ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๒
สนทนาธรรม ที่ โรงละครวังหน้า
วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ กับ รู้ อะไรเป็นบุญ บุญคือ ธรรมที่ชำระจิตให้พ้นจากความเศร้าหมองคือความไม่รู้และกิเลส ถ้าไม่รู้เป็นกิเลสแล้ว ไม่ใช่บุญใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นให้อาหารกับใคร เพื่ออะไร แสดงให้เห็นว่าถ้าพุทธบริษัทไม่ได้ศึกษาธรรมจะไม่เข้าใจในความเป็นพระภิกษุเลย และคิดว่าตนเองทะนุบำรุงพระภิกษุและพระพุทธศาสนา แต่การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่บำรุง
บำรุงคือศึกษาพระธรรม เพื่อที่จะให้คนอื่นเช่นคฤหัสถ์ได้เข้าใจด้วย และพระธรรมที่เข้าใจนั้นจะทำให้สามารถประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นภิกษุที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แสดงชัดเจนว่าผู้นั้นไม่เข้าใจธรรม ถ้าเข้าใจธรรมแล้วยิ่งประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความเคารพ ด้วยการเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงบัญญัติสิกขาบทให้พระภิกษุทั้งหลายอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกด้วยการขัดเกลากิเลส เงินไม่ได้ขัดเกลากิเลส เพราะเหตุว่าผู้ใดยินดีในเงินและทองก็เท่ากับยินดีในชีวิตคฤหัสถ์ ยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส เหมือนคฤหัสถ์
พระภิกษุมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการที่มีที่อาศัย ที่เราใช้คำว่าปัจจัย อาหารบิณฑบาต ใครเห็นพระภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นที่เข้าใจถูกต้อง คนนั้นก็มีสิ่งที่จะบำรุงผู้นั้น ให้สามารถที่จะศึกษาพระธรรมต่อไป ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตต่อไป นั่นคือการทะนุบำรุง แต่ถ้าภิกษุนั้นประพฤติผิดพระธรรมวินัย หมายความว่าไม่ได้เข้าใจพระธรรมจึงประพฤติผิด ภิกษุทุกรูปในครั้งพุทธกาลเห็นชอบกับการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบททุกข้อ ด้วยพระมหากรุณาที่เมื่อมีการประพฤติปฏิบัติผิด แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะไม่ถึงขั้นอาบัติหนักคือปาราชิก พ่ายแพ้ต่อการที่จะดำรงเพศบรรพชิต
เพราะฉะนั้น การกระทำต่างๆ มีโทษหนักเบาตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ ถ้าไม่ถึงกับสิ้นสุดการเป็นพระภิกษุโดยการกระทำ ไม่ต้องมีใครมาสึก มาบอกหรือมาไล่เลย แต่พฤติกรรมนั้นทำลายความเป็นพระภิกษุ ถ้าไม่ถึงอาบัติที่หนักระดับนั้น ทรงพระมหากรุณาให้ภิกษุที่สำนึกแสดงโทษ และสำนึกว่าจะไม่ทำต่อไปอีก นั่นคือในครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายที่มีความละอาย แต่เมื่อยังมีกิเลสและไม่รู้ก็ล่วงสิกขาบทน้อยบ้าง ใหญ่บ้าง ซึ่งโทษก็มีตามลำดับ
ด้วยเหตุนี้พุทธบริษัทที่รู้จักบุญรู้ว่า ถ้าไม่รู้และไม่เข้าใจก็ไม่ใช่บุญ เมื่อมีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องและเข้าใจขึ้น ก็สามารถที่จะกระทำบุญยิ่งขึ้นในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่ากว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้ ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก และทุกคำของพระองค์เพื่อประโยชน์แก่เรา จากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีมากมาย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะดำรงรักษาคำสอนไว้ด้วยความซื่อตรง ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ว่าคิดว่า พระภิกษุจะอยู่ไม่ได้ถ้าเราไม่ให้อาหาร แต่ว่าภิกษุตามพระธรรมวินัยอยู่มาแล้ว ในครั้งนั้นจนถึงในครั้งนี้ เมื่อประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ภิกษุทุกรูปก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องห่วงสำหรับผู้ที่ประพฤติดีประพฤติชอบตามพระธรรมวินัย ก็ย่อมจะมีชีวิตอยู่ได้เพราะศรัทธาของผู้ที่เห็นคุณ
ผู้ฟัง นั่งสมาธิ ใช่คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ซึ่งเราก็ยังเข้าใจผิดเรื่องการนั่งสมาธิ การเข้าไปถือศีล ไปนั่งปฏิบัติ ๕ วัน แต่งขาวแล้วก็คิดว่าจะได้บุญมากๆ
