ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๖
สนทนาธรรม ที่ ราชกรีฑาสโมสร
วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้ฟัง กำลังเห็นต้นไม้ก็มีเห็นเพราะว่าบอกว่า เห็นต้นไม้ ตรงนี้จะอธิบายว่าเป็นอายตนะ หรือไม่เป็นอายตนะอย่างไร
อ.คำปั่น ทุกขณะมีจิตใช่หรือไม่ มีจิตเกิดขึ้น แม้แต่ที่รู้ว่าเป็นต้นไม้ เป็นคน เป็นสิ่งของ ก็ไม่พ้นจากจิตที่เกิดขึ้น ต้องมีจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปแน่นอน ใช่หรือไม่ สืบต่อทางไหน หลังจากเห็นก็สืบต่อจากทางตา มีจิตเกิดดับสืบต่อกันจึงรู้ว่าเป็นอะไร ใช่หรือไม่ เพราะว่าเพียงแค่จิตเห็นขณะเดียวยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แสดงถึงความเกิดขึ้นเป็นไปของจิตที่เกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว เหมือนกับมาพร้อมเลยใช่หรือไม่ เห็นแล้วก็มาพร้อมเลยกับต้นไม้ กับคน มาพร้อมนิมิต เพราะว่าปรากฏสืบต่ออย่างรวดเร็ว นี่คือความเป็นจริงของธรรม
ท่านอาจารย์ ลองพูดภาษาไทย ไม่มีคุณเบญ ตอนนี้พูดภาษาไทย ไม่มีคุณเบญ
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่มีคุณเบญ มีเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง มีเห็น
ท่านอาจารย์ เห็นมีแน่ ไม่ต้องเรียกว่าใครก็ได้ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเห็น ไม่ต้องเรียกว่าจักขุวิญญาณ ไม่ต้องเรียกอะไรทั้งหมด เห็นเกิดแล้ว มีแล้ว ทำหน้าที่เห็นแล้ว ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีอะไรมากระทบตา เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่ประชุมขาดสิ่งนั้นไม่ได้เลย ต้องมีสิ่งนั้นจึงจะทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ได้ เวลานี้หลับตา ไม่เห็นใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ยังไม่มีอะไรกระทบ หลับตา ลืมตามีอะไรกระทบหรือไม่
ผู้ฟัง มากมาย
ท่านอาจารย์ ทีละหนึ่ง
ผู้ฟัง ต้นไม้
ท่านอาจารย์ คิดให้ดี
ผู้ฟัง สี
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า เริ่มที่จะไม่มีต้นไม้แล้ว เพราะว่าต้นไม้กระทบได้หรือ แต่ถ้าไม่มีสีสันวัณณะที่จะกระทบตา เห็นเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ที่แข็ง ธาตุดินมีธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลม รวมอยู่ด้วย ๔ รูป และที่ใดก็ตามที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ต้องมีสิ่งที่กระทบตาปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ ที่กระทบตาได้เป็นรูปชนิดหนึ่ง ไม่แข็ง
ผู้ฟัง ไม่แข็ง
ท่านอาจารย์ เราจะใช้คำว่าสี หรือวัณณะ วันโณ นิภา อะไรก็ได้ ไม่เรียกเลยก็ได้ แต่มีจริงแน่ เพราะว่ากระทบตาแล้วปรากฏว่ามี อยู่ที่ไหน อยู่ที่มหาภูตรูป เพราะฉะนั้นที่นี่เองนอกจาก ๔ รูปแล้วก็มีอีกรูปหนึ่งจะใช้คำว่า สี สีกระทบตาเป็นต้นไม้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็นต้นไม้
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น นี่คือการที่เราจะรู้สัจธรรมว่า ความจริงแท้ที่เราหลงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่รู้ความจริงเลยว่า เพียงเห็น เห็นต้นไม้ไม่ได้ เห็นสิ่งที่กระทบตา เสียงกระทบตาไม่ได้ จะไปเห็นเสียงไม่ได้ แต่สิ่งที่กำลังปรากฏนี่เองกำลังกระทบตา เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้น ต้องมีรูปที่ไม่รู้อะไร แต่เป็นสีสันวัณณะที่กระทบตาได้ แล้วก็มีตา มองไม่เห็นอีก และเป็นรูปที่ไม่เหมือนรูปอื่น เพราะเหตุว่าเป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ และอยู่กลางตาด้วย ถูกต้องหรือไม่ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ คิด จริงหรือไม่
