ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๓

    สนทนาธรรม ที่ ราชกรีฑาสโมสร

    วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.จักรกฤษณ์ ชาวพุทธในปัจจุบันควรที่จะเข้าใจพระพุทธศาสนาเริ่มต้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องเริ่มต้นด้วยการฟังพระธรรม เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรม ถ้าพระองค์ไม่ตรัส เราก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าเพราะพระองค์ได้ตรัสคำซึ่งใครๆ ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ชาวพุทธเราไม่ค่อยคิดถึงการที่จะเข้าใจธรรม เราคิดถึงประโยชน์ตน มีอะไรก็ตามที่จะเป็นประโยชน์ตน จะกราบไหว้ภูเขา จะขออะไรก็ตาม หรือมีผ้ายันต์อะไรต่างๆ เราคิดว่าสิ่งนั้นจะนำประโยชน์มาให้คือ คิดถึงประโยชน์ตนแต่ไม่รู้ว่า ตนคืออะไร

    เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้แต่ละคนซึ่งไม่รู้จักตัวเองเลย เริ่มรู้จักจริงๆ ว่าแท้ที่จริงมีตน หรือมีเราหรือไม่ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง ผู้ที่ต้องการเข้าใจพระธรรมและได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิฉะนั้นก็คิดกันเอง แต่ความจริงคิดอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เท่ากับฟังคำของพระองค์เข้าใจเมื่อไร รู้จักพระองค์เมื่อนั้น เพราะแต่ละคำกล่าวถึงสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน

    มีคนนั่งอยู่ที่นี่หลายคน รู้จักคนอื่น รู้จักตัวเองหรือไม่ ถ้ารู้จักตัวเองก็ไม่ต่างกับคนอื่นเลย เพราะเหตุว่าต้องมีสิ่งที่มีจริง เช่น เห็น ไม่ใช่ตัวเราเห็นเท่านั้น คนอื่นก็เห็น ใครๆ ก็เห็น แต่ไม่เคยสนใจ แต่เหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่ควรรู้ยิ่งคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะถ้ามีแต่รูป รูปไม่รู้อะไรเลย ใครจะไปทุบตีให้รูปเจ็บ รูปก็ไม่เจ็บ เจ็บเป็นเจ็บ ต้องแยกอย่างละเอียดซึ่งเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ทุกชาตินานแสนนาน

    ดังนั้นการฟังพระธรรม สำหรับผู้ที่ได้สะสมการเห็นประโยชน์ที่จะมีปัญญาความเห็นถูกต้อง ในสิ่งซึ่งคนอื่นคิดไม่ถึงว่าจะเป็นประโยชน์เช่นนี้ เช่น แต่ละคนคิดอะไรไว้ก่อนว่าวันนี้จะทำอะไร ใช่หรือไม่ คงจะมีใช้คำว่าโครงการหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นใคร แต่ว่าคิดสั้นหรือไม่ เพียงแค่เรื่องที่จะทำใกล้หรือไกลก็ตาม บางคนก็มีโครงการระยะสั้น บางคนก็ถึง ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ของประเทศก็คิดว่าวันนี้จะนำประเทศไปอย่างไร แล้วอีกสัก ๕ ปีประเทศจะเป็นอย่างไร มีใครคิดหรือไม่ว่าถึงจะวางโครงการอะไรไว้ แต่ใครจะรู้ว่าจะอยู่ถึงวันนั้นหรือไม่

    เพราะฉะนั้น โครงการที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ภายนอก แต่รู้จักตนเอง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะทำให้ใครรู้จักใครได้เลยทั้งสิ้น นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทำให้เข้าใจในสิ่งที่มีมากขึ้นๆ ซึ่งใช้คำว่าธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ กำลังมี ขึ้นอยู่กับว่าใครรู้จักธรรมหรือไม่ ใครเข้าใจธรรมเพียงใด

