ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย

    วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อถึงธรรม ไม่ได้เข้าใจอื่นเลย เพราะทุกอย่างเป็นธรรมก็เข้าใจสิ่งที่มีถูกต้อง ตอนนี้พอจะเข้าใจขึ้นว่าปัญญามีหลายขั้น เพราะฉะนั้น เพียงแค่ที่ฟังเป็นขั้นปริยัติ เข้าใจ รอบรู้ มั่นคงว่าทุกอย่างสอดคล้องกัน ถ้าไม่สอดคล้องกันเมื่อไรแปลว่าเรายังเข้าใจไม่ถูกต้อง ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งสอดคล้องกันทั้งหมด เพราะอะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวงเปลี่ยนไม่ได้เลย ถึงที่สุดแล้วเปลี่ยนไม่ได้

    ศาสตร์อื่น วิชาอื่นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เปลี่ยนไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ ขั้นปริยัติต้องมั่นคงจริงๆ แล้วสามารถที่จะถึงการที่สภาพธรรมปรากฏ ขณะนั้นก็รู้ว่านี่คือสติที่กำลังรู้ ไม่ใช่เรา เพราะศึกษามาแล้วว่าไม่มีเรา แต่มีธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูป สติเป็นธรรมอะไร ธรรมมีกี่อย่าง และสติเป็นธรรมประเภทไหน

    ผู้ฟัง นามธรรม

    ท่านอาจารย์ นามคือจิต เจตสิก สติเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เจตสิก

    ท่านอาจารย์ เจตสิก ง่ายมากเลย เพราะจิตรู้แจ้งอย่างเดียว ที่เหลือในชีวิตทั้งหมดเป็นเจตสิกทั้งนั้นเลย ผัสสะก็เจตสิก ความรู้สึกก็เจตสิก สัญญาก็เจตสิก โกรธก็เจตสิก จิตรู้แจ้งอารมณ์ โดยที่เจตสิกเกิดพร้อมกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน

    สติเป็นโสภณเจตสิก ใช้คำว่าโสภณคือไม่ใช่กุศล เพราะว่าเกิดได้ทั้งกุศลจิตและกุศลวิบากจิต และยังเกิดกับกิริยาจิตของพระอรหันต์ เพราะว่าพระอรหันต์ไม่มีกุศลและอกุศลอีกเลย ถ้ามีเหตุ ผลต้องมี คือต้องเกิดอีก ต้องมีสภาพธรรมที่เหตุทำให้เกิดอีก แม้แต่พระอรหันต์เกิดความเมตตา ความเมตตาของพระอรหันต์ไม่ใช่กุศลแต่เป็นกิริยา

    ที่เราพูดถึงเมื่อเช้านี้ กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศลเป็นอัพยากตธรรม

    รูปไม่ใช่กุศลและอกุศล รูปรักษาศีลไม่ได้ใช่หรือไม่ ให้ทานไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นรูปเป็นอัพยากตธรรม

    นิพพานไม่เกิด จึงไม่ใช่กุศล อกุศล ไม่ใช่กิริยา ไม่ใช่รูป นิพพานเป็นอัพยากตธรรม

    สำหรับจิตและเจตสิกที่เป็นวิบาก ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่กุศลและอกุศล ก็เป็นอัพยากตะ กิริยาจิตของพระอรหันต์คือจิตที่ดีงาม แต่ไม่เป็นเหตุ เพราะถ้าเป็นเหตุเมื่อไรต้องมีผลเกิดขึ้น แต่เมื่อดับเหตุแล้วก็เป็นกิริยา ไม่เป็นปัจจัยที่จะให้เกิดผล

    เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ไม่มีอกุศลจิตและไม่มีกุศลจิต จึงเป็นกิริยาจิต นี่คือความละเอียดเพราะว่าไม่เป็นเหตุให้เกิดผล พระอรหันต์มีวิบากจิต ต้องเห็น ต้องได้ยิน และมีกิริยาจิต ในขณะที่คนทั่วไปมีวิบากจิต แต่มีกุศลและอกุศลต่อจากที่เห็น ด้วยเหตุนี้ถ้าศึกษาเรื่องจิต เจตสิก ต้องศึกษาเรื่องชาติ ชา-ติคือการเกิดขึ้นของจิตว่า จิตนั้นเกิดแล้วเป็นอะไร เกิดเป็นกุศล หรือเกิดเป็นอกุศล หรือเกิดเป็นวิบาก หรือเกิดเป็นกิริยา ๔ ชาติ ปุถุชนหรือคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์จะมีกิริยาได้ ๒ ประเภทเท่านั้น คือก่อนเห็นไม่มีโลกปรากฏ เป็นภวังคจิต นอนหลับสนิทเลย แต่นอนหลับสนิทตลอดชีวิตได้หรือไม่ ไม่มีทาง เพราะมีกรรมซึ่งเป็นเหตุทำให้ต้องเห็น หรือต้องได้ยิน ฯลฯ

    ขณะที่จิตกำลังหลับสนิท จิตทำกิจ เราพูดคำนี้บ่อย ภวังคกิจ รักษาภพชาติดำรงความเป็นบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น เป็นจิตประเภทเดียวกับปฏิสนธิเลย กรรมไม่ได้ทำให้จิตเกิดเพียงหนึ่งขณะ มีกำไรคือ กรรมที่ทำก็เพียงเท่านี้แต่ให้ผลมากกว่านั้นอีก เราจะพูดว่ามีกำไรด้วยคือให้ผลแล้วก็มีกำไรมากกว่านั้น เพราะไม่ใช่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขณะเดียว ไม่ใช่ทำให้ภวังคจิตซึ่งเกิดต่อขณะเดียว เช่นนั้นจะเป็นผลของกรรมได้อย่างไร เพียงแค่ไม่รู้อะไรเลย ต้องให้ผลมากกว่านั้นอีกคือทำให้วิบากอื่นเกิดขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ ขณะที่หลับสนิทอารมณ์ไม่ปรากฏ เมื่อมีอารมณ์กระทบปสาท จะกระทบจักขุปสาทก็ได้ นี่คือพูดบาลีแล้ว คือกระทบตาที่เราเรียกว่าตา ไม่ใช่หมายความถึงตาทั้งหมด ถ้าเป็นตาดำตาขาวนั้นเรียกว่า สสัมภารจักขุ แต่เฉพาะจักขุปสาท เฉพาะตรงที่กระทบรูปเป็นจักขุปสาท เพราะฉะนั้นจักขุปสาทถ้ามีอะไรกระทบ หรือโสตปสาทมีอะไรกระทบ จิตยังเห็นทันทีไม่ได้ ได้ยินทันทีไม่ได้ เพราะก่อนนั้นเป็นภวังค์ จะต้องมีจิตที่ไม่ใช่ภวังค์เกิดขึ้น รู้ว่ามีอารมณ์กระทบ แต่ยังไม่เห็น นี่คือความละเอียด

    รู้ว่าอารมณ์กระทบทางหู แต่ยังไม่ได้ยิน แต่รู้ก่อนว่ากระทบแล้วดับไป ถ้าเป็นทางตา จิตเห็นก็เกิดต่อ ถ้าเป็นทางหู จิตได้ยินก็เกิดต่อ เดี๋ยวนี้เอง ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงละเอียด ใครจะละความเป็นเราได้ เพราะเป็นความไม่รู้เป็นก้อน เป็นกำ เป็นปั้น ติดกันใช่หรือไม่ แต่แยกๆ ๆ ๆ ออกจนกระทั่งความเข้าใจค่อยๆ มั่นคง นี่ยังไม่ใช่วิปัสสนา เห็นหรือไม่ว่าเพียงแค่ปริยัติ แต่ถ้าไม่มีความรู้เช่นนี้ไม่มีทางที่วิปัสสนาจะเกิดได้เลย เพราะฉะนั้น จะวิปัสสนาทันทีแล้วจะเป็นพระโสดาบัน นำความรู้นั้นมาจากไหนที่จะค่อยๆ ละ ที่จะค่อยๆ เข้าใจ ที่สภาพธรรมจะปรากฎได้เพราะไม่มีเครื่องกั้น ต้องทุกอย่าง ต้องเป็นเหตุเป็นผล

