ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เวลานี้ที่กำลังฟังและเข้าใจมีสติ แต่ไม่มีใครรู้จักสติ ขณะที่กำลังทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ดีงาม การช่วยเหลือคนอื่นขณะนั้นก็เพราะสติ แต่ก็ไม่มีใครรู้จักสติ เป็นเราทั้งหมดที่กำลังทำ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงละเอียดอย่างยิ่ง แต่ละหนึ่ง กำลังมีเดี๋ยวนี้แต่ไม่มีใครรู้ จนกว่าจะค่อยๆ ฟังแต่ละคำแล้วค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกต้อง ให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ใครสักคน ไม่ใช่อะไรสักอย่าง แต่เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งมีลักษณะจริงๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นแล้วดับไป ขณะนี้ทุกสิ่งที่ปรากฏลวง พูดถึงสติ สติก็ไม่ได้ปรากฏ พูดถึงเห็น กำลังเห็นแท้ๆ แต่ก็เป็นเราเห็น ตัวเห็น สภาพเห็น ธาตุรู้ที่กำลังเห็นต้องมีแน่ๆ แต่ว่ากว่าจะถึงระดับสติปัฏฐาน ก็จะต้องอาศัยสติขั้นฟังเพื่อละความไม่รู้ทั้งหมด หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อละความไม่รู้ที่สะสมมานานมาก

    ดังนั้นการที่จะเป็นผู้ที่ตรงคือ ทั้งหมดที่มีไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ยังไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อรู้ว่าพระองค์ตรัสรู้ความจริงว่า แต่ละหนึ่งซึ่งมีจริงๆ หลากหลายมากเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ โดยต้องอาศัยปัญญา ถ้าจะถึงระดับนั้นก็พร้อมด้วยสัมมาสติซึ่งยังไม่ถึง จนกว่าจะฟังและเข้าใจอย่างมั่นคงเสียก่อนว่า ไม่มีตัวเราที่จะไปทำอะไรได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำ แต่มีเห็นแล้ว มีได้ยินแล้ว มีคิดแล้ว มีทุกอย่างแล้วตามเหตุตามปัจจัย นี่คือเริ่มจะรู้ว่าแม้เห็นก็ไม่ใช่สติ และสติอยู่ไหน มีก็ไม่รู้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กรุณากล่าวถึงสภาพธรรมที่เป็นสติ เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในคุณความดีโดยประการต่างๆ แล้วที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงสัมมาสติ ก็ต้องมีลักษณะที่ต่างกันกับสติทั่วไป คือแม้การให้ทาน หรือการที่จะวิรัติทุจริต ก็รู้ว่าขณะนั้นเป็นความดีงาม หรือแม้การฟังธรรมก็มีสติเกิดร่วมด้วย แต่ถ้ากล่าวถึงสัมมาคือโดยชอบ โดยถูกต้อง และมีสติด้วย ขณะนั้นแสดงว่า สตินั้นระลึกโดยความถูกต้องโดยชอบตามความเป็นจริงเช่นนั้นหรือ

    ท่านอาจารย์ เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่า เราเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเพียงใด ในขั้นฟังมีพอหรือยัง

    อ.วิชัย ยังไม่พอ

    ท่านอาจารย์ ยังไม่พอ เพราะฉะนั้นสัมมาสติก็อีกไกล เพราะเหตุว่าจากการได้ยินได้ฟัง กว่าจะเข้าใจว่าทั้งหมดที่เคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แท้ที่จริงก็คือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ไม่มี แต่แยกออกละเอียดยิบเป็นแต่ละหนึ่ง จะหาความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ เช่น จะเป็นคนทั้งคนก็ไม่ได้ เพราะเมื่อแยกตาออกไป แยกหูออกไป แยกจมูกออกไป ไม่มีคนเลยใช่หรือไม่ และละเอียดยิ่งกว่านั้นอีก จนกระทั่งอากาศธาตุแทรกอยู่ ทุกอย่างที่เป็นรูปธรรมที่มีจริงๆ เช่นนั้น แล้วอะไรจะเป็นเราได้ ก็เป็นสภาพธรรมซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังเป็นเช่นนั้นตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ การตรัสรู้ของพระองค์ด้วยสัมมาสติ

