ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๗๐

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี

    วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมว่า จะเป็นบุคคลใดจะสนใจหรือไม่สนใจก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ในสมัยที่ท่านพระสารีบุตรเป็นอุปติสสมานพ ถ้าท่านไม่ได้ฟังธรรมจากท่านพระอัสสชิ ท่านไม่สามารถที่จะรู้ธรรมได้เลย อย่างเช่นที่ท่านพระอัสสชิแสดงแก่อุปติสสมาณพก็คือ ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้ เมื่อได้ฟังคำอย่างนี้ ความเป็นอนัตตาของธรรม คือสามารถที่จะให้ท่านอุปติสสมาณพ ได้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมแสดงว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่มีค่าที่จะประกาศเปิดเผย

    ท่านอาจารย์ แล้วคนที่ไม่เคยฟังธรรมเลย จะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดได้หรือไม่ ที่กล่าวมาแล้ว ทบทวนอีกกี่ร้อยครั้งพันครั้ง ถ้าไม่เคยสะสมมาที่จะเข้าใจทีละคำ ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้เลย เช่น ธรรม ถ้าเราไม่ใช้คำภาษาบาลีเลย เราก็บอกว่าเรากำลังฟังของผู้ที่รู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรตามความเป็นจริง สนใจหรือไม่ คนไม่สนใจมีมาก แต่คนที่สนใจเดี๋ยวนี้มีอะไรที่เป็นสิ่งที่มีจริง และความจริงของสิ่งที่มีจริงคืออะไร เพราะฉะนั้นก็บังคับบัญชาใครไม่ได้ ชักชวนใครไม่ได้ เพียงแต่ว่ากล่าวคำจริงเพื่อคนที่สะสมมาแล้วจะมีโอกาสได้เข้าใจ เช่นท่านพระสารีบุตรเป็นต้น แต่ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งอย่างยิ่ง ประมาณไม่ได้เลยว่า ฟังแค่นี้ แต่ความลึกซึ้งจะลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพียงใด เหมือนเห็นมหาสมุทร กว้างใหญ่ไพศาลลึกหรือตื้น ลึกเพียงใด ไม่รู้ใช่หรือไม่ เพียงเห็นจะรู้ได้อย่างไรว่าลึกเพียงใด ต่อเมื่อได้หยั่งลงไปจึงสามารถที่จะรู้ความลึกซึ้งนั้นได้

    เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน เพียงได้ยินไม่รู้ถึงความลึกซึ้งเลย แต่ถ้าฟังต่อไปฟังต่อไป ความลึกซึ้งนั้นสุดที่จะประมาณได้ เพราะเดี๋ยวนี้จากไม่มีก็มี เสียงยังไม่เกิดก็ไม่มี เกิดแล้วก็หมดไป ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่เกิดแล้วไม่ดับไป และไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ด้วย ทุกคนกำลังนั่งอยู่ที่นี่ เห็นแล้ว ไม่มีใครไปทำ ได้ยินแล้วก็ไม่มีใครไปทำ คิดแล้วก็ไม่มีใครไปทำ ทุกอย่างมีแต่ไม่รู้ความจริงว่าเกิดจากเหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิด ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าเหตุอะไรที่ทำให้ตาเกิดขึ้น เหตุอะไรที่มีสิ่งที่กระทบตา ไม่ให้มีสิ่งนั้นได้ไหม กำลังเห็นแท้ๆ บอกว่าไม่ให้มีสิ่งที่กระทบตา เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นตาก็ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ซึ่งกว่าจะรู้ว่าแต่ละหนึ่งเกิดได้เพราะปัจจัยอะไรบ้าง ไม่ใช่ปัจจัยเดียวเลย ปัจจัยหมายความว่าสิ่งที่สนับสนุนเกื้อกูลให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดที่มีต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น

