ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๗
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย
วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คำแรกที่ควรจะรู้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คือคำว่าธรรม คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร
เห็นมีจริงๆ หรือไม่ ธรรมดามากเลยเพราะจริง ทุกวันเห็นใช่หรือไม่ ใครว่าเห็นไม่จริง ไม่มีใช่หรือไม่ เห็นมีจริง ถ้าเช่นนั้นเห็นต้องเกิดใช่หรือไม่ ถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นหรือไม่ ธรรมดามากเลย ถ้าไม่มีการเกิดจะมีเราตรงนี้หรือไม่ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งทุกวันๆ เห็นทุกวัน ได้ยินทุกวัน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็เห็นอีกได้ยินอีก เห็นมีจริงใช่หรือไม่ แต่ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีเห็นหรือไม่ ไม่มีใช่หรือไม่ ได้ยินมีจริงใช่หรือไม่ ได้ยินก็ต้องเกิด ถ้าได้ยินไม่เกิดก็ไม่มีได้ยิน
เพราะฉะนั้น ขณะนี้สิ่งที่มีแต่ละหนึ่ง เกิดโดยเราไม่รู้การเกิด เมื่อมีก็เห็นแล้วเพราะเกิดแล้วสนใจในสิ่งที่ปรากฏ เห็นอะไร เราก็สนใจในสิ่งที่กำลังเห็น ลืมว่าเห็นเกิดขึ้นเห็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นอนัตตา มีคำสองคำ อัตตากับอนัตตา นะแปลว่าไม่ อัตตาหมายความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นถ้วยแก้ว เป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่าธรรมคือสิ่งหนึ่งไม่ใช่อย่างที่เราคิด เราคิดว่าแก้วเป็นสิ่งหนึ่ง ไม้เป็นสิ่งหนึ่ง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมหนึ่ง ถ้ากระทบแก้ว แข็งใช่หรือไม่ แข็งเป็นหนึ่งใช่หรือไม่ เป็นแก้วได้หรือไม่ หรือเป็นแข็ง ต้องเป็นหนึ่ง จะเป็นแก้วหรือเป็นแข็ง เป็นแข็งใช่หรือไม่ นั่นคือธรรม เวลาเห็น แข็งหรือไม่ เห็นแก้วไม่แข็งใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ยังไม่แน่ใจเพราะมีหลายรูปแบบ ต้องสัมผัสก่อน
ท่านอาจารย์ นี่คือพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า หนึ่งเป็นหนึ่ง แข็งเป็นแข็ง กระทบเมื่อไรแข็งเป็นแข็ง เปลี่ยนแข็งไม่ได้เลย บางครั้งก็อ่อน หมายความว่าแข็งน้อย บางครั้งก็นิ่ม แต่ก็คือแข็งนั่นเองที่ค่อยๆ น้อยๆ ๆ ลง แล้วก็ค่อยๆ มากขึ้นจนกระทั่งแข็งเหมือนเหล็กไปเลย แต่ก็คงเป็นแข็งไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมซึ่งต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเป็นแก้วหรือไม่ หรือเป็นแข็ง เมื่อสักครู่ตอบแล้ว
ผู้ฟัง เป็นแข็ง
ท่านอาจารย์ เป็นแข็ง เริ่มมีความเข้าใจมั่นคง นี่เป็นเก้าอี้ หรือเป็นแข็ง
ผู้ฟัง เป็นแข็ง
ท่านอาจารย์ เป็นแข็ง เพราะฉะนั้นแข็งเป็นหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาแข็งหรือไม่ กำลังเห็นเช่นนี้แข็งหรือไม่
ผู้ฟัง ยังไม่แน่ใจเหมือนเดิม
ท่านอาจารย์ กว่าเราจะรู้ความจริงที่ถูกปิดบังไว้มากเลย จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลับตาแล้วเห็นอะไรหรือไม่ หลับตาแล้วมีแข็งปรากฏหรือไม่ ที่ตัวมีแข็งบ้างหรือไม่ จับอะไรอยู่ มีไมโครโฟน เราเรียกว่าไมโครโฟนเพราะจำได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเลย ไม่มีชื่อ ไม่มีอะไร สิ่งที่ปรากฏคือ ลองจับ อะไรปรากฏว่ามี
ผู้ฟัง แข็ง