ดังนั้นมีรูปที่กระทบตา ทั้งสองอย่างต้องยังไม่ดับไป รูปเกิดแล้วมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ขณะที่กระทบต้องเกิดและยังไม่ดับ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ธาตุรู้เกิดเองก็ไม่ได้ ต้องมีเจตสิกอาศัยกันและกันเกิดขึ้น จิตกับเจตสิกไม่แยกจากกันเลย เมื่อพูดถึงจิตก็ให้รู้ว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ก็ไม่ต้องไปพูดทุกครั้งว่า จิตมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ใช่หรือไม่
จิตตุปบาท การเกิดขึ้นของจิตต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทั้งหมดขณะนั้นต้องมีที่นั่น ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย นั่นคือที่ประชุม จะมีตาโดยไม่มีสิ่งกระทบตาไม่ได้ จะมีเพียงสิ่งที่กระทบตาได้แต่ถ้าไม่มีตาก็จะไปกระทบอะไรได้ เมื่อมีสองอย่างนี้ก็มีจิตและเจตสิกเกิดขึ้น ตรงนั้นเองมีธรรมคือรูปายตนะ ได้แก่ สิ่งที่ปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ มีจักขาคือจักขุ รวมกับคำว่าอายตนะ ก็เป็นจักขายตนะ แล้วมีจิตเป็นมนายตนะ เพราะต้องอยู่ตรงนั้น ส่วนเจตสิกก็เป็นธรรมายตนะ เท่านั้นเอง หมายความว่าหนึ่งขณะๆ เมื่อพูดถึงอายตนะหมายความว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ต้องมี ขาดไม่ได้เลย เป็นปัจจัยให้เห็นเกิดขึ้น
ทางหูก็เหมือนกัน ต้องมีเสียง ต้องมีโสตปสาทรูปที่กระทบเสียงได้ และต้องมีธาตุได้ยิน ไม่ใช่เห็น เพราะอาศัยเสียงกระทบหู เป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้เสียง ได้ยินเฉพาะเสียงนั้น และขณะนั้นก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขาดเจตสิกไม่ได้ ทั้งหมดที่อยู่ตรงนั้นก็คืออายตนะ เพราะฉะนั้น มีอายตนะเมื่อมีการเห็น มีการได้ยิน เป็นต้น
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ชีวิตประจำวันก็มีอายตนะอยู่ตลอดเวลา
ท่านอาจารย์ เมื่อใดจิตเกิดก็มีอายตนะ เราพูดภาษาไทยก็เข้าใจดี เข้าใจคำว่าอายตนะด้วย
ผู้ฟัง ถ้าเข้าใจทางตาเช่นนี้ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็นัยเดียวกัน แล้วถ้าทางใจ ...
ท่านอาจารย์ ก็เหมือนกัน มนายตนะ กับธรรมายตนะ จิตต้องเกิดพร้อมเจตสิก
ผู้ฟัง ก็มีเพียงสอง ถ้าทางใจ
ท่านอาจารย์ ถ้ามีรูป สุขุมรูป สามารถจะรู้ได้ รูปนั้นก็เป็นอายตนะเพราะว่ามีอยู่ เป็นอารมณ์อยู่ในขณะนั้น
ผู้ฟัง ถ้าคิดนึกทางมโนทวารก็รู้รูป
ท่านอาจารย์ เราคงจะไม่ไปไล่เรียงว่ามีรูปอะไร เพราะว่าปกติไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง แต่ก็เป็นอายตนะได้
ท่านอาจารย์ ถ้าอยู่ตรงนั้นเป็นอารมณ์ กระทบ
ผู้ฟัง เริ่มเข้าใจว่าอะไรก็แล้วแต่ ที่อยู่ตรงนั้นที่เป็นอารมณ์ให้จิตหรือธาตุรู้ เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้นก็คือเป็นอายตนะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอายตนะมีเท่าไร
ผู้ฟัง มี ๑๒
ท่านอาจารย์ ตอบได้เลย แต่ว่าลองไล่เลียง ๑๒ เพราะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอายตนะ ไม่มีเรา กว่าจะไม่มีเราต้องอาศัยคำที่ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา แต่ละคำๆ ทุกคำของพระองค์ควรเรียกให้มาดูหรือไม่
