ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๘๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ ลำพูน
วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ไม่รู้จักนิพพาน เพราะเหตุว่าเห็นยังไม่รู้จักเลย คิดก็ยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้จักนิพพานซึ่งขณะนี้ไม่มี ไม่ปรากฏ ได้อย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้น เมื่อนิพพานไม่เกิด ไม่ดับ นิพพานก็เป็นสิ่งที่เที่ยง
ท่านอาจารย์ ใช่ เพราะเหตุว่าไม่เกิด ความหมายของเกิดดับคือต้องเกิดจึงดับได้ ถ้าไม่เกิดแล้วจะดับได้อย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าเที่ยงแล้วจะไม่ขัดกับคำที่ว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หรือ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าสภาพธรรมเป็นแต่ละหนึ่งๆ ถ้าไม่ต่างกันก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่เพราะต่างกันจึงเป็นแต่ละหนึ่ง จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก รูปเป็นรูป นิพพานเป็นนิพพาน จะให้นิพพานเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป ซึ่งเกิดดับไม่ได้
ผู้ฟัง ที่ว่าจำอย่างเหนียวแน่นว่าเป็นตัวเรา เหตุใดเราจึงไม่ลืม ในเมื่อสัญญาเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง
ท่านอาจารย์ เคยลืมหรือไม่
ผู้ฟัง เคยลืม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สัญญามีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ ขณะที่ลืม จำว่าเราลืมใช่หรือไม่ ตรงกับที่ถามเมื่อสักครู่นี้ใช่หรือไม่ เหตุใดเราไม่ลืมสักทีว่าไม่มีเรา แม้แต่ลืมก็ "เราลืม"
ผู้ฟัง คือเหมือนเข้าใจ ฟังธรรมก็เห็นว่าเป็นจริงตามนั้นซึ่งโต้แย้งไม่ได้เลย แต่ว่าเมื่อไม่ได้ฟังแล้วใช้ชีวิตประจำวันปกติด้านอื่นก็หลงไปอีก หลงไปในโลกของสมมุติ มีเรา มีเขา เกิดโลภโกรธหลงวนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อฟังธรรมแล้วก็เข้าใจตามนั้น
ท่านอาจารย์ แล้วหลงมานานเท่าไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ แต่ว่านานมากๆ เกิดมาก็หลง
ท่านอาจารย์ แล้วฟังธรรมนานเท่าไร
ผู้ฟัง ไม่ได้เสี้ยวของชีวิต
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะจำธรรมและเข้าใจธรรมได้เท่ากันกับที่เคยหลงมาได้หรือ
ผู้ฟัง เท่าที่ฟังอาจารย์แล้วเข้าใจว่าต้องฟัง คือขาดไม่ได้เลย มีทางเดียวเท่านั้น การที่จะหลุดพ้นได้คือฟังธรรมไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ แล้วต้องเป็นคนตรงด้วย ขณะนี้เห็นมีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เห็นเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ เห็นดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับแล้ว
ท่านอาจารย์ ยังไม่ประจักษ์ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ประจักษ์ ขั้นฟัง
ท่านอาจารย์ ขั้นฟังเป็นขั้นเข้าใจไม่ใช่ขั้นประจักษ์ ประจักษ์คือเดี๋ยวนี้ เกิดจริงๆ ดับจริงๆ ไม่มีอะไรเลย
ผู้ฟัง เห็นตรงทุกขณะ
ท่านอาจารย์ จนกว่าจะเป็นอย่างนั้น จึงจะรู้ว่าไม่ใช่เราเห็น ตอนนี้ฟังเริ่มเข้าใจว่าไม่มีเรา แต่ก็เป็นเรานั่นเองที่เข้าใจ กว่าจะหมดจนไม่มีความเป็นเราในทุกอย่างซึ่งเคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะรู้ว่าความจริงคือไม่มีสิ่งนั้น เพราะว่าถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ต่อเมื่อมีปัจจัยทำให้เกิดจึงเกิดได้แล้วหมดไปและไม่กลับมาอีก