ท่านอาจารย์ แข็ง เพราะฉะนั้นแข็งเป็นแข็ง แต่สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่มีทางแข็ง ใช่หรือไม่ หลับตาไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย สิ่งที่มีจริงคือธรรม สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นมีจริงแน่นอน เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ตรงไหนก็ตามที่แข็ง เวลากระทบสัมผัสแข็ง ลืมตาไม่ใช่แข็ง แต่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้เห็นได้ ถูกต้องหรือไม่
หลับตาไม่มีถ้วย ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีคน ลืมตามีมากมายเลย เป็นสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นคือ เป็นเพียงสิ่งที่อยู่ที่แข็งแต่ละหนึ่ง แต่กระทบตาปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้รู้ว่าเห็นอะไรเพราะจำ เด็กเกิดใหม่ไม่มีทางรู้เลยว่านี่คืออะไร มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏใช่หรือไม่ รูปร่างสัณฐานก็ไม่ชินกว่าจะค่อยๆ จำสีที่หลากหลายมากแล้วตัดกัน สั้นบ้าง ยาวบ้าง เหลี่ยมบ้างกลมบ้าง ทำให้ปรากฏจำได้ว่าเป็นรูปร่างสัณฐานแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งความจริงหลับตาแล้วไม่มีเลย
นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราคิดว่ายั่งยืนเลย เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ตั้งอยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้มาก็ยังตั้งอยู่ตรงนี้ นี่คือเราคิดและจำ แต่ความจริงต้องทันทีทันใดที่สิ่งใดปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิด ใครทำให้เกิดได้หรือไม่ ใครทำแข็งได้หรือไม่ ใครทำเห็นได้หรือไม่ ทำได้หรือไม่ ไม่มีใครทำได้เลย แต่สิ่งนั้นถ้าไม่มีปัจจัยที่อาศัยที่ปรุงแต่งก็เกิดไม่ได้ ไม่มีใครไปทำแต่เกิดแล้วก็มี แต่อยู่ดีๆ จะเกิดมาได้อย่างไร ใช่หรือไม่ ก็ต้องมีปัจจัยที่อาศัยทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแต่ละหนึ่งๆ ๆ แต่เมื่อรวมกันเข้าไม่ปรากฏการเกิด เพราะว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเวลานี้ที่ปรากฏเกิดทั้งนั้นเลย แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือสิ่งที่เกิดนั่นเองดับไป เราไม่เคยรู้เลย เหมือนกับมีอยู่ตลอดเวลา แต่พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถที่จะแทงตลอด รู้ความจริงที่กำลังเกิดดับของทุกสิ่งที่ปรากฏ
พระองค์ตรัสไว้ว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง" เราได้ยินคำว่าสังขารบ่อยๆ เราคิดว่าสังขารคือตัวเรา แต่ไม่ใช่เลย สังขารคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งหมดนี้คือสังขาร นี่ก็สังขาร อะไรที่มีที่ปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นเป็นสังขารทั้งหมด แต่ละหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้น สังขารธรรมมากมายวันนี้ทั้งวันเป็นแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งเกิดและดับไปไม่กลับมาอีก แต่ไม่มีใครรู้เพราะอะไร เพราะเหตุว่าการเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เราจุดก้านธูปหนึ่งดอก แต่แกว่งให้เร็วเป็นวงกลมได้หรือไม่ อะไรปรากฏ วงกลม ทั้งๆ ที่หนึ่งเดียว แต่ละหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อแกว่งเร็วๆ เป็นวงกลมขึ้นมาได้ฉันใด สิ่งที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ทั้งหมดเร็วสุดที่จะประมาณได้
