ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๖๘
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ มีธรรมที่มีจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แข็งต้องเป็นแข็ง เสียงต้องเป็นเสียง เพราะฉะนั้นใช้คำว่า ปรมัตถธรรม มาจากคำว่าปรม คือบรม ยิ่งใหญ่ ใครเปลี่ยนธรรมได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนธรรมได้หรือไม่ ต้องมั่นคงเปลี่ยนไม่ได้เลย ธรรมเป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรมและเป็นอภิธรรมที่เราได้ยินบ่อยๆ ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง
ขณะนี้เห็นเกิดดับก็ไม่รู้ ได้ยินเกิดดับก็ไม่รู้ คิดไม่ใช่เราเกิดขึ้นและดับไปก็ไม่รู้ ทุกอย่างปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ อวิชชานานมาก แต่เริ่มจะเข้าใจขึ้นเมื่อได้ฟังแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปรมัตถธรรมมี ๔ อย่าง คือจิต ธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เจตสิกเป็นสภาพนามธรรมซึ่งเกิดกับจิต จะไม่เกิดที่อื่นเลย ที่ใดมีจิตที่นั่นมีเจตสิก ซึ่งความจริงจิตจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่อาศัยปรุงแต่งสนับสนุนให้จิตเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีจิต เจตสิกก็เกิดไม่ได้ จะมีเเต่เพียงโลภะ ชอบโดยไม่มีสิ่งที่ถูกชอบได้หรือไม่
จิตและเจตสิกเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ถูกจิตและเจตสิกรู้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น อารมณ์ไม่ใช่เฉพาะจิตเท่านั้นที่รู้ เจตสิกที่เป็นธาตุรู้ที่เกิดกับจิตก็รู้สิ่งเดียวกัน แต่ว่าจิตไม่ใช่เจตสิกเพราะจิตเพียงรู้แจ้ง ส่วนเจตสิกหลากหลายมากเป็น ๕๒ ประเภท ปรมัตถธรรมมีสภาพธรรมคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นรูปธรรมไม่รู้อะไร เป็นธาตุรู้คือจิตและเจตสิก ส่วนนิพพานไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป แต่มีแน่นอน ถ้าไม่มีดับกิเลสไม่ได้ ตรัสรู้ก็มีไม่ได้
เพราะฉะนั้นก็รู้ว่าแม้สิ่งที่มีแต่ก็ไม่ได้ปรากฏ ปรากฏกับปัญญาระดับใด ถ้าปัญญาถึงระดับที่จะรู้ก็ปรากฏให้รู้ แต่ถ้าปัญญาไม่ถึงระดับที่จะรู้ก็รู้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ต้องไม่ลืม ไม่มีเรา แต่มีธรรมคือจิต เจตสิก รูปและนิพพาน
นิพพานเป็นจิตหรือไม่ ไม่ใช่
นิพพานรู้อะไรหรือไม่ ไม่รู้
นิพพานเกิดหรือไม่ ไม่เกิด ถ้าเกิดต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือเป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป เท่านั้น
ถ้าเกิดรู้ เป็นจิตและเจตสิก ถ้าเกิดแล้วไม่รู้ เป็นรูป ที่เกิดรู้ จิตต้องเป็นจิต จิตจะเป็นเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกแต่ละหนึ่งจะไปทำหน้าที่ของเจตสิกอื่นไม่ได้ เช่น อวิชชา-ความไม่รู้ โมหเจตสิกจะรู้อะไรหรือไม่ เกิดแล้วไม่รู้นั่นเองทำหน้าที่ของความไม่รู้เเล้วเปลี่ยนไม่ได้เลย แต่ปัญญาเกิดแล้วต้องรู้ จะให้ไม่รู้ได้หรือไม่ ไม่ได้
ดังนั้นจึงไม่มีเราเลยทั้งหมด ศึกษาธรรมเพื่อให้เข้าใจความจริงว่า ธรรมไม่ใช่เรา แต่ต้องละเอียด ต่อไปนี้ใครสงสัยคำว่าอารมณ์หรือไม่ ปรมัตถธรรมมี จิต เจตสิก รูป นิพพาน นิพพานยังไม่ต้องกล่าวถึงเลย กล่าวเฉพาะสภาพธรรมที่มีเป็นประจำปกติในชีวิตประจำวันคือจิต เจตสิก รูป เพราะฉะนั้น ธาตุรู้เป็นจิตหนึ่ง เป็นเจตสิกหนึ่ง ถ้าฟังธรรม เเต่ฟังไปโดยไม่คิดก็ไม่มีทางเข้าใจ เพียงแค่จำแล้วพูดตามความจำแต่ไม่ใช่ความเข้าใจ
