ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๖

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" จะรีบเร่งให้รู้มากๆ ให้ประจักษ์สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ เป็นไปได้หรือไม่

    อ.อรรณพ ถ้าคิดจะรีบเร่งก็แสดงว่ายังฟังไม่เข้าใจด้วยซ้ำไป

    ท่านอาจารย์ ตัวตนก็เพิ่มอีก เพราะใครรีบ ใครเร่ง ขณะนี้ให้ทราบว่า เมื่อไม่มีเราก็ต้องไม่มีเรา แล้วมีอะไร ก็มีจิต ขณะเห็นมีสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นเห็น ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏทางตาเลย

    เสียง (ปรากฎ) เพราะจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้น ตามปกติธรรมดาก็คือว่าไม่มีเรา มีจิต มีเจตสิก มีรูป แล้วก็ลืม แล้วก็เป็นเราอีก จนกว่าเมื่อไรมั่นคงในระดับขั้นของการฟัง จึงใช้คำว่าปริยัติ ยังไม่ถึงปฏิปัตติ ยังไม่ถึงปฏิเวธเช่นที่เราได้ฟัง แต่ถ้าไม่มีปริยัติคือการฟังพระพุทธพจน์เลย มีวันไหนที่จะเข้าใจได้ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงหนึ่งขณะแต่ละคำที่ฟังแล้วเข้าใจ ไม่มีใครไปทำอะไรได้เลยนอกจากจิตและเจตสิก สังขารขันธ์ปรุงแต่ง จากความเข้าใจวันแรกที่ฟังแล้วก็ต่อไปอีกนาน ไม่ต้องไปนับ ก็ค่อยๆ เพิ่มความเข้าใจขึ้นโดยไม่ใช่เราที่จะไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรมซึ่งมีลักษณะจริงๆ ปรากฏ แต่เพราะไม่เคยได้ฟังธรรมแล้วมีความไม่รู้ปิดกั้นไว้ จึงไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้เกิด ไม่เกิดไม่มีเห็น และขณะที่ได้ยิน เห็นต้องไม่มี คิดดูว่าถูกปกปิดไว้มากเพียงใด

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสภาพของจิตและเจตสิกซึ่งเกิดคั่น เกิดดับมากมายระหว่างเห็นกับได้ยิน กับกำลังคิดนึก เหมือนว่าไม่มีอะไรดับไปเลย แต่การที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงก็แสดงความจริงให้คนอื่นรู้ตาม มิฉะนั้นแล้วไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้ว่า ขณะนี้ไม่มีเรา แต่มีเห็น แต่มีได้ยิน และเห็นก็เกิด ได้ยินก็เกิด แล้วก็ดับไปหมด แม้แต่เช่นนี้ยังไม่คิดทั้งๆ ที่เป็นความจริง

    การได้ฟังแต่ละคำไม่พอ ต้องมีความมั่นคงจริงๆ ว่าขณะนี้มีแข็งปรากฏทั้งวันแต่ไม่เคยรู้ว่า นั่นคือสิ่งที่มีจริงซึ่งต้องเป็นธรรมแน่นอน เพราะธรรมคือสิ่งที่มีจริง เกิดด้วยจึงได้ปรากฏ ถ้าไม่เกิด แข็งก็ไม่มี แล้วก็ดับด้วย เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงมีหลายระดับขั้น สติก็มีหลายระดับขั้น จนกว่าจะถึงขณะที่ไม่ใช่เรา ขณะที่กำลังเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ได้ฟังมา ไม่ใช่เราที่กำลังเข้าใจ ดังนั้น ปัญญาเป็นเรื่องที่รู้แล้วละความเป็นเรา และความเป็นอนัตตาที่กำลังปรุงแต่งจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

    ผู้ฟัง การที่เราอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ตายไปแล้ว จะถึงผู้ตายหรือผู้ที่เราต้องการให้รับหรือไม่อย่างไร

