ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๖๙
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่มีเราเลย เจตสิกเป็นขันธ์หรือไม่ ขันธ์คือสภาพธรรมที่เกิดดับทั้งหมดไม่เว้นเลย เมื่อจิตก็เกิดดับ เจตสิกก็เกิดดับ รูปก็เกิดดับ ทั้งจิต เจตสิก และรูป จึงเป็นขันธ์ ถูกต้องหรือไม่ เหตุใดกล่าวว่าปรมัตถธรรม ๔ และขันธ์ ๕ ทั้งๆ ที่ความจริงก็คือไม่มีอะไรนอกไปจากจิต เจตสิก รูป แต่หลากหลายมาก ทรงแสดงโดยนัยที่ให้เข้าใจขึ้นถึงความยึดถืออย่างมั่นคง เช่น เกิดมาแล้วมีจิตหรือไม่ มีเจตสิกหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีรูปหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ชอบอะไร ดูดอกไม้นี้ก่อน
ผู้ฟัง เฉยๆ
ท่านอาจารย์ เฉยๆ มีจริงใช่หรือไม่ เป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง ก็มีเกิดดับ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่ธรรมที่เกิดดับคือ รูป เกิดดับไม่รู้อะไร ส่วนสภาพรู้ที่เกิดดับมี ๒ อย่าง จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน ในชีวิตประจำวันเห็นนี่เองรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเป็นจิต ได้ยินก็รู้แจ้งเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส พ้นจากนั้นแล้วเป็นเจตสิกทั้งหมดเลย เห็นดอกไม้เฉยๆ ใช่หรือไม่ เฉยๆ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่ต้องบอกแต่ต้องคิดเอง ถ้าบอกก็ลืมใช่หรือไม่ แต่ถ้าคิดเองแล้วไตร่ตรองไม่ใช่จิต ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน แต่เป็นชอบ หรือไม่ชอบ หรือเฉยๆ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เฉยๆ เป็นเจตสิกใช่หรือไม่ เจตสิกมีตั้งมากมายเลย เคยดีใจหรือไม่
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมประเภทไหน
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ เจตสิกประเภทไหน เพราะทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เป็นธรรมประเภทความรู้สึก เกิดมาแล้วที่จะไม่รู้สึก ไม่มี ทันทีที่มีอะไรปรากฏให้เห็นให้รู้ รู้สึกในสิ่งนั้น ซึ่งความรู้สึกในวันหนึ่งๆ จะต่างกันเป็น ๕ อย่าง ความรู้สึกเฉยๆ บ่อยหรือไม่ ความรู้สึกดีใจ บ่อยหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่บ่อย
ท่านอาจารย์ น้อยกว่าเฉยๆ เพราะบอกว่าไม่บ่อย ความรู้สึกเสียใจ บ่อยหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่บ่อย
ท่านอาจารย์ ไม่บ่อย เพราะฉะนั้นที่เป็นปกติประจำวันคือเฉยๆ แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม แล้วก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก ดังนั้น การศึกษาพระธรรมทำให้เข้าใจสิ่งที่มีไม่ต้องไปทำอะไรขึ้นมา ไม่ต้องไปแสวงหา มีแล้วไม่รู้ การฟังธรรมคือให้รู้ในสิ่งที่กำลังมี เพราะถ้าไม่รู้ในสิ่งที่มีจะไม่มีวันรู้อะไรเลยทั้งสิ้น ไปคิดว่าจะทำให้เกิดขึ้นรู้ ไม่ได้เลย ขณะนั้นไม่รู้สิ่งที่เกิดแล้วโดยความเป็นอนัตตา แต่เข้าใจว่าเราไปทำ เรามีความสามารถที่จะทำให้ธรรมเกิดขึ้น คือผิด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นความรู้สึกดีใจ กำลังป่วยไข้ได้เจ็บ ดีใจได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แน่ใจหรือ ได้ข่าวดีทั้งๆ ที่กำลังป่วยไข้ ได้ข่าวดี เป็นทุกข์หรือไม่
ผู้ฟัง ก็ดี