จำ มีจริงหรือไม่ เป็นเราหรือไม่ ไม่เป็น เป็นปรมัตถธรรมหรือไม่ เป็น เป็นปรมัตถธรรมอะไร เป็นเจตสิกไม่ใช่จิต เห็นหรือไม่กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ถ้าไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ สงบหรือไม่ วิปัสสนาหรือไม่ จะรู้อะไรก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อตามความเป็นจริงว่าเข้าใจคือเข้าใจ และเข้าใจอะไรขั้นไหนด้วย
กำลังฟังเป็นวิปัสสนาหรือยัง ยัง ถ้าเป็นวิปัสสนาก็คือประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตรง เช่น เห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และธาตุรู้ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ จิตเป็นอารมณ์ได้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าฟังแล้วละเอียด มั่นคง ไม่สับสน ถ้าสงสัยก็คิดไตร่ตรองว่าอารมณ์คืออะไร เมื่อย้อนกลับไปว่าอารมณ์คืออะไร อารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ อะไรรู้ จิตและเจตสิกรู้ เพราะฉะนั้น จิตเเละเจตสิกเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ถูกรู้เป็นอารมณ์
ถามว่า จิตเป็นอารมณ์ได้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วคิดเอง ปัญญามีเท่าไรที่จะไปคิดเองได้ แต่ต้องฟังต่อไป จิตเป็นธาตุรู้ ซึ่งรู้ได้ทุกอย่าง ไม่เว้นเลย ทุกคำเปลี่ยนไม่ได้เลย
จิตรู้จิตได้หรือไม่ ได้ จิตรู้เจตสิกได้หรือไม่ ได้ จิตรู้รูปได้หรือไม่ ได้ รูปรู้จิตได้หรือไม่ ไม่ได้ ใช่หรือไม่ นิพพานรู้จิตได้หรือไม่ ไม่ได้ นี่คือความมั่นคงที่จะค่อยๆ เข้าใจว่าไม่มีเรา ถ้าเพียงบอกว่าไม่ใช่เราก็เป็นไปไม่ได้ที่จะละความที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรามานาน ต่อเมื่อเข้าใจธรรมละเอียดขึ้นๆ ๆ ก็ค่อยๆ รู้ความจริงว่าไม่มีเรา จนกว่าจะประจักษ์แจ้งซึ่งเป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ไม่ใช่ขั้นฟัง
ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามว่า ตัวรู้กับตัวเข้าใจ เป็นสภาพอย่างไร
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงต้องมีจริงใช่หรือไม่ เห็นเกิดขึ้นเห็น คือรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ใช่การรู้ว่าเป็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นเห็นเป็นจิตประเภทหนึ่ง ถ้าศึกษาต่อไปจะรู้ว่าเป็นผลของกรรม เราเลือกเห็นไม่ได้เลย เราอยากจะเห็นแต่สิ่งที่ดีสวยๆ งามๆ เพชรนิลจินดาต่างๆ ใช่หรือไม่ แต่เพราะเหตุใดบางครั้งเราเห็นเลือด เห็นหนอง เห็นกบถูกผ่า หรืออะไรก็ตามแต่
ดังนั้นเกิดแล้วทั้งหมดโดยไม่มีใครทำ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้าเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ต้องมีเหตุคือกรรมดีที่ได้ทำแล้วชาติไหนก็ได้ แสนโกฏิกัปป์มาแล้วก็ได้ เป็นปัจจัยให้เห็นเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ดีนั้นกระทบตา เพราะฉะนั้น เห็นมีสองประเภท เป็นผลของกรรมที่ดีหนึ่ง และอีกหนึ่งคือเป็นผลของอกุศลกรรมที่ไม่ดี ทำให้จิตซึ่งเป็นธาตุรู้หลากหลายด้วยประการต่างๆ เช่น หลากหลายด้วยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ถ้าเจตสิกนั้นเป็นเจตสิกที่ดี จิตก็ดี เพราะว่านามธรรมเข้ากันสนิทเลย รูปยังสามารถที่จะแยกได้เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ลักษณะต่างๆ ก็เห็นได้ชัดเจน แต่ว่านามธรรมที่เกิดแยกกันไม่ได้เลย เข้ากันสนิทแต่รู้ได้ว่าต่างกัน คือจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน แต่หลากหลายเพราะเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย
ด้วยเหตุนี้ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตได้ทุกประเภท และเป็นเจตสิกที่เกิดกับสภาพธรรมด้วยกันที่ไม่ดี เป็นอกุศลเจตสิก และเป็นโสภณเจตสิก จิตที่ดีงามต้องเกิดกับเจตสิกที่ดีงามด้วยกันเท่านั้น อกุศลเจตสิกจะไปเกิดร่วมกับกุศลเจตสิกไม่ได้ ต่างไม่ดีก็อยู่ด้วยกัน ต่างดีก็อยู่ด้วยกัน ทำให้จิตหลากหลายเป็น ๘๙ ประเภท ถ้าโดยพิเศษคือ ๑๒๑ ประเภท เราไม่มีครบ เพราะว่าเป็นจิตของพระอรหันต์บ้าง เป็นจิตของผู้ที่ได้คุณวิเศษบ้าง ได้ฌานสมาบัติบ้าง เหาะเหินเดินอากาศบ้าง รู้จิตคนอื่นบ้าง ได้ยินเสียงทิพย์บ้าง หลากหลายมากเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจชัดเจนแต่ละหนึ่ง ปัญญามีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง ปัญญามี
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมประเภทใด
ผู้ฟัง กุศลจิต
ท่านอาจารย์ ปัญญาไม่ใช่จิต จิตรู้อย่างเดียว เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นไม่ใช่เรา สภาพที่สามารถรู้ถูก เห็นถูก เข้าใจถูก นั่นคือลักษณะของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเจตสิก ที่ใช้คำว่าปัญญาเจตสิก หรือจะใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิก็ได้ หรือจะใช้คำว่าญาณก็ได้ แต่ว่าต้องตามระดับขั้นของปัญญา
ผู้ฟัง แล้วมีสภาพเกิดดับหรือไม่
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่เกิดต้องดับ เห็นหรือไม่ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนไม่ได้เลย ใครจะรู้หรือไม่รู้ แม้แต่เห็นเดี๋ยวนี้ก็เกิดดับ ได้ยินก็เกิดดับสลับกันอยู่ คิดนึกก็เกิดดับสลับอยู่ตลอดเวลา เร็วจนถ้าไม่ใช่ปัญญาไม่รู้เลยว่าขณะไหนเป็นอะไร เพราะฉะนั้น ปัญญาไม่ใช่จิต ความเข้าใจถูกที่เกิดจากการฟัง แต่จิตเพียงแค่เห็น ได้ยิน ลิ้มรส จะมีปัญญาเกิดกับจิตเห็นไม่ได้ จิตได้ยินไม่ได้
เพราะฉะนั้น หนึ่งขณะจิตที่เห็นประกอบด้วยเจตสิก ๗ ประเภท ซึ่งไม่ใช่ปัญญาและเป็นผลของกรรมด้วย นี่เป็นเหตุที่ว่ากรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นเหตุ แม้นานแสนนานแต่ความเป็นปัจจัยซึ่งเป็นพลังสติ ที่จะทำให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะตนเองเป็นเหตุ ถ้าอกุศลกรรมเป็นเหตุ ดับแล้วก็จริง นานแล้วก็จริง พร้อมเมื่อไรที่จะเกิดก็เกิดผล เรารู้หรือไม่ว่าเราจะเจ็บไข้ได้ป่วยเมื่อไร
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ จะเจ็บตาหรือจะเจ็บหู รู้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ แต่เจ็บได้แน่ใช่หรือไม่ เมื่อมีตาก็ต้องเจ็บตาได้ เมื่อมีหูก็ต้องเจ็บหูได้ ใช่หรือไม่ เเต่รู้ไม่ได้เลยว่าเมื่อไร ต่อเมื่อกรรมที่ได้กระทำแล้วพร้อมที่จะให้เกิดเมื่อไรสิ่งนั้นเกิดได้ เพราะฉะนั้น เรารู้ก่อนเกิดหรือไม่ว่าเราจะเกิดเป็นคนนี้
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ แต่กรรมวิจิตรมาก ต่างคนต่างเกิดในที่ต่างๆ ทั่วโลก บนสวรรค์ก็ได้ นรกก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ แล้วแต่เหตุ