    เพียงแค่ไม่กี่คำ บางคนฟังแล้วหนักมาก แต่ถ้าเข้าใจก็รู้เลยว่าเราไม่รู้เลย ว่าตาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือว่าสิ่งที่กระทบตา มี ไม่ให้มีก็ไม่ได้ แต่อยู่ไหนและเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วก็ไม่ใช่มีแค่ตากับสิ่งที่ปรากฏ ยังมีเห็นอีก เห็นก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วเห็นเป็นอะไร เกิดขึ้นเห็น ปฏิเสธไม่ได้เลย เป็นอะไรได้ นอกจากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเห็น เพียงเท่านี้ ฟังอย่างนี้ก็จะค่อยๆ รู้ว่า ที่เข้าใจว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างหรือว่ามีเรา ความจริงก็คือแต่ละหนึ่งเกิด มีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับตลอดเวลา ทุกภพชาติไม่เหลือเลย

    ตอนเกิดเป็นเราหรือไม่ รู้หรือไม่ชื่ออะไร ใครตั้งชื่อไว้ก่อนหรือยังไม่ได้ตั้งชื่อ เกิดมาตั้งหลายวันถึงจะตั้งชื่อได้ ก็ทั้งหมดเป็นความจริงว่าแม้ไม่มีชื่อเลย ก็มีสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละอย่างๆ เรียกชื่ออะไรก็ได้ ตามแต่ละภาษา แต่ก็เปลี่ยนความจริงของสิ่งที่มีให้เป็นอื่นไม่ได้เลย จะเรียกว่าเห็น เดี๋ยวนี้เห็น ใช้ภาษาอื่น อาจจะใช้คำว่า seeing หรืออะไรก็ได้ ก็หมายความถึงเห็น เพราะฉะนั้นเห็นจะเปลี่ยนคำเรียกอะไรได้หมดเลยทุกภาษา แต่เปลี่ยนเห็นไม่ได้ เพราะว่าเห็นเกิดขึ้นมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นแล้วหมดไป

    นี่คือสิ่งซึ่งซ่อนปิดบังไว้ไม่มีใครรู้ความจริงเลย จนกว่าจะมีผู้ที่ตรัสรู้และแสดงความจริงนี้ ให้ค่อยๆ พิจารณาว่าเคยได้ยินไหมว่า เห็นเกิด แล้ว เห็น แล้วก็ดับไป เคยได้ยินไหมว่า ได้ยิน เกิดได้ยิน แล้วก็ดับไป เคยได้ยินไหมว่าคิดเกิด แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย จะพ้นจากเห็นได้ไหม พ้นจากได้ยิน พ้นจากได้กลิ่น พ้นจากลิ้มรส พ้นจากการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย พ้นจากคิดนึกได้ไหม ไม่ต้องถามใครเลย เดี๋ยวนี้กำลังมีก็ไม่รู้ จนกว่าจะบอกทีละหนึ่ง เห็นมีไหม เห็นไหม เห็นกำลังเห็น ได้ยินมีหรือไม่ ได้ยินก็มี คิดมีหรือไม่ คิดก็มี

    ทั้งหมดเกิดแล้วก็ดับไปแต่ละหนึ่งทีละหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นฟังแล้วเข้าใจ ไม่เกิดโทษใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับทำให้รู้ความจริงยิ่งขึ้นว่าแท้ที่จริงสิ่งที่มีทั้งหมด ถ้าไม่มีปัจจัยสิ่งที่จะอนุเคราะห์ ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนให้เกิด ก็เกิดไม่ได้เลย ดังนั้นที่ว่าเป็นเราตั้งแต่เกิดถึงตายเลย เป็นอะไร เป็นเราจริงๆ หรือไม่ หรือว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป

    ถ้าสนใจแล้วมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นรู้หรือไม่ว่า วันหนึ่ง ฟังอย่างท่านพระสารีบุตรในขณะที่เป็นอุปติสสมาณพ สามารถรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏคือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ต้องมาจากการฟังนานเท่าไรก็ไม่เป็นไร เพราะว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ห้ามคิดไม่ได้เลย ห้ามความสนใจไม่สนใจก็ไม่ได้ ทั้งหมดเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะสิ่งนั้นจึงใช้คำว่าธรรม หมายความว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเป็นเราหรือเป็นธรรม