    ทั้งหมดในภาษาบาลีจะใช้คำว่าธรรม แต่ภาษาไทยเราคือสิ่งที่มีจริง ง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่ไม่เคยสนใจว่า ขณะนี้อะไรจริง เพราะไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ฟังแล้วก็คิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร ตรัสรู้เห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินที่กำลังได้ยิน คิดที่กำลังคิด แล้วมีประโยชน์อะไร รู้อย่างอื่น คิดเรื่องอื่น จะทำอย่างอื่นดีกว่า หรือว่ารู้จักตัวเองดีกว่า เพราะเหตุว่าทุกคนต้องจากโลกนี้ไป บางคนจากโลกนี้ไปโดยไม่รู้จักตัวเองเลย เกิดมาแล้วทุกวันก็เปลี่ยนไป มีหลับกับตื่น หลับก็ไม่มีอะไรปรากฏเลย เมื่อตื่นก็แล้วแต่ว่าจะเห็น หรือว่าจะตื่นเพราะเสียงที่ได้ยิน หรือจะตื่นเพราะคิด แต่ก็หมดไปแล้ว เมื่อเช้านี้ก็หมดไปแล้ว ใกล้ที่จะหมดวันนี้ พรุ่งนี้ก็เหมือนเดิมคือ ตื่นมาก็เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ไม่รู้ความจริงว่า ต้องเป็นเช่นนี้จนกว่าจะจากโลกนี้ไป

    จริงๆ แล้วมีสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งคือ สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา จนกระทั่งสามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เพียงคำเดียว แต่ว่าความเข้าใจจะต้องมั่นคงขึ้น เพราะเหตุว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงและเป็นอนัตตา เพียงเท่านี้ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจได้ ต้องฟังอีกๆ ดีหรือไม่รู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น รู้จักทุกสิ่ง และรู้จักโลกไม่ว่าจะกี่โลกก็ตาม นี่คือประโยชน์จากการฟังเพื่อมีความเข้าใจถูก เมื่อเกิดมาแล้วมีอะไรและก็จากโลกนี้ไป แต่ว่ามีความเข้าใจหรือไม่

    อ.จักรกฤษณ์ ก็มีความละเอียดลึกซึ้งมาก มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวตั้งแต่แรกคือ เราศึกษาเรื่องราวต่างๆ แม้แต่พระพุทธศาสนาก็เพื่อประโยชน์ตน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทั้งหมดที่มาอยู่ในพระพุทธศาสนาประสงค์และคาดหวังเช่นนั้น เริ่มต้นจากประโยชน์ของตนก็พยายามที่จะพิจารณาว่า ศึกษา หรือประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อจะได้ประโยชน์ตนได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ตนก็อยู่ตรงนี้ แต่ว่ารู้จักตนหรือไม่ หวังดีต่อใครที่สุดก็คือตัวเอง หวังทุกอย่างให้ตัวเองมีความสุขจากสิ่งที่ปรากฏ เห็นรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่ออำนวยสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยความติดข้องเท่านั้นเอง แต่ว่าวันหนึ่งๆ ก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ มีโกรธ มีขยัน มีมานะด้วย มีทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งผ่านไปเร็วมาก ถ้าขณะนั้นไม่ปรากฏไม่รู้ เช่น เดี๋ยวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วผ่านไปดับไป โดยไม่รู้เลยทั้งๆ ที่อยู่ตรงนี้ แสดงถึงพระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งมีเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งฟังไปกี่ภพกี่ชาติก็จะรู้ได้ว่า พระองค์ทรงตรัสรู้เพราะได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีคุณความดีต่างๆ ที่ขณะใดก็ตามที่จิตที่ดีเกิด ขณะนั้นจิตที่ไม่ดีเกิดไม่ได้