    ด้วยเหตุนี้จึงมีอภิธรรม พระไตรปิฎกจะมีพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม พระอภิธรรมคือธรรมล้วนๆ แต่ทรงบัญญัติเป็นบุคคลต่างๆ เป็นปุคคลบัญญัติ เพราะว่าธรรมหลากหลายมาก คนก็หลากหลายมาก มีทั้งปุถุชน มีพระโสดาบัน มีพระสกทาคามี มีพระอนาคามี มีพระอรหันต์ แล้วจะไม่มีบัญญัติให้รู้ได้อย่างไรใช่หรือไม่ จึงต้องใช้คำบัญญัติ แต่จริงๆ ก็คือเป็นปรมัตถธรรม เราถึงสามารถที่จะรู้ได้ บัญญัติ รู้ได้โดยอาการนั้นๆ อาการของคนที่ดับกิเลสขั้นแรกก็เป็นพระโสดาบัน ดับอะไรได้บ้างแต่กิเลสยังอยู่

    ดังนั้นปัญญาอบรมเจริญต่อไป กิเลสดับไปอีก จะไม่ให้มีบัญญัติต่างจากพระโสดาบันได้อย่างไรใช่หรือไม่ ก็มีบัญญัติพระสกทาคามีบุคคล หมายความว่ามีการติดข้องในกามเบาบาง แต่ยังมี ยังไม่หมด เจริญต่อไปอีก ดับกิเลสที่ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส เป็นพระอนาคามีบุคคล ต้องมีบัญญัติอีกใช่หรือไม่ แล้วก็กิเลสยังมีอยู่อีก เจริญต่อไปอีก ดับหมดเมื่อไรเป็นพระอรหันต์ก็ต้องมีบัญญัติ

    เพราะฉะนั้น บัญญัติกล่าวถึงหมายรู้ได้ หรือรู้ได้โดยอาการนั้นๆ ถ้าโดยอาการที่คนนั้นหมดกิเลสเป็นขั้นๆ ก็เรียกว่าพระอริยบุคคล ถ้าคนที่กิเลสยังมากก็เป็นปุถุชนบุคคล คือหนาแน่นมาก เราเป็นใคร ก็เป็นคนที่ตรง ถ้าปัญญาไม่เกิดจะเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ แต่หลงได้หรือไม่ เข้าใจผิดได้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าอันตรายอย่างยิ่ง

    ดังนั้น พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณนับประมาณไม่ได้ ไม่มีทางที่จะผิดหรือให้เข้าใจผิดได้เลย เห็นได้เลยว่าจะต้องศึกษามากเท่าไร กว่าจะเป็นปัจจัยทำให้รู้ตรงนั้นจริงๆ คือ เข้าใจตรงนั้นไม่ใช่ตรงอื่น ไม่ว่าเวลาไหนกำหนดไม่ได้เลย จากปริยัติก็เป็นปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ คำว่าปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เวลานี้เราไม่ได้ถึงเฉพาะแข็งว่าเป็นธรรม แต่ต้องฟังจากปริยัติจึงจะสามารถที่จะเกิดสติสัมปชัญญะ ไม่มีใครไปทำ บอกให้ไปทำสติ ถามว่าสติเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็ทำ ถูกหรือไม่ เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด

    ผู้ฟัง มีความรู้สึกว่าเหมือนฟังแล้วสับสน แล้วมีอวิชชามาก สำหรับคนที่มีอวิชชามากจะต้องเริ่มตามลำดับขั้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมทีละคำ ทีละคำจริงๆ อย่างเช่น ธรรม เมื่อพูดถึงธรรม เรารู้ว่าไม่ใช่เราแต่ไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเปลี่ยนคำนี้ไม่ได้เลย ธรรมต้องเป็นธรรม เป็นเราไม่ได้ เป็นอะไรไม่ได้ แล้วมีลักษณะจริงๆ ให้รู้ว่าเป็นธรรมจริงๆ เข้าใจธรรมแล้วใช่หรือไม่ ทีละคำ ทีละคำ ไม่เข้าใจตรงไหนก็ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ฟังกันกี่ปีกว่าจะเข้าใจ ลองถามคนที่ฟังแล้ว