ผู้ฟัง สมควรอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์ กำลังมีอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วรู้หรือไม่ว่าเพียงเท่านี้ยังไม่ถึงปฏิปัตติ ที่ภาษาไทยใช้คำว่าปฏิบัติ ต้องมากกว่านี้จึงเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดได้ ต่างกับสติในขณะที่กำลังฟังเข้าใจ หรือในขณะที่ทำกุศลต่างๆ จิตเกิดขึ้นเป็นกุศลก็ต้องมีสติ แต่ว่าถ้าจะรู้ความจริงและค่อยๆ เข้าใจขึ้น ต้องอาศัยการฟังเข้าใจรอบรู้แล้วรู้ว่าเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นจะไม่ไปสู่ที่ไหนเลย ถ้าไม่มีความเข้าใจแล้วปฏิบัติอะไร อะไรปฏิบัติ ความไม่รู้ทั้งหมดเลย ซึ่งไม่ได้กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะไม่รู้คุณ
อ.จักรกฤษณ์ สมาธิในพระพุทธศาสนาคืออย่างไร จะได้เข้าใจได้ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเริ่มจากว่าสมาธิคืออะไร มีจริงหรือไม่
อ.จักรกฤษณ์ สมาธิก็ต้องมีจริง
ท่านอาจารย์ มีจริง และคืออะไร เที่ยวไปทำสมาธิ แต่ไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร แล้วจะมีประโยชน์หรือไม่
อ.จักรกฤษณ์ ไม่มีประโยชน์ ซึ่งตรงนี้อาจารย์คำปั่นจะอธิบายเพราะว่าคำนี้เป็นบาลี มีความหมายอย่างไร
อ.คำปั่น สมาธิ เป็นคำที่ได้ยินอีกตั้งแต่เด็กๆ แล้วเหมือนกัน ใช่หรือไม่ แต่ไม่เข้าใจอย่างถูกต้องแน่นอน จนกว่าจะได้ฟังในคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
สมาธิเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้น ทุกขณะจึงไม่ปราศจากสมาธิเลย เพราะว่ามีสมาธิเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ทุกขณะ
ถ้ากล่าวโดยตามสภาพธรรมคือ เอกัคคตาเจตสิก สภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียวในขณะที่จิตเกิดขึ้น เพราะจิตเกิดขึ้นเพียงรู้อารมณ์แต่ละขณะเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขณะที่จิตเกิดขึ้นก็มีสภาพธรรมนี้เกิดขึ้นเป็นไปด้วย ตั้งมั่นในอารมณ์นั้น ก็เป็นการกล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ เป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ นี่คือในเบื้องต้น
อ.จักรกฤษณ์ อาจจะกล่าวเพิ่มอีกว่า สมาธิมีทั้งสัมมาสมาธิ และมิจฉาสมาธิ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้เป็นอะไร
อ.จักรกฤษณ์ เป็นมิฉจาสมาธิอย่างแน่นอน
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจถูกเป็นอะไร
อ.จักรกฤษณ์ เป็นสัมมาสมาธิ ขอเรียนท่านอาจารย์กล่าวว่าสัมมาสมาธิคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ แปลไม่ยากเลย สัมมาคือชอบ ถูก มิจฉาคือผิด แต่เรื่องยาวมาก เพราะว่าต้องเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่พูด เริ่มจากสมาธิมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงเป็นธรรม เป็นธรรมประเภทไหน นามธรรมหรือรูปธรรม ต้องค่อยๆ เข้าใจอย่างมั่นคง
อ.จักรกฤษณ์ มีการกล่าวไว้ว่าทางมูลนิธิเราปฏิเสธสมาธิ มีกล่าวไว้เช่นนั้น
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร เราก็ศึกษาและเผยแพร่ให้เข้าใจถูกต้องว่า สมาธิคืออะไร นี่คือหน้าที่ของผู้ที่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ คือต้องศึกษา ต้องไตร่ตรองโดยละเอียด และพูดถึงความละเอียดด้วย เราพูดกันแต่ว่าสมาธิ สมาธิ แต่สมาธิคืออะไรตอบไม่ได้
