ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๐
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย
วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สัญญาเจตสิกทำให้เกิดการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะทางหนึ่งทางใดทั้งสิ้นด้วยเวทนาและสัญญา ซึ่งเป็นสองขันธ์ที่สำคัญและปรุงแต่งเจตสิกอื่นๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นในทางดีหรือทางไม่ดี เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็แล้วแต่ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ เหลืออีก ๕๐ รู้แล้วหนึ่งคืออะไร ที่รู้จำได้หรือไม่ รู้เวทนาเจตสิก รู้สัญญาเจตสิก แล้วรู้อะไรอีก
เมื่อสักครู่นี้ที่กล่าวถึงปฏิจจสมุปบาท ผัสสเจตสิกมีไหม โกรธมีหรือไม่ ไม่พอใจมีหรือไม่ ตรงกันข้ามกันคือชอบ มีด้วยหรือไม่ ทั้งหมดนั่นคือเจตสิก เพราะฉะนั้น เจตสิกจะแบ่งประเภทออกเป็น เจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภท ๗ ดวงขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าโลกุตตรจิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ก็ต้องมี ๗ ดวงนี้ ไม่เคยขาดเลย
มีเจตสิก ๓ พวก อัญญสมานาเจตสิก หมายความว่าเกิดกับจิตทุกประเภทได้ อกุศลเจตสิกเกิดเฉพาะที่เป็นอกุศลด้วยกัน และโสภณเจตสิกจะเกิดกับอกุศลไม่ได้เลย แต่สำหรับอัญญสมานาก็ยังจำแนกออกว่า เป็นสัพพจิตตสาธารณะคือต้องเกิด ไม่เกิดไม่ได้
อัญญสมานาทั้งหมดมี ๑๓ ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ๗ ดวง อีก ๖ ดวงก็เว้นจิตบางประเภท แต่ว่าเป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ จึงเป็นอัญญสมานา หมายความว่า (เป็นไป) ตามเจตสิกอื่นที่เกิดร่วมด้วย ถ้าเจตสิกอื่นเป็นอกุศล ผัสสะก็เป็นอกุศล เวทนาก็เป็นอกุศล สัญญาก็เป็นอกุศล กุศลและอกุศลไปรวมกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น อัญญสมานาเจตสิกคือ เจตสิกซึ่งเข้ากันได้กับเจตสิกอื่นซึ่งเกิดร่วมด้วย ถ้าเจตสิกอื่นเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลไปด้วย ถ้าเจตสิกอื่นเป็นกุศลก็เป็นกุศลไปกับเจตสิกนั้นๆ ด้วย
ไปงานศพกันทุกคนใช่หรือไม่ ฟังพระสวดว่าอะไร กุสลา ธัมมา ต่อจากนั้น อกุสลา ธัมมา ตอนนี้เราเริ่มรู้แล้วใช่หรือไม่ ธรรมฝ่ายกุศลก็คือกุสลา ธัมมา ธรรมฝ่ายอกุศลก็คืออกุสลา ธัมมา ยังมีอีกคำหนึ่ง ได้ยินทุกงานศพ อัพยากตา ธัมมา ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล ต้องตายตัวทุกคำเปลี่ยนไม่ได้เลย กุศลเป็นอกุศลได้หรือไม่ ไม่ได้ อกุศลเป็นกุศลได้หรือไม่ ไม่ได้ ธรรมที่ไม่ใช่กุศลก็มี ธรรมที่ไม่ใช่อกุศลก็มี เป็นอัพยากตะ