เมื่อกระทบตาก็ปรากฏหลากหลาย ดอกไม้สีขาว ใบไม้สีเขียว หลังคาสีแดง น้ำคลองเป็นสีนี้ รั้วเป็นสีนั้น ทันทีเลย นี่คือความรวดเร็วซึ่งปกปิดความจริง อยู่ในความมืดมานานแสนนาน ไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ฟังว่าจริง หรือไม่จริง ยังมีความลึกซึ้งอีกมากมายมหาศาล ซึ่งจากพระปัญญาคุณที่เรากำลังจะค่อยๆ เริ่มฟัง ค่อยๆ เข้าใจ จึงจะรู้จักความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระคุณที่อุบัติขึ้นในโลกจากการที่ทรงบำเพ็ญบารมี ให้เราได้ยินได้ฟังคำซึ่งเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราเป็นใคร ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ความจริงคืออะไร เพราะอยู่ในโลกซึ่งถูกปิดบังไว้ ไม่รู้ความจริงเลยว่าเกิดได้อย่างไร ใช่หรือไม่ และเกิดหลากหลายมากด้วย เกิดมาแล้วชีวิตแต่ละคนแต่ละวันยังหลากหลายไปมาก เห็นอย่างเดียวกันเวลานี้คิดคนละอย่าง ใช่หรือไม่ บางคนสงสัย บางคนเบื่อ บางคนก็พูดเรื่องอะไร แต่บางคนฟังแล้วรู้ว่าแต่ละคำไม่เคยฟังมาก่อนเลย และคำทั้งหมดนี้เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดังนั้น จะบอกว่าแต่ละคนนับถือพุทธ แต่ว่ายังไม่ได้เข้าใจพระพุทธศาสนา แล้วจะเข้าใจหรือไม่ ถ้าไม่ฟังไม่มีทางเข้าใจเลย เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งไม่ตรงที่เราบอกว่า เรานับถือพุทธศาสนา คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เราไม่รู้ว่าสอนอะไร นั่นคือเราไม่นับถือแน่ๆ แต่เมื่อได้ฟังแล้วจึงนับถือว่า นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำให้นับถือพระองค์เพราะตรัสคำที่เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเกิดแล้ว แล้วก็ดับไปแล้วด้วย แต่เร็วเหมือนมายากล เก่งกว่ามายากลที่เก่งที่สุดในโลกกี่คนๆ ก็ตามแต่ไม่สามารถจะเทียบได้เลย เรายังสงสัยเลยที่เขาหยิบนกออกมาจากหมวกได้ แต่เขาไม่รู้ว่าขณะนี้เห็นไม่ใช่เขา เกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นอะไรจะเร็วกว่ากัน
นี่คือเริ่มเห็นความน่าอัศจรรย์ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความน่าอัศจรรย์ เหมือนปาฏิหาริย์ที่สามารถจะทำให้ความไม่รู้มากมายมหาศาลซึ่งถูกปกปิดไว้ ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระจ่าง จนเห็นความจริงตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงว่า พระองค์ต้องตรัสรู้แน่นอน ถ้าคนที่ไม่ตรัสรู้จะกล่าวได้อย่างไรว่าเห็นขณะนี้เกิดแล้วดับ
ขณะได้ยิน ได้ยินกำลังได้ยิน เข้าใจว่าเป็นเรามาตลอด แต่ได้ยินอะไร ได้ยินเสียง ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นได้ยินไม่ใช่เสียง แต่ได้ยินใช้คำว่า รู้ว่าเสียงที่กำลังปรากฏเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ได้ยินเป็นสภาพรู้เสียง ไม่ใช่เรา อยู่เฉยๆ ไม่เกิด แต่มีปัจจัยเกิดแล้ว เป็นได้ยินแล้ว เป็นเสียงแล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนเสียงเกิดก็ไม่มีเสียง แล้วเสียงก็เกิด เกิดแล้วปรากฏต่อเมื่อได้ยิน ถ้าได้ยินไม่เกิด เสียงในป่ามีก็ไม่มีใครรู้ ขณะนี้ที่กำลังได้ยินเสียง ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม
ดังนั้น ธรรมหลากหลายมากมายประการใดก็ตาม ทั่วทั้งจักรวาลกี่จักรวาลก็จะต้องเป็นธรรมหนึ่งในสองประเภท คือธรรมอย่างหนึ่งมีจริง เกิดจริง แต่ไม่รู้อะไร แข็งไม่รู้อะไร เราจับก็ไม่รู้ เสียง กลิ่น รส เหล่านี้ไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าไม่มีธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย เช่น เห็น ลืมตาก็รู้ว่ามีอะไรในห้อง นั่นคือธาตุรู้ที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ได้ยินเสียงขณะเห็น แต่เห็นสิ่งที่ปรากฏเมื่อสิ่งนั้นกระทบตา เห็นข้างหลังหรือไม่ เพราะไม่กระทบตาใช่หรือไม่ ที่เท้ามีเห็นหรือไม่ ตรงเท้ามีใครเห็นบ้าง เห็นเกิดตรงเท้าหรือไม่ ไม่มีทางเลยใช่หรือไม่ ตรงเท้าไม่เห็นอะไร เพราะตาไม่ได้อยู่ตรงเท้า ถ้าไม่มีตา มีใครเห็นหรือไม่ ไม่มี ถึงมีตา แต่ถ้าไม่มีอะไรกระทบตา เห็นหรือไม่ อย่างไรก็ไม่เห็นใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นอย่างหนึ่ง แต่เห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง แล้วตาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เริ่มเห็นว่า ไม่มีใครทำสักอย่าง ไม่มีใครทำตา ไม่มีใครทำสิ่งที่กระทบตา ไม่มีใครทำเห็น
สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดขึ้นจึงมี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ถ้าไม่มีปัจจัยอาศัยกันและกันทำให้เกิดขึ้นก็เกิดไม่ได้ จะให้เกิดอย่างใจต้องการเป็นไปไม่ได้เลย จะให้ดอกไม้สีขาวเกิดแล้วเป็นขาว ไม่ให้เป็นเขียวก็ไม่ได้ สักอย่างเดียว
"ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เริ่มประโยคเดียว คำเดียวที่แสดงความจริงว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไตร่ตรองดูแล้วคือ เมื่อเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น เกิดขึ้นและดับไป ไม่มีใครรู้ใครเห็นเลย เร็วสุดจะประมาณ เร็วยิ่งกว่าใครจะไปคำนวณทั้งสิ้น ลองคำนวณว่ากว่าจะเป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง กว่าจะเป็นกลีบ เป็นใบ เป็นก้าน เป็นโต๊ะ เป็นแก้ว เป็นอะไรๆ เร็วเพียงใด
ทั้งหมดนี้คือ การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้ว่าความจริงที่เราเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงที่ยั่งยืน แท้ที่จริงแล้วธรรมคือ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน ไม่ใช่อัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด เก้าอี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งแล้ว แก้วน้ำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งแล้ว กระเป๋าก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งแล้ว แต่ไม่ใช่เช่นนั้นเลย ทางตาเพียงปรากฏ ทางกายกระทบคือแข็ง ถ้าไม่นำรูปร่างสัณฐานมา เช่น เราหลับตาแล้วมีอะไรมากระทบ จะรู้หรือไม่ว่าอะไร ต้องลืมตาดูว่าอะไร หรือไม่ก็ต้องคลำว่ากลม หรือเหลี่ยม หรืออะไร เป็นกระเป๋า หรือเป็นของในกระเป๋า จะหยิบปากกาสักแท่งหนึ่งก็ต้องคลำแล้ว เพียงแค่แข็งไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเป็นปากกา แสดงความจริงซึ่งใครจะปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนี้ และถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง ใครจะรู้ว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่จะเกิดจากการฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเข้าใจ เข้าใจเท่านี้พอหรือไม่
ผู้ฟัง ยัง