ดังนั้น จะเป็นเรา จะเป็นเขา จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างไร เพราะไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่าความรู้มี ๓ ระดับขั้น ขั้นฟังเข้าใจ เพราะว่าบางคนฟังไม่เข้าใจ ยังมีความเป็นตัวตนหนาแน่นมาก แต่ว่าถ้าฟังแต่ละคำ ทีละคำ คำไหนไม่จริง เมื่อเป็นความจริงก็สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นถูกต้อง เพียงแต่ว่าปัญญาขั้นฟังยังไม่ถึงการที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏตรงตามที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้น จะต้องมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ปัญญา แต่จะพูดคำนี้หรือไม่พูดคำนี้ สำคัญที่เข้าใจ ถ้าเรียกว่าปัญญาแต่ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ปัญญา เพราะเพียงเเต่เรียกชื่อ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ตามความเข้าใจของผม วิปัสสนาคือต้องไปทำสมาธิประกอบ
ท่านอาจารย์ รู้จักสมาธิหรือยัง
ผู้ฟัง คือจิตที่จดจ่อกับอารมณ์
ท่านอาจารย์ จิตกับสมาธิต่างกัน หรือเหมือนกัน
ผู้ฟัง เรื่องนี้ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปทำอะไรที่ไม่รู้
ผู้ฟัง แล้ววิปัสสนาในความหมายที่ว่าประจักษ์แจ้ง นั่นคือ ...
ท่านอาจารย์ ขณะนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดปรากฏ สิ่งนั้นดับ
ผู้ฟัง ถ้าเข้าใจตามนี้ก็คือวิปัสสนา
ท่านอาจารย์ ยัง เข้าใจคือขั้นเข้าใจ
ผู้ฟัง ถ้าเห็นจริงว่าเกิดแล้วดับทุกขณะ
ท่านอาจารย์ แล้วจะเห็นจริงได้อย่างไร
ผู้ฟัง เพราะว่าเมื่อหยุด ไม่ได้ฟัง ก็ลืม
ท่านอาจารย์ แต่นั่นไม่ใช่วิปัสสนา ไม่ใช่เห็นจริง เพียงแค่เข้าใจ
ผู้ฟัง แล้วการฟังไปเรื่อยๆ นี้จะถึงขั้นวิปัสสนาได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ฟังไป เข้าใจหรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจแล้วก็ลืม
ท่านอาจารย์ แล้วฟังอีก เข้าใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ว่าฟังไปอย่างนี้แล้วจะถึงนิพพาน ต้องหมายความว่าฟังแล้วเข้าใจขึ้น ละคลายความไม่รู้ และสามารถที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทีละหนึ่งตรงตามที่ได้ฟัง และเริ่มเข้าใจทีละหนึ่งนั้นละเอียดขึ้น มั่นคงขึ้น จนกระทั่งประจักษ์แจ้งการเกิดดับ
ดังนั้น มีปริยัติ แต่ถ้าไม่มีความรอบรู้ในคำที่ได้ฟังก็ไม่มีปฏิปัตติ ซึ่งกำลังรู้ตรงลักษณะที่ใช้คำว่าสติปัฏฐาน หรือสติสัมปชัญญะ และถ้าไม่มีสติปัฏฐาน สติสัมปชัญญะ ความรู้ขั้นฟังนี้ไม่สามารถที่จะเข้าใจแต่ละหนึ่งได้ ฟังแต่เรื่องราวของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ในแต่ละหนึ่งเดี๋ยวนี้ ดังนั้นต้องเข้าใจแต่ละหนึ่งจนกว่าจะหมดความสงสัย ค่อยๆ ละความเป็นเรา สภาพธรรมจะปรากฏโดยความเป็นอนัตตาตามลำดับ ประจักษ์แจ้งตามลำดับ
ผู้ฟัง ฟังไปทุกวันเหมือนกับว่าเป็นเพียงความเข้าใจเรื่องราวของธรรมเท่านั้น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ยังเป็นเราที่เข้าใจ พูดคำว่าขันธ์ ๕ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ อะไรบ้าง
ผู้ฟัง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ท่านอาจารย์ เป็นเราใช่หรือไม่ ทั้ง ๕ ขันธ์ เรารู้สึก เราจำ
ผู้ฟัง ใช่ ไปยึดว่าเป็นเรา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะต้องหมดความเป็นเราทั้ง ๕ ขันธ์ไม่เหลือเลย จึงจะสามารถประจักษ์แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง ละคลายกิเลส ดับกิเลสได้
ผู้ฟัง โดยการฟังไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าฟังขณะนี้ พูดเรื่องเห็นใช่หรือไม่ รู้ตรงเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง รู้ตรงเห็นหรือไม่ ก็ยังไม่ตรง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับได้ ต้องมีปัญญาที่สามารถรู้ตรงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีลักษณะนั้นที่กำลังปรากฏ ยังไม่ถึงขั้นนั้นใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีทางที่จะถึงอีกขั้นหนึ่งคือ ขั้นปฏิเวธ ประจักษ์แจ้งความจริง
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นการฟังไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางที่ชาตินี้จะ ...