ท่านอาจารย์ ดีใจใช่หรือไม่ ดีใจเป็นความรู้สึกทางใจ แต่ทุกข์กายเจ็บปวด พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีทุกข์กายแต่ไม่มีโทมนัส แต่ความรู้สึกยินดีปีติมีได้เมื่อมีผู้รู้ความจริง เมื่อท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้ธรรมแล้วเป็นพระโสดาบัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งอุทาน อัญญาโกณฑัญญะ ได้มีผู้ที่รู้คำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ประจักษ์แจ้งแล้ว ขณะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปีติได้ใช่หรือไม่ เพราะว่ามีผู้ที่เข้าใจ สำหรับเดี๋ยวนี้ใครเข้าใจธรรม คนอื่นยินดีปีติหรือไม่
แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกยินดีปีติเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล กำลังสนุกมากเลย สมัยนี้ก็ดูฟุตบอล บางคนก็ดูหนังแขกหลายเรื่องสนุกมาก เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร เป็นธรรม เป็นจิต หรือเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก ดังนั้นธรรมแม้ว่าจะมีจิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่ทรงแสดงเฉพาะธรรมที่เกิดดับว่าเป็นขันธ์ ตามความยึดมั่น ทุกคนมีตาแล้วก็มีเห็น อยากเห็นใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นเราจะดูหนัง ดูละคร ดูโทรทัศน์ ดูฟุตบอลหรือ เพราะฉะนั้นเราติดข้องในรูปที่ปรากฏให้เห็นหรือไม่ เป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ถ้าไม่มีอะไรปรากฏ ไม่มีเห็น เราจะติดข้องได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่เมื่อมีเห็นเท่านั้นเองติดข้องในสิ่งที่ปรากฏที่กระทบตาให้เห็น ชอบสีอะไร
ผู้ฟัง สีเหลือง
ท่านอาจารย์ ชอบสีเหลือง ถ้าไม่เคยชอบสีเหลืองมาก่อน เห็นสีเหลืองจะชอบหรือไม่ มีตั้งหลายสี แสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคย จิตเกิดขึ้นรู้อะไรก็ตามในสังสารวัฏฏ์ สะสมความพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาก็ตาม เป็นปัจจัยให้ยินดีในสิ่งนั้น ไม่ละเลย มีของต่างๆ เช่น ปากกา ดินสอ หรือเสื้อผ้าหลายสี เลือกสีไหน
ผู้ฟัง สีเหลือง
ท่านอาจารย์ สีเหลือง เห็นหรือไม่ว่าสะสมมา ดังนั้นแต่ละหนึ่งจะหลากหลายต่างกันมาก ด้วยเหตุนี้รูปทั้งๆ ที่เกิดดับไปไม่กลับมาอีก แต่เพราะความไม่รู้จึงมีความติดข้องในรูป เพราะฉะนั้นรูปซึ่งเกิดดับนั่นเองเป็นที่ยึดถือ เป็นที่ยินดีอย่างยิ่ง การเกิดดับเป็นขันธ์และความยินดีพอใจคือ ความพอใจยึดมั่นจึงเป็นอุปาทานขันธ์ ตั้งแต่ลืมตา ตั้งแต่เกิดจนตายไม่พ้นรูป แล้วจะให้เราไปยินดีในอะไร ยินดีในเสียง เพราะเสียงมีปรากฏให้รู้ว่ามีเสียง ยินดีในกลิ่นเพราะมีกลิ่นปรากฏ ยินดีในรสเพราะรสปรากฏ ยินดีในสิ่งที่กระทบกาย
เพราะฉะนั้น รูปนั่นเองเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นของความพอใจ จึงทรงแสดงโดยนัยของขันธ์ที่เกิดดับว่าเป็นอุปาทานขันธ์ ยินดีอย่างยิ่งในรูป ถ้าเราเห็นรูปแล้วเรายินดี มีความยินดีพอใจใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นความรู้สึกที่เป็นสุข ทุกคนรักสุข อยากมีมากๆ ไม่ชอบทุกข์ ด้วยเหตุนี้ความยินดีในความรู้สึกมี ความรู้สึกเป็นอุปาทานขันธ์ ยึดมั่นในความสุขแสวงหาความสุข โดยยึดมั่นในรูปซึ่งนำความสุขมาให้ เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป รูปเป็นรูปขันธ์เป็นอุปาทานขันธ์ ความรู้สึกเป็นเจตสิกเป็นเวทนา