    ขณะนี้ยังไม่ถึงระดับนั้น เพียงแต่ว่าขณะที่ฟังขอให้ตามลำดับคือ เข้าใจแต่ละคำที่ได้ฟัง ไม่ใช่เชื่อ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่เข้าใจแล้วเชื่อ แต่ต้องไตร่ตรองตามความเป็นจริง จนกว่าความเข้าใจในคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏ จะไม่จริงได้อย่างไร แต่ว่าไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่มีขณะนี้ ฟังจนกระทั่งรู้ว่าไม่มีเรา แต่เป็นสิ่งที่มีชั่วคราว เห็นชั่วคราว ได้ยินชั่วคราว คิดชั่วคราว สุขชั่วคราว เพราะว่าทุกอย่างแสนสั้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย เท่านี้ก่อน ถ้าไม่มีความมั่นคงเช่นนี้จะไม่ถึงสัมมาสติแน่นอน

    หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ละความไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเห็นผิด และอกุศลสิ่งที่ไม่ดีมากมาย แต่ว่าไม่รู้เลยว่า ทั้งหมดไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นมาได้เลย แต่ว่าเกิดแล้วเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น การรู้ต้องรู้ตามลำดับว่า รู้สิ่งที่มีก่อน และจะรู้ว่าสิ่งนี้เกิดเพราะอะไร ค่อยๆ แน่ใจ ค่อยๆ มั่นคงในคำว่าธรรมว่า

    ฟังธรรม คือฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้และค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ละคำ ๔๕ พรรษามากเกินกว่าที่จะนับได้ ซึ่งแต่ละคำลึกซึ้งและกำลังมีทุกขณะ แต่ว่าไม่มีใครรู้เลย จนกว่าจะได้ฟังและสิ่งที่ประเสริฐสุดคือ ได้ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน และสิ่งที่เข้าใจถูกจะถูกต้องยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่มีการฟังเลยก็ไม่รู้เหมือนเดิม

    อ.วิชัย แสดงว่าการที่สติค่อยๆ เกิดขึ้น แม้ในขั้นของการฟังพระธรรมให้เข้าใจว่า ความจริงที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น เป็นความยึดถือที่ผิด ไม่ถูกต้อง

    ดังนั้น การที่มีโอกาสได้ฟังธรรมก็มีความเข้าใจ ขณะนั้นก็มีสติที่จะระลึก พร้อมกับความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง แต่ว่าแม้ในขั้นการฟังก็ยังไม่ถึงระดับของสัมมาสติ แสดงว่าความยึดถือที่ยาวนานต้องอาศัยการฟังพระธรรมและความรู้ความเข้าใจคือ ปัญญาพร้อมกับสติที่จะเจริญขึ้น จนสามารถที่จะมีสติที่ระลึกได้ในลักษณะของธรรมจริงๆ ในขณะนั้น

    ท่านอาจารย์ เพียงคำเดียวคงต้องฟังไปมากกว่าสองชั่วโมง จึงสามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ เพราะเหตุว่าแต่ละคำกำลังมีในขณะนี้สั้นมาก จึงไม่สามารถที่จะรู้จริงๆ ว่า เดี๋ยวนี้อะไรเป็นสติ อยู่ตรงไหน และกำลังรู้อะไร ด้วยเหตุนี้การสะสมความรู้ความเข้าใจ แม้แต่เพียงการเห็นประโยชน์ของการจะได้ฟังคำที่พูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เห็นหรือไม่ว่า แม้แต่เพียงการเห็นประโยชน์ที่จะได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีในขณะนี้ ทุกคำต้องทบทวน เพราะว่าคนที่สะสมมามากแล้ว เท่านี้ ปีติปลาบปลื้มเพราะมีโอกาสจะได้เข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งคนอื่นนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ได้กล่าวคำทั้งหมดที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วถึงสิ่งที่กำลังมี

    เพียงได้ยินคำว่าสิ่งนี้มีจริง แล้วไม่มีใครรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่ว่ามีผู้ที่บำเพ็ญบารมี คุณความดีจนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้ง และทุกคำที่ตรัสเพื่อให้คนที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินคำซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วเป็นความเข้าใจซึ่งไม่มีใครสามารถจะทำให้เข้าใจได้ว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เท่านี้ ความปีติก็มากแล้ว