ท่านอาจารย์ ถามว่า ฟังแล้วเข้าใจหรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเข้าใจอีกหรือไม่
ผู้ฟัง ก็เข้าใจมากขึ้น
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเข้าใจอีกหรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจมากขึ้นๆ
ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจมากขึ้นๆ จนสามารถที่จะรู้ตรงสภาพธรรมหนึ่งที่กำลังปรากฏ โดยความเป็นอนัตตา
ผู้ฟัง เข้าใจแล้ว
อ.อรรณพ สะสมความจำว่าเป็นเรามามาก มากขนาดไหน มากขนาดที่ว่าแม้ขณะที่ลืมก็ยังจำว่าเป็นเราที่ลืม บางคนจะรู้สึกรำคาญตัวเองว่าทำไมเราขี้ลืมจัง ลืมนั่นลืมนี่ บ่นกันว่าเดี๋ยวนี้ขี้หลงขี้ลืมก็เป็น "เราที่ลืม" แต่จริงๆ แล้ว ลืมก็ต้องไม่ใช่เรา ใช่หรือไม่ ก็ยังเป็นอย่างนี้ไป
ท่านอาจารย์ ฟังธรรมแล้วต้องไม่ลืมคำที่ได้ฟังแล้วทุกคำ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่ใช่เรา ฟังเท่านี้ก็ต้องจำแล้ว เพื่อเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เราเพราะอะไร เพราะว่าเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มี จะไปเร่งรัดให้ทุกคนเข้าใจธรรมทั้งหมดเดี๋ยวนี้ได้หรือไม่ ไม่มีทางเลย ไม่ใช่หนทางโดยความเป็นตัวตนที่จะไปทำให้ความรู้การละเกิดขึ้น แต่ต้องเป็นความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพราะไม่รู้จึงติดข้อง แต่รู้แล้วก็ค่อยๆ ละคลายความติดข้อง
อ.อรรณพ ที่ว่า เมื่อเกิดจึงปรากฏคือ กล่าวถึงสภาพธรรมที่อาศัยปัจจัยปรุงแต่งแล้วเกิด เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับ จึงปรากฏเมื่อสภาพธรรมนั้นเกิดปรากฏอยู่
ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องสอดคล้องกัน สัพเพ สังขารา อนิจจา หมายความว่าอะไร สังขารา สังขารทั้งหลาย สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งหมด-สัพเพ อนิจจา-ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิด ปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ที่ไม่รู้ว่าขณะนี้มีปัจจัยทำให้เกิดจึงติดข้องว่าเป็นเรา ใช่หรือไม่ ขณะนี้เห็นเป็นเรา ได้ยินเป็นเรา ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นเรา เพราะไม่รู้ปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สัพเพ สังขารา อนิจจา สิ่งที่เกิดดับ ยังไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ เพราะปัญญาไม่ได้มากตามลำดับเลย ไม่ได้เจริญขึ้นตามลำดับ เพียงแค่ฟังแล้วคิดเท่านั้นเอง แต่ถ้าไตร่ตรองในขณะที่สภาพธรรมนั้นปรากฏ ปัญญาจะเพิ่มขึ้นจริงๆ หมายความว่าจากการฟังว่าทุกอย่างเป็นธรรม พอหรือไม่ เพียงคิดว่าทุกอย่างเป็นธรรม แต่หนึ่งอย่างที่ปรากฏ ถ้าไม่รู้ทีละหนึ่งก็ไม่ปรากฏการเกิดดับ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ปรากฏการเกิดดับก็ไม่รู้ปัจจัยที่ทำให้เกิด จึงยังมีความติดข้องและมีปัจจัยที่ทำให้ติดข้อง ทำให้เกิด จนกว่าจะรู้ปัจจัย จนกระทั่งละคลายความติดข้อง จะรู้ว่าเมื่อนั้นเองหมดความติดข้อง ไม่เป็นปัจจัยที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สภาพธรรมนั้นถึงการดับคือไม่เกิดอีก