ถ้าเราจำเช่นนี้ เราจะเป็นคนที่เข้าใจธรรมมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด เปลี่ยนไม่ได้เลย ลองคิดถึงว่าเวลานี้เรารู้จักธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลหรือไม่ ได้แก่ธรรมอะไร ได้แก่ปรมัตถธรรมอะไร ปรมัตถธรรมอะไรที่เป็นกุศลได้ ปรมัตถธรรมอะไรที่เป็นอกุศลได้ จิตและเจตสิก จิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เลย ต้องเหมือนกัน อกุศลก็อกุศลด้วยกัน เพราะจิตเป็นปัณฑระ แต่ไม่ผ่องใสเมื่อมีอกุศลเจตสิกเกิดด้วย จึงเป็นอกุศลจิต จิตเป็นปัณฑระ ตัวเองไม่เป็นอะไรเลย แต่เมื่อมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย จิตนั้นก็ดีงามเป็นโสภณ
เพราะฉะนั้น อะไรที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล คือ รูป นิพพาน และอะไรอีก ผลไม่ใช่เหตุ กุศลจิตเป็นเหตุให้เกิดจิตที่เป็นผล อกุศลกรรมเป็นเหตุให้เกิดจิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม จิตที่เป็นผลไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุ ด้วยเหตุนี้ เราต้องรู้ว่าจิตและเจตสิกเป็นเหตุดับแล้วเกิดอะไรขึ้น เป็นเหตุแล้วก็ต้องมีผล อยู่ดีๆ เป็นเหตุและไม่มีผลได้อย่างไร ผลคือจิตและเจตสิกซึ่งเป็นผลต้องเกิดขึ้น รับผลหรือเป็นผลของกรรมนั้นในขณะเกิดครั้งแรก ขณะนั้นเป็นผลของกรรมใช้คำว่าวิปากะ ในภาษาบาลี ภาษาไทยใช้คำว่าวิบาก
จิตมีกี่ชาติ ตอนนี้ยังไม่รู้ทั้งหมด แต่รู้ว่ากุศล ๑ อกุศล ๑ ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นผล เพราะแม้ว่ารูปเป็นผลของกรรมก็จริง แต่รูปก็ไม่รู้อะไร แต่สภาพรู้ที่เป็นผลของกรรม เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวไข้ ใครทำให้ ทำเอง คือเหตุที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดแน่นอน คนอื่นไม่ได้ทำให้เลย เท่านั้น
ดังนั้นมีจิตที่เป็นเหตุ กุศลจิตเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลวิบากจิต อกุศลจิตเป็นปัจจัยให้เกิดผลคือ อกุศล ต้องเติมคำว่าวิบากด้วย ถ้าพูดว่ากุศลเท่านั้น ต้องเป็นเหตุให้เกิดกุศลวิบากซึ่งเป็นผล เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นเหตุและจิตที่เป็นผลต่างขณะกัน
เกิดเป็นมนุษย์รู้เลยว่าเป็นผลของกุศลกรรม เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นผลของอกุศลกรรม เกิดเป็นเปรตเป็นผลของอกุศลกรรม เกิดในนรกเป็นผลของอกุศลกรรม ทรงจำแนกที่เกิดไว้ด้วยว่า แม้กรรมดับไปแล้ว แต่แรงกรรมสามารถที่จะทำให้เกิดที่ไหนก็ได้ ในน้ำเป็นปลาก็ได้ ให้ทราบไว้เลยว่าเห็นใครก็ตามส่องไปถึงกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เกิดในตระกูลมั่งคั่งหรือยากจน อกุศลกรรมให้ผลเมื่อไร ผลไม่ดีเมื่อนั้น กุศลกรรมให้ผลก็เป็นผลที่ดีเมื่อนั้น แล้วเราทำกรรมมามากมาย เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตมีทั้งผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ต่างวาระ
อ.วิชัย ที่เราศึกษาจิตและเจตสิก นอกจากสัญญา เวทนา ผัสสะแล้ว ยังมีธรรมประการหนึ่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญคือเจตนา ที่เรากล่าวว่าเป็นกรรมนี่เองที่ประกอบกับจิต ซึ่งเมื่อเกิดสำเร็จด้วยความเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมแล้ว อำนาจของเจตนานี้ที่พระองค์ตรัสรู้ว่า สามารถที่จะมีกำลังให้ผลได้ในภายหลังก็คือ วิบาก