    ผู้ฟัง ความรู้ทางโลก เรียนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งยันจบปริญญาเอกกี่ปี แต่ก็รู้ไม่ทั่ว รู้เป็นเฉพาะวิชาที่เราเรียน แล้วธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงฟังวันนี้ไม่กี่ชั่วโมง ไม่ถึงไหน ฟังมา ๑๖ ปีความเข้าใจก็คงพอมี แต่ว่าไม่ประจักษ์และไม่รู้แจ้ง ยังไม่เป็นวิปัสสนา

    ท่านอาจารย์ เท่ากับอนุบาลหนึ่งวันก็ไม่ถึง ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าเราเริ่มมีความเข้าใจ ผมเข้าใจว่าเราคงจะต้องทำอะไรให้อกุศลจิตเริ่มเกิดน้อยลงอะไรเช่นนี้

    ท่านอาจารย์ เราจะทำ หรือว่าความเข้าใจทำ ถ้าไม่มีความเข้าใจ ไปทำอย่างไรก็ไม่มีทางเพราะเป็นเราที่ไม่รู้

    ผู้ฟัง หมายความว่าถ้าเราเข้าใจดีแล้ว ตรงนั้นก็จะลดลงเองใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ความเข้าใจทำหน้าที่ เหมือนอวิชชาไม่รู้ แต่ปัญญารู้ ความรู้ก็ละความไม่รู้ อย่างอื่นละไม่ได้ เพราะฉะนั้น ฟังธรรมไม่ใช่เพียง++

    ชาติเดียว ไม่ใช่วันเดียวแน่นอน ปีเดียวก็ไม่ใช่ ชาติเดียวก็ไม่ใช่ ร้อยชาติก็ยังไม่ใช่ พันชาติก็ยังไม่ใช่ ฟังจนกว่าจะเข้าใจ

    ผู้ฟัง คือในเมื่อไม่มีตัวเรา ฉะนั้นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมใดๆ ที่เราทำ ที่เราต้องได้รับเสวยวิบากในอนาคต ก็จะเป็นสมมติอีกสมมติหนึ่งที่ได้รับวิบาก ซึ่งไม่ใช่สมมติที่เป็นตัวเรา ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดไม่ใช่เรา กี่ชาติก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เพียงชาตินี้ที่ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง คือจะเป็นจิตเกิดดับ เกิดดับ เป็นจิต เป็นวิบาก

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนไม่ได้เลย จิตก็ไม่ใช่เรา ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ใครลองไม่ให้จิตเกิด ไม่มีทาง เรียนให้เข้าใจความจริงว่า เป็นธรรมซึ่งต้องเป็นเช่นนี้ มีจิตหนึ่งซึ่งดับแล้วไม่มีจิตเกิดต่อ ตอนนี้รู้กันแล้วใช่หรือไม่ จุติจิตของพระอรหันต์ จึงใช้คำว่าปรินิพพาน ดับโดยรอบ ไม่ใช่เพียงกิเลสนิพพาน แล้วยังมีปัจจัยให้เกิดจนกว่าจะถึงปรินิพพาน เพราะฉะนั้น มีนิพพาน ๒ อย่าง กิเลสนิพพานก่อนจึงจะถึงปรินิพพานได้ ถ้ากิเลสยังไม่นิพพานก็ไม่มีขันธปรินิพพาน

    ผู้ฟัง แสดงว่าการประกอบกุศลกรรมด้วยตัวเราโดยการยึดอัตตาเป็นที่ตั้ง ก็จะเป็นการกระทำที่อาจจะทำให้เราได้วิบากดี แต่จะไม่ช่วยในการละกิเลส หรือในการพัฒนาทางจิต ไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดเราประกอบไปเช่นนี้ วิบาก..