    เวลาฟังถ้ามีการคิดการไตร่ตรองไปด้วย ก็จะทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้น เดี๋ยวนี้เป็นเราหรือเป็นธรรม เป็นดอกไม้หรือว่าเป็นธรรม เป็นโต๊ะหรือว่าเป็นธรรม เพราะถ้ารู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงเมื่อเห็น แต่ถ้าไม่เห็นไม่ปรากฏว่ามี แค่หลับตาหายไปไหนหมด กี่คนในห้องนี้ ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ไม่มีเหลือเลย เพียงแค่หลับตา ถ้าไตร่ตรอง เห็นอะไรแน่ เห็นหรือไม่ว่า เคยตอบว่าเห็นคน เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ หลับตาแล้วไม่มี

    เพราะฉะนั้น เห็นอะไรแน่ ถ้าไม่ได้ฟังคำก็ไม่รู้เลย เห็นสิ่งที่สามารถกระทบตา เพราะว่าถ้าไม่มีตา เห็นเกิดไม่ได้ แม้ว่ามีสิ่งที่กระทบตาที่อื่น แต่ถ้าที่ใดไม่มีจักขุปสาท จะไม่มีอะไรกระทบ และธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นก็มีไม่ได้ อย่างเช่น ต้นไม้ไม่เห็น ต้นไม้ไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ ต้นไม้ไม่ได้ยิน เพราะไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับเสียง เพราะฉะนั้นต้นไม้เป็นธรรมหรือไม่

    ทุกอย่างที่มีจริง เราจะไม่ใช้คำว่าธรรม แต่เราใช้คำว่ามีจริง เพราะฉะนั้นมีต้นไม้ แต่ความจริงของต้นไม้คืออะไร มีคน เราคิดว่ามีคน แต่ความจริงที่ว่าเป็นคนนั่น เป็นอะไร สำหรับคนที่ฟังเข้าใจแล้ว ลืมหรือไม่ว่าทั้งหมดเป็นธรรม ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ที่ได้ยินเมื่อสักครู่นี้ก็จริง ความรู้สึกจะเป็นความรู้สึกประเภทใด ก็เป็นขันธ์ที่เรากล่าวถึงเมื่อวานนี้ ในบรรดาของธรรมทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงที่เป็นปรมัตถธรรม มีจิต ๑ เจตสิก ๑ รูป ๑ นิพพาน ๑ ปรมัตถธรรม สรุปแล้วมีเพียง ๔ จะหลากหลายมากมายสักเท่าไรก็ไม่พ้นจากจิตประเภทต่างๆ ไม่พ้นจากเจตสิก และก็ไม่พ้นจากรูปต่างๆ และนิพพานก็คือว่าไม่ใช่จิตไม่ใช่เจตสิกไม่ใช่รูป สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น ต้องเป็นหนึ่ง คือจิตเป็นจิต เจตสิกแต่ละหนึ่งเป็นเจตสิกแต่ละหนึ่ง รูปแต่ละรูปก็เป็นรูป จะเป็นธาตุรู้ไม่ได้เลย ส่วนนิพพานนั้นไม่ใช่จิต เจตสิก รูป

    ดังนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งที่ปรากฏ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ทั้งหมดมีแล้วหมดไปใช่ไหม สิ่งเมื่อสักครู่นี้หมดแล้ว แต่ว่าถ้าเราไม่เข้าใจก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ด้วยความไม่รู้ ก็มีความเป็นตัวตนเป็นเรา จนกว่าจะได้ฟังธรรมแล้ว ก็ยังไม่หมดความเป็นเรา เพราะเหตุว่าเพียงฟังไม่สามารถที่จะละกิเลส ที่สะสมมามากมายมหาศาลได้ แต่มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าปัญญารู้ได้อย่างที่ได้ฟัง แต่ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง ความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ค่อยๆ ละความไม่รู้ ซึ่งปิดบังสภาพธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ จนกว่าพร้อมด้วยความรู้ที่สะสมมา ถึงเวลาได้ยินคำอย่างท่านพระสารีบุตร ประจักษ์แจ้งความจริง ท่านต้องได้ฟังความจริงอย่างนี้มานานแสนนาน เพราะว่าท่านสะสมบารมีที่เป็นอัครสาวกเท่าไร