ท่านอาจารย์ เพิ่มเจตสิกอีกหนึ่ง ทั้งหมด ๕๒ แล้วก็เข้าใจได้ว่าอะไรบ้าง แต่ว่าที่สำคัญๆ ก็คือผัสสะกระทบอะไร เดี๋ยวนี้ที่เห็นเพราะผัสสะกระทบ บางคนคิดเพราะผัสสะกระทบ บางคนได้ยินเพราะผัสสะกระทบเสียง จิตต้องเกิดพร้อมผัสสเจตสิก รู้อารมณ์เดียวกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน จิตรู้แจ้ง ไม่ว่าผัสสะจะกระทบอะไร จิตก็รู้แจ้งสิ่งนั้น แล้วเวทนาก็รู้สึกเลย กายแข็งแรงสบายดี เหตุใดเป็นทุกข์ได้ เงินทองก็มี อะไรก็มีทุกอย่างแต่ยังเป็นทุกข์ได้เพราะเวทนา ซึ่งแล้วแต่ว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แล้วก็มีสุข มีทุกข์ทางกาย ๒ ทางใจ ๒ และอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เราใช้คำว่าอุเบกขา หรืออทุกขมสุข หมายความว่าไม่สุขไม่ทุกข์ ตอบได้เลยว่าเดี๋ยวนี้เวทนาประเภทไหน เพราะแต่ละคนต้องเป็นแต่ละหนึ่ง คนอื่นตอบแทนกันไม่ได้เลย ถามว่าเดี๋ยวนี้เวทนาอะไร ความรู้สึกอะไร
ผู้ฟัง น่าจะสุข
ท่านอาจารย์ ถ้าใช้คำว่าสุข ยังไม่ชัดเจน ถ้าชัดเจนต้องกายหรือใจเท่านั้น เพราะฉะนั้น สุขกายหมายความว่าอากาศก็ดี วันนี้อากาศดี ไม่ร้อนไม่หนาว สุขกาย
ผู้ฟัง น่าจะสุขกาย
ท่านอาจารย์ สุขกาย ทุกข์กายยังไม่มี ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ทุกข์กายไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี สุขใจหรือไม่
ผู้ฟัง น่าจะสุขใจอยู่
ท่านอาจารย์ แต่จริงๆ แล้วไม่มีคำว่า "น่าจะ" เพราะต้องเป็นอย่างหนึ่ง
ผู้ฟัง น่าจะทุกข์ใจ
ท่านอาจารย์ "น่าจะ" อีกแล้ว เพราะอะไร เพราะเกิดดับสลับกันเร็วมาก บอกไม่ได้เลย นอกจากสภาพธรรมที่เป็นสติและปัญญา ที่จะบอกได้ชัดเจนไปโดยไม่เดา เพราะฉะนั้น ธรรมที่เราพูดถึงเวลานี้กำลังเกิดดับเร็วมาก ไม่รู้สักอย่าง แต่เมื่อฟังแล้วเริ่มเข้าใจเรื่องทีละนิดทีละหน่อย แต่ลักษณะยังไม่ปรากฏ เช่นบอกว่าสุข คือสุขกายหรือสุขใจ ใช่หรือไม่ เกิดแล้วดับแล้ว บอกไม่ได้เพราะว่าเร็วมาก ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น จะบอกได้เฉพาะเมื่อปัญญาและสติรู้ตรงนั้น นิดเดียวแล้วก็เปลี่ยนแล้ว เร็วมาก
บางครั้งสุขกาย บางครั้งทุกข์กาย บางครั้งสุขใจ บางครั้งทุกข์ใจ บางครั้งก็เฉยๆ แต่ส่วนใหญ่เฉยๆ เช่นเวลาเห็น เป็นอุเบกขาเวทนา สุขไม่ได้ ทุกข์ไม่ได้ เพราะถ้าทุกข์กายต้องเจ็บ คัน เมื่อย ปวด ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นทุกข์กาย ถ้าสุขกายก็อากาศดี สบายดี ไม่มีโรคภัยอะไร เพราะฉะนั้น อุเบกขาทุกครั้งที่เห็น ยังไม่ทันจะเป็นสุขเป็นทุกข์ใดๆ เลย เพราะถ้าทุกข์หรือสุขต้องกระทบกายปสาท เจ็บตามีหรือไม่ ตาเจ็บได้หรือไม่ เจ็บที่ตา แต่เจ็บไม่ใช่ตา ที่เจ็บตรงนั้นเพราะมีกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว แต่จิตเห็นเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้นจะไม่เจ็บ จะไม่สุขไม่ทุกข์ และไม่ดีใจเสียใจด้วย เฉยๆ ทันทีที่เพียงเกิดขึ้นเห็น เพียงแค่กระทบเป็นปัจจัยให้เห็นแล้วดับทันทีเลย จึงเป็นความรู้สึกเฉยๆ