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจนถึงสามารถประจักษ์การเกิดดับ มิฉะนั้นจะละความที่ยึดมั่นมานานแสนนานในสังสารวัฏฏ์ว่า มีเรา หรือว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ได้เลย ดังนั้นความหมายของการตรัสรู้ไม่ใช่คิด ไม่ใช่คิดแล้วก็มาสอนเหมือนเช่นศาสดาทั้งหลาย ไม่มีคำอื่นที่ลึกซึ้งเช่นนี้เลย แล้วก็ไม่สามารถนำไปสู่การเข้าใจด้วยตนเอง แต่ว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มจากการฟังเข้าใจอย่างมั่นคง ไม่ใช่คำของคนอื่น จะมาบอกว่าปล่อยนก ๙ ตัวแล้วจะพ้นเคราะห์ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลยใช่หรือไม่ แล้วเป็นไปได้หรือ ทำกรรมอะไรมาแล้วปล่อยนก ๙ ตัวจะหมดกรรมได้ เป็นสิ่งซึ่งไม่มีเหตุผลเลย แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ กว่าจะรู้ขึ้นกว่านี้
นี่คือเริ่มต้น เหมือนเรายืนอยู่ที่ริมฝั่งมหาสมุทร มหาสมุทรลึกหรือไม่ ลึกตอนเห็นใช่หรือไม่ ยิ่งลงยิ่งลึกหรือไม่ ที่จะประมาณได้ว่าลึกเพียงใดเพราะสิ่งนั้นปรากฏ เช่นเดียวกับธรรมที่อยู่ในความมืดมานานแสนนานกว่าจะปรากฏแต่ละทาง ทางตาอย่างหนึ่ง ทางหูอย่างหนึ่ง ทางจมูกอย่างหนึ่ง ทางลิ้นอย่างหนึ่ง ทางกายอย่างหนึ่ง ทางใจอย่างหนึ่ง รวมแล้วเป็นเราไปทั้งหมดเลยเพราะไม่รู้ เพราะต่อกันสนิทมากเลย เกิดดับอยู่ตลอดเวลาไม่ปรากฏเลย
แต่เพราะปัญญาค่อยๆ แสดงความจริง ค่อยๆ รู้ว่า เห็นไม่ใช่ได้ยิน และจริงๆ แล้วขณะเห็นมีรูปร่างที่เรากำลังนั่งอยู่ ขณะเห็นมีแขน มีขา หรือไม่ เริ่มต้องคิดทั้งนั้นเลย จนกว่าจะเป็นความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ขณะเห็นมีแขน มีขา ปรากฏหรือไม่ ถ้าปรากฏแปลว่าไม่ใช่เห็น ใช่หรือไม่ ลืมตาเห็นหรือไม่ นั่นคือจำว่าเป็นแขนเป็นขา แต่เห็นสีสันวัณณะไม่ใช่หรือ ถ้าเป็นขาวทั้งหมด ดำทั้งหมด แขนขาอยู่ไหน แต่ไม่ใช่เช่นนั้นเลย แต่ละอย่างที่ปรากฏเพราะรูปร่างสัณฐาน จากการที่เห็นเกิดขึ้นหนึ่งขณะ เห็นเพียงสิ่งเดียวแต่ต่อกันสนิทจนเป็นรูปร่างสัณฐานเกิดดับ เหมือนไฟเมื่อสักครู่นี้ ก้านธูปหนึ่งดอกแกว่งเป็นวงกลม แต่ไม่ใช่เพียงแค่กลมวงเดียว มากมายไปหมดเลยใช่หรือไม่ เร็วเช่นนั้นเลย ถึงได้ปิดบังความจริงไม่ให้สัตว์โลกรู้ความจริงว่าไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่เกิดดับเท่านั้น
เพราะฉะนั้น กว่าจะไถ่ถอนความเป็นเรา "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ต้องฟังจนกระทั่งใช้คำว่ารอบรู้ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงเลย คำของคนอื่นไม่ได้กล่าวให้เข้าใจเช่นนี้เลย มั่นคงจนกระทั่งทุกคำไม่ค้านกันเลย สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ต้องรู้ได้ด้วยปัญญา แต่ไม่ใช่ด้วยเรา ปัญญามาจากไหน ค่อยๆ เข้าใจขึ้นละเอียดขึ้นๆ จนกระทั่งรอบรู้ในความเป็นอนัตตาว่า ไม่มีเราที่จะไปทำอะไรได้เลย เห็นไม่ใช่เรา เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ดับแล้วไม่กลับมาอีกด้วย เมื่อสักครู่นี้เรานั่งอยู่ที่ห้องอาหาร เห็นตรงนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย เห็นเมื่อสักครู่นี้ก็ดับไม่ได้กลับมา แต่ไม่รู้ ความไม่รู้ปกปิดไว้หมดเลย แต่สามารถจะรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีความรอบรู้ในพระพุทธพจน์ จึงมีอีกคำหนึ่งว่าปริยัติ หมายความว่า ฟังแล้วเข้าใจรอบรู้จนเป็นสัจจญาณ ปัญญาหมายความถึงความเข้าใจถูก ความเข้าใจถูกมีหลายระดับตั้งแต่เริ่มฟัง ปัญญายังจะต้องมีอีก เพิ่มขึ้นอีกมากมายมหาศาล จนกระทั่งมั่นคง