ข้อสำคัญคือ ฟังพอที่จะรู้ลักษณะที่กำลังเห็นหรือยัง ฟังพอที่จะเข้าใจความจริงของแข็งที่กำลังปรากฏตามปกติหรือยัง ถ้ายังก็คือการฟังยังไม่พอ เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏได้โดยการฟังเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งต้องเป็นผู้ตรง
เหตุใดใช้คำว่า "ตรัสรู้" สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะนี้ที่เห็นเกิดดับซึ่งคนธรรมดาไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความรู้นั้นต้องมากกว่ากี่แสน กี่หมื่น กี่ล้าน กี่โกฏิเท่า ประมาณไม่ได้เลย เพราะเห็นแท้ๆ เดี๋ยวนี้ผู้ที่ประจักษ์ความจริงทรงแสดงความจริงว่า เห็นไม่เที่ยง ก่อนเห็นไม่มีเห็น เห็นเกิดขึ้นแล้วเห็นก็ดับไปและไม่กลับมาอีกเลย แต่เหมือนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ยังเหมือนเดิม เห็นก็ยังเห็นอย่างนี้ ดูคล้ายกับว่าเป็นสิ่งเดียวที่ยังมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเห็นหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม
เพราะฉะนั้น เราอยู่ในโลกของความไม่รู้ ใช่หรือไม่ อยู่ในโลกของความหลงและความลวง คิดว่ามีเราและคิดว่ามีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ว่าผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริงก็คืออยู่ในโลกที่ไม่มี เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเกิดขึ้นนิดเดียวแล้วหมดไป แล้วอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จึงมีความติดข้อง เป็นเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมเกิดแล้วดับ แล้วก็เกิดอีกตลอดเวลาเหมือนเดี๋ยวนี้เลย
ฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง ตามความเข้าใจของคนทั่วไปว่า ฟังธรรมแล้วไปลงมือปฏิบัติที่วัด เดินจงกรม นั่งสมาธิ นี่คือความเข้าใจกับชาวบ้านทั่วไปคิดว่านั่นคือปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ นั่นคือความไม่เข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจ
ผู้ฟัง แต่ว่าปฏิบัติจริงๆ ในความหมายของท่านอาจารย์คือ การฟังธรรมแล้วไตร่ตรอง เห็นตรงสภาวะที่เกิดดับนั้นๆ ทุกขณะ นั่นคือปฏิบัติแล้วจะเกิดผลเป็นปฏิเวธ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ปฏิบัติคืออะไร
ผู้ฟัง คือการรู้เฉพาะ
ท่านอาจารย์ มาจากไหน กว่าจะรู้เฉพาะ มาจากไหน
ผู้ฟัง จากการฟัง
ท่านอาจารย์ ถ้าฟังเพียงเท่านี้รู้เฉพาะหรือยัง
ผู้ฟัง ฟังจนกว่าจะจำได้ว่า ...