    ท่านอาจารย์ เราก็ได้ผลของกุศลกรรม เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ตลอดชีวิต เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นเศรษฐี เป็นราชินี เป็นอะไรก็ได้ แต่ว่าไม่เข้าใจธรรม เหตุอย่างไร ผลก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น เหตุที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา จะให้เกิดผลที่เป็นปัญญาไม่ได้

    ผู้ฟัง แต่คือจะเกิดผลที่เป็นอวิชชาสืบเนื่องไป เสวยนั่น เสวยนี่

    ท่านอาจารย์ ที่เป็นผลที่ดีของกรรมดี เหตุไม่ดีก็ทำให้เห็นไม่ดี ได้ยินไม่ดี ป่วยไข้ได้เจ็บอะไรต่างๆ ที่ไม่ดีทั้งหมดเป็นผลของอกุศลกรรม ถ้าเป็นคนที่มีปัญญาสะสมมา แต่ระหว่างที่เขายังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เขาก็มีอกุศลกรรมได้ในแต่ละชาติ คนนั้นก็มีทั้งกุศลวิบากและอกุศลวิบาก เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจธรรมไม่ใช่เป็นคนที่เป็นเศรษฐีมั่งมี เพราะจะยากจนเข็ญใจ จะป่วยไข้ได้เจ็บ จะถูกเสือกัด อะไรก็ได้ทั้งหมดเลย แล้วแต่กรรม

    ผู้ฟัง แสดงว่าการประกอบอกุศลกรรมด้วยความเข้าใจ อย่างเช่น..

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดพร้อมกันได้หรือไม่ กุศลกับอกุศล

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จิตเกิดทีละหนึ่งขณะ

    ผู้ฟัง จิตเกิดทีละหนึ่งขณะ

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดเป็นกุศล ขณะนั้นเป็นกุศลแล้วดับ จิตเกิดเป็นอกุศล เป็นอกุศลแล้วดับ กุศลให้ผลในทางที่ดี อกุศลให้ผลในทางที่ไม่ดี

    ผู้ฟัง ยกตัวอย่างเช่น เรามีญาติผู้ใหญ่ที่ป่วยหนัก แล้วหมออาจจะต้องการให้เราตัดสินใจเป็นคนไปดึงสายนั้น ซึ่งอาจจะเป็นการประกอบกรรมที่ไม่ดี แต่ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งคือมองในแง่ของคนป่วย มองในแง่ของญาติ บางทีการดึงสายนั้นไม่แน่ใจว่า อาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ต้องไปดึงสาย เป็นกุศลและอกุศล เรายังมีกิเลสหรือไม่

    ผู้ฟัง เราก็ยังมีกิเลสอยู่แล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วกุศลจิตหรืออกุศลจิตจะเกิด เราบังคับบัญชาได้หรือไม่ เราคิดว่าเราตัดสิน แต่คือเจตนาเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจนั้น ไม่ใช่เรา และเจตนาขณะนั้นจะตัดสินอย่างไรตามการสะสม ใครไปบอกใครไม่ได้เลย เราไม่มีทางที่จะไปเปลี่ยนหรือไปบอกว่าเป็นกุศลที่ทำ ถ้าเป็นกุศลก็เป็นกุศล ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลเท่านั้นเอง

    ขณะนี้มีทั้งกุศลจิต มีทั้งอกุศลจิต มีทั้งวิบากจิต มีทั้งกิริยาจิต แต่กุศลจิตก็เป็นกุศลจิต อกุศลจิตก็เป็นอกุศลจิต แม้เดี๋ยวนี้ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง เราไม่รู้ว่ามีทั้งจิตที่เป็นกุศลก็มี จิตที่เป็นอกุศลก็มี จิตที่เป็นวิบากก็มี จิตที่เป็นกิริยาก็มี ครบ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่ให้ทราบว่า การกระทำใดๆ ก็ตามเกิดจากอกุศลจิตต้องให้ผลที่ไม่ดี เป็นอกุศลกรรม

    อย่างเช่น มีคนเห็นสัตว์ที่ทรมานมากก่อนจะตาย เขาก็คิดว่าฆ่าให้ตายดีกว่าจะได้พ้นจากความทรมาน รู้หรือไม่ว่าตายแล้วไปตกนรก ให้เขาไปนรกเร็วๆ หรือ หรือว่าเท่านี้น้อยกว่านรกที่กำลังได้รับผลของกรรม เพราะฉะนั้นเราจะรู้อะไรว่า เราฆ่าแล้วจะไปสวรรค์หรือจะไปนรก แล้วเราไปตัดสินใจ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเป็นคนที่เข้าใจจริงๆ ก็แล้วแต่กรรม ไม่ใช่หน้าที่ของใครเลยทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่กำลังคิดยังไม่ทันลงมือเลย ตายแล้ว ยังไม่ทันถอดอะไรเลยทั้งสิ้นก็ได้

