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในเมื่อทุกอย่างเป็นธรรมที่มีจริง เป็นปัฏฐานะที่ควรรู้ที่สติระลึกได้ ใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าอันดับแรกที่สุด กายานุปัสสนาสติปัฏฐานปรากฏตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าที่กายของเรา ที่ตัวเราไม่ใช่ตัวอื่นๆ รักตัวนี้มากหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็รักมาก

    ท่านอาจารย์ ที่สุดหรือไม่ มากกว่าใครทั้งหมดใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ รักใครก็ไม่เท่าตัวนี้

    ผู้ฟัง แน่นอน

    ท่านอาจารย์ จึงเป็นที่ยึดมั่นอย่างยิ่ง สมควรรู้ว่าไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา หลงผิดมาตั้งนาน ด้วยเหตุนี้จะหลงผิดต่อไปตราบใดที่มีกาย ก็หลงผิดยึดถือกายว่าเป็นเรา ซึ่งเห็นง่าย มีกระทบสัมผัส มีอะไรต่างๆ เย็นร้อน อ่อนแข็ง จึงเป็นกายานุปัสสนา เมื่อระลึกแข็งนั่นหรือเป็นเรา และยังเกิดดับด้วย เมื่อเป็นวิปัสสนาจะเพิ่มปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดตามลำดับขั้นของปัญญา กว่าจะถึงแต่ละขั้นไม่ต้องไปนึกถึงเลย อย่าไปคาดหวังแม้วิปัสสนาวิปัสสนาอะไรก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ใช่หรือไม่

    เมื่อเป็นความจริงแล้วการระลึกที่กายก็ทำให้รู้ว่า ไม่มีรูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดิน แข็งจะเป็นนั่งหรือ ลองแตกกระจัดกระจายออกไปให้ทั่ว แล้วยังจะต้องประจักษ์กลาปที่มีอากาศธาตุแทรกคั่นเพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ กว่าจะละการยึดถือกาย พอหรือไม่ เพียงแค่รู้กายไม่มีทางละ เพราะทุกอย่างยึดหมด อุปาทานขันธ์ ๕ ยึดทั้ง ๕ ขันธ์ กายนี้คือรูปขันธ์ ความรู้สึกก็เป็นเรา ความจำก็เป็นเรา ทุกอย่างชอบและไม่ชอบเป็นเราหมด จิตที่กำลังเห็นนี้ก็เป็นเรา

    ดังนั้น ทั้งหมดเฉพาะร่างกายเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ความรู้สึกสำคัญมาก เวทนาขันธ์ใช่หรือไม่ ยึดมากเลย แต่หารู้ไม่ว่าเพียงเกิดแล้วดับและไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย แล้วจะรู้เวทนาไหน มีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีปัญญารู้ไม่ได้เลยสักเวทนาเดียว แต่เมื่อมีปัญญาที่เกิดพร้อมสติ ความรู้สึกใดปรากฏ ไม่ใช่เราไปเลือก แต่สติมีปัฏฐานะตั้งมั่นอยู่ที่เวทนา เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่กว่าจะเป็นวิปัสสนาต้องสติปัฏฐานมาก่อน จนกระทั่งชิน จนกระทั่งละคลายสภาพธรรมที่ไม่ใช่เราจึงปรากฏ เห็นหรือไม่ว่าต้องละคลาย เป็นเราไปพยายามก็ไม่มีทาง เพราะขณะนั้นเวทนามีก็ไม่รู้ อะไรๆ มีก็ไม่รู้ทั้งหมด มีแต่ความต้องการที่เป็นเรา

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานทั้ง ๔ แบบ จริงๆ ก็คือเป็นทางที่จะต้องผ่านไป

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง ไปทั้ง ๔ แบบ ไม่ใช่ทำแบบใดแบบหนึ่งใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางที่จะไปถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม โดยปัญญารู้สภาพธรรม สติระลึกที่นั่น ทุกอย่างที่เป็นสติปัฏฐานเกิดพร้อมกันตามปกติ ๕ เว้นวิรตี ๓ ก็เป็นสิ่งซึ่งเป็นชีวิตจริงๆ ที่ค่อยๆ เข้าใจได้ถูกต้อง หมดความสงสัยถ้าได้เข้าใจทีละคำ

    ฐานคือที่ตั้ง แต่ว่าธรรมทั้งหมดแยกออกไปตามความยึดมั่นเป็นกาย

    สติระลึกที่กายคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    สติระลึกที่เวทนาคือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    สติระลึกที่จิตคือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    ที่เหลือทั้งหมดคือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ยังแยกอีกเป็นประเภทให้รู้ว่า ที่สามารถที่จะรู้ได้ทีละเล็กทีละน้อยคืออะไร นิวรณ์ ๕ ก็เป็นธรรม เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ มีไม่ปรากฏเพราะไม่ใช่สติปัฏฐาน