    ยิ่งฟังอีก ยิ่งเข้าใจอีก ซึ่งแล้วแต่การสะสมความเข้าใจระดับไหน เช่น คนที่ได้ยินคำว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีเพราะเกิดขึ้น ปีติหรือไม่ ถ้าไม่เกิดไม่มี แต่ว่าสิ่งที่มีและเกิดสั้นมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เห็นหรือไม่ว่ากว่าจะค่อยๆ สะสมมาถึงการรู้ว่า ประเสริฐที่สุดที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรเลย มีสิ่งซึ่งเพียงปรากฏแล้วหมดไปโดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครประจักษ์แจ้งเลย เป็นเช่นนี้ลวงมาตลอดในสังสารวัฏฏ์ทุกชาติ เพราะว่าความจริงก่อนเห็นไม่มีเห็น ก่อนได้ยินก็ไม่มีได้ยิน แต่ว่ามีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เห็นตลอดเวลา

    เห็นหมดไปตอนไหน ไม่ได้สนใจเลยใช่หรือไม่ ได้ยินเดี๋ยวนี้ เสียงก็หมด ได้ยินก็หมด แล้วใครจะสามารถรู้ชัดในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งหลงติดข้องในสิ่งที่ไม่มีมานานแสนนาน ตราบใดที่มีต้องติดข้อง แต่เมื่อไม่มีแล้วจะติดข้องได้อย่างไร จะเห็นว่ากว่าจะถึงการไม่ติดข้องเพราะรู้ความจริงว่า แท้ที่จริงไม่มี ตราบใดถ้ายังมีต้องติดข้อง ต้องเป็นเรา ต้องเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นค่อยๆ พิจารณาว่าอะไรจริง นี่คือสติ ถ้าไม่มีสติก็ไม่มีการที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    สภาพธรรมทั้งหมดพระองค์ทรงแสดงความจริงไว้ ๔๕ พรรษา ตั้งแต่ต้นจนถึงปรินิพพานกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ฟังที่ได้สะสมมา ระดับความเข้าใจจะเพียงใด จะมั่นคงขึ้น จะเห็นประโยชน์ หรือคิดว่าเกิดมาแล้วก็ตายไปทุกคน เหตุใดจะต้องมานั่งฟังคำซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง โดยหารู้ไม่ว่าไม่รู้ใช่หรือไม่ และถ้ารู้จะดีกว่าหรือไม่ ดีกว่าหลงไม่รู้ต่อไปอีก

    อ.อรรณพ ก็มีคำว่ามิจฉาสติด้วย

    ท่านอาจารย์ โดยมากเราจะเรียนธรรมเป็นคำๆ ไม่ได้ต่อเนื่องกันเลย แล้วเราจะเข้าใจจริงๆ ได้หรือไม่ พูดเช่นนี้เหมือนเข้าใจสติแล้ว แต่ความจริงสติคืออะไรก็ยังไม่ได้ตั้งต้นเลย เหมือนรู้มาแล้วทั้งนั้น แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย นั่นคือผู้ที่ประมาทอย่างยิ่งที่จะไม่ตั้งต้นว่า คืออะไร

    วันนี้ก็จำว่า สัมมาสติเป็นองค์ของมรรคมีองค์ ๘ เกิดพร้อมกับปัญญา ในขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจสภาพธรรมจนกระทั่งประจักษ์แจ้ง (แล้วคิดว่า) จบ แต่ว่าความเข้าใจอยู่ที่ไหน เริ่มต้นอย่างไรกว่าจะถึงสัมมาสติ กว่าจะถึงแต่ละคำ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ประมาทคือ ให้สิ่งซึ่งดูเหมือนว่ามีค่า เป็นคำที่ยากที่จะได้ยินแต่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ เพียงได้ยินเผินๆ แล้วก็เหมือนรู้ เหมือนเข้าใจ เพียงแต่จำไว้แล้วก็ลืมแน่ๆ ไม่เหมือนกับความเข้าใจซึ่งค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ ไตร่ตรองเวลาเป็นความเข้าใจ เช่น สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มีจริงใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าอะไรที่เราเคยพูดในชีวิตประจำวัน สติมีจริง ปัญญามีจริง ร้อนมีจริง เผ็ดมีจริง หิวมีจริง ชอบมีจริง ทุกอย่างมีจริงแต่ก็ยังเป็นเรา ใช่หรือไม่ ไม่ได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า แต่ละหนึ่งต้องเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก

    จะเห็นได้ว่า การฟังธรรมเป็นเรื่องที่เห็นประโยชน์จริงๆ และรู้ว่าต้องเป็นความเข้าใจ จากคำที่ได้ยินเริ่มเข้าใจใหม่ว่า ไม่มีเรา ไม่มีอะไรสักอย่าง แต่มีสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับสืบเนื่องติดต่อ แต่ไม่ปรากฏการเกิดและการดับจึงลวงให้เห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืน เท่านี้ก่อน แล้วค่อยๆ รู้ว่า อะไรที่มารวมกัน แต่ละหนึ่งๆ ต่างกันอย่างไร ทั้งหมดนั่นคือสติ และความเข้าใจนี้เองที่จะนำไปสู่สัมมาสติ ที่ไม่ใช่เพียงขั้นฟังเข้าใจ แต่ยังเริ่มที่จะรู้จริงๆ ในลักษณะของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ที่จะทำให้ละความเป็นเราที่เคยหลงเข้าใจว่า สิ่งที่รวมกันยั่งยืน แต่ว่าความจริงแตกย่อยได้ทุกขณะอย่างละเอียดยิ่ง

    เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคงกับคำว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมดคือ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" อนัตตาคือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมกันยั่งยืนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับไปอยู่ตลอดเวลา จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าฟัง พระองค์จะตรัสเช่นนี้ตลอดไปทุกคำ

    อ.วิชัย การที่จะเป็นผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ คนทั่วไปก็คิดว่ามีการเกิดแก่เจ็บตาย ในระหว่างนั้นอาจจะมีการโศกเศร้าเสียใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ดูเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ก็ไม่อยากที่จะประสบเช่นนั้น ขอให้แสดงความละเอียดตรงนี้ด้วย

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เป็นสังสารวัฏฏ์หรือไม่ เห็นภัยหรือไม่ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปเห็นที่อื่นเลย เดี๋ยวนี้เองเป็นสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่เราจะเห็นภัย เรายังนั่งสบายๆ ไม่เห็นภัยอะไรเลย แต่ว่าภัยในสังสารวัฏฏ์หมายความว่า ขณะนี้ วัฏฏะคือ สภาพธรรมที่ต้องมีแน่นอน ไม่มีไม่ได้ แล้วอะไรเดี๋ยวนี้หนึ่งขณะเป็นวัฏฏะ เพราะว่าชีวิตก็ดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะๆ สืบต่อกัน ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น วัฏฏะคือ สิ่งที่มีเกิดดับนี้เองเป็นวัฏฏะ นั่งอยู่ตรงนี้ เห็นภัยหรือยัง

    อ.วิชัย ยังไม่เห็นว่าเป็นภัย แสดงว่ายังไม่รู้สภาพธรรมที่เกิดดับจริงๆ จึงไม่เห็นใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ แล้วไม่รู้ด้วยว่านี่คือวัฏฏะ อยู่ตรงนี้ เมื่อครู่นี้เห็น เดี๋ยวนี้ได้ยิน วัฏฏะทุกวัน ทุกขณะที่เกิดดับสืบต่อกันไม่ขาดสายเลย แล้วใครเห็นภัย

    อ.วิชัย ก็ต้องเป็นปัญญา ไม่มีใครที่จะเห็น แต่ว่าเป็นปัญญาที่เห็นถูกตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เพราะมีแล้วไม่มีนั่นเองจึงเป็นภัย