ผู้ฟัง แล้วกรรมตัวนี้ไม่เกิดดับหรือ
ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องละเอียดชัดเจน กรรมมีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ คืออะไร
ผู้ฟัง คือการกระทำ
ท่านอาจารย์ การกระทำเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ กรรมเป็นธรรมอะไร อย่าลืมธรรมที่มีจริงที่เป็นปรมัตถธรรมคือจิตหนึ่ง เจตสิก ๕๒ ประเภท รูป ๒๘ รูป เเละนิพพาน ๑
กรรมเป็นอะไร คิดไตร่ตรองแล้วเป็นปัญญาของตนเอง นี่คือประโยชน์อย่างยิ่งของการฟัง ไม่ต้องตอบ ไม่ต้องบอก บอกแล้วก็ลืม บอกแล้วก็เพียงแค่จำ แต่ถ้าคิดไตร่ตรองไม่ลืม เพราะเราคิดเองมั่นคงจริงๆ ว่าเราได้ไตร่ตรองแล้ว อย่างไรก็ต้องคิดออก ธรรมที่มีจริงมี ๔ จิตมีแน่ๆ เป็นสภาพรู้อย่างเดียว จึงใช้คำว่าปัณฑระ หมายความว่าตัวจิตเองไม่เศร้าหมอง ไม่แปดเปื้อนด้วยกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ได้ยินเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เสียงอะไร
ผู้ฟัง เสียงพูด
ท่านอาจารย์ แล้วมีเสียงอื่นอีกหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ จิตรู้แจ้ง จึงรู้ว่านี่เสียงพูด นั่นเสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียงพูด ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ จิตเกิดรู้แจ้งอะไร อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้เท่านั้น ต่อไปนี้ชินหูแล้ว จิตรู้แจ้งอารมณ์ ถูกต้องหรือไม่ ไม่มีหน้าที่อื่นเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความเข้าใจไม่ใช่จิต ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง แล้วเป็นอะไร
ท่านอาจารย์ ธรรมที่เป็นธาตุรู้มี ๒ อย่างคือ จิต และเจตสิกที่ต้องเกิดกับจิต เพราะฉะนั้น เวลารู้ ถ้าไม่เห็นอะไรเลยจะรู้ จะเข้าใจสิ่งนั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่มีเสียงพูดแต่ละคำแล้วเราจะเข้าใจได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เวลาที่ได้ยินแล้วคิดไตร่ตรอง เข้าใจเกิดขึ้น เป็นสภาพรู้ หรือ เป็นรูปธรรมไม่รู้อะไรเลย
ผู้ฟัง สภาพที่คิดได้
ท่านอาจารย์ คือเข้าใจ ใช่หรือไม่ ซึ่งสภาพรู้มี ๒ อย่างคือจิต ๑ เจตสิก ๕๒ โกรธมีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจจิตกับเจตสิกให้ชัดเจน ธาตุรู้มี ๒ อย่างที่เป็นใหญ่เป็นประธาน เห็น ได้ยินเป็นจิต แต่ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่ปรากฏ ในเสียงที่ได้ยิน ชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่จิต จิตเพียงเเค่ได้ยิน ชัดเจน ได้ยินแล้วสะสมมาที่จะชอบเสียงอย่างนั้น หรือว่าไม่ชอบเสียงอย่างนั้น ชอบก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง มีจริงๆ ไม่ชอบก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง มีจริงๆ และเป็นธาตุรู้ด้วย โต๊ะชอบอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ชอบ
ท่านอาจารย์ ดอกไม้ชอบอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ชอบ
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เพราะไม่มีจิต