    สติปัฏฐานต้องมีปัญญา สติเกิดแล้วปัญญานำไปสู่การที่จะรู้ตรงนั้น เพราะปัญญารู้ว่าตรงนั้นไม่ใช่เรา ฟังมาแล้วจึงสามารถที่จะระลึกได้ทันที เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจตัวจริงของธรรมซึ่งอยู่ในความมืดมาตลอด ฟังแล้วเหมือนแว่วๆ อยู่ไหนก็ไม่รู้ทั้งหมด จิต เจตสิก รูป แต่เมื่อสติปัฏฐานเกิดเพราะเข้าใจมากพอที่จะเกิดระลึกรู้ตรงนั้น พร้อมความเข้าใจที่ถูกต้องในความเป็นจริง ปัญญาก็ค่อยๆ เกิดขึ้น แต่ยังไม่ใช่วิปัสสนา

    ดังนั้น จากปริยัติถึงปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ มาจากคำว่าปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เดี๋ยวนี้มีแต่ไม่ถึง อยู่ตรงนี้เองไม่ไกลเลย กำลังเห็นก็อยู่ตรงนี้ แข็งก็อยู่ตรงนี้ คิดก็อยู่ตรงนี้ จำก็อยู่ตรงนี้ ไม่ปรากฏเลยเพราะไม่ใช่ปัญญา แต่เมื่อมีปัญญาแล้วถึงระดับขั้นที่เข้าใจก่อน แต่ยังไม่ตรงลักษณะ เวลานี้ไม่ตรงสักอย่างแต่รู้ว่ามีทั้งหมดเลย จนกว่าเป็นสติปัฏฐานเมื่อไร ตรงนั้นเฉพาะหนึ่ง แล้วตั้งกี่หนึ่งกว่าจะทั่ว เพราะฉะนั้นจะไปไหน ถ้าตรงนี้ไม่รู้ไปไหนก็ไม่รู้ และถ้าไปรู้ตรงนั้น ไม่ใช่ปัญญาเพราะเลือก เป็นเรา ต้องตรงนี้ก็ได้ ตรงไหนก็ได้เมื่อพร้อมและถึงเวลา สภาพธรรมก็เกิดเหมือนเช่นสภาพธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ หนทางที่เป็นอนัตตา มีความเข้าใจถูกต้องในความไม่ใช่เรา เพื่อที่จะนำความเห็นผิดว่าเป็นเราออกจากสภาพธรรม ที่เคยยึดมั่นมานานเกินแสนโกฏิกัปป์ คิดดู ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เท่าที่ได้ฟังก็รู้หนทางว่าไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องการรู้แจ้ง แต่ว่าเข้าใจจากการฟัง ถ้าฟังแล้วเข้าใจ ฟังอีกก็เข้าใจอีกทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีปัจจัยที่สติสัมปชัญญะจะเกิด และปัญญาขั้นต่อๆ ไปจึงจะเกิดได้ เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" พระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่พระคุณ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ใครอยู่แสนไกลยังเสด็จไปเพื่อเขาจะได้เข้าใจธรรม เพราะว่าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีไม่ใช่เพื่อพระองค์เองเท่านั้น ยังเพื่อที่จะทำให้คนอื่นสามารถรู้ตามได้ด้วยพระมหากรุณา

    สำหรับเราทั่วไปเมตตา มีความเป็นมิตรหวังดีพร้อมที่จะให้ประโยชน์เกื้อกูล กรุณาเมื่อเขามีทุกข์ ให้เขาได้พ้นทุกข์เท่าที่เราสามารถจะทำได้ แต่สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหากรุณาเพราะสัตว์โลกเป็นทุกข์ไม่ว่าจะอยู่ภพภูมิไหน เพราะว่าทุกข์คือความไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ แต่ธรรมทั้งหลายรวมนิพพานด้วยเป็นอนัตตาคือ ทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่ที่เป็นทุกข์ก็คือสังขารที่เกิดดับ

    นิพพานไม่ใช่ทุกข์ เพราะจะเป็นทุกข์ได้อย่างไรในเมื่อไม่เกิด เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นความเข้าใจ และความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา แต่เห็นความต่าง ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้และกรรมนี้ให้ผลกำลังเป็นมโนกรรม กายไม่ได้เคลื่อนไหว วาจาไม่ได้เคลื่อนไหว แต่จิตทำงานที่จะเข้าใจ ฟังแล้วไตร่ตรอง ถ้าเป็นผลของกรรมนี้ หลังจากจุติปฏิสนธิกรรมนี้ให้ผลประกอบด้วยปัญญา