สมาธิมีจริงหรือไม่ มี เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียด ตอบไม่ได้เลย จะรู้ได้อย่างไร แต่เมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตทุกขณะ ทุกประเภท ต้องเกิดพร้อมเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท และใน ๗ ประเภทนั้นรวมเจตสิกหนึ่งชื่อว่า เอกัคคตาเจตสิก หมายความว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ จิตรู้แจ้งอารมณ์ซึ่งเอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่น ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นใช่หรือไม่ ขณะนี้เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิด ลักษณะของสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏเลย ต่อเมื่อใดสภาพธรรมใดปรากฏก็รู้ในลักษณะของสภาพธรรมนั้น แม้ไม่ต้องเรียก เช่นชีวิตทั่วๆ ไป คนที่กำลังทำอะไรอย่างใจจดใจจ่อ จะอ่านหนังสือหรือทำอะไรก็ตาม ถ้าใครมาพูดด้วย เขาบอกอย่าเพิ่งเพราะจะเสียสมาธิ ใช่หรือไม่ หมายความว่าจิตตั้งมั่นที่อารมณ์นั้นนานพอสมควร แต่เมื่อไม่มีปัญญาก็ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
ในวันหนึ่งๆ ให้ทราบว่า อกุศลมากมายท่วมท้นล้นทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมเข้าใจขณะนี้ก็เข้าใจท่ามกลางอกุศล ถ้ารู้จริงๆ จะเป็นผู้ที่ไม่ประมาทเลย แล้วจะเห็นความไม่ใช่เรา แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะสะสมมาแสนนานในสังสารวัฏฏ์ ที่ไม่รู้และไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อไม่รู้ก็ติดข้องต้องการทุกภพชาติ ไม่อยากตายใช่หรือไม่ นั่นคือติดข้อง แล้วถ้าอยากตาย
อ.จักรกฤษณ์ ก็ติดข้องเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เหมือนกัน เพราะอยาก
------------------------------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชานบางกอกน้อย
วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
------------------------------------------------------------------------------------------------------
อ.วิชัย มีท่านผู้หนึ่งที่ปรารภว่า การที่ศึกษาพระธรรมจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างไร ในชีวิตของแต่ละคนที่ยังต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรถึงรู้ว่าท่องเที่ยววนเวียน
อ.วิชัย เพราะว่าแต่ละวันมีการตื่นขึ้นมาแล้วทำกิจหน้าที่ แล้วก็หมดไปในแต่ละวัน
ท่านอาจารย์ แต่ว่าแต่ละคำที่เราได้ฟังแล้วเราพูดตามไม่ชัดเจนเลย เดี๋ยวนี้กำลังท่องเที่ยววนเวียนหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าทุกอย่างจะต้องเข้าใจจริงๆ ถ้าเราใช้คำว่าท่องเที่ยววนเวียน นั่งอยู่ตรงนี้ ท่องเที่ยววนเวียนหรือไม่
เราพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น คำของพระองค์จะไม่เหมือนใครเลย สมกับพระนามที่เราได้ยินว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าคือยิ่งใหญ่กว่าโลกทุกโลกเลย อนันตจักรวาล เพราะเหตุว่าพระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้ความจริง แม้เทวดาหรือพรหมยังต้องมาเฝ้า แล้วเราเป็นมนุษย์อยู่ในที่ที่พระองค์ได้เคยตรัสรู้ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษา และคำนั้นเราได้ยินแว่วๆ แต่เพียงว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม และมีผู้ที่รู้แจ้งในอริยสัจจธรรมตามพระองค์ด้วย เป็นสาวก จึงได้มีพระรัตนตรัย
พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม และมีผู้ที่สามารถที่จะรู้ตามพระองค์ได้ เป็นพระอรหันต์สาวก แต่เราก็ไม่เคยที่จะได้รู้ความจริงว่า ธรรมที่ตรัสรู้ที่ทรงแสดงจนทำให้คนธรรมดาซึ่งไม่เคยฟังธรรมเลย สามารถจะเข้าใจ อรหันต์หมายความว่า ดับกิเลสหมดไม่เหลือเลย และเราก็ยังไม่รู้เลยว่ากิเลสวันนี้มากเพียงใด และดับหมดตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้มากเพียงใด เมื่อดับหมดแล้วไม่เกิดอีกเลยได้ ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติก็ตามแต่ แสดงความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ซึ่งคนที่ไม่ได้สะสมมาจะเมินเฉยคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพียงแต่กล่าวตาม ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง รัตนตรัยต้อง ๓
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ ตรัสรู้หมายความว่า ด้วยพระปัญญาคุณที่จะรู้ความจริงที่คนอื่นรู้ไม่ได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็มีความจริงที่คนอื่นรู้ไม่ได้เลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะหมดกิเลสตาม ซึ่งในครั้งนั้นมีพระอรหันต์สาวกมากมายเลย
เพราะฉะนั้น พระรัตนตรัยคือ พระพุทธรัตนะหนึ่ง พระธรรมรัตนะที่ทำให้สามารถหมดกิเลสได้ เป็นความรู้ ธรรม พระพุทธะคือความรู้ ผู้ที่รู้สูงสุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์รู้แล้วทรงแสดงความรู้โดยตรัสคำที่คนอื่นค่อยๆ รู้ตาม จนกระทั่งรู้แจ้งเป็นสาวก เป็นสังฆรัตนะ
รัตนะ ๓ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ถ้าใครที่ได้ฟังแล้วเข้าใจ เริ่มเห็นความเป็นรัตนะ ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นรัตนะ เหนือบุคคลใดที่เปรียบไม่ได้เลยได้อย่างไร ไม่มีใครเทียมเท่าเลย และไม่ใช่แต่เฉพาะในกาลนั้น ต่อไปอีกจนกว่าจะถึงกาลสมัยซึ่งพระธรรมที่ทรงแสดงไว้เลือนหายไปไม่เหลือเลย ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้แล้ว เพราะเราไม่ได้ฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เราฟังเผินๆ บางคำ และส่วนใหญ่ฟังแล้วคิดเอง แต่ลองคิดดู พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่แต่เฉพาะเราคนไทยกราบไหว้ตั้งแต่อดีตมา ผู้ที่ได้ยินได้ฟังกราบไหว้เป็นที่พึ่งสูงสุด
เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระองค์ต้องต่างกับคนอื่นทั้งหมดเลย ไม่มีใครที่จะมีคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส นอกจากฟังแล้วเข้าใจตาม พูดตามได้ พระองค์ตรัสคำว่าธรรม เราเคยได้ยินใช่หรือไม่ ธรรม ยุติธรรม อยุติธรรม เป็นต้น ก็พูดไปแต่ไม่รู้ว่า ธรรมคืออะไร แม้ว่าพูดคำเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำว่าธรรม แล้วเราพูดคำว่าธรรม ปัญญาเท่ากันหรือไม่ ไม่มีทางเทียบได้เลย คำเดียวกันแท้ๆ
ดังนั้น แต่ละคำสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นเมื่อใดเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้นว่าถ้าพระองค์ไม่ตรัส เราไม่มีทางเข้าใจเลย เช่น ขณะนี้ถ้าจะถามว่ามีธรรมหรือไม่ เราคุ้นหูกับคำนี้ ตอบว่าอย่างไร ธรรมคือการสนทนาเพื่อที่จะเข้าใจ เพราะว่าความรู้ความคิดของแต่ละคนหลากหลายมาก แม้แต่เพียงคำเดียว เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง มีบ้าง ไม่มีบ้าง ในความรู้สึกของผม
ท่านอาจารย์ มีบ้าง ไม่มีบ้าง แล้วท่านผู้อื่นว่าอย่างไร
ผู้ฟัง เข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นกฎของธรรมชาติทั่วไป เพราะฉะนั้น จะเป็นสิ่งที่คงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจมากกว่า นี่คือความเข้าใจของผม
ท่านอาจารย์ ดี จะได้แสดงความคิดเห็นต่างๆ เพราะว่าต่างคนต่างคิด