    อ.วิชัย การอุทิศส่วนกุศลคือ การได้กระทำกุศลแล้ว อุทิศคือ เจาะจงให้บุคคลที่สามารถจะรู้ในกุศลนั้นได้อนุโมทนา เพราะกุศลเป็นเรื่องของธรรมที่ดีงาม เป็นจิตและเจตสิก

    การฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องเข้าใจโดยความเป็นธรรมด้วย ขณะนี้มีกุศลเกิดบ้างหรือไม่ ฟังธรรมแล้วเกิดความรู้ความเข้าใจ ขณะนั้นเป็นกุศลที่เกิดขึ้น ถ้าสามารถที่จะระลึกถึงกุศลที่กระทำแล้วอุทิศให้บุคคลอื่นได้อนุโมทนา ซึ่งไม่ใช่เป็นการนำกุศลของเราไปให้คนอื่น เพราะว่ากุศลเกิดขึ้นและดับไป แต่ถ้ามีคนหนึ่งคนใดเห็นคนที่เขากระทำความดี ยินดีในกุศลที่เขากระทำด้วย นั่นคือการอนุโมทนา แต่บุคคลที่จะรู้หรือไม่นั้นก็แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นอยู่ในภูมิที่รับรู้ด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลที่อยู่ในภูมิที่สามารถจะรู้กุศลที่บุคคลนั้นได้กระทำแล้วเกิดอนุโมทนายินดี ก็เป็นกุศลของบุคคลนั้นที่เกิดขึ้นยินดีในกุศลบุคคลอื่นที่กระทำ

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ได้ทราบว่าใครทำดี รู้สึกอย่างไร ทุกคนต้องได้ข่าวที่หลายคนทำความดี ใช่หรือไม่ ขณะที่ได้ข่าวว่าคนนั้นทำความดี คนนี้ทำความดี รู้สึกอย่างไร

    อ.วิชัย พลอยยินดีที่เขาได้กระทำความดี

    ท่านอาจารย์ ก็มีผู้ที่ตอบแทน รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่ ถึงแม้เราไม่ได้ทำกุศลเองแต่คนอื่นทำ เราก็ยินดีด้วย ภาษาไทยเราใช้คำว่ายินดีด้วย ดีใจด้วย ภาษาบาลีก็เป็นอนุโมทนาในกุศลของคนอื่น ถึงเขาไม่บอกเรา แต่เรายินดีด้วยในกุศลนั้นได้หรือไม่ ได้ เพราะฉะนั้น กุศลจะเกิดโดยที่ไม่ต้องมีใครอุทิศให้ก็ได้ใช่หรือไม่

    แต่ถ้าเป็นอีกภพภูมิหนึ่งซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่สิ้นชีวิตไปแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในภพภูมิไหน แต่ถ้าเขาสามารถที่จะรู้และยินดีเมื่อไร กุศลจิตเกิดขึ้นกับเขาที่ยินดี ไม่ใช่เขาทำกุศล แต่เขาอนุโมทนายินดีด้วยในกุศลที่คนอื่นทำ แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ว่าเราจะส่งบุญของเราไปให้ใครได้ และไม่ว่าเราจะอุทิศให้หรือไม่อุทิศให้ใคร แต่เขาเกิดยินดีด้วยในกุศลที่เราทำ ขณะนั้นเป็นอนุโมทนา สำหรับญาติพี่น้องก็เคยเกื้อกูลกันมาระหว่างที่ยังมีชีวิต เมื่อจากไปแล้วถ้าเขาอยู่ในภาวะของเปรต แล้วเขารู้และอนุโมทนา ขณะนั้นก็เป็นกุศลที่สามารถที่จะทำให้เขาพ้นจากภาวะนั้นได้ เมื่อเป็นเวลาที่กรรมสมควรที่จะให้ผล

    เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาว่า ถ้าเป็นคนที่ริษยาเห็นใครทำดี ยินดีด้วยไม่ได้เลย ใช่หรือไม่ แม้แต่จะยินดีด้วยยังไม่ได้ ก็ต้องต่างกับจิตที่เราไม่รู้จักเลยทั้งสิ้นว่าเขาเป็นใคร แต่เมื่อเขาทำดี กุศลจิตคือ จิตที่ยินดีด้วยในกุศลที่เขาทำก็เกิดกับเรา ขณะนั้นไม่ใช่ว่าเขามาส่งให้เรา แต่ว่าเป็นกุศลที่ยินดีในกุศลที่คนอื่นทำ วันนี้กลับไปบ้าน คนที่บ้านก็รู้ว่าเราไปไหนมาใช่หรือไม่ แล้วเขาจะยินดีหรือไม่ หรือว่าจะต้องไปบอกเขา บอกแล้วยินดีหรือไม่ก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก็ต้องดูด้วยว่าเขาเข้าใจหรือไม่ว่า การฟังธรรมเป็นกุศลอย่างหนึ่ง เพราะบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยหรืออะไรเช่นนี้ก็แล้วแต่

    ดังนั้น ต่างคนก็ต่างกันสะสมแต่ละอัธยาศัย แต่ให้เข้าใจทุกคำที่เราพูด อนุโมทนาคือ ยินดีในกุศลที่คนอื่นกระทำ อุทิศะแปลว่าเจาะจง แล้วแต่ว่าเราจะเจาะจงให้ญาติพี่น้องหรือใครก็ได้ที่จากไป แต่ถึงใครไม่อุทิศเราก็อนุโมทนาได้ ไม่ต้องคอยให้เขามาอุทิศ

    ผู้ฟัง ขอความกรุณาท่านอาจารย์กล่าวถึงการประพฤติเพื่อดำรงพระศาสนา

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเหตุว่าจะดำรงรักษาอะไรก็ต้องดำรงรักษาสิ่งที่มีค่า สิ่งที่ไม่มีค่าจะดำรงไว้เพื่ออะไร ใช่หรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อการท่องจำ ไม่ใช่เพื่อการพูดตาม หรือไม่ใช่เพียงแต่อ่านแล้วสนทนากันเป็นเรื่องๆ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือแต่ละคำลึกซึ้ง ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพียงคำเดียวก็ผิดใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกคำที่ได้ฟังไม่ประมาท ที่จะต้องเข้าใจจริงๆ จึงสามารถที่จะดำรงรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้

    ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เวลาที่พูดถึงวินะยะ หรือวินัย เป็นธรรมหรือไม่

    อ.คำปั่น เป็น

    ท่านอาจารย์ คำแปลของวินัยหรือวินะยะ คืออะไร

    อ.คำปั่น คือการนำออกซึ่งกิเลสทั้งหลาย

    ท่านอาจารย์ พระธรรมเป็นวินัย และวินัยก็เป็นธรรม ไม่มีการที่จะต้องแยก ไม่เช่นนั้นจะเหลือหรือไม่ถ้าแยกออกไปแล้ว คนที่ศึกษาพระวินัยก็ไม่เข้าใจธรรม คนที่ศึกษาธรรมก็ไม่เข้าใจวินัย แต่ความจริงไม่ได้แยกขาดจากกันเลย เพราะว่าทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งนำออกจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดมากใน ๔๕ พรรษา ที่จะต้องเข้าใจแต่ละคำให้สอดคล้องกัน

    ข้อหนึ่ง ที่จะรักษาพระธรรม รักษาวินัยด้วยหรือไม่ หรือว่ารักษาวินัย รักษาธรรมด้วยหรือไม่ คุณคำปั่น

    อ.คำปั่น ก็คือแสดงถึงความเป็นผู้ที่เข้าใจ ประการต้นเลยคือแสดงถึงว่า เป็นผู้ที่สามารถคุ้มครองรักษาศีลได้เป็นอย่างดี