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

    --------------------------------------------------------------------------------------

    ผู้ฟัง สติเป็นเจตสิกฝ่ายดี เหตุใดจึงต้องมีสัมมาสติด้วย มีสติเฉยๆ ไม่ได้หรือ

    ท่านอาจารย์ ธรรมทุกอย่างละเอียดมาก ตั้งแต่เล็กน้อยที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้น ความดีก็มีตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงที่สุด คือไม่ใช่เพียงขั้นทาน ขั้นศีล แต่เป็นขั้นสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งปรากฏตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริง คำนี้เป็นคำที่ลึกซึ้งมากและเป็นความจริง แสดงว่าก่อนนี้เราไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่แม้มีและปรากฏตั้งแต่เกิด จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ความจริงเป็นสิ่งซึ่งตรงแล้วสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจได้ เช่น คำว่าสติ เป็นธรรมฝ่ายดี ต้องเกิดกับจิตที่ดี เช่น ในขณะที่ฟังธรรม ขณะนี้ก็ต้องมีสติ ในขณะที่มีความเข้าใจคำที่ได้ฟัง เพราะว่าแต่ละคำเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ให้เข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงซึ่งไม่ง่าย เพราะว่าไม่คุ้นหู ไม่คุ้นเคยมานานมากในสังสารวัฏฏ์ แต่ว่าเมื่อได้ยินแล้ว สติไม่ใช่ปัญญา ซึ่งขณะนี้กำลังระลึกในสิ่งที่ได้ฟัง ในแต่ละคำที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น โดยอาศัยสติทำให้สามารถเข้าใจคำที่ได้ฟัง เพราะว่าบางคนได้ยินก็จริงแต่ขณะนั้นไม่มีสติ ก็ไม่ได้เข้าใจคำที่ได้ยินเลย พูดไปแล้วก็เพียงแค่ได้ยินแต่ไม่ได้เข้าใจ ถ้ามีสติเกิดในขณะนั้นและฟังเข้าใจ แต่ละคำค่อยๆ เข้าใจขึ้น ขณะนั้นเป็นเหตุให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง

    ธรรมละเอียดมาก แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน คิดเป็นคิด สติเป็นสติ ปัญญาเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่ามีในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าขาดคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่านั่นเป็นธรรมซึ่งมีจริง เมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไปตลอดเวลา แม้ในขณะนี้สติเกิดแล้วดับแต่ก็ยังไม่รู้จักสติ เพราะเหตุว่าเพียงได้ยินคำว่าสติ ได้ยินคำ แต่ตัวจริงมีและกำลังเกิดดับ

    ดังนั้น กว่าจะถึงการรู้จักลักษณะของสติจริงๆ ก็ต้องเพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย สติขั้นฟังยังไม่ใช่สัมมาสติ เพราะเหตุว่าถ้าเป็นสัมมาสติต้องเกิดกับปัญญา สามารถที่จะเริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง จึงจะเป็นสัมมาสติ แต่ถ้าไม่มีปัญญาก็มีเพียงสติขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นเข้าใจธรรม แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เกิดพร้อมกับปัญญาที่สามารถเริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ จากสติขั้นต่างๆ ก็จะถึงสัมมาสติในมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งต้องฟังเพื่อละความไม่รู้และความเข้าใจผิด

    อ.วิชัย ก่อนการฟังธรรมก็มีโอกาสได้ยินคำว่าสติ เช่น การไม่กระทำอะไรให้เกิดอุบัติเหตุก็คิดว่าให้มีสติ บางครั้งถึงกับว่าให้ใช้สติ ดังนั้น การที่จะเข้าใจลักษณะสติโดยความเป็นธรรม และไม่ใช่เราด้วย

    ท่านอาจารย์ กำลังขับรถมีสติหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่า ต้องคิด ต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ว่าพูดง่ายๆ ต้องมีสติในขณะที่ขับรถ แต่ไม่รู้จักว่าสติคืออะไร สติของชาวบ้าน แต่ว่าไม่ใช่สติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพื่อแสดงถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งละเอียดและหลากหลายมาก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือสาวก ผู้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความไม่ประมาทในพระปัญญาคุณ ที่ทรงแสดงหนทางที่ละเอียดลึกซึ้ง ที่สามารถจะรู้ความจริงของแต่ละสิ่งที่กำลังปรากฏ ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมดาไม่ใช่การตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้ตัวจริงๆ ของธรรม เช่น สติมีจริงๆ เวลานี้ที่กำลังฟังและเข้าใจมีสติ แต่ไม่มีใครรู้จักสติ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    1 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