เกิดดับ เป็นขันธ์และยึดมั่นก็เป็นที่ยึดถือในความรู้สึก ภาษาบาลีไม่ใช้คำว่ารู้สึก แต่ใช้คำว่าเวทนา (เว-ทะ-นา) คนไทยก็ใช้คำว่าเวทนา (เวด-ทะ-นา) ความหมายก็เปลี่ยนไปใช่หรือไม่ น่าสงสารเหลือเกิน น่าเวทนา แต่ความจริงเวทนาเป็นความรู้สึก ไม่ว่าจะรู้สึกดีใจก็ใช้คำว่าโสมนัสเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกที่เสียใจทุมนัส โทมนัสเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกทุกข์ทางกายก็เป็นทุกขเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกทางกายก็เป็นสุขเวทนา ถ้าเป็นเฉยๆ ก็เป็นอุเปกขา หรืออทุกขมสุขเวทนา มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก ยึดถือหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ยึด
ท่านอาจารย์ ไม่ยึดถือหรือ ถ้ามีเวทนาแล้วจะไม่ยึดถือในความรู้สึก เป็นไปไม่ได้เลย เราเจ็บใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เป็นความรู้สึก
ท่านอาจารย์ ในภาษาไทยเราใช้คำว่าความรู้สึก สิ่งที่เรากำลังพูดกัน ถ้าแปลกลับไปเป็นชาวมคธกำลังฟังพระธรรมก็เป็นภาษาบาลีในพระไตรปิฎกทั้งหมด แต่เมื่อเป็นภาษาไทยเราก็ใช้คำที่เราสามารถเข้าใจได้ แต่แปลกลับไปก็เป็นคำภาษาบาลีตรงกันว่า เวทนาคือความรู้สึก ขันธ์คือสภาพธรรมที่เกิดดับ อุปาทานคือการยึดมั่นในความรู้สึก
เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป เป็นที่ยึดถือ ยึดมั่น โดยขันธ์ ๕ คือยึดมั่นในรูป ยึดมั่นในเวทนาความรู้สึก เพราะเกิดมาต้องการแต่ความรู้สึกเป็นสุข ไม่ว่าจะอะไรทั้งหมด จะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่งก็ต้องอย่างที่ทำให้เราพอใจเป็นสุข ทั้งสี ทั้งอะไรสารพัดอย่าง ทั้งหมดนี้ยึดมั่นในความรู้สึกมั่นคงเป็นเวทนาขันธ์ เป็นอุปาทานด้วย
ดังนั้นปรมัตถธรรม ๓ ที่เกิดดับจำแนกเป็นขันธ์ ๕ โดยการยึดมั่นในรูป ในความรู้สึก ในความจำ ไม่ค่อยรู้ว่ากำลังจำ แต่ถ้าไม่จำจะแสวงหาอะไรหรือไม่ เพราะฉะนั้น ความจำทำให้เกิดการปรุงแต่งซึ่งเป็นสังขารขันธ์ ได้แก่ เจตสิกอีก ๕๐ ที่เหลือ เพราะเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ เป็นเวทนาขันธ์ ๑ เป็นความจำซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาขันธ์ ๑ ที่เหลืออีก ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ที่คุณวิชัยพูด เห็นหรือไม่กว่าจะถึงความหมายความเข้าใจคำนี้สังขารขันธ์ ก็ต้องกล่าวถึงคำว่าขันธ์ ต้องกล่าวถึงธรรม และรู้ว่าเมื่อพูดถึงสังขารขันธ์ เจตสิกอะไรเป็นสังขารขันธ์ การฟังธรรมไม่ใช่ฟังเฉยๆ เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง
ผู้ฟัง ตัวความคิด ตัวปรุงแต่ง
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน เจตสิกมีเท่าไร
ผู้ฟัง ๕๒
ท่านอาจารย์ ๕๒ เป็นความรู้สึกซึ่งเป็นเวทนาเจตสิก ๑ เป็นเวทนาขันธ์ สภาพจำเป็นสัญญาเจตสิก ภาษาบาลีใช้ว่าสัญญาคือจำ เป็นสัญญาเจตสิก สัญญาขันธ์ ๑ เหลือเจตสิกอีกเท่าไร
ผู้ฟัง ๕๐
ท่านอาจารย์ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ทั้ง ๕๐ แต่ละหนึ่งๆ ยกตัวอย่างสังขารขันธ์มา ถ้าเข้าใจก็ยกตัวอย่างได้ ชีวิตจริงๆ ทั้งหมด เว้นเห็น เว้นได้ยิน เว้นได้กลิ่น เว้นลิ้มรส เว้นรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เว้นคิดนึก ที่เหลือในวันหนึ่งๆ ทั้งหมดเป็นเจตสิกทั้งนั้น และถ้าเว้นความรู้สึก เว้นความจำ ที่เหลือก็เป็นเจตสิก ๕๐ ยกตัวอย่างชีวิตประจำวัน