    เพราะฉะนั้น จะไปคิดเพื่ออะไรในเมื่อเรามีความเข้าใจจริงๆ ว่า อะไรจะเกิดก็คือต้องมีเหตุที่จะให้เกิด ใจของเราในขณะที่กำลังคิดเป็นกุศลหรืออกุศล เราต้องรู้ในขณะนั้นใช่หรือไม่ ถ้าไม่รู้ก็คือยังมีความเป็นเรา

    ก่อนอื่นทั้งหมดคือ ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่มีเรา ก่อนที่กุศลทั้งหลายจะเจริญกว่านี้ ไม่เช่นนั้นเราก็จะทำอะไรไปด้วยความเป็นเรา ซึ่งไม่มีทางที่จะไปรู้ว่าไม่ใช่เราได้ และเราต้องคิดด้วย คนกำลังจะตายหมอก็ช่วยไม่ได้ ใช่หรือไม่ หมอบังคับให้ตายเมื่อไรก็ไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจของหมอหรือใครทั้งสิ้น หมอกำลังช่วยชีวิต เขาตายก็ได้ หมอไม่ช่วย เขาตายก็ได้ เพราะว่าใครจะรู้จุติจิต เหมือนเดี๋ยวนี้ กรรมถึงเวลาที่จะให้สิ้นความเป็นบุคคลนั้น เมื่อนั้นจิตขณะสุดท้ายของชาตินั้นจึงเกิดและดับไป โดยที่จิตที่เกิดต่อโดยผลของกรรมอื่นที่จะต้องเป็นคนอื่นทันที แล้วเราไปรู้อะไร คนกำลังจะตายเขาจะไปตกนรก ถ้าอยู่เช่นนี้ทรมานน้อยกว่านรกหรือไม่ เราหวังดีคิดว่าจะช่วยให้เขาไม่ทรมาน แต่เขาไปนรก

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องไปกังวลเลย ให้มีความมั่นคงว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุ โดยเฉพาะเรื่องเป็นเรื่องตายไม่มีใครรู้ ทันทีที่จุติจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ เป็นอนันตรปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดโดยกรรมเป็นปัจจัยว่า จิตประเภทไหนจะเกิด กุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก และก่อนตายจะทรมานเพียงใด หรือไม่ทรมานเลย ก็เลือกไม่ได้อีก เราไม่รู้แล้วไปคิดก็คิดไม่ออก และระหว่างที่ไม่รู้แล้วไปคิดก็เสียเวลา สู้รู้สิ่งที่ควรจะรู้ได้ ดีกว่าใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง สมมติคนที่กำลังจะตาย ตายทันทีแล้วไปนรก คนที่ไปนรกก็ไม่ใช่เขาใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถึงเวลานี้ก็ไม่ใช่เขา เป็นธรรม ถ้าเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นธรรม แต่ว่าธรรมหลากหลายจึงต้องมีปัญญัตติในภาษาบาลี ภาษาไทยเราใช้คำว่าบัญญัติ ให้รู้ได้โดยอาการนั้นๆ ว่าเป็นอะไร เป็นนก เป็นงู เป็นคน เป็นนรก เป็นสวรรค์ แต่ทั้งหมดก็คือเป็นธรรม คือ จิต เจตสิก รูป หลากหลายมากเลยมาในรูปลักษณ์ต่างๆ

    ผู้ฟัง เมื่อเราตายแล้วจะไปต่อเนื่องกับชาติหน้าได้อย่างไร หรือว่าเราจะเข้าใจตรงนั้นหรือไม่ หรือว่าเราตายแล้วไม่ต้องสนใจก็ได้ ชาติหน้าเราก็ไม่รู้ว่าชาติก่อนเราเป็นอย่างไรอยู่แล้ว