    เมื่อไม่ได้สะสมพอกพูนความไม่ดี แต่สะสมความดียิ่งขึ้น สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็เปิดเผยในการเกิดขึ้นและดับไป ดังนั้นต้องเคารพ และรู้ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ว่าต้องเข้าใจจริงๆ จนถึงที่สุดแต่ละคำ ไม่สับสน เพราะว่าทุกคำต้องสอดคล้องกัน

    ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่เป็นอัตตา คือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เรามองเห็นสิ่งที่ปรากฏ แต่หารู้ไม่ว่ามีอะไรอยู่ที่สิ่งที่ปรากฏซึ่งเราไม่รู้ เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้ากระทบสัมผัสเป็นแข็ง ถ้าชิมก็มีรสใช่หรือไม่ แต่ละหนึ่งๆ รวมกันประกอบกันขึ้นแล้วไม่ปรากฏตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เองเกิดแล้วดับ นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้เข้าใจเช่นนี้ เราก็เป็นเราทุกวัน ไปไหนก็เป็นเรา อยู่ที่นี่ก็เป็นเรา แต่ถ้าจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ พระองค์ตรัสว่าอย่างไร

    ก่อนอื่น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เคยคิดที่จะค้นหาหรือไม่ว่า สิ่งที่มีจริงคืออะไร อาจจะบอกว่านั่นเก้าอี้ ใครๆ ก็รู้ใช่หรือไม่ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็นเก้าอี้เหมือนกัน แต่พระองค์ประจักษ์แจ้งความจริงของทุกอย่างที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี่คือความต่างกัน เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาของพระองค์ต้องรู้สิ่งที่เราไม่รู้ และการที่จะรู้ว่าพระองค์ทรงรู้อะไรก็คือ ฟังคำของพระองค์

    อ.จักรกฤษณ์ ธรรมจริงๆ มีความหมายอย่างไร เพราะส่วนใหญ่เราก็เคยได้ยินคำว่าธรรม มีหลายความหมายทีเดียว แต่ว่าธรรมที่สำคัญที่สุดนั้นคืออะไร

    อ.คำปั่น ก็เป็นคำที่ได้ยินได้ฟังทั้งหมด ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังก็เพื่อความเข้าใจความเป็นจริง แม้แต่คำแรกที่ได้ยินได้ฟังคือคำว่าธรรม ก่อนศึกษาธรรมคงจะได้ยินคำนี้มาบ้าง แต่ไม่มีทางที่จะเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ จนกว่าจะมีโอกาสได้ฟังคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

    คำว่าธรรม หมายถึงสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า สิ่งที่มีจริงนั้นคืออะไรบ้าง ไม่พ้นจากขณะนี้เลย ไม่ว่าจะอยู่ที่ตัวของตัวเอง หรือว่าอยู่ที่บุคคลอื่น ก็คือสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง

    เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง โกรธมีจริง ความไม่รู้มีจริง ความเข้าใจถูกมีจริง เป็นต้น ทั้งหมดคือสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม แต่จะเข้าใจความเป็นจริงของธรรมได้ต้องอาศัยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำที่กล่าวถึงก็คือธรรมด้วย เพราะว่าเป็นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งมาจากการทรงตรัสรู้ความจริง คือทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรมนั่นเอง เพราะว่าบุคคลผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง มีคำจริงที่จะอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ให้ได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น ธรรมจึงไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน เพราะว่ามีจริงอยู่ทุกขณะในขณะนี้ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย แต่เพราะยังไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริงของธรรม จึงต้องอาศัยคำจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะเห็นได้เลยใช่หรือไม่ว่า ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ประโยชน์คืออะไร ได้เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ สะสมความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ ทุกครั้งที่ได้ฟังประโยชน์คือความเข้าใจที่ถูกต้อง แม้ว่าจะน้อยก็เป็นประโยชน์ เพราะว่าได้สะสมความเป็นผู้ตรง ความมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมว่า ธรรมคือขณะนี้ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน

    อ.จักรกฤษณ์ ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่าโครงการที่เราไม่เคยคิดเลยคือ โครงการที่จะรู้จักตัวเองจริงๆ ตามความเป็นจริง ตรงนี้ก็เชื่อมโยงมาถึงเรื่องของธรรม

    ท่านอาจารย์ โครงการสั้นหรือยาว

    อ.จักรกฤษณ์ โครงการนี้คงยังมองไม่เห็นว่าจะจบลงเมื่อไร

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่โครงการอะไร ใช่หรือไม่ โครงการเล็กๆ ก็สั้น ถ้าโครงการใหญ่ก็ยาว เพราะฉะนั้นแต่ละคน เพียงแค่พรุ่งนี้ก็เหมือนโครงการแล้วใช่หรือไม่ พรุ่งนี้จะทำอะไร ต่อไปอีก อาทิตย์หน้าจะทำอะไร เดือนหน้าจะทำอะไร ปีหน้าจะทำอะไร ไม่คิดถึงว่าชาติหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครคิดถึงโครงการที่จะต้องมีแน่นอนในวันหนึ่ง และไม่มีการรู้ด้วยว่าเมื่อไรเพราะทุกคนไม่คิดถึง คิดถึงแต่วันนี้บ้าง พรุ่งนี้บ้าง เดือนหน้าบ้าง ลืมคิดไปว่าคิดแล้วก็ต้องจากสิ่งที่คิดทั้งหมดเมื่อความตายมาถึง แล้วชาติหน้าจะเป็นอย่างไร ชาตินี้มีโครงการสำหรับชาติหน้าหรือยัง

    อ.จักรกฤษณ์ ถ้ายังไม่รู้จักชาตินี้ ชาติหน้าก็ไม่มีทางที่จะรู้จัก และไม่สามารถที่จะวางแผน วางโครงการได้

    ท่านอาจารย์ แต่ทุกคนก็พูดถึงเกิดแล้วตาย แล้วยังพูดอีกว่าตายแล้วจะไปเป็นอะไร ใช่หรือไม่ ที่พูดกันก็คือ มีเกิด มีตาย แล้วก็เกิดหลังจากตาย แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรทั้งหมด เพราะฉะนั้นขณะนี้ถ้าไม่รู้ ต่อไปก็ไม่รู้ โครงการทั้งหมดก็ด้วยความไม่รู้ เมื่อถึงชาติหน้าอีกก็ไม่รู้อีกก็เป็นเช่นนี้ แต่ถ้ามีการฟังธรรมจะเห็นได้ว่า ชีวิตในวันหนึ่งๆ ค่าของการเป็นอยู่มีชีวิตอยู่ที่ไหน อยู่ที่เห็นแล้วชอบ ได้สิ่งที่ชอบ อยู่ที่เสียง ได้ยินแล้วชอบก็หาเสียงมาเพื่อที่จะได้ชอบต่อไป อยู่เช่นนี้ด้วยการแสวงหาสิ่งซึ่งหารู้ไม่ว่า ไม่ต้องแสวงหาเลย มีปัจจัยที่จะเกิดโดยไม่รู้เลย อย่างเช่นคุณจักรกฤษณ์นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ใช่หรือไม่ว่า ไม่เห็นไม่ได้ ไม่ได้ยินไม่ได้ ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรเลยสักวัน ทุกขณะด้วยจะต้องมีขณะต่อไปซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย บางครั้งดี บางครั้งไม่ดี แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

    แต่เมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เกิดแล้วต้องเห็นแล้วก็ชอบ ไม่ชอบ สุข ทุกข์ ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส เท่านี้เอง เมื่อถึงกลางคืน วันนี้ก็หมดไปไม่เหลือเลย หลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏ ตื่นมาคิดใหม่ ก็เรื่องที่เคยคิดนั่นเอง ไม่พ้นไปได้เลย หาใช่ความรู้ความเข้าใจซึ่งสามารถที่จะสืบต่อในจิตไปจนถึงชาติต่อๆ ไปได้ เพราะเหตุว่าไม่มีใครรู้จักตัวเองว่า แท้ที่จริงสิ่งที่มีจริงที่เข้าใจว่าเป็นเรานั้นคืออะไร