ท่านอาจารย์ เพราะไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้น สภาพรู้ที่ชอบ ไม่ชอบ จำได้ ขยัน โกรธ ไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิกทำให้จิตหลากหลาย เดี๋ยวรักเดี๋ยวชัง แต่จิตนั้นต้องเกิดรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ทางตา หรือหู หรือจมูก หรือลิ้น หรือกาย หรือใจ ตลอดเวลา แต่หลากหลายมากตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยหลากหลาย ในบรรดาเจตสิก ๕๒ ชอบเป็นหนึ่งเจตสิกชื่อว่าโลภเจตสิก ไม่ชอบคือโทสเจตสิก ถ้าเข้าใจถูกคือปัญญาเจตสิก จิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ประเภท ไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย จิตเห็นขยันหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ขยัน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพียงเกิดแล้วดับ แต่ตัวจิตเห็นไม่ได้ขยันทำอะไรเลยสักนิดเดียว ไม่ต้องมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ผลของกรรมที่เกิดมาแล้ว มีใครบ้างที่จะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีใช่หรือไม่ ดังนั้น ให้รู้ว่าแล้วแต่กรรมจะทำให้เกิดขึ้นเห็น หรือเกิดขึ้นได้ยิน เกิดขึ้นได้กลิ่น เกิดขึ้นลิ้มรส เกิดขึ้นรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส อาหารกลางวันเผ็ดหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ใครทำให้ จิตที่ลิ้มรสนั้นเองที่มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย จิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้เลย และเจตสิกจะเกิดล้วนๆ ตามลำพังไม่เกิดกับจิตก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน ในภพภูมิที่มีรูป จิตเกิดที่ไหนเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็เกิดที่นั่น รู้อารมณ์เดียวกันด้วย นี่คือไม่ใช่เรา ค่อยๆ เข้าใจละเอียดขึ้นๆ เพื่อที่จะรู้ว่า เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงให้บุคคลอื่นที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นปัญญา ปัญญาเป็นอะไร เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เริ่มรู้แล้วว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นเจตสิก โกรธเป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ ขยัน
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ ดีใจ
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ เสียใจ
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ ชัดเจนแล้วระหว่างจิตกับเจตสิก เพราะฉะนั้น รู้ว่าสิ่งที่มีจริงคือจิต เจตสิก รูป ทุกวันในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรา การได้ฟังอย่างนี้จะเป็นโอกาสปัจจัยให้มีการระลึกได้ว่า อะไรเป็นอะไรในขณะนั้นที่ไม่ใช่เรา ที่ตัวมีแข็งหรือไม่
ผู้ฟัง แข็งมี
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆ เกิดจริงๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้อะไร ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เป็นธรรมซึ่งเป็นรูปธรรม ไม่ว่าที่ใดๆ ทั้งสิ้นในสากลจักรวาล มีคนพยายามที่จะหาที่สุดของจักรวาลที่สุด เเต่ไม่พบ เกว้างใหญ่ไพศาลเป็นอนันตะ ไม่มีทางที่ใครจะพบที่สุดของจักรวาลได้เลย ไม่ว่าที่ไหนทั้งสิ้น แข็งเป็นแข็ง แข็งที่ตัวเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ รู้อะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง รูปธรรม