    ท่านอาจารย์ วินะยะ นำกิเลสออก สิ่งที่ดีคงไม่ต้องนำออก แต่ว่ากิเลสก็ละเอียดมาก จะนำกิเลสออกหมดได้อย่างไร ต้องเมื่อศึกษาธรรม ต้องรู้จุดประสงค์ว่าเพื่ออะไร ศึกษาสำหรับไปสนทนากัน ศึกษาเป็นหัวข้อของนักวิชาการ หรือว่าศึกษาเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าใจเองได้เลย ด้วยเหตุนี้ขณะใดก็ตามที่เข้าใจธรรมถูกต้อง ขณะนั้นนำกิเลสคือความไม่รู้ออกไป ไม่เช่นนั้นให้รักษาศีล แต่ไม่รู้ว่าศีลคืออะไรใช่หรือไม่ ไม่มีความเข้าใจเลยก็มุ่งหน้ารักษาศีลโดยไม่รู้ว่าศีลคืออะไร เพราะฉะนั้น ไม่ได้นำกิเลสออกไปเลย แต่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องละแต่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ว่ามีตัวตนจะไปละ แต่เป็นความเข้าใจถูกจากการได้ยินได้ฟัง และไตร่ตรองจนเข้าใจที่สามารถที่จะละกิเลสได้

    ดังนั้น ถ้าเป็นพุทธศาสนาต้องเป็นเรื่องเข้าใจทั้งหมด พุทธะคือความจริง ตรัสรู้ความจริง สิ่งที่มีจริงทั้งหมดสามารถที่จะรู้เข้าใจได้ เป็นคำสอนซึ่งไม่ได้จำกัดว่าใครเลย พราหมณ์มีความเห็นผิดมาเฝ้า ได้ฟังความจริงแล้วเข้าใจ ขณะนั้นก็คือคำสอนที่ให้เข้าใจเรื่องความจริง ซึ่งไม่ขัดกับคำสอนอื่น ถ้าคนฟังไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตามสามารถเข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏได้ จะไม่เรียกว่าพุทธะก็ได้แต่ก็คือพุทธะนั่นเอง ใช่หรือไม่ จะไปกล่าวว่าอย่างอื่นได้อย่างไร ในเมื่อพูดถึงความจริงซึ่งทำให้เกิดความรู้ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุด ถ้าเป็นพุทธต้องเข้าใจถูก ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นพุทธแล้วไม่เข้าใจเลยและทำสิ่งที่ผิด เช่นนั้นไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ความจริง

    ข้อที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรักษาศีลก็ต้องรู้ว่าศีลคืออะไร ถ้ามีคนบอกให้รักษาศีลจะรักษาหรือไม่ คุณวิชัย

    อ.วิชัย ก็ยังไม่รักษาเพราะยังไม่รู้จักว่าศีลคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ก็อย่าฆ่าสัตว์

    อ.วิชัย เพียงแค่กล่าวก็ยังไม่รู้จักศีลอยู่ดี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่พุทธะ คำสอนของผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง เพราะว่ารักษาศีลกันได้ทั่วโลก แต่ว่ามีใครรู้ความจริงต้องเป็นผู้ที่ฟังพระธรรม

    อ.คำปั่น ก็ยังอยู่ในส่วนของข้อหนึ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง ทั้งหมดคือมาจากความเข้าใจ อันเนื่องมาจากได้ศึกษาในพระธรรมคำสอนเป็นอย่างดี มีความเคารพอย่างยิ่ง ผู้ที่มีความเข้าใจถูกเห็นถูก เวลาที่มีผู้สงสัยที่ต้องการความกระจ่างในส่วนของพระธรรมวินัย ก็สามารถที่จะอธิบายชี้แจงให้ผู้นั้นได้เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะดำรงความถูกต้องให้เจริญมั่นคงต่อไป

    ท่านอาจารย์ ศีลคืออะไรก็ต้องรู้ ถ้าไม่มีจิตจะมีศีลหรือไม่ โต๊ะเก้าอี้มีศีลหรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ศีละคือ ความประพฤติเป็นไปของจิต ซึ่งขณะใดก็ตามเป็นความประพฤติเป็นไปที่ดีงาม ก็เป็นกุศลศีล แต่ขณะใดก็ตามที่จิตประพฤติเป็นไปในทางที่ไม่ดี ก็เป็นอกุศลศีล และสำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์ไม่มีกุศลและอกุศล เพราะเหตุว่าตราบใดที่ยังเป็นกุศลและอกุศลเป็นเหตุให้เกิดผล