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าที่ไหน ถ้าไม่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร พระรัตนตรัยคือใคร คืออะไรใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าเพราะไม่รู้ ซึ่งจะรู้เองไม่ได้เลย แต่ว่าด้วยความเคารพจึงฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจแล้วก็รู้ได้ว่า คำไหนเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำไหนไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาซึ่งปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง พระองค์จึงทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำไหนที่ไม่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทำให้เกิดความหลง เช่น สำนักปฏิบัติ สำนักคืออะไร ปฏิบัติคืออะไร ปฏิบัติแล้วรู้อะไร ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมและรู้ว่า ปฏิบัติธรรมไม่ใช่เป็นเราทำ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้นที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ นั่นเองเป็นธรรม
เพราะฉะนั้น ธรรมจึงเป็นสภาพที่มีจริงซึ่งละเอียดมาก เพราะว่าจากการที่ทรงตรัสรู้ทรงแสดงว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนไม่ได้เลย ใครที่ไปสำนักปฏิบัติเป็นอัตตา หรือว่าเป็นอนัตตา แล้วจะรู้อะไร ทั้งหมดเป็นการที่พอกพูนความไม่รู้ยิ่งขึ้น เพราะเหตุว่าคนที่ตรงต่อพระธรรมวินัย ต้องพิจารณา ต้องสอบถาม ต้องใคร่ครวญก่อนที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ถ้าใครมาชักชวนไปสำนักปฏิบัติก็ต้องถามว่าปฏิบัติอะไร รู้อะไร และหนทางนั้นจะเป็นหนทางที่จะทำให้รู้เช่นนั้นได้หรือไม่
ทีละคำ การศึกษาธรรมต้องเข้าใจก่อนว่า ธรรมคืออะไร ปฏิบัติธรรมคืออะไร สำนักปฏิบัติคืออะไร ในครั้งพุทธกาลไม่มีสำนักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าธรรมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ความไม่รู้ธรรมนั้นๆ ก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ดังนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะเปิดเผยความจริงของธรรมซึ่งกำลังมีเดี๋ยวนี้ มีมานานแล้ว และต่อไปก็จะมี ไม่เปลี่ยนแปลงเลย มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีคิดนึก ทุกวันเป็นเช่นนี้ รู้อะไรบ้าง ก็ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นทางที่จะรู้มีคือ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะเข้าใจปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจเลยแล้วจะไปรู้อะไร ที่ไหน ในเมื่อเดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่รู้ได้ ซึ่งบุคคลในครั้งพุทธกาลก็ได้ประจักษ์แจ้งความจริงของธรรมโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยการที่มีตัวตนไปจงใจที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในที่หนึ่งที่ใด
เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้สามารถที่จะรู้แจ้งธรรมได้ การรู้แจ้งอริยสัจจ์ในครั้งพุทธกาลมีได้ทุกขณะ ไม่ว่าขณะที่กำลังล้างเท้า ขณะที่กำลังทำอาหารในครัว ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งคนใดจะสามารถไปทำความรู้แจ้งให้เกิดขึ้น แต่ความรู้ความเข้าใจต้องเกิดขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นฟังรอบรู้ ไม่เปลี่ยน "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" จนกว่าจะมีความมั่นคง เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ว่าไม่มีใครทำได้เลย ใครทำเห็น เห็นเกิดแล้ว ใครทำได้ยิน ได้ยินเกิดแล้ว ใครทำคิด คิดเกิดแล้ว ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้เลย
หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเปิดเผยอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ให้รู้ความจริงว่า ทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครสามารถไปเปลี่ยนแปลงได้เลย ดังนั้นการอบรมปัญญาต้องรู้ว่า ปัญญาขั้นสูงจะมีได้ต่อเมื่อมีปัญญาขั้นต้น ถ้าไม่มีปัญญาขั้นต้น ปริยัติ ไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะเข้าใจได้อย่างไร ไปเชื่อใครที่ไม่ได้กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเป็นการทำลายคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ฟัง เรื่องสำนักปฏิบัติ เขาจะสงสัยว่ารู้ได้อย่างไรว่า ที่นี่ถูกต้องตามพระพุทธศาสนา และสำนักปฏิบัติอื่นๆ คือไม่ถูก