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าเริ่มเห็นความเป็นสามัญลักษณะ แข็งเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดแล้วเป็นอื่นไม่ได้ หวานไม่ได้ ร้อนไม่ได้ เป็นแข็ง ไม่ว่าที่เราเรียกว่าโต๊ะก็แข็ง ที่เก้าอี้ก็แข็ง ที่ดอกไม้ก็แข็ง ที่เปลือกผลไม้ก็แข็ง อะไรที่แข็งก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งใช้คำว่า ธาตุดินในภาษาไทย ภาษาบาลีใช้คำว่าปฐวีธาตุ ได้ยินบ่อยๆ ใช่หรือไม่ มหาภูตรูป ๔ แล้วก็ได้ยินภาษาไทยว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น แข็งที่ตัว เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ แข็งที่โต๊ะ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แข็งจะอยู่ตรงไหนก็เป็นแข็ง เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ทั้งหมดเป็นอนัตตาไม่ใช่เราเลย ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรเหลือที่จะเป็นเราอีกต่อไป นี่เพียงไม่กี่คำ แต่ ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงมากเพียงใด
อ.วิชัย ดังนั้นเพียงเริ่มที่จะรู้ว่ามีธรรมแต่ละอย่าง แต่ความเข้าใจที่ค่อยๆ ฟังแล้วไตร่ตรองพิจารณาเช่นนี้จะเป็นสังขารขันธ์ เกื้อกูลให้มีการน้อมไปที่จะเข้าใจความเป็นธรรมจริงๆ
ท่านอาจารย์ มีคำใหม่เพิ่มขึ้นมาแล้ว รู้หรือไม่ว่าคำอะไร ผ่านหูไปแล้ว ดับไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย เป็นอย่างนี้ทุกขณะในสังสารวัฏฏ์ มีเพียงหนึ่ง ไม่ซ้ำกันด้วย เพียงมีปัจจัยเกิดและดับไปเหมือนไฟไม่เหลือเลย คำใหม่ที่ได้ยินวันนี้คือ สังขารขันธ์ คุณวิชัยพูดอีกครั้ง
อ.วิชัย ความเข้าใจที่ค่อยๆ ฟังแล้วไตร่ตรองพิจารณาเช่นนี้จะเป็นสังขารขันธ์
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าได้ยินแล้ว ขณะที่ได้ยินได้ฟังค่อยๆ เข้าใจ ความเข้าใจนั้นก็จะเป็นสังขารขันธ์ ใหม่เอี่ยมเลยคำนี้ ได้ยินเพียงเเค่ธรรม จิต เจตสิก รูป แต่คำว่าขันธ์ก็ไม่ใช่อื่นจากจิต เจตสิก รูป ซึ่งทรงพระมหากรุณาอธิบายเพื่อให้เห็นความหลากหลายเพิ่มขึ้น
คำว่าขันธ์ ขันธะ หรือขันดะในภาษาบาลี หมายความถึงสิ่งที่มี เกิดแล้วดับ ทั้งหมดหลากหลายมาก เกิดแล้วเป็นประเภทที่เลวก็มี ประณีตก็มี เป็นกุศลก็ประณีต เป็นอกุศลก็เลว ใช่หรือไม่ หยาบก็มี ละเอียดก็มี ดับแล้วเป็นอดีต ยังไม่เกิดเป็นอนาคต ปรากฏขณะนี้เป็นปัจจุบัน
แสดงให้เห็นว่า ขันธ์แต่ละหนึ่งเป็นหนึ่งเดียวไม่กลับมาอีกเลย เกิดแล้วดับไป เป็นอย่างไรเราอยู่ไหน ค่อยๆ เห็นหรือไม่ว่ามีประโยชน์อะไร เพียงแค่เกิดมาแล้วดับไป เกิดมาแล้วดับไป ไม่สิ้นสุดด้วย ต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไปเป็นสังสารวัฏฏ์ จนกว่าจะดับสังสารวัฏฏ์ เห็นความสงบอย่างยิ่ง คือไม่ต้องเกิดเสียเลยนั่นเอง ไม่ต้องเกิดดับๆ ๆ ต่อไปอีก โดยที่ไม่ใช่เราด้วย ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เกิดดับทั้งหมด จิตเกิดดับหรือไม่ เป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง เกิดดับ เป็นขันธ์
ท่านอาจารย์ เป็น จิตที่เกิดแล้วดับไปเป็นอดีต ไม่กลับมาอีกเลย จิตที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด แต่เมื่อเกิดเมื่อใดเป็นปัจจุบันเมื่อนั้น
เพราะฉะนั้น ขันธ์คือสิ่งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เดี๋ยวนี้เอง เข้าใจจิตละเอียดขึ้นว่า หนึ่งที่เป็นอดีตไม่ใช่เดี๋ยวนี้ที่เป็นปัจจุบัน และอนาคตที่ยังไม่เกิด ต่อเมื่อใดเกิดขณะนั้นเป็นปัจจุบัน ดังนั้นไม่มีเราเลย เจตสิกเป็นขันธ์หรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320