    อ.วิชัย หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์

    ท่านอาจารย์ กัปป์ไม่ใช่วัน ไม่ใช่เดือน ไม่ใช่ปี แล้วไม่ใช่หนึ่งกัปป์ แล้วไม่ใช่แสนกัปป์ หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ เพราะฉะนั้นทุกคำที่ได้ยินเข้าใจขึ้น แล้วเข้าใจขึ้น ความเข้าใจนั้นเองจะค่อยๆ เพิ่มความมั่นคงว่าธรรมแต่ละหนึ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นธรรมจริงๆ เช่น แข็ง ทุกคนกระทบสัมผัสแข็ง ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ความเข้าใจแข็งที่ได้ฟังแล้วว่า แข็งมีจริง แข็งเกิดดับ มีหรือไม่ ยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้อย่างนั้น

    ถ้าถามเด็ก เด็กก็บอกว่าแข็ง ทุกคนก็รู้ว่าแข็ง แต่แข็งเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะได้ฟังว่า ขณะที่แข็งปรากฏอย่างอื่นไม่มี เพราะเหตุว่าธาตุรู้ขณะนั้น รู้เฉพาะแข็งที่ปรากฏเท่านั้น เพราะฉะนั้น ธาตุรู้เกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้

    เมื่อวานนี้มีคำที่เราได้ยินได้ฟังหลายคำ ไม่ทราบเก็บตกมาได้คำไหนบ้าง ที่ยังไม่ได้พูดถึง มีคำหนึ่ง บัญญัติ มีคนพูดหรือเปล่าเมื่อวานนี้ แต่ว่าเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าว่าบัญญัติคืออะไร เห็นหรือไม่ว่าเราพูดคำที่เราไม่รู้จักมากมาย แต่ว่าถ้าเข้าใจจริงๆ ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่ต้องมีจิตเกิดขึ้น ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้นจะได้ยินคำว่าบัญญัติหรือไม่ ก็ไม่ได้ยินใช่หรือไม่ ได้ยินแล้วรู้หรือไม่ ไม่รู้ โมหเจตสิกก็เกิดขึ้นทำกิจไม่รู้ ไม่ใช่เราเลย

    เราจะใช้คำว่า อวิชชา ก็คือไม่รู้ จะใช้คำว่าโมหะก็คือไม่รู้ มืดมนไปหมด เหมือนความมืดซึ่งในความมืดไม่มีอะไรปรากฏ เดี๋ยวนี้ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงว่าจิตอะไรบ้าง เราจะรู้ไหมว่าเห็นหนึ่งขณะดับแล้วไม่ใช่เรา ได้ยินหนึ่งขณะเกิดขึ้นรู้เสียงดับแล้ว คิดเกิดขึ้นทั้งหมดเป็นไปเหมือนกับสิ่งที่อยู่ใต้มหาสมุทร ยังไม่เปิดเผยออกมาเลยว่ามีอะไรอยู่ใต้นั้นบ้าง จนกว่าปัญญาสามารถที่จะแทงตลอด สิ่งที่มีตามปกติแล้วก็ไม่ใช่เราด้วย มั่นคงว่าปัญญาสามารถรู้ได้ มิฉะนั้นจะไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และจะไม่มีพระอริยสาวก ก่อนที่ท่านจะถึงความเป็นพระอัครสาวก หนึ่งอสงไขยแสนกัป กัปหนึ่งก็อย่าประมาณเลย ภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งกว่าจะหมดไปได้ และสูงกว้างเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่แค่รู้ว่านานแสนนานที่ไม่รู้มา

    ดังนั้นจะรู้ได้ว่าถ้าเราไม่เคยสนใจธรรมเลยนานแสนนาน ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจะไม่ทำให้เราได้ฟังอีก แต่จากการที่เรามีโอกาสได้ยินได้ฟังก็เพราะเคยได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นคำที่เคยได้ยินได้ฟัง สัญญาเจตสิกจำ เมื่อได้ยินอีกก็ระลึกได้ ธรรมควรที่จะเข้าใจเพราะเหตุว่าได้ยินคำนี้มาแล้ว ถ้าใครยังไม่รู้ว่าธรรมคืออะไรเลยก็ไม่สนใจเลย และถ้าบอกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงก็ไม่สนใจอีก ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย 