ท่านอาจารย์ จะรู้ว่าใครถูกใครผิด ใครตัดสิน ต่างคนต่างคิดและก็กล่าวว่าตนเองถูก แต่มีพระธรรมวินัยเพื่ออะไร เพื่อเตือนให้พุทธบริษัทเข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีใครที่จะกล่าวคำจริงและถูกต้องถึงที่สุด เหมือนเช่นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะคิดว่าสำนักปฏิบัติธรรมดี มีสมาธิและไม่ได้ไปทำผิดอะไร แต่ขอให้พิจารณาทุกคำ ถ้าไม่รู้จักธรรมแล้วจะปฏิบัติได้หรือไม่ ปฏิบัติแล้วรู้อะไร และขณะที่ปฏิบัติธรรมอะไร ทั้งหมดของสำนักปฏิบัติไม่มีในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะเหตุว่าทุกคำของพระองค์เป็นคำจริง ที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ฟังธรรมแล้วเข้าใจ ถูกต้องหรือไม่ เข้าใจแล้วเข้าใจขึ้นอีกเมื่อฟัง
ถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเข้าใจได้หรือไม่ จะเข้าใจขึ้นอีกได้หรือไม่ จะรู้ว่าคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วจริงได้หรือไม่ แต่เพราะเหตุว่าได้ฟังคำของพระองค์แล้วก็รู้ว่า คำอื่นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่เคยฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสก็เข้าใจว่า คำของคนอื่นเป็นคำจริง แต่ว่าไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาความเห็นถูกต้องใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ในภาษาบาลี ภาษาไทยก็ใช้คำว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ใครจะปฏิเสธ พระองค์ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี ถ้าไม่มีจะตรัสรู้ได้อย่างไร แต่เนื่องจากสิ่งที่มีนั้นชาวโลกไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระองค์แล้วต้องไตร่ตรองให้เกิดความเข้าใจของตนเอง ไม่ใช่ไปบังคับให้เชื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกอย่างที่มีจริงเกิดขึ้นแต่ละหนึ่ง เป็นจริงแต่ละหนึ่งแล้วดับไป คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนได้ยินบ่อยๆ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ก็ต้องละเอียด
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา นี่คือความละเอียดแล้วใช่หรือไม่ สองคำแรกสังขารทั้งหลาย สภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไปเป็นทุกข์ เพราะดับแล้วก็ไม่มีอีกเลย เกิดมาเพื่ออะไร ลองคิดดู จากไม่มีแล้วเกิดมี แล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย เสียเวลาหรือไม่ เกิดมาเพื่ออะไร ทำกิจหน้าที่ของตนของตน แต่คนไม่รู้ก็ติดข้องเข้าใจว่า ไม่มีอะไรดับไปเลยทั้งสิ้น
ดังนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำที่ไม่เหมือนใคร ใครก็ไม่สามารถที่จะกล่าวคำที่พระองค์ได้ตรัสจากการที่ทรงตรัสรู้ คนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในชีวิต แต่หารู้ไม่ว่า แต่ละหนึ่งไม่มีอยู่ทุกขณะ ทันทีที่เกิดก็ดับไป แต่ว่ามีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อทันทีแนบแน่นสนิทมาก ไม่ปรากฏการดับไปของสภาพธรรมก่อน จึงไม่มีใครรู้ว่าตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ สภาพธรรมเกิดดับไปแล้วเท่าไร แต่ก็พอที่จะคิดได้ว่าเมื่อเช้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีปรากฏเมื่อเช้านี้ต้องต่างกับสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ และสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ต่อไปข้างหน้าก็ไม่มีแล้ว มีแต่สิ่งอื่นซึ่งเกิดสืบต่อ ถ้าไม่พิจารณาจริงๆ ยากที่จะเข้าใจได้ แต่ถ้าค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นจะรู้ได้ว่า ตื่นกับหลับตลอดชาติ ขณะที่หลับไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น แต่เมื่อตื่น มี และเมื่อถึงตอนหลับก็ไม่เหลือเลย
คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง แต่สำนักปฏิบัติกล่าวคำอะไรที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ การที่จะเข้าใจจริงๆ ความเข้าใจเกิดเมื่อมีปัจจัยไตร่ตรองคำที่ได้ฟัง ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วก็ไปทำและหวังว่าจะรู้อะไร ก็ไม่รู้เหมือนกัน จึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างยิ่ง เป็นผู้ตรง คำของใครถูกก็จะรู้ได้ต่อเมื่อสนทนากัน ไม่ใช่ว่าใครบอกว่าอย่างไร เราก็ทำตามไปทันที แต่ต้องซักถามพิจารณาไตร่ตรองแล้วจะรู้ได้ว่า ผู้ใดก็ตามที่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำของพระองค์ไม่มีผู้ใดที่จะคัดค้านได้
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวลอยๆ ว่า สำนักปฏิบัติทำลายพระพุทธศาสนา แต่เพราะเหตุว่าไม่มีความเข้าใจอะไรเลยตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปสำนักปฏิบัติ ฟังธรรมที่ไหนก็ได้ เข้าใจเมื่อไร ได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งฟังมากที่บ้าน ในรถประจำทาง บนเครื่องบิน ที่ร้านอาหาร หรือที่ไหนก็ตามที่มีโอกาสได้ฟังคำจริง ปัญญาเกิดตรงนั้น ไม่ต้องไปที่หนึ่งที่ใดแล้วจะคิดว่า จะไปทำเช่นนั้นแล้วปัญญาจะเกิดขึ้น เพราะอะไรต้องไปสำนักปฏิบัติ ในเมื่อขณะนี้เป็นธรรม และเมื่อไปสำนักปฏิบัติ ก่อนไปเข้าใจอะไรหรือไม่ว่าปฏิบัติเพื่ออะไร จึงเป็นผู้ที่ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าประพฤติปฏิบัติตาม (คนอื่น)
คำไหนเป็นคำจริง ชาวพุทธจะรู้ได้ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพิจารณาไตร่ตรอง ขณะที่เข้าใจเป็นปัญญาของตนเอง นี่คือมรดกซึ่งใครก็ให้ใครไม่ได้ ทรัพย์สินเงินทองใดๆ ก็ซื้อไม่ได้ และแม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ยังติดตามไป ที่จะมีโอกาสได้ฟังคำจริงที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงและรู้จักพระรัตนตรัยยิ่งขึ้น
ผู้ฟัง คือเขาก็จะทราบว่าไปสนทนาธรรมสัญจรที่ต่างๆ บ่อยมากเลย และได้มาเห็นวันนี้จะรู้สึกว่า ไม่เห็นจะต่างจากที่อื่นที่สอนธรรมแล้วให้ทำอะไรตามที่สำนักนั้นๆ เขาเชื่อว่านั่นคือคำสอน
ท่านอาจารย์ มูลนิธิฯ เคยให้ใครเดินจงกรมบ้าง แล้วจะบอกว่าเหมือนได้อย่างไร
ผู้ฟัง หมายถึงว่าเป็นกิจกรรมต่างๆ ของสำนักที่ชื่อว่าเกี่ยวกับพุทธศาสนา อย่างอื่นก็คือไป นั่งไปปฏิบัติ ไปทำอะไร แต่ของเราเป็นการสัญจรไปสนทนาธรรม
ท่านอาจารย์ พุทธศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ผู้ฟังที่เลื่อมใสก็มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งต่างกัน คฤหัสถ์ที่ฟังธรรมแล้วไม่ได้มีชีวิตผิดปกติเลย ใช่หรือไม่ ก็เหมือนเดิม ทุกคนมาที่นี่ กลับไปบ้านก็เหมือนเดิม ก่อนจะมาที่นี่ก็เหมือนเดิม แต่มาเพื่อฟังพระธรรมให้เข้าใจถูกต้อง เหมือนกับคนที่ไปสู่พระวิหารเชตวันก็เป็นคฤหัสถ์ ไปฟังเสร็จแล้วกลับบ้านก็เหมือนเดิม และกิจกรรมหมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นขอแสดงความเห็นว่าก็ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องเชื่อว่าอะไรถูกผิด เขาอาจจะคิดว่าสำนักปฏิบัติก็เหมือนเรา เราก็เหมือนสำนักปฏิบัติ สิ่งนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะได้ศึกษา
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยใช่หรือไม่ สนทนาธรรมเป็นมงคล ที่ไหนก็ได้ มากน้อยก็แล้วแต่ จะชักชวนกันมาเพื่อที่จะเข้าใจธรรม แล้วสำนักปฏิบัติให้ทำเช่นนี้หรือไม่ หรือว่าต้องไปสู่สถานที่ แต่พระธรรมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะฉะนั้นอะไรถูก อะไรผิด ถ้ามีการสามารถที่จะเข้าใจธรรมที่ไหนได้ แต่ว่าไปสำนักปฏิบัติแล้วไม่ได้เข้าใจธรรม จะเหมือนกันหรือ
ผู้ฟัง ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ต้องศึกษาเท่านั้น เพราะว่าไปนั่ง ไปทำ ไปเดินจงกรม แล้วไม่ได้ฟังพระพุทธเจ้าสอนอะไรก็จะไม่มีทางรู้ว่า แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าปัญหามีมากและก็จะมีต่อไป ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าใจในเหตุในผล เพราะฉะนั้นลองช่วยกันคิดถึงปัญหา ซึ่งหลายคนคงจะถามว่า ถ้ากล่าวถึงการที่พระภิกษุรับเงินรับทอง ไม่ได้เป็นไปตามพระธรรมวินัยเช่นนั้นแล้วคงจะไม่มีใครบวช ประเทศไทยก็จะไม่มีพระ แต่ลองคิดไตร่ตรองดู ประเทศไหนก็ตาม ไทย ลาว พม่า หรืออะไรก็ตามแต่ มีวัดแล้วมีพระ ซึ่งไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัย กับมีผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เข้าใจธรรมโดยไม่มีวัด เขาจะเลือกอย่างไร นี่คือความเป็นผู้ตรง
พระพุทธศาสนาคือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณของพระธรรมคำสอนอยู่ที่ไหน อยู่ที่ความเข้าใจ ถ้าทำอย่างอื่นที่ไม่ทำให้เข้าใจธรรม ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เห็นคุณของพระธรรมด้วย ถ้าที่ใดมีวัดและมีภิกษุที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เหตุใดไม่คิดถึงคุณยิ่งใหญ่ของพระธรรม ที่ทำให้สัตว์โลกซึ่งไม่รู้ความจริงมาแสนนานในสังสารวัฏฏ์ สามารถที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสิ่งที่ไม่เคยเกิดเลยคือความเข้าใจที่ถูกต้อง มีค่ามากกว่าที่จะมีวัดวาอาราม มีพระภิกษุซึ่งไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นก็ต่างคนต่างคิด
ลองคิดไตร่ตรองให้ดี จะดำรงรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยผู้ที่ไม่เข้าใจพระธรรมวินัย แต่มีวัด หรือว่าถึงแม้ไม่มีวัด ไม่มีภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่ว่ามีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สามารถจะเข้าใจได้สืบต่อไป ควรจะเป็นอย่างไร จะให้มีวัด มีภิกษุที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แล้วใครจะเข้าใจพระธรรม ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมก็ดำรงรักษาพระธรรมและพระวินัยไม่ได้ แต่ถ้ามีคนที่เข้าใจธรรมถูกต้องก็จะมีผู้ที่มีศรัทธาสะสมมา ที่จะถึงความเป็นภิกษุตามพระธรรมวินัย เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปได้หรือไม่
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่คำนึงว่ามีพระภิกษุมากๆ ชวนกันมาบวชโดยไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย มากมาย แล้วยังไม่พอ ยังชักชวนเด็กๆ ให้บวชเป็นสามเณร มีการที่ประพฤติไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัยเลย เพราะว่าผู้ที่อยู่ที่วัดได้บอกว่าสามเณรที่ถูกชักชวนไปบวช เมื่อถึงวันจะสึกดีใจมาก ใกล้จะหมดเวลาแล้ว แล้วระหว่างนั้นก็วิ่งไปซื้อไอศกรีมกัน นี่หรือคือการบวช เป็นการเคารพในคุณของพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ผู้ที่เข้าใจธรรมของพระองค์และมีศรัทธาที่จะขัดเกลากิเลสแต่เมื่ออายุยังไม่ถึงที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ แต่มีศรัทธาที่จะประพฤติก็อบรมตนเองโดยการเป็นสามเณร
นอกจากจะรักษาศีลของสามเณรแล้ว ความประพฤติทางกายทางวาจาทั้งหมดต้องตามผู้สงบ คือพระภิกษุ เตรียมตัวเพื่อที่จะถึงวันที่สามารถที่จะเป็นพระภิกษุในธรรมวินัย ซึ่งก่อนนั้นก็ต้องเตรียมตัวและต้องมีการประพฤติปฏิบัติ ขัดเกลาตามเพศที่สงบคือพระภิกษุ จนกว่าจะถึงโอกาสที่จะได้อุปสมบท แต่ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ไม่รู้ เล่นเกมบ้าง รับประทานอาหารเย็นบ้าง อะไรบ้างทั้งหมด และก็กล่าวว่าบวชสามเณร ไม่มีประโยชน์เลยถ้าจะทำเช่นนั้น เพราะเหตุว่านอกจากจะทำลายพระศาสนาแล้ว คนที่บวชก็จะไม่มีความสนใจในพระธรรมวินัย เพราะคิดว่าเล่นหรือทำเช่นนี้เป็นสามเณร ซึ่งไม่ถูกต้องเลย
ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง พุทธบริษัทคือใคร คือผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จะพึ่งพระรัตนตรัยเมื่อไรเมื่อเข้าใจพระธรรม ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจพระธรรมจะกล่าวว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้หรือไม่ เพราะเหตุว่าทำสิ่งที่ผิดจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ และคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นที่เข้าใจกันว่าเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เมื่อไตร่ตรองแล้วก็เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320