    เมื่อพระอรหันต์ดับกิเลสหมดแล้ว คุณความดีงามทั้งหมดที่กระทำไปไม่ใช่กุศล แต่เป็นอัพยากตะหมายความว่า ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจธรรมคือเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ แม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงธรรมในภาษาบาลี ภาษามคธี แต่ก็เป็นสิ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงที่เข้าใจได้ในภาษาของตนของตน ซึ่งเป็นความละเอียดอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่าไม่ใช่เรา

    ถ้าบอกว่าความประพฤติเป็นไปของจิตก็แสดงอยู่แล้วว่า เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ทั้งหมดต้องเป็นอนัตตา นำความไม่รู้ออกไป ไม่ใช่ว่ารักษาศีลแต่ก็ยังคงเป็นเรา

    อ.คำปั่น ทั้งหมดทั้งปวงคือ ความเข้าใจเท่านั้นที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ ที่จะดำรงรักษา แม้ในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ด้วยความเข้าใจ เพราะว่าการที่พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ ก็ด้วยความเข้าใจของผู้ที่มีโอกาสได้ศึกษา เมื่อศึกษาแล้วก็กล่าวแสดงเปิดเผยตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นจะได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อไป

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แต่ละคำสามารถที่จะสนทนาจนเป็นความเข้าใจอย่างมั่นคงถึงที่สุด เพื่อที่จะดำรงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อ.คำปั่น ได้กล่าวไปแล้ว ๒ ข้อคือ สามารถที่จะคุ้มครองรักษาศีลได้เป็นอย่างดี ประการต่อมาคือ เมื่อมีผู้สงสัยก็สามารถที่จะชี้แจงอธิบายให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ แล้วเป็นผู้ที่องอาจแกล้วกล้าเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์ สามารถที่จะชี้แจงในความถูกต้องให้กับผู้อื่นในที่นั้น ได้เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ สงฆ์หมายความถึงอะไร

    อ.คำปั่น หมายถึงหมู่ ถ้าเป็นภิกษุทั้งหลายที่มารวมกัน ประชุมกัน ทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าหมู่แห่งภิกษุ ที่เรียกว่าภิกขุสังฆะ หรือภิกษุสงฆ์

    ท่านอาจารย์ แล้วเราอยู่ที่นี่เป็นหมู่หรือไม่

    อ.คำปั่น ก็เป็นหมู่ของผู้ศึกษาพระธรรม เพราะว่าสังฆะหมายถึงหมู่ ไม่ว่าจะเป็นหมู่อะไรก็ตามก็เป็นหมู่ทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า ต้องเข้าใจทีละคำจะไม่สับสนแล้วเข้าใจละเอียดขึ้น เพราะคำว่าสังฆะคือหมู่ หมู่ของอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุสงฆ์ก็หมู่ของพระภิกษุ ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่เรียกภิกษุ เรียกสงฆ์ หรือไม่ก็เรียกรวมกันเลย คนเดียวก็บอกว่าภิกษุสงฆ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าสงฆ์หมายความถึงหมู่ ภิกษุคือบุคคลแต่ละหนึ่ง ใครทำผิดก็ภิกษุคนนั้นผิด ไม่ใช่หมู่ของภิกษุทั้งหมด

    ผู้ฟัง มีคำถามขอทราบเหตุผล มารดาและบิดาคือเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นพรหมของบุตร