ใครเขาชวนไปสำนักปฏิบัติ ไปหรือไม่ ไปใช่หรือไม่ มั่นคงหรือไม่ ไม่มั่นคง เพราะฉะนั้น สำนักปฏิบัติทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ขณะนี้เป็นธรรม ถ้ารู้ก็คือรู้สิ่งที่มีก่อนดับ หรือแม้ว่าเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณ แต่นิมิตของสิ่งนั้นปรากฏให้รู้ เช่น เห็นเดี๋ยวนี้นับขณะไม่ได้เลย แต่รู้สภาพที่กำลังเห็นเมื่อไร เข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อยว่า เป็นสภาพรู้ที่เห็น รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นเช่นนี้ รู้ได้เท่านั้นเอง นั่นคือเห็น เห็นจะเป็นมากกว่านี้ไม่ได้เลย
เห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเพียงเห็น คิดก็ไม่ได้ เพราะว่าหลับตาแล้วยังคิดได้แม้ไม่เห็น เพราะฉะนั้นคิดไม่ใช่เห็นแน่นอน เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดดับเร็วมาก จนกระทั่งปรากฏลวงเป็นสัณฐานต่างๆ เป็นเรือทั้งลำแล่นอยู่ในคลอง ดังนั้นเห็นปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เห็นว่าสัตว์โลกไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ถ้าพระองค์ไม่ตรัส ซึ่งคำที่พระองค์ตรัสนั้นเราควรเคารพอย่างยิ่งว่าคิดเองไม่ได้เลย จะมาตั้งสำนักปฏิบัติและชวนกันไปปฏิบัติ แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมี ซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มที่จะให้เห็นถูก
ดังนั้นถ้าจะรู้ความจริงก็เดี๋ยวนี้ ตรงไหนก็ตรงนั้นเมื่อปัญญาพร้อม เมื่ออบรมขึ้น เหมือนเด็กไปโรงเรียนก็ต้องเรียนตั้งแต่ กอไก่ ขอไข่ จนกระทั่งอ่านออก ความมั่นคงเจอที่ไหนรู้เลย เมื่อเจอธรรมที่ไหน ปัญญาที่อบรมแล้วรู้ได้ทันทีตรงนั้น นั่นคืออีกระดับหนึ่ง นี่เป็นเพียงการฟังเรื่องราวของธรรม ขั้นนี้ยังเป็นตัวเราหมดเลยที่กำลังนั่งฟัง กำลังเป็นเราเห็น กำลังเป็นเราได้ยิน เพราะฉะนั้น ปัญญาอีกระดับหนึ่งเป็นสัจจญาณที่มั่นคง จะทำให้ปัญญาเกิดพร้อมกับสติสัมปชัญญะ
สติคืออะไร ไม่รู้ เขาบอก เขาให้ทำ ความรู้ตัวใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้รู้หรือไม่
ผู้ฟัง สติคือความรู้ตัว
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้รู้หรือไม่
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ก็รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง
ท่านอาจารย์ ตอนรู้ รู้อะไร
ผู้ฟัง ตอนรู้คือรู้ว่า ตัวเราถูกชักจูงโดยอะไร อย่างเช่น อะไรมากระทบเราก็กระเพื่อมไป
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่รู้เลยว่านั่นไม่ใช่สติ ถูกหลอกแล้ว เพราะไม่ต้องบอกเราก็รู้ว่าเราทำอะไร เรายกมือเราก็รู้ สติหรือ เราเดินเราก็รู้ สติหรือ
ผู้ฟัง แต่ถ้าเราไม่มีสติกำกับ เวลาใครมายั่วให้เราโกรธ เราก็จะโกรธไหลไปเลย แต่ถ้าเรารู้ตัวว่าสิ่งนี้มากระทบแล้วเรากำลังจะโกรธอยู่ เมื่อรู้ตัวเราจะระงับได้ในระดับหนึ่ง คืออาจจะไม่ทั้งหมด
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเราใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ถามว่าเป็นเราหรือไม่ ตัวอารมณ์ก็คงคิดว่าไม่น่าใช่เรา
ท่านอาจารย์ ที่ระงับเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าจะใช้คำว่าเป็นเรา แต่จริงๆ ก็ไม่น่าจะใช่เรา
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง ก็เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามที่ท่านอาจารย์สอนเมื่อสักครู่นี้
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ นี่คือฟังธรรม กว่าจะรู้ว่าสิ่งไหนที่เราคิดเองไม่มีทางถูกเลย พระธรรมละเอียดยิบเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320