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดแล้วดับหรือไม่

    ผู้ฟัง ดับ

    ท่านอาจารย์ แล้วไม่กลับมาอีกเลย

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ ตายแล้วไม่กลับมาอีกใช่หรือไม่ จะเป็นคนนี้อีกได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ดังนั้นจึงมีตาย ๓ อย่าง ภาษาบาลีใช้คำว่ามรณะ ขณิกคือขณะๆ ทุกขณะตายจริงๆ คือไม่กลับมาอีกเลย เกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป แต่ยังเป็นคนนี้อยู่จนกว่าจะไม่เป็นคนนี้อีกต่อไป ก็เป็นสมมติมรณะ เรียกว่าตายจากความเป็นบุคคลนี้ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปไม่ได้ แต่ก็ยังเกิดอีก เพราะจิตยังมีเหตุที่จะต้องทำให้จิตขณะต่อไปเกิด มีจิตเดียวซึ่งไม่เป็นเหตุที่จะให้ขณะต่อไปเกิดขึ้นได้คือจิตสุดท้าย จุติจิตของพระอรหันต์

    แต่จุติจิตของใครก็ตามเป็นสมมติมรณะ เพียงแค่สิ้นชาตินี้และความเป็นบุคคลนี้เท่านั้น แต่ยังไม่สิ้นการเกิดเพราะมีเหตุที่จะต้องเกิดต่อ จิตที่เป็นผลของกรรมหนึ่ง ถึงเวลาพร้อมเมื่อไรจึงจะเกิดได้เป็นคนนั้น เช่น เราพร้อมที่จะเป็นคนนี้จากกรรมนั้น จะไม่เป็นคนอื่นในชาติอื่นๆ แต่จะเป็นเช่นนี้ในชาตินี้ ตามกรรมหนึ่งที่จะให้ผล แต่กรรมนั้นก็ประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ที่สามารถจะให้ผลได้ในชาตินี้

    เพราะฉะนั้น เราเกิดมาเป็นผลของกุศลกรรม แต่ชีวิตเราเปลี่ยนตามเหตุ ใช่หรือไม่ บางทีเราก็อาจจะเป็นคนที่ยากจนเหลือเกิน ไฟไหม้น้ำท่วมอะไรก็แล้วแต่ เปลี่ยนจากที่เคยมีกิน มีอยู่ มีใช้ เป็นเศรษฐี ก็เป็นเช่นนั้นได้ หรือจากคนที่ไม่มีอะไรเลย ถูกลอตเตอรี่ตั้งมากมาย ก็แล้วแต่กรรมซึ่งประมวลมาที่จะให้ผลในชาตินั้น เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า กรรมทั้งหลายที่ได้ทำมาแล้ว กรรมไหนสามารถที่จะให้ผลกับจิตที่ทำกิจปฏิสนธิที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบ ตรัสรู้ทั้งหมด น่าอัศจรรย์ว่าไม่ใช่ความรู้เพียงแค่รู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้ ที่คนอื่นสามารถจะรู้ตามได้ แต่ยังเกินกว่าที่คนอื่นจะรู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไรอีก เป็นอนันตะ ไม่มีที่สุด

    ขณิกมรณะ จิตทุกขณะตายไม่กลับมาอีก สมมติมรณะไม่กลับมาเป็นคนนี้อีก สมุจเฉทมรณะ จุติจิตของพระอรหันต์ตายถึงที่สุดไม่มีการเกิดอีกเลย เป็นสมุจเฉท เด็ดขาด

    ผู้ฟัง ถ้าคิดว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม สมมติว่าถ้าผมเป็นหมอแล้วมีคนไข้อยู่ ถ้าเขาจะตายอยู่แล้ว ผมช่วยหรือไม่ช่วย เขาก็ตายอยู่ดี ถ้าเขาจะรอด ผมช่วยหรือไม่ช่วย เขาก็รอดอยู่ดี ถ้าเกิดเช่นนั้นจริงๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าทำแล้วเขาสบายขึ้น

    ผู้ฟัง ถ้าทำแล้วเขาสบายขึ้น

    ท่านอาจารย์ ทำหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่รู้เหมือนกัน ยากจัง

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเป็นปัจจัยที่กรรมที่จะให้ผลสบายขึ้นมี จากการกระทำของเรา เพราะฉะนั้นกรรมเป็นสภาพที่ปกปิด


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    1 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