    อ.จักรกฤษณ์ เรียนอาจารย์คำปั่นในภาษาบาลีมีคำคำนี้หรือไม่ แล้วมีความหมายที่น่าจะอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของความเป็นเรา ให้เข้าใจเบื้องต้นก่อนว่าเหตุใดเราถึงเข้าใจว่าเป็นเรา

    อ.คำปั่น เพราะว่ายังไม่มีความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมแต่ละหนึ่ง ที่กล่าวว่าเป็นตัวเรา เป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็คือ ความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมแต่ละหนึ่งๆ เท่านั้นเอง ที่เกิดขึ้นเป็นไปเพราะเหตุปัจจัย แต่เพราะว่ายังไม่มีปัญญาที่เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แล้วสะสมความไม่รู้มานานจึงยึดถือสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏนั้นว่า เป็นเรา เป็นตัวตน หรือว่าเป็นอัตตา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะว่ายังไม่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    การที่จะค่อยๆ ไถ่ถอนในความยึดถือตรงนี้ได้ เริ่มต้นก็คือ ได้ยินได้ฟังคำจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงซ้ำแล้วซ้ำอีกในความเป็นจริงของธรรม อย่างเช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น ทั้งหมดคือกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ที่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งโดยไม่ปะปนกันด้วย เมื่อกล่าวถึงธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่งก็ไม่ใช่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของของเรา ไม่ใช่บุคคลอื่น ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพราะเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ได้เริ่มสะสมความเข้าใจตั้งแต่ขั้นการฟังว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ฟังดูเหมือนไม่น่าสนใจ ไม่น่าตื่นเต้น เรื่องธรรมดา แต่ว่าถ้าพูดสักคำใหม่คำหนึ่งทั้งๆ ที่คือคำที่ได้พูดแล้ว ทุกคนจะสนใจกว่านี้ เช่น สัจธรรม เมื่อได้ยินเช่นนี้ชัดเลยว่ามีคำใหม่แล้วใช่หรือไม่ สัจธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ความจริงของสิ่งที่มีจริง ถ้าพูดภาษาไทยดูไม่น่าสนใจ แต่เมื่อพูดว่าสัจธรรม ทุกคนเริ่มตื่นตาตื่นใจว่า สัจธรรมคืออะไร ก็คือคำที่ได้กล่าวแล้วเมื่อสักครู่นี้เอง แต่ว่าเป็นภาษาไทย สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม

    สัจธรรมคือ ความจริงนี้เปลี่ยนไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคำนี้ได้เลย เพราะเหตุว่าธรรมเป็นธรรม ใครจะเปลี่ยนธรรมไม่ได้ ธรรมมาจากคำว่า ธาตุ ธา-ตุ หมายความถึงเป็นสิ่งซึ่งทรงไว้ซึ่งสภาวะหรือความเป็นสิ่งนั้น เสียงเป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น คิดเป็นคิด โกรธเป็นโกรธ แต่ละหนึ่งๆ ทั้งหมดเคยเป็นเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า แต่ละหนึ่งไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นเกิดไม่ได้ ถ้าเราเห็นสิ่งที่น่าพอใจมากแล้วจะให้โกรธไม่พอใจ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีสิ่งที่สนับสนุน ส่งเสริม อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ทุกขณะเดี๋ยวนี้เอง ลองพูดมาสักอย่าง ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ แต่ต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่อาศัยทำให้เกิดขึ้น ตอนนี้เข้าใจสัจธรรมแล้วใช่หรือไม่ ธรรมที่มีจริง และความจริงของธรรมที่มีจริงนั้นคืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสัจธรรมก็คือภาษาไทยที่พูดเมื่อสักครู่นี้เอง