ท่านอาจารย์ จนกว่าจะเป็นสัจจญาณซึ่งไม่ใช่น้อย ไม่ใช่คำสองคำ แต่มีความมั่นคงว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ถ้ารู้ก็รู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แล้วรู้ด้วยว่าสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นนิมิตของสิ่งที่เกิดดับ
ผู้ฟัง นี่คือคำที่อาจารย์บอกว่า ฟังแล้วยังไม่ต้องไปทำอะไรใช่หรือไม่ นี่คือคำตอบใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ใครทำ
ผู้ฟัง คือคนที่ ...
ท่านอาจารย์ "คนที่" ก็ไม่ใช่ธรรมแล้ว ไม่ใช่ความเข้าใจแล้ว เป็น "คน" ก็เป็นความไม่รู้แล้ว
ผู้ฟัง สรุปว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อาจจะเกิดได้ในขณะที่ฟังธรรม
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปัญญา ถูกต้องหรือไม่ ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ชื่อว่าปริยัติ แล้วไปปฏิบัติ และเป็นปฏิเวธ แต่ต้องรู้เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าเป็นใคร ผู้ทรงตรัสรู้ความจริงใช่หรือไม่ ทรงแสดงธรรมทุกคำนำมาซึ่งความเข้าใจ เพราะแต่ละคำเกิดจากปัญญาที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว
เพราะฉะนั้น ต้องรู้เลยว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ประโยชน์คือทำให้คนฟังมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าไม่ได้ฟังก็คิดเองหมดไม่ว่าใคร ไม่มีทางที่จะถูกด้วยเพราะว่าไม่ได้ตรัสรู้ แต่เมื่อทรงตรัสรู้แล้วทุกคำของพระองค์มาจากพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า เราพูดคำเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสได้ เช่นคำว่าธรรม พระองค์ตรัสคำว่าธรรม เราก็พูดว่าธรรม ปัญญาเท่ากันหรือไม่ พูดคำเดียวกันได้แต่ปัญญาที่พูดต่างกัน ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ต่างกัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือปัญญา ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าปริยัติแล้วไปนำมาปฏิบัติ ความเข้าใจอยู่ไหน ไม่ใช่เราปฏิบัติ แต่ปัญญาทุกขั้น ปัญญาทุกคำ คำไหนบ้างที่ไม่ใช่ปัญญา
ผู้ฟัง สมัยพุทธกาลมีพระที่ฟังแล้วบรรลุธรรมได้เลย
ท่านอาจารย์ ยกตัวอย่างมาท่านหนึ่ง
ผู้ฟัง ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ
ท่านอาจารย์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ทราบหรือไม่ว่าท่านบำเพ็ญบารมีกี่แสนกัปป์ หรือว่ากี่กัปป์ หรือว่ากี่พัน ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ถ้าไม่มีการฟังมาก่อนนั้นเลย ท่านอัญญาโกณฑัญญะมานั่งฟังเพียงเเค่ครั้งนั้นจะมีการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้ได้
ท่านอาจารย์ ดังนั้นฟังเผินได้หรือไม่ว่า ใครก็ตามที่กำลังฟังสามารถจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แต่ต้องรู้ว่าเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าทุกคนมาฟังแล้วรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แต่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเมื่อใดเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหมด ทุกคำต้องน้อมนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ถ้าเป็นความเห็นถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าเป็นความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเป็นความรู้เป็นปัญญา ถ้าเป็นความไม่รู้เป็นอวิชชา ถ้าเป็นความรู้เป็นวิชชา เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจ เข้าใจเพียงใด ใครรู้
ผู้ฟัง ตัวเราเอง
ท่านอาจารย์ ตัวเราเองรู้ เพราะฉะนั้น จะรู้ได้ว่าฟังอย่างนี้แล้วจะไปปฏิบัติอะไร อะไรไปปฏิบัติ ก็ "ความไม่รู้" กับ "เรา" ไปปฏิบัติ
ผู้ฟัง ทางโลกที่เขาทำกันคือผิดหมด
ท่านอาจารย์ ทางโลกไหน
ผู้ฟัง ที่ไปเข้าวัดแล้วก็ ...