ผู้ฟัง ผมคิดว่ามี ธรรมคือสิ่งที่มีอยู่เป็นปกติ คือมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน เช่นที่ท่านอาจารย์พูด
ท่านอาจารย์ นี่คือส่วนใหญ่ของแต่ละคน ซึ่งอยู่กับธรรม มีธรรม แต่ไม่รู้จักธรรม ใช่หรือไม่ แต่ธรรมต้องมีแน่ๆ ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไรได้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นธรรมมี แต่เหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ไม่รู้อย่างอื่น แสดงว่าธรรมต้องลึกซึ้งใช่หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้อย่างอื่นเลย แต่ตรัสรู้ธรรม แล้วเหตุใดเมื่อธรรมก็มีแต่คนอื่นรู้ไม่ได้ จนกระทั่งมีผู้ที่บำเพ็ญบารมีที่เป็นพระโพธิสัตว์
สัตว์คือผู้ข้อง โพธิคือปัญญา ในสมัยที่พระองค์ได้ฟังธรรมมาแล้วจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เพราะว่าไม่ได้มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว ไม่ได้ผูกขาดเลย แต่ว่ามีผู้ที่โลกเกิดมาตั้งเท่าไร นานเท่าไร บุคคลล้มหายตายจากนานเท่าไร แต่ก็มีอัธยาศัยที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ข้องในการที่จะรู้ความจริง
เราไปโรงเรียนเพราะอะไร เราเรียนวิชาต่างกันเพราะอะไร เพราะเราข้องที่จะรู้วิชานั้นใช่หรือไม่ เช่นเขาศึกษาบัญชี เขาก็อยากรู้เรื่องบัญชี เขาศึกษาดนตรี เขาก็ข้องที่จะรู้เรื่องของดนตรีจนต้องไปเรียน ฉันใด คนที่ข้องที่จะเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ เกิดมามีทุกสิ่งทุกอย่างทุกวันแต่เราไม่เคยคิดว่า แล้วความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นเช่นนี้คืออะไร เห็นแต่ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย แต่ต้องมีสิ่งที่เป็นความจริงแท้ของสิ่งที่กำลังปรากฏ
ด้วยเหตุนี้ พระโพธิสัตว์ข้องอยู่ในการที่จะรู้ความจริง เหมือนเราเดี๋ยวนี้กำลังข้องที่จะฟังความจริง ถ้าเข้าใจเมื่อใด เห็นประโยชน์เมื่อใด แล้วรู้ว่าสามารถจะรู้ความจริงได้ก็เป็นโพธิสัตว์ จนกว่าจะรู้ความจริงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าบำเพ็ญบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่คงยาก เพราะส่วนใหญ่ก็เพียงแค่สาวก เพราะว่าต้องไกลกันมากระหว่างผู้ที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง กับผู้ที่มีปัญญาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น
ปัญญาที่พระองค์ตรัสให้สาวกฟัง อุปมาเหมือนใบไม้สองสามใบในกำมือ แต่ปัญญาของพระองค์เปรียบประดุจใบไม้ในป่า สาวกทุกคนฟังแล้วต้องคิดเช่นนั้น และเข้าใจเช่นนั้นเลยว่า ลึกซึ้งมาก ต้องอีกมากมายที่พระองค์แสดงแล้ว เราฟังเท่าไรก็ยังไม่เข้าใจทั่วถึงจนประจักษ์แจ้ง
ดังนั้นไม่ประมาทเลยว่า ธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง แต่ฟังเข้าใจได้โดยต้องเป็นผู้ตรงต่อเหตุผล เพราะเหตุว่ามรดกที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือปัญญา ภาษาบาลี ปัญญาคือ ความเข้าใจถูก ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างอื่นเลย แต่เหนือค่ากว่าอย่างอื่นทั้งหมดเพราะสามารถรู้ความจริง ซึ่งถูกปิดบังซ้อนเร้น จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเปิดเผย เมื่อรู้ค่าแล้วสมบัติใดๆ ในโลกก็เทียบเท่าไม่ได้เลยเพราะเงินซื้อไม่ได้ ต้องฟังเช่นนี้ ได้ยินเสียง ได้ยินคำและไตร่ตรองจนกระทั่งเริ่มเข้าใจ
เพราะฉะนั้น คำแรกที่ควรจะรู้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คือคำว่า ธรรม คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320