    อ.วิชัย บิดามารดาเป็นผู้ที่มีคุณต่อบุตรแน่นอน เพราะว่าพรหมหมายถึงผู้ประเสริฐ ดังนั้น ผู้ประเสริฐที่สามารถที่จะอุปการะต่อบุตรก่อน โดยที่ก่อนหน้านั้นบุตรไม่ได้กระทำสิ่งที่เป็นอุปการะต่อบิดามารดาเลย บุคคลที่หาได้ยากในโลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงว่าเป็นบุพการี สูงสุดก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์แสดงความเป็นจริงให้บุคคลที่เป็นผู้มืด เป็นผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ได้เกิดความเห็นถูกความเข้าใจถูก แต่ถ้าเป็นคฤหัสถ์ บุคคลที่มีคุณที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรก็คือ มารดาและบิดา

    อ.คำปั่น เป็นที่น่าพิจารณาใช่หรือไม่ว่า หน้าที่ของบุตรธิดาจะต้องกระทำอย่างไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ก็เป็นเรื่องของคุณความดีที่เกิดขึ้นเป็นไป แล้วมีปัญญาที่จะคอยนำทางที่ดี ที่จะทำให้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพราะว่าถ้าเป็นการกระทำในสิ่งที่ดีที่ถูกที่ควร ก็เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและแก่บุคคลอื่น แต่ถ้าเป็นไปด้วยอำนาจของอกุศล มีอกุศลเป็นที่ตั้งก็มีแต่จะกระทำในสิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นโทษกับตนเองเท่านั้น

    ดังนั้น ต้องมีความเข้าใจในความเป็นจริงว่า ความดีคืออย่างไร เป็นสิ่งที่ควรอบรมเจริญให้มีขึ้นหรือไม่ ในทางตรงกันข้าม ความชั่วหรือว่าอกุศลธรรมทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ควรสะสมจริงๆ เพราะว่ามีแต่โทษ ถ้าสะสมอกุศลไป อกุศลก็มีกำลังเพิ่มขึ้นซึ่งไม่มีประโยชน์เลย

    ท่านอาจารย์ เท่าที่ได้ยินมาก็ได้ยินว่า ลูกบางคนพ่อแม่ทอดทิ้ง หรือว่าเกิดมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ แต่เขาอยากรู้เหลือเกินว่าพ่อเขาเป็นใคร แม่เขาเป็นใคร แสดงให้เห็นว่าต่างคนก็ต่างใจ เหตุใดเขาเห็นคนอื่นมีพ่อมีแม่ที่เลี้ยงดูอย่างดี แต่เขาเกิดมา พ่ออยู่ไหน แม่อยู่ไหน เขาก็อยากจะรู้ว่าใครเป็นพ่อแม่เขา นั่นคือธรรมทั้งหลาย แล้วแต่ว่าขณะนั้นจิตนั้นคิดอะไร ด้วยความต้องการจะมีพ่อแม่ หรือว่าอยากจะรู้เพื่ออะไร

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็ไม่สามารถที่จะให้คำตอบสำหรับทุกคนได้ เพราะบางคนเขาเป็นคนที่ดี ใครเป็นพ่อเป็นแม่มีความประพฤติอย่างไรก็ตาม แต่เขาเป็นลูก เพียงเท่านี้ บางคนก็อาจจะคิดถึงว่าที่จะเกิดมาได้ในโลกนี้ต้องมีพ่อแม่แน่นอน ดังนั้นไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของพ่อแม่ แต่เรื่องของเขา คนที่อยากมีพ่อ อยากมีแม่ เขาอยากจะมีเพื่อความอบอุ่น หรือว่าอยากจะมีเพื่อที่จะตอบแทนคุณ ก็แล้วแต่แต่ละบุคคลซึ่งเป็นเรื่องของต่างคนต่างใจ แต่ให้ทราบว่าทั้งหมดเป็นธรรม

    แม้แต่จะเกิดมา กี่คนที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ไม่ใช่ทั้งหมดใช่หรือไม่ เหตุใดคนนี้เกิดมาแล้วพ่อแม่ทิ้งไป แต่ละหนึ่งขณะจิต ให้ทราบว่าที่เราเรียนเรื่องของธรรมคือจิต คือไม่มีเรา แต่ว่าทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไปเช่นนั้น เลือกไม่ได้เลย แม้แต่จะเลือกเกิดก็เลือกไม่ได้ เลือกให้พ่อแม่ดูแลอย่างดีก็เลือกไม่ได้ เลือกให้พ่อแม่ทิ้งขว้างก็เลือกไม่ได้ เลือกว่าพ่อแม่อยู่ไหนไม่รู้ก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน แต่เมื่อเกิดมาแล้วสิ่งที่ดีที่สุดก็คือเป็นคนดี