    ใครก็ตามที่เป็นผู้ตรงสัจจบารมี เพียงได้ฟังไม่พอต้องเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มี สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อย่างเร็วมากเลย เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะเกิดแล้วดับใครจะรู้ได้ เจตสิก ๗ ประเภทที่เกิดกับจิตหนึ่งขณะนั้นดับพร้อมจิตใครจะรู้ได้ หนึ่งจิตกับ ๗ เจตสิกใครจะรู้ได้ นี่คือหนึ่งขณะของเห็น หนึ่งขณะของได้ยิน ถ้าเป็นจิตก่อนนั้นหรือต่อจากนั้น เจตสิกเกิดกับจิตมากกว่านั้น ใครรู้ ใครไปบังคับ ใครไปทำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดเผยสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้ ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ค่อยๆ สะสมไปที่จะเข้าใจขึ้นว่าไม่มีเรา เพราะว่าถ้าไม่ประจักษ์แจ้งจริงๆ จะหมดความสงสัยหรือไม่ ถ้าไม่ประจักษ์แจ้งเห็นเดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดแล้วดับจริงๆ จะหมดการยึดถือว่าเห็นเป็นเราหรือไม่ ก็ไม่ได้

    ปัญญามีหลายขั้น แต่ต้องไม่ลืมคำแรก ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ปัญญาก็เป็นอนัตตา ใครจะไปทำให้ปัญญาเกิดได้ เพราะฉะนั้นไม่มีหนทางอื่นเลย หนทางเดียวเดี๋ยวนี้เข้าใจธรรมเพราะอะไร เพราะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาที่จะเพิ่มขึ้นๆ อีกในสังสารวัฏฏ์ ก็เพราะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรไม่มีตัวตนที่จะไปทำได้ แต่คำของพระองค์น่าอัศจรรย์ สามารถทำให้รู้ว่าไม่มีเรา แต่ว่าเป็นธรรมทั้งหมด และธรรมทั้งหมดจะเกิดได้ เช่น ความเข้าใจเบื้องต้นมาจากการฟังคำ ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใครจะรู้ แต่ไม่พอ ฟังแล้วเข้าใจขั้นปริยัติ ใช้ได้คำนี้ตลอด ที่ยังไม่ใช่อีกระดับหนึ่ง คือเข้าใจคำที่ได้ฟัง เช่น เห็นขณะนี้เกิดดับ ได้ยินเกิดดับ ได้ยินกี่ครั้งแล้ว บางคน ๕ ปี ๑๐ ปี บางคน ๒๐ ปี ๓๐ ปี

    อดทนหรือไม่ ขันติบารมีที่จะรู้ว่าไม่รู้มาแสนโกฏกัปป์ เมื่อได้ยินกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งไม่รู้ตัวเลย เหมือนจับด้ามมีด จับทุกวันสึกหรือยัง ตายแล้วยังไม่สึก แต่จับไปอีกจับไปอีกทุกชาติ แล้วด้ามมีดอยู่ไหน เห็นเดี๋ยวนี้ จะต้องรู้ว่าไม่ใช่เรา ด้ามมีดอยู่ที่ทุกสิ่งซึ่งมีและถูกปกปิดไว้ โดยไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วลักษณะจริงๆ ก็คือสิ่งซึ่งเกิดมีจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรมและเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น ถ้าใครเห็นคุณของพระธรรมก็จะไม่ทำอย่างอื่นเลย แต่รู้ว่าฟังแล้วเข้าใจขึ้น ฟังแล้วเข้าใจขึ้น เหมือนจับด้ามมีดใช่หรือไม่ ไม่ปรากฏรอยนิ้วมือ แต่ว่าเมื่อสามารถที่จะเป็นรอยนิ้วมือปรากฏ ก็รู้ได้ว่า เพราะอาศัยความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง ไม่ใช่เราไปคิดเอง 

    มาถึงคำว่า บัญญัติในภาษาไทย มาจากคำว่าปัญญัตติในภาษาบาลี ถ้าไม่มีธรรมจะมีอะไรหรือไม่ ถามให้คิด ไม่บอก เพราะว่าถ้าบอกก็แค่จำแล้วก็ลืม แต่ถ้าคิดเองไตร่ตรอง ก็จะเป็นการที่พิจารณาแล้วใคร่ครวญแล้ว รู้แล้วว่าจริงจึงตอบตามที่คิดว่าจริง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีธรรมเกิดขึ้น อะไรอะไรก็ไม่มี แต่มีจิตใช่หรือไม่ธาตุรู้เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เร็วสุดที่จะประมาณได้ จิตขณะแรกที่เกิดในชาตินี้มีหรือไม่ มีขณะเดียว ขณะเดียวคิดดูเร็วเพียงใด และทรงแสดงให้รู้ความจริงว่าแม้ขณะเดียวที่รู้ยาก แต่จิตนี้ต่างกับจิตอื่น เป็นผลของกรรมจริง แต่ว่าเป็นผลของกรรมที่ต้องเกิดต่อจากจุติจิตของชาติก่อน