ท่านอาจารย์ ต้องรู้แต่ละคำว่า เขาฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสให้ใครไปทำอะไรหรือไม่ มีสำนักปฏิบัติในครั้งพุทธกาลหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แล้วใครมาแนะนำให้ไปสำนักปฏิบัติ
ผู้ฟัง รุ่นหลังๆ
ท่านอาจารย์ แล้วเขาฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ถึงได้มีสำนักปฏิบัติซึ่งทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.อรรณพ ไปทำ ไปจดจ้อง ที่เข้าใจกันอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ไปจดจ้อง ขณะนั้นก็เป็นความไม่รู้จึงจดจ้อง ไม่เห็นความเป็นอนัตตาเลยว่า ขณะนี้ "ความเข้าใจไม่ใช่เรา" ก็ไม่รู้ จนกว่าจะฟังมั่นคงว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา และไม่ใช่แต่เฉพาะปัญญา หรือความเข้าใจ หรือความไม่รู้ ทุกอย่าง ไม่ใช่ให้เว้นสิ่งนั้นสิ่งนี้ คิดว่าเรารู้แล้วและจะไปปฏิบัติ แต่ให้รู้ว่าปฏิบัติจะเกิดมีได้โดยความเป็นอนัตตาเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ฟัง ตราบใดที่ยังเป็นเราแล้วก็อยาก ที่อยากปฏิบัติคือไม่ได้เข้าใจว่า ไม่มีเราแต่เป็นธรรม จนกว่าธรรมจะปฏิบัติหน้าที่หรือกิจการงานของธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งไม่ใช่เรา ต้องมีความมั่นคงในความไม่ใช่เราเพิ่มขึ้น และต้องมีความมั่นคงว่าเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อได้หรือเพื่อทำ ที่จะไปปฏิบัติเพราะต้องการได้อะไร ใช่หรือไม่
อ.อรรณพ ต้องการได้ปัญญา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่การเข้าใจธรรมเพราะเป็นเราที่จะได้ ไม่ใช่เป็นการเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ที่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ แล้วค่อยๆ ละความไม่รู้ และรู้ตรงว่าขณะไหน เมื่อใดความเข้าใจมั่นคงพอที่สติสัมปชัญญะจะเกิดโดยความเป็นอนัตตา กำลังเข้าใจลักษณะของธรรมถึงเฉพาะหนึ่งตรงตามที่ได้ฟัง นั่นคือปฏิปัตติ
คนไทยได้ยินคำว่า "ปฏิบัติ" ก็เข้าใจว่า "ทำ" มีสำนักทำวิปัสสนาด้วยความเป็นเราทั้งหมด ด้วยความไม่รู้ทั้งหมด แต่ปฏิปัตติเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งสูงกว่าขั้นเพียงฟังเข้าใจ เพราะว่าขั้นเข้าใจระดับนี้คือ เข้าใจเรื่องราวว่าเห็นเกิดแล้วดับ แต่ขณะนี้ไม่ได้รู้ตรงเห็นที่จะประจักษ์การเกิดของเห็นและการดับของเห็น เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างมั่นคง ซึ่งใช้คำว่า ปริยัติและสัจจญาณ ไม่ใช่อยู่ดีๆ สติสัมปชัญญะจะเกิด อยู่ดีๆ ใครจะไปทำสติ นี่คือผิดหมด อยู่ดีๆ ใครจะไปทำสมาธิ โดยไม่รู้ว่าขณะที่กำลังคิดอย่างนั้นก็มีสมาธิ แต่เป็นมิจฉาสมาธิ
ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เพราะเหตุว่าเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดงในขณะที่เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรม แต่เมื่อรู้ว่าคนที่มีโอกาสได้ฟังสามารถเข้าใจได้ ด้วยการที่พระองค์สะสมบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จึงมีคำแต่ละคำซึ่งเป็นปัญญาทำให้คนฟังเกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จึงได้ทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ ไม่ใช่ให้ไปปฏิบัติ