    ใครจะเป็นอย่างไรก็แทนกันไม่ได้เลย จะนำความดีของเราไปให้คนอื่นก็ไม่ได้ จะนำความชั่วของเขามาให้เราก็ไม่ได้ แต่ว่าประโยชน์ของการเกิดเป็นมนุษย์ก็คือ มีโอกาสได้ทำความดี และนอกจากนั้นถ้าเป็นกุศลที่สะสมมาก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ จนถึงความเป็นพระอรหันต์ มีในพระไตรปิฎกหรือไม่ ก็ไม่ต้องไปกังวล

    ทั้งหมดไม่ใช่เรา เป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย การเกิดเป็นมนุษย์มีโอกาสที่จะทำความดีทุกอย่างทุกประการที่สามารถจะทำได้ แม้เพียงเล็กน้อย เพราะเหตุว่าถ้าขณะนั้นไม่ใช่จิตที่ดีก็เป็นอกุศลจิต แม้เพียงนิดเดียว ต่อไปจะเห็นค่าของหนึ่งขณะที่เป็นกุศล หรือแม้แต่การฟังธรรมและเข้าใจแต่ละคำ แม้คำเดียวก็มีค่าที่จะทำให้เข้าใจคำอื่นต่อไปอีก

    ดังนั้น แต่ละหนึ่งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ส่วนใหญ่จะไม่คิดถึงข้างหน้ายาวไกลถึงชาติหน้า แต่จะคิดเพียงแค่อาทิตย์นี้ อาทิตย์หน้า โครงการต่างๆ ก็สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่มีใครคิดถึงโครงการของชีวิต หรือว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากชาตินี้บ้าง เพราะเหตุว่าถ้าได้สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก แม้เพียงเล็กน้อยไม่ได้สูญหายไปไหนเลย แต่ให้รู้ว่าโอกาสที่จะได้ฟังสิ่งซึ่งยากที่จะได้ฟัง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ฟัง แล้วไม่ได้หมายความว่าทุกชาติจะได้ฟัง แต่ว่าประมาทไม่ได้เลยว่า เป็นสิ่งที่มีเป็นปกติแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความไม่รู้มากมายเท่าไรที่สามารถปิดกั้นทุกขณะในขณะนี้ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าไม่ใช่เราเลย แต่ว่าเป็นหนึ่ง แต่ละสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จนกว่าจะค่อยๆ สะสมความเข้าใจไปเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อจะรีบร้อนไปรู้และไปสู่สำนักปฏิบัติ ซึ่งไม่ได้ทำให้เข้าใจธรรมเลย

    ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะรู้หรือไม่ว่าคำไหนจริง และคำไหนไม่จริง ดังนั้นเป็นการที่ไม่ประมาทเลยว่า สิ่งที่มีและคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นค่อยๆ เข้าใจมั่นคงขึ้นว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ถ้ากระทบสัมผัสหรือปรากฏเมื่อไรกว่าจะรู้ว่า นั่นไม่ใช่เรา อีกนานหรือไม่ แต่จากการที่ค่อยๆ ได้ฟัง แข็งมีจริง ถ้าแข็งไม่เกิด ก็ไม่มีแข็ง เดี๋ยวนี้แข็งปรากฏเพราะมีธาตุรู้แข็งเกิดขึ้น ธาตุรู้เกิดขึ้นแล้วดับไป แข็งก็ดับไป เท่านี้ ฟังบ่อยๆ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น โดยวันหนึ่งก็สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่ว่าต้องมีการเข้าใจถูกตั้งแต่เบื้องต้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    2 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