ผู้ฟัง ความคิด
ท่านอาจารย์ ความคิดเป็นจิตที่กำลังรู้เรื่องที่คิด แต่ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น เคยโกรธหรือไม่
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ นึกถึงโกรธได้หรือไม่
ผู้ฟัง นึกได้
ท่านอาจารย์ นึกถึงเรื่องที่โกรธได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ นึกแล้วขณะนั้นโกรธหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่โกรธ
ท่านอาจารย์ แต่บางคนยังโกรธต่อ ไม่จบเลย บางคนกล่าวว่าจะจำไปจนตาย น่ากลัวมากเลย จำสิ่งที่เป็นความโกรธไปจนตาย ความโกรธมีจริงหรือไม่ เป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์อะไร
ผู้ฟัง สังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ สังขารขันธ์ก็ตอบได้ เมื่อถามอย่างหนึ่งตอบไม่ได้ เมื่อถามอีกอย่างหนึ่งตอบได้ใช่หรือไม่ เพราะว่าเราคิดไม่ทั่ว ไม่มั่นคง ต้องอาศัยการเปลี่ยนคำเพื่อที่จะแนะเตือนให้จำได้ ให้คิดถึงคำที่เราเข้าใจแล้ว จึงได้นึกออกว่าเป็นสังขารขันธ์ ตัวอย่างคือ ความโกรธเป็นสังขารขันธ์ คราวนี้คิดเอง อะไรอีกที่เป็นสังขารขันธ์ที่ไม่ใช่โกรธ
ผู้ฟัง ความดีใจ ความเสียใจ
ท่านอาจารย์ เวทนาขันธ์ ความรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์ เห็นหรือไม่ว่าธรรมเมื่อเข้าใจแล้วไม่ลืม แต่ถ้ายังไม่มั่นคงก็ลืมอีก จึงต้องฟังบ่อยๆ จนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ที่มั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นดีใจ เสียใจ เป็นเวทนาเจตสิก จึงเป็นเวทนาขันธ์ ๑ ใน ๕ ขันธ์ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณขันธ์ ครบ ๕ ขอตัวอย่างสังขารขันธ์ที่คิดเอง
ผู้ฟัง ชอบอาหารที่รับประทาน
ท่านอาจารย์ ชอบ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง คือจิตคิดว่าชอบ
ท่านอาจารย์ ก็ปะปนจิตกับเจตสิก จิตรู้อย่างเดียวจึงเป็นวิญญาณขันธ์ จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่ปรากฏคือรู้อารมณ์ รู้แล้วชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ชอบก็อย่างหนึ่ง ไม่ชอบก็อีกอย่างหนึ่ง เป็นเจตสิกแต่ละหนึ่ง ชอบจะไม่ชอบไม่ได้ ขณะนั้นต้องชอบ ไม่ชอบเกิดขึ้นจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากไม่ชอบ ภาษาไทยเราชอบคือโลภเจตสิก ไม่ชอบคือโทสเจตสิก เป็นขันธ์อะไร
ผู้ฟัง สังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ เป็นสังขารขันธ์ นี่คือประโยชน์ของสนทนาธรรม ใช่หรือไม่ เหตุใดชาวพุทธจึงต้องฟังธรรม แล้วเพราะอะไรจึงต้องสนทนาธรรม เพราะรู้ว่าฟังแล้วอาจจะลืมได้ แต่เมื่อสนทนากัน ถามบ้าง ตอบบ้าง ทำให้เข้าใจขึ้น
เรียนเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เราในระดับหนึ่ง จะทำให้ปัญญาอีกขั้นหนึ่งที่เป็นปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัตินั้นเกิดได้ แต่ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจเป็นพื้นเลย ก็ไม่มีปัจจัยที่จะให้ความเข้าใจเกิดขึ้นถึงสภาพธรรมตรงนั้นเป็นปฏิปัตติได้เลย เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่รู้อะไรเลยแล้วไปสำนักปฏิบัติก็คือ ไม่เข้าใจ ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา
มีอะไรอื่นอีกที่เป็นสังขารขันธ์ เมื่อสักครู่นี้มี ชอบ ไม่ชอบ ง่วงหรือไม่ ง่วง มีจริงๆ หรือไม่ มีจริง เป็นธรรมหรือไม่ เป็น ไม่ใช่เรา เป็นขันธ์หรือไม่ เป็นขันธ์อะไร สังขารขันธ์ ถ้าเอ่ยชื่อก็รู้เลย แต่ถ้าไม่เอ่ยก็นึกไม่ออก เพราะฉะนั้นง่วงมีจริงไม่ใช่เรา ต่อจากนี้ไม่มีเราเลย แต่ต้องเป็นธรรมอย่างหนึ่งอย่างใดคือ เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป ถ้าจำแนกโดยขันธ์ ๕ ก็สามารถที่จะกล่าวได้ว่าได้แก่ จิต หรือเจตสิก หรือรูป เกิดแล้วดับไม่กลับมาอีกเลย
คำนี้ฟังไว้ ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับ แต่ถ้าเป็นความจริงปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นนั่นเองจะทำให้ถึงการรู้แจ้ง ประจักษ์แจ้ง ด้วยความเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ กระทบแข็งเดี๋ยวนี้ ลองจับ เกิดดับหรือไม่ เกิดจึงมีใช่หรือไม่ แต่เกิดดับไม่ปรากฏ ตอนเกิดก็ไม่ปรากฏ ตอนดับก็ไม่ปรากฏ แต่ถ้าไม่เกิดไม่มี เกิดแล้วก็ต้องดับด้วย จริงใช่หรือไม่
วันหนึ่งก็รู้ว่าจากไม่เคยรู้มาก่อนเลย กระทบก็แค่แข็ง จะเป็นความรู้เพิ่มขึ้นว่า ในขณะที่แข็งปรากฏอย่างอื่นไม่ปรากฏ และสิ่งที่ปรากฏลักษณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่เรา ความรู้ในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่เราค่อยๆ มีมากขึ้น แล้วแข็งนั้นจึงจะปรากฏการเกิดดับได้ เพราะไม่มีสิ่งอื่น
อ.วิชัย นี่คือเป็นเพียงเบื้องต้นให้รู้จักว่า ธรรมคืออะไร มีความหลากหลายเพียงใด แต่ยังไม่พอที่จะรู้ในแต่ละลักษณะของธรรม เพียงกล่าวเรื่องของขันธ์ใช่หรือไม่ รูปทั้งหมดเป็นรูปขันธ์ ความรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ ความจำเป็นสัญญาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ และธรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นที่เหลือทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์
กล่าวถึงความโลภเป็นสังขารขันธ์ ความโกรธเป็นสังขารขันธ์ ง่วงเป็นสังขารขันธ์ ความเพียรวิริยะ เป็นอะไร ก็สังขารขันธ์ เจตนาความจงใจที่กล่าวว่าเป็นกรรม เป็นอะไร สังขารขันธ์และเป็นอภิสังขารด้วย ปรุงแต่งอย่างยิ่งเลยที่จะให้ผลของกรรมเกิดขึ้นเป็นไป ดังนั้นธรรมจะมีความละเอียด จึงต้องเป็นผู้ที่ค่อยๆ เข้าใจเป็นไปตามลำดับ
ผู้ฟัง ขณะนี้ที่มีการบวชอย่างมากมาย ถ้าชาวพุทธเข้าใจว่าก่อนบวชควรจะได้ศึกษาพระธรรมให้มีความรอบรู้ว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้และสอนเราเพื่อความรู้ความเข้าใจ จะช่วยกันรักษาและดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่รอดได้
ท่านอาจารย์ ที่คุณปริญญาพูดเป็นอนัตตาหรือไม่ บังคับบัญชาได้หรือไม่ ไม่ต้องพระคุณเจ้าที่วัดหรือที่ไหนเลย เพียงเเค่ที่บ้านของแต่ละคน ใครที่มีพ่อแม่พี่น้องลูกหลานฟังธรรมหรือไม่ แม้แต่ในบ้านก็ยังไม่สามารถที่จะไปพูดธรรมให้เขาสนใจได้ เพราะฉะนั้น การที่เราจะหวังให้คนทั้งประเทศ หรือว่าวัดวาอารามต่างๆ มาสนใจ มาฟังธรรม ก็เป็นแค่คิด แต่ความจริงก็คือว่า ถ้าไม่มีการสะสมการเห็นประโยชน์ การเห็นคุณค่าของพระธรรม จะไม่มีการสนใจเลย