    ท่านอาจารย์ แต่ละคำลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าเพียงฟังแล้วพลอยเห็นภัยกันไปหมดเลย นั่งอยู่ตรงนี้ก็เห็นภัยแล้ว ไม่ใช่เลย ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าถ้าไม่ใช่ปัญญาไม่เห็น และปัญญาต้องรู้ด้วยว่า สิ่งที่มีไม่ใช่เราสามารถทำขึ้น ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วไม่ให้ดับก็ไม่ได้ ใครห้ามจิตไม่ให้เกิดได้ ไม่มีทางเลยใช่ไหม จิตจะต้องเกิดไปตราบใดที่ยังมีปัจจัย ไม่รู้จบสิ้น แต่ละชาติๆ ที่เกิดมาแล้วเพราะจิตเกิดดับตามเหตุตามปัจจัย ชาตินี้ตั้งแต่เกิดกว่าจะตายก็เกิดดับไปเรื่อยๆ นี่คือการเกิดดับสืบต่อ ภัยคือเกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย

    เราอยู่ไหน แต่ละชาติ ชาติก่อนไม่มีเลย ชาติก่อนก็เห็นเช่นนี้ คิดเช่นนี้ แล้วชาติก่อนอยู่ไหน ไม่เหลือเลย ชาตินี้ก็เหมือนชาติก่อน ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อถึงชาติหน้าเราอยู่ไหน แต่เมื่อยังไม่ถึงชาติหน้าเราอยู่นี่ ใช่หรือไม่ กำลังเป็นเราอยู่ตรงนี้ แต่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะว่าจากชาตินี้ต้องไปสู่ความเป็นบุคคลอื่น จะเป็นคนนี้อีกต่อไปไม่ได้เลย เมื่อกรรมที่ทำให้เป็นคนนี้สิ้นสุดขณะใดก็ตาม ไม่มีใครจะไปขอร้องยับยั้งซื้อด้วยเงินทอง ให้ต่อไปอีกสักหนึ่งขณะจิตก็เป็นไปไม่ได้และเป็นอนัตตา ซึ่งเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบสิ้น ยังไม่เห็นภัยใช่หรือไม่ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ตรง

    ถ้ายังเป็นเราอยู่ไม่มีทางเห็นภัย เพราะว่าเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เกิดปัญหาก็แก้ไปได้ใช่หรือไม่ ก็อยู่ไปด้วยความเป็นเรา แต่ถ้าไม่มีเราเลย เหมือนไฟไหม้หญ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุที่พระวิหารเชตวันว่า เห็นไฟไหม้หญ้าหรือไม่ ภิกษุกราบทูลว่าเห็น แต่ไม่มีใครเดือดร้อนใช่หรือไม่ เพราะไม่ใช่เรา แต่ถ้าเป็นเราเดือดร้อนแล้ว ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ที่เข้าใจว่าเป็นเราคือ ธรรมซึ่งเกิดดับ เพียงคำนี้ ยังคงเยื่อใยยินดีหรือไม่ สิ่งที่มีเกิดมีจริงแล้วดับไป ถ้าไม่อาศัยการไตร่ตรองจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อยไม่สามารถที่จะเห็นภัยได้เลย ได้แต่พูดว่าเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ แต่เห็นจริงๆ ต้องรู้ว่า วัฏฏะคือเดี๋ยวนี้ แล้วไม่มีใครเห็นภัย เกิดดับเช่นนี้ใครจะเห็น ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้

    ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงรู้ว่าสังสารวัฏฏ์คือ เดี๋ยวนี้ ไม่มีวันจบสิ้น กี่ชาติมาแล้วในแสนกัปป์ในอดีต และต่อไปข้างหน้าอีกนับไม่ถ้วนเลย เพราะว่ามีเหตุที่จะทำให้ต้องเกิดก็ยังต้องเกิด ไม่มีใครสามารถที่จะดับเหตุแห่งการเกิดได้ด้วยความไม่รู้ ด้วยความอยาก ด้วยการไปนั่งในห้องทำวิปัสสนา ๕ วัน ๗ วัน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง มิฉะนั้นแล้วเราจะมีความเข้าใจผิดเห็นผิด ซึ่งจะไม่มีทางที่จะทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคำของพระองค์ แม้แต่คำว่า "ภัยในสังสารวัฏฏ์"

    อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงภัยในสังสารวัฏฏ์ ได้ทรงแสดงไว้หลายนัย ทั้งนัยของกิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ในเรื่องของการกระทำชั่วประการต่างๆ ก็เป็นภัย ซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งภัยภายนอกคือ การประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจประการต่างๆ