ดังนั้นทางตา หู จมูก ลิ้น เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา เฉพาะทางกายทุกครั้งที่กระทบต้องเป็นสุขหรือทุกข์เท่านั้น จะเฉยๆ ไม่ได้ แต่เราไม่เร็วพอที่จะรู้ เพียงรำคาญนิดหนึ่ง เส้นผมกระทบหน้าผากนิดเดียวยกมือปัดไปแล้ว ถ้าไม่เป็นทุกข์จะปัดไปหรือ ใช่หรือไม่ แม้ว่าบางเบาเพียงใดก็ไม่ชอบ ไม่สบายแล้ว
ผู้ฟัง ตอนที่เป็นผัสสะคือจะต้องเป็นอุเบกขา
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ผัสสะเป็นเจตสิกมีหน้าที่เดียวคือกระทบ เดี๋ยวนี้ที่เห็นเพราะผัสสเจตสิกเกิดกับจิตที่เห็นสิ่งที่ผัสสะกระทบ ผัสสะกระทบสิ่งที่กำลังปรากฏ จิตเห็นเกิดขึ้นพร้อมผัสสะที่กระทบสิ่งนั้น จิตจึงเห็นแจ้งสิ่งนั้น จิตจะไปเห็นแจ้งสิ่งที่ผัสสะไม่กระทบไม่ได้
ผัสสะเกิดกับจิตทุกประเภท และเมื่อผัสสะกระทบสิ่งใด จิตรู้แจ้งเฉพาะสิ่งที่ผัสสะกระทบ จะรู้แจ้งอย่างอื่นไม่ได้เลย ถ้าโดยปัจจัยจะมีคำว่าอาหารปัจจัย ผัสสะนำมาซึ่งสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะคือ ธรรมที่เกิดร่วมกัน แต่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งค่อยๆ ละเอียดไปทีละนิดทีละหน่อยว่า ผัสสเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ ผัสสะกระทบ แล้วจิตรู้แจ้งสิ่งที่ผัสสะกระทบ อารมณ์เดียวกัน รู้สิ่งเดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เกิดที่เดียวกัน ขณะที่กระทบนั้นก็ต้องมีเวทนา เกิดพร้อมกันทันทีเลย ไม่ใช่ว่าผัสสะกระทบไปก่อนแล้วเวทนามาตามทีหลัง แต่ทันทีที่กระทบ เวทนาก็เกิดพร้อมกัน นี่คือความรวดเร็วอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ๔ เจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท
ผู้ฟัง คำว่าวิปัสสนาแปลว่าการรู้แจ้ง การรู้แจ้ง กับรู้สภาพตามความเป็นจริง เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่
ท่านอาจารย์ แต่ว่ารู้มากขึ้น เหมือนเราเรียนหนังสือ (วันแรก) ยังไม่รู้สักตัว เรียนต่อไปก็รู้ทีละตัวๆ จนในที่สุดก็รู้ทุกตัว เจอที่ไหนก็รู้
ผู้ฟัง วิปัสสนาคือเราจะต้องรู้แจ้งถึงจะเป็นวิปัสสนาหรือไม่ หรือว่าเราเพียงแค่รู้ตามความเป็นจริงก็เป็นวิปัสสนาแล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่เลย ขั้นฟังยังไม่ถึงการรู้ลักษณะของสภาพธรรมเลย กำลังมีแข็งปรากฏขณะนี้ ใช่หรือไม่ ก่อนฟังไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม ถูกต้องหรือไม่ เป็นเราจับไมโครโฟน เมื่อฟังแล้วแข็งเป็นแข็ง มีมือเราหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่ธรรมแล้ว เป็นมือเราแล้ว แต่ความจริงคือแข็ง จับแข็งที่ว่าเป็นมือเราคือแข็ง ที่ว่าเป็นไมโครโฟนคือแข็ง เท่านี้ยังไม่ใช่รู้แจ้งใช่หรือไม่ เมื่อเข้าใจว่าที่เคยเป็นเรา