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่สะสมมาที่จะรู้ว่าเกิดแล้วจะตายเมื่อไร ไม่คิดเลย แต่ถ้าคิดเพียงว่าจะตายวันนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ แล้ววันนี้จะอยู่อย่างไร อยู่อย่างไม่รู้ต่อไป หรือว่าสามารถจะเข้าใจได้ เพราะเหตุว่าจริงๆ เพียงเราไม่ต้องไปคิดถึงอะไรเลย เพียงเกิดมาแล้วไม่รู้ ไม่รู้หมดเลยแต่เข้าใจว่ารู้ จนกว่าจะได้มีโอกาสฟังคำของผู้ที่ตรัสรู้ พูดถึงความจริงของสิ่งที่มีซึ่งน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี พูดถึงสิ่งที่มีทุกอย่างทุกวัน แม้เดี๋ยวนี้ก็มี แต่คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ดังนั้นจึงควรฟังอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ว่า ไม่รู้กับรู้ ก็แล้วแต่อัธยาศัย จะไม่รู้ต่อไปก็บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่บ้าน อยู่วัด หรืออยู่ที่ไหนก็ตามแต่
ดังนั้นเป็นเรื่องที่เมื่อฟังแล้วเข้าใจในความเป็นอนัตตาว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม ซึ่งถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิดไม่ได้ เกิดแล้วต้องเป็นตามปัจจัย อกุศลเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอกุศล อกุศลก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างฟังเพื่อรู้ว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ทั้งหมดที่ไม่เคยรู้เลย อาจจะบอกว่าไม่รู้ได้อย่างไร ก็รู้ทั้งนั้นว่ามีอะไรในห้องนี้ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่ถ้าไม่ได้ฟังจะไม่มีความเข้าใจเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว คำไหนถูก คำไหนผิด ถ้าจะกล่าวว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร คนที่ไม่ได้ฟังธรรมจะตอบว่าอย่างไร
อ.ธิดารัตน์ ถ้าหากว่าคนที่ยังไม่ได้ฟังก็มีคน มีดอกไม้ มีสิ่งต่างๆ
ท่านอาจารย์ แล้วรู้หรือไม่ว่า นั่นอะไร
อ.ธิดารัตน์ ถ้าไม่ได้ฟังก็ไม่ทราบ เพราะว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็รู้โดยจำแต่ไม่เข้าใจความจริง เพียงแต่ว่ามีสิ่งที่ปรากฏหมดแล้วก็ไม่รู้ เช่นเสียงปรากฏแล้วหมดไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร และเสียงแต่ละเสียงเป็นไปตามความหมายของสิ่งที่มีจริง เช่น เราพูดว่าเห็น เราไม่ได้นึกถึงอย่างอื่นเลย ในภาษาไทยเมื่อพูดว่าเห็น เสียงเป็นไปตามความหมายของสิ่งที่มีจริงๆ เมื่อพูดว่าได้ยิน เราก็ไม่ได้คิดถึงเห็น แต่เสียงเป็นไปตามความหมายของสิ่งที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงในขณะนี้คือ เห็นมี ได้ยินมี ได้กลิ่นมี ลิ้มรสมี แต่ว่าไม่ได้เคยรู้เลยว่ามีชั่วขณะที่ปรากฏ
การเริ่มฟังสิ่งซึ่งมีแต่ไม่เคยรู้มาก่อน จะค่อยๆ เห็นประโยชน์ว่าถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กี่ภพกี่ชาติก็ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เราจะไปบอกใครได้ให้มาฟังธรรม ให้เข้าใจถูกว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ ได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย จนกว่าจะค่อยๆ มีความสนใจและเห็นประโยชน์ และรู้ว่าแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายสักเท่าไร เพียงชั่วขณะที่ปรากฏ จากโลกนี้ไปแล้วทรัพย์สมบัติอยู่ไหน แม้แต่ร่างกายที่เข้าใจว่าเป็นเราก็ไม่ได้ติดตามไปได้เลย เพราะฉะนั้นควรที่จะเข้าใจจริงๆ ก่อนที่อีกแสนโกฏิกัปป์จะไม่เข้าใจเหมือนเดิม เพราะว่าจะต้องเกิดแล้วเกิดเล่าด้วยความไม่เข้าใจไปเรื่อยๆ
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดจะสนใจหรือไม่สนใจก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320