    จุติ หมายความว่าเคลื่อนพ้นความเป็นสภาพบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้จุติจิตเกิดหรือยัง ยัง เพราะยังเป็นคนนี้อยู่ แต่ถึงเวลาที่จะพ้นจากความเป็นบุคคลนี้ เงินทองสมบัติมหาศาลขอซื้อสักหน่อยหนึ่งต่อไปอีกได้หรือไม่ ไม่ได้เลย อ้อนวอนกราบไหว้ บูชาสรรเสริญใครต่อใคร ขอให้อยู่ต่อไปอีกสักหนึ่งขณะจิตได้หรือไม่ ไม่ได้ นี่คือธรรมที่เป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้นขณะจิตสุดท้ายยังไม่เกิด แต่ต้องเกิดแน่ แต่เมื่อจิตขณะสุดท้ายดับไปก็เหมือนเดี๋ยวนี้ จิตดับก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ จิตขณะต่อไปก็เกิดไม่ได้ โดยจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะพร้อมเจตสิก เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เมื่อดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่การดับของจิตนั่นเองเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าเหตุที่จะทำให้จิตนั้นเกิดพร้อมที่จะให้เป็นจิตประเภทไหน

    กรรมที่ทำไว้ในแต่ละภพแต่ละชาติมากมายประมาณไม่ได้เลย กรรมใดที่ทำให้เราเกิดเป็นคนนี้ ใครรู้ ไม่รู้เลยแต่เกิดแล้ว เพราะกรรมหนึ่งได้กระทำแล้วเป็นคนอื่นไม่ได้เลย เป็นคนนี้เอง ตั้งแต่เกิดและจะเป็นคนนี้ต่อไปจนกว่ากรรมนั้นจะสิ้นสุด โดยทำให้จุติจิต คือจิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จากนั้นไปแล้วเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้ แต่มีกรรมที่พร้อมที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้ทำแล้ว นานแสนนานและใครก็ไม่รู้ว่ากรรมใด แต่กรรมนั้นมีกำลังพร้อมที่จะเกิดต่อจากจุติจิตของชาติก่อนก็เกิด 

    เกิดเป็นอะไรบ้าง เป็นคนก็มี เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นสัตว์ เป็นนก เป็นงู เป็นปลา สารพัดอย่าง งูอยากเกิดเป็นงูหรือไม่ นกอยากเกิดเป็นนกหรือไม่ แต่หารู้ไม่ว่าทันทีที่เกิดก็ยินดีในความเป็นแล้ว ไม่ว่าจะภพไหนทั้งสิ้น ทันทีที่จุติจิตดับลง เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่ง ทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น เป็นจิตเจตสิกที่เป็นผลของกรรม ตั้งนานแล้วที่ทำแล้ว แต่ก็ยังมีกำลังที่จะทำให้ผลคือจิตและเจตสิกเกิดขึ้น สืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เป็นบุคคลนั้นในชาตินี้พร้อมกับรูป

    เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากอุตุก็มี รูปที่เกิดจากอาหารก็มี ใครรู้ กว่าจะไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมดเลย ด้วยเหตุนี้จิตเกิดดับไหม เร็วไหม สุดที่จะประมาณได้หรือไม่ ประมาณไม่ได้เลย สืบต่อ เมื่อจิตเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ สีสันวัณณะต่างๆ หลากหลายมากเลย สีที่เป็นผมก็มี สีที่เป็นคิ้วก็มี สีที่เป็นตาก็มี ทั้งหมดเลยหลากหลายมาก เพราะจิตรู้ทีละหนึ่งเพียงหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อทำให้ปรากฏเป็นนิมิตตะ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    11 มี.ค. 2569