แท้ที่จริงก็คือเป็นสิ่งที่มีจริงที่ต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดไม่มีแน่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็ตามที่มี หมายความว่าสิ่งนั้นเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีเราหรือไม่ จะเข้าใจว่าเป็นเราหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ได้ยินไม่เกิด มีได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เท่านี้ยังไม่ใช่รู้แจ้งใช่หรือไม่ เริ่มรู้ ถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้มีแข็งหรือไม่
ผู้ฟัง มีแข็ง
ท่านอาจารย์ มีนิ้ว มีมือ หรือไม่
ผู้ฟัง มีแข็ง
ท่านอาจารย์ เท่านี้ยังไม่ใช่รู้แจ้ง เพราะฉะนั้น เมื่อใดที่สามารถที่จะเกิดความเข้าใจ ไม่ลืม ค่อยๆ มั่นคงขึ้นว่าไม่มีเรา แต่เป็นเพียงขั้นฟัง ถึงอย่างไรๆ ยังไม่มั่นคงพอ เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารไม่มีธรรมเลย มีแต่เรากับอาหาร ซึ่งความจริงเป็นธรรมทั้งหมด ที่ฟังแล้วก็ลืมด้วยใช่หรือไม่ กำลังกระทบสัมผัสก็ลืมแล้วว่าไม่ใช่เรา ตลอดเมื่อสักครู่นี้ทั้งหมด ชั่วโมง สองชั่วโมงก็ลืมไปแล้ว ดังนั้นไม่ใช่รู้แจ้ง ถูกต้องหรือไม่ กว่าจะรู้แจ้งได้หมายความว่าเรามีความเข้าใจ ไม่ใช่เรา แต่ที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราก็เป็นสัญญาความจำ
เมื่อสักครู่นี้เราพูดเรื่องขันธ์เป็นธรรมทั้งหมดเลย เมื่อก่อนคิดว่าขันธ์ ๕ เป็นเรา แต่เมื่อรู้แล้วที่ว่าเราเป็นขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราและไม่มีเรา มีแต่ธรรม เช่นนี้ยังไม่ใช่วิปัสสนา ถูกต้องหรือไม่ เพียงแค่เข้าใจว่าที่เคยเป็นเรา ความจริงก็คือไม่มีเรา แต่มีธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ แยกไปแล้วก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง เป็นรูปอย่างหนึ่ง เป็นความจำอย่างหนึ่ง เป็นการรู้แจ้งอย่างหนึ่ง หาเราไม่ได้เลย เช่นนี้ก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา เข้าใจเท่านี้ไม่พอ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้รู้เท่านี้ แต่รู้มากกว่านี้มากจนดับกิเลส เรารู้เท่านี้กิเลสยังเต็มเพราะว่าเป็นเราที่กำลังฟัง พูดเรื่องเห็น แต่ไม่ได้รู้ตรงเห็น พูดเรื่องแข็ง ฟังเรื่องแข็ง แต่ไม่ได้รู้ตรงแข็ง เพราะฉะนั้นความรู้ที่เพียงได้ยินได้ฟังจะต่างกับขณะที่กำลังรู้ตรงนั้น แล้วจะไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ถูกต้องหรือไม่เพราะสภาพรู้รู้แจ้ง และรู้แจ้งต้องทีละหนึ่ง ถ้าหลายๆ อย่างรวมกันรู้แจ้งไม่ได้ จะไปรวมกันทีเดียว รู้ทั้งหมดทีเดียวไม่ได้เลย ต้องรู้เฉพาะหนึ่งใช่หรือไม่ ถึงเช่นนั้นก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา
แต่เริ่มรู้ความต่างกันของขั้นฟังว่า ฟังแล้วเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงแต่ละหนึ่ง จึงสามารถที่จะรู้ความจริงว่าสิ่งนั้นเกิดแล้วดับ ถูกต้องหรือไม่ เราเพียงแต่เข้าใจว่าทุกอย่างที่ปรากฏเกิดดับ แต่เร็วมากซ้อนกันเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐาน ทำให้ยึดถือว่าเป็นต้นไม้ เป็นดอกไม้ เป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นอัตตา แต่ต้องไม่ลืมว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ประโยคนี้จะต้องชัดเจนขึ้นมั่นคงขึ้น รอบรู้ขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา
วิปัสสนายังอีกไกลมากเลย ซึ่งทั้งหมดตรงตามที่ได้ฟังตั้งแต่ต้น แต่ความจริงค่อยๆ ปรากฏ เวลานี้เหมือนกับเราพูดถึงสิ่งที่มีอยู่ใต้มหาสมุทร หรือในความมืด ยังไม่มีแสงสว่างที่จะไปรู้สักอย่างเดียว อยู่ที่นั่นทั้งหมดในความมืด ปกปิดไว้ด้วยอวิชชา แต่ธรรมค่อยๆ ชี้ลงไปว่ามีอะไรบ้าง มีธาตุรู้ และมีสภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ มีตาแต่ตาไม่เห็น เห็นไม่ใช่ตา ทั้งๆ ที่กำลังเห็น แต่ความมืดของอวิชชาปิดกั้นหมด ไม่ให้รู้เลยว่า เกิดแล้วดับอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นยังไม่ใช่วิปัสสนา จนกระทั่งความรู้นี้มั่นคงจริงๆ มั่นคงจริงๆ
เมื่อมั่นคงจริงๆ แล้วจะมีเราไปทำอะไรหรือไม่ จะไปสำนักปฏิบัติหรือไม่ จะนั่งหรือไม่ จะเดินหรือไม่ เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ เช่นนั้นจะเป็นวิปัสสนาไม่ได้ เพราะว่าวิปัสสนาหรือสภาพธรรม ไม่ว่าสภาพธรรมใดๆ ทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เดี๋ยวนี้ห้ามเห็นไม่ให้เกิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นเกิดแล้ว เห็นเกิดแล้วไม่ให้ดับได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ฉันใด สติสัมปชัญญะที่เป็นความรู้ตรงลักษณะหนึ่ง ทีละหนึ่งของธรรม ซึ่งไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ แต่ความเข้าใจพร้อมกับการรู้ว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาและไม่ใช่เรา นั่นคือจะทำให้มีการเข้าใจตรงลักษณะทีละหนึ่ง ขณะนั้นปัญญาก็รู้ว่า ขณะนั้นต่างกับขณะที่ฟัง เพราะขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ไม่มีการปรากฏทีละหนึ่งเลย ยังเป็นคนนั้นคนนี้อยู่ ใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่สภาพธรรมกำลังรู้เฉพาะลักษณะของสภาพธรรมทีละหนึ่ง เพราะฟังแล้วจึงรู้ได้ใช่หรือไม่ ถ้าคนที่ไม่เคยฟังเลยไปบอกให้เขารู้ทีละหนึ่ง เขาจะรู้ได้อย่างไร ฟังไม่รู้เรื่อง หนึ่งไหนกันใช่หรือไม่ แต่ความเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีลักษณะจริงๆ เฉพาะแต่ละหนึ่ง เปลี่ยนไม่ได้เลย ความโกรธเกิดขึ้น ความขุ่นเคืองใจ ความไม่พอใจ เกิดเมื่อไรก็เป็นเช่นนั้นทุกที เป็นอื่นไม่ได้ แต่ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีใช่หรือไม่ แต่เมื่อเกิดขึ้นจะไม่ให้เป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ แต่ก็ยังคงเป็นเรา จนกว่าการฟังธรรมจะมากพอที่ทันทีที่มีการรู้ตรงนั้น เข้าใจในความเป็นนั้นว่า ไม่ใช่เรา นี่ก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา แต่ต่างแล้วใช่หรือไม่ เริ่มตรงลักษณะแล้ว ทีละหนึ่งด้วย ซึ่งก่อนนั้นปะปนกันหมด เห็นกับแข็งจะรู้ตรงไหน จะไปจัดการให้รู้ตรงนี้ ผิด นั่นคืออัตตา