เพราะฉะนั้น ความรู้ขั้นปริยัติมั่นคงหรือยัง ถ้ามั่นคงคือไม่ไป ข้อสำคัญที่สุดคือไปทำอะไรก็ไม่รู้ คนที่เคยไปแล้วบอกได้เลย ไปทำอะไรมาบ้าง รู้อะไร ไม่รู้เลย แต่ทำ นั่ง เดิน แล้วอย่างไร มีหรือที่ให้นั่ง ให้เดิน แล้วจะรู้อะไร อยากนั่งหรือไม่ อยากเดินหรือไม่ ถ้าไม่อยาก เดินทำไม ถ้าไม่อยาก นั่งทำไม เพราะไม่รู้ความจริงของแต่ละหนึ่งซึ่งเป็นธรรม ต้องแยกโดยขั้นฟังจนไม่เหลือจริงๆ เป็นธรรมซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้
ขณะนี้อยู่ในโลกของความจำ เพราะเหตุว่าสภาพจำเกิดกับจิตทุกขณะ จิตไม่ได้จำ แต่จิตรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ สัญญาเจตสิกคือ สภาพจำที่เกิดทุกขณะจิต ปรุงแต่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น แต่ไม่รู้เลยใช่หรือไม่ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นจิต จำก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะเห็นกับจำเกิดพร้อมกัน เมื่อเห็นก็จำทันที เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความจำตั้งแต่เกิดจนตายหรือไม่ แล้วเมื่อไรจะรู้ว่าจำไม่ใช่เห็น เท่านี้จะปฏิบัติอะไร จะไปปฏิบัติอย่างไรให้เกิดความเข้าใจอย่างนี้ได้นอกจากการฟังนั่นเอง ทุกขณะที่ความเข้าใจเกิดขึ้นและดับไป ขณะนั้นเองสะสมความเข้าใจขึ้น เมื่อมีความเข้าใจอีกก็เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ผู้ฟัง ในพระไตรปิฎกแสดงไว้ว่า ตั้งกายตรง ดำรงสติ หายใจเข้ารู้ ออกรู้ ยังไม่เข้าใจตรงประเด็นนี้ อยากให้แสดงตรงจุดนี้
ท่านอาจารย์ นำมาจากตอนไหนในพระไตรปิฎก
ผู้ฟัง จำไม่ได้จริงๆ
ท่านอาจารย์ พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นมากกว่านั้นมาก ที่ไม่มีตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น รู้ลมหายใจ มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วเพราะเหตุใดจะมาสงสัยเรื่องนี้ เพราะปกติคนอินเดียเขานั่งขัดสมาธิเป็นท่าที่สบายที่สุด แล้วเหตุใดถึงพูดเรื่องลมหายใจ ในเมื่อที่อื่นในพระไตรปิฎกก็พูดเรื่องอื่น เหตุใดไม่สนใจเรื่องอื่นนั้น แต่มาสนใจเรื่องลมหายใจ
ผู้ฟัง น่าจะเป็นสภาวะที่ปรากฏเดี๋ยวนี้
ท่านอาจารย์ จริงหรือ
ผู้ฟัง ที่พอจะเห็นได้
ท่านอาจารย์ จริงหรือ
ผู้ฟัง นี่เอง
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าต้องเป็นคนตรง เวลาอ่านพระไตรปิฎกต้องรู้เลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของทุกอย่าง สำหรับทุกอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ไม่มีสักคำว่า ให้ทำอย่างนั้น แม้แต่มหาสติปัฏฐานสูตร ภิกษุไปแล้วสู่ป่า ไม่ใช่ให้ไปป่า ภิกษุจะไปไหน ไปบ้านก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์อ่านคำนี้แล้วไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจแล้วก็จะไปป่าอย่างภิกษุ จะไปตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320