    การที่จะรู้จริงๆ ตรงจริงๆ ถึงความเป็นภัยของขณะนี้ ที่เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับคืออย่างไร เพราะว่าก็ยังเป็นอยู่สบาย ยังมีความสุขดี ยังไม่เห็นว่าขณะนี้เป็นภัยอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ว่าขณะนี้ไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีเมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไป

    อ.คำปั่น ก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ทุกขณะจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ก็ยังไม่เห็นภัย จะเห็นภัยต่อเมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเข้าใจขึ้น แม้ว่าขณะนี้ยังเป็นเรา ฟังอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปีก็ยังคงเป็นเรา แต่ก็ได้สะสมความเห็นถูกทีละเล็กทีละน้อยตามความเป็นจริง เพื่อวันหนึ่งจะได้รู้ความจริงว่าไม่มีเรา

    ถ้ายังเป็นเราเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ ทนได้ แต่ถ้าไม่ใช่เรา เหมือนไฟไหม้หญ้าที่พระวิหารเชตวัน เราไม่ใช่หญ้า เราจะไปเดือดร้อนเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อไรที่ไม่ใช่เราจึงรู้ว่า แล้วอะไรจะเกิดดับไปเรื่อยๆ มีประโยชน์อะไรกับสิ่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ต้องเกิดต้องดับ ต้องเกิดต้องดับไปเรื่อยๆ

    อ.อรรณพ ถ้ารู้ว่าเป็นธรรม ไม่มีเรา แล้วจะมีอะไรเป็นภัย เพราะว่าถ้าไม่มีเราก็ไม่มีภัย หรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ แต่มีธรรมที่เกิดดับ ดีหรือไม่ ปล่อยให้เกิดดับไปเรื่อยๆ ไม่มีเรา เหมือนไฟไหม้ที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่เราก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไป แต่เดือดร้อนเพราะเป็นเรานั่นเอง

    อ.อรรณพ ถ้ายังคงเป็นเราที่คิดว่าเห็นภัย ก็ไม่ได้เป็นการเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์จริงๆ เพราะสังสารวัฏฏ์คือสภาพธรรมที่เกิดดับในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ สังสารวัฏฏ์เป็นเราหรือไม่

    อ.อรรณพ เป็นสภาพธรรมเกิดตามปัจจัยแล้วเกิดดับ เกิดดับ ไปเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เมื่อไรจะรู้ว่าไม่ใช่เรา

    อ.อรรณพ เมื่อรู้ในสภาพนั้นตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าสภาพนั้นไม่เกิดดับให้ปรากฏ จะหมดความสงสัยการจำว่าเป็นเราหรือไม่

    อ.อรรณพ เป็นไปไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต่อเมื่อความจริงของสภาพนั้นเปิดเผยกับปัญญาที่ประจักษ์แจ้งจริงๆ ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมีหลายระดับขั้น ตั้งแต่ขั้นต้นคือ ได้ยินได้ฟังคำของพระองค์ จนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้นอย่างมั่นคงว่าไม่ใช่เรา แต่ขณะนั้นก็เป็นเราที่กำลังเข้าใจ เพราะว่าเป็นเพียงขั้นฟัง ขั้นฟังรู้ไปหมดเลย แต่ว่าเป็นเราทั้งหมดเลย ใช่หรือไม่ ถ้ายังคงเป็นเช่นนั้นจะตรงกับคำที่ว่า ธรรมทั้งหลายไม่ใช่เรา หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ความรู้ที่มั่นคงขึ้น ไม่มีเราจะไปขวนขวายทำอะไร เพราะว่าไม่ต้องทำก็มีแล้วเดี๋ยวนี้ ถ้ามีการละความติดข้องที่ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือแม้แต่ที่จะไปกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อให้ปัญญาเกิด ขณะนั้นสภาพธรรมจึงค่อยๆ ปรากฏความไม่ใช่เรา และกว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ ลองคิดดู ถ้ายังหวังอยู่ตราบใด ไม่มีทางปรากฏ

    ดังนั้น "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" จะรีบเร่งให้รู้มากๆ ให้ประจักษ์สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ เป็นไปได้หรือไม่


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    2 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