ดังนั้นปัญญาต้องละเอียด ต้องมั่นคง และต้องเป็นเรื่องละ เพราะในที่สุดต้องถึงการละได้จริงๆ ไม่ใช่จะพยายามละ แต่ไม่มีความรู้ที่จะละ แล้วจะละได้อย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราละ แต่ความเห็นถูกต้องที่เพิ่มขึ้นและมั่นคงขึ้น เมื่อกระทบสัมผัสก็เข้าใจในลักษณะที่ไม่ใช่เรา เช่น แข็งเริ่มปรากฏเป็นแข็ง ก็ไม่ต้องเรียกว่าแข็ง ไม่ต้องไปนั่งทบทวนว่าแข็งไม่ใช่เรา แต่ห้ามได้หรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าแข็งมีปรากฏ ดับแล้วคิดต่อ แล้วจะคิดอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้เลยว่าต่อไปจะคิดอะไร จนกว่าถึงเวลาก็เกิดคิดเช่นนั้นขึ้น
เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ว่าเราเพียงแต่พูด แต่ค่อยๆ มั่นคง ฟังแล้วรู้เลยว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ธรรมวันนี้มีมากหรือไม่
ผู้ฟัง มาก
ท่านอาจารย์ มากมาย แต่ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ตรัสแสดงทีละหนึ่ง เราไม่รู้เลย ผัสสะก็มี เวทนาก็มี สัญญาก็มี สภาพจำก็มี ชอบก็มี ไม่ชอบก็มี จำก็มี มีทุกอย่างทั้งหมดละเอียดมากก็ไม่รู้เลยสักอย่าง แต่ฟังแล้วเริ่มเข้าใจทีละน้อยทีละน้อยว่าเป็นเช่นนั้น แล้วกว่าสิ่งเหล่านั้นจะปรากฏ จากไม่ปรากฏ อย่างเช่น เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารยังไม่ปรากฏ แต่ถ้ามีความเข้าใจมากขึ้นและมั่นคงขึ้น ขณะนั้นแข็งปรากฏ จับช้อนใช่หรือไม่ ก็เป็นช้อน แข็งไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีความเข้าใจมั่นคงโดยความเป็นอนัตตา ต้องโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะรู้ แล้วแต่ว่าจะรู้อะไรก็ยังไม่รู้เลย เหมือนข้างหน้าจะคิดอะไรก็ไม่รู้ จะได้ยินเสียงอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น เวลาที่สภาพธรรมใดจะปรากฏไม่ใช่เพราะจงใจ ถ้าจงใจเมื่อใดผิดทาง เป็นอัตตา ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ที่ทำกันตรงกันข้ามกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีนานเท่าไรกว่าปัญญาแต่ละขั้นจะค่อยๆ สะสม โดยที่พร้อมเมื่อใดจึงจะเกิดได้ ถ้าไม่มีปัจจัยก็เกิดไม่ได้ แต่เราไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้พร้อมเช่นนั้นไม่ได้ ใช่หรือไม่ แต่สะสมการฟังทุกชาติ ทุกโอกาส ซึ่งไม่รู้ว่าเราได้ฟังชาติไหนบ้าง แต่เมื่อฟังแล้วเข้าใจต่างกับฟังแล้วไม่เข้าใจ เห็นหรือไม่ว่าต่างกันแล้ว แสดงว่าเหตุใดเข้าใจได้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมดา แต่คนที่ฟังใหม่ๆ จะไม่เข้าใจเท่าคนที่ฟังนาน นานกี่ชาติประมาณไม่ได้เลย เพราะเห็นเดี๋ยวนี้เป็นปกติเกิดดับ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320