    อ.จักรกฤษณ์ ชาวพุทธเราส่วนใหญ่จะได้ยินว่า มีสิ่งที่ทำให้พ้นทุกข์ได้เป็นอริยสัจจ์ อริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น ทำให้มีความสนใจตรงนี้เพิ่มขึ้น แต่แท้ที่จริงแล้วอริยสัจจธรรมกับสัจธรรมที่ท่านอาจารย์กล่าว ต่างกันหรือว่ามีความหมายอย่างไรที่จะต้องเข้าใจตรงนี้

    ท่านอาจารย์ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเปลี่ยนไม่ได้ ในสมุดหนังสือเรียนตอนต้นๆ ชั้นประถมหรือมัธยมจะมีคำว่า อริยสัจจะ แต่ใครจะรู้เรื่อง มีแต่ชื่อ พูดถึงชื่อได้หมดเลย ทุกขอริยสัจจะ ทุกขสมุทยอริยสัจจะ พูดไปจนจบแต่ไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พระธรรมไม่ใช่สิ่งที่ใครจะจำชื่อ แต่ว่าเมื่อได้ยินแล้วเกิดความเข้าใจถูกต้องเมื่อไร นั่นเป็นสิ่งที่เป็นมรดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ทุกคนคือ ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง ซึ่งก่อนนั้นไม่เคยเกิดเลย

    แต่ละคำต้องตรง ธรรมมีเป็นสัจธรรม แต่ธรรมนี้เองจะทำให้ผู้ที่รู้ความจริงของธรรมนั้นเป็นพระอริยบุคคล จึงเป็นอริยสัจจะ ความเป็นพระอริยบุคคลก็คือ เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี จนกระทั่งสามารถดับความไม่รู้และการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เหมือนเดี๋ยวนี้เลย เก้าอี้เป็นเก้าอี้ โต๊ะเป็นโต๊ะ ไม่เห็นหายไป เกิดดับอย่างไรกัน เพราะไม่รู้

    เพราะฉะนั้น อริยสัจจธรรมกล่าวถึงสิ่งที่มีทีละหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้วก็ปรากฏรูปร่างสัณฐานหลากหลาย ทำให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งนั้นบ้าง เป็นสิ่งนี้บ้าง ถ้าเพียงหนึ่งเดียวเกิดจะเป็นอะไรได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่เมื่อมีหลายๆ อย่างรวมกัน รูปร่างสัณฐานปรากฏก็ยึดถือว่า เป็นสิ่งนั้นบ้าง เป็นสิ่งนี้บ้าง ถ้ายังคงเป็นสิ่งที่รวมกันดูเหมือนไม่ดับเลยก็ไม่ใช่สัจธรรม และไม่สามารถที่จะทำให้ผู้นั้นถึงการดับกิเลส เพราะรู้แจ้งความจริงเป็นอริยสัจจธรรม

    เมื่อไรจะเข้าใจคำที่ได้ยินตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน ถ้าเราไม่กล่าวถึงก็เพียงแต่มีไว้ในหนังสือ ใครถามก็ตอบได้ อริยสัจจ์ ๔ แต่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เพียงตรัสคำมากมายให้คนได้ฟัง แต่ว่าไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ทุกคำ เมื่อเข้าใจคำหนึ่งถ่องแท้ก็จะเข้าใจคำอื่นต่อไปทีละคำ ทีละคำสอดคล้องกันทั้งหมด เพราะว่ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีในขณะนี้

    ตอนนี้ธรรมเป็นสัจธรรม ใช่หรือไม่ อริยสัจจธรรมหรือยัง ยัง แต่ก็ได้ยินคำนี้ไว้ว่า ถ้ารู้ความจริงของธรรมเมื่อไร จากความเป็นปุถุชนก็จะถึงความเป็นพระอริยบุคคล ค่อยๆ ดับกิเลสความไม่รู้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    24 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