ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๙๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ค่อยๆ คลายความติดข้อง รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว แล้วรู้หรือไม่ว่า เพียงไม่ปรากฏนั่นคือดับแล้ว เรายังจำว่ามี แต่ความจริงไม่มีเมื่อประจักษ์ว่าสิ่งนั้นเกิดและดับ เพราะฉะนั้นปัญญาก็ต้องมีหลายขั้น ขั้นที่สามารถค่อยๆ ละคลายความเป็นเราซึ่งยึดถือมานาน ถ้าไม่รู้จริงๆ ประจักษ์จริงๆ เช่นนั้น ละไม่ได้เพราะหนาแน่นเหนียวแน่นมาก ต้องเห็นจริงเลย ใครมาบอกเราสักเท่าไร ถ้าเราไม่ประสบเหตุการณ์นั้น เราจะรู้หรือไม่ว่าเป็นอย่างไร ต่อให้เขาบอกเราสักเท่าไร ละเอียดยิบอย่างไรก็ตาม แต่เหตุนั้นยังไม่ปรากฏให้เห็น เราก็ยังไม่รู้เหตุนั้นเพราะสิ่งนั้นยังไม่ปรากฏ แต่เมื่อสิ่งนั้นปรากฏ ใครบอกอย่างอื่นเราก็ไม่เชื่อเพราะได้ประจักษ์แจ้งแล้ว
เพราะฉะนั้น การเกิดดับเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดงหนทางว่า ขณะนี้ไม่มีทางเห็นการเกิดดับ เพราะถูกปิดกั้นด้วยการสืบต่ออย่างเร็วมากของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ต้องรู้ความต่างของทีละหนึ่งในขั้นการฟัง ที่รู้จริงๆ ว่าสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้สั้นมาก เพียงหลับตาไม่มี อะไรถูก อะไรจริง คนที่เราเห็นตอนลืมตามีจริงๆ หรือไม่ หรือมีเพียงสิ่งที่ปรากฏ เหมือนเราดูหนังดูละครโดยไม่ต้องเปิดโทรทัศน์ เดี๋ยวนี้เอง เหมือนกันเลยใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีรูปแต่ละรูป จะมีเรื่องทั้งเรื่องในโทรทัศน์หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ดอกไม้ก็ไม่มี คนก็ไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏไม่ว่าที่ไหน ในจอ นอกจอ ตรงไหนก็ตาม ความไม่รู้ก็ปิดกั้น สิ่งที่เกิดดับก็ไม่ปรากฏ แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ที่ปิดกั้น เมื่อถึงระดับของปัญญาที่ประจักษ์แจ้งพร้อมเมื่อใด สิ่งนั้นปรากฏโดยความเป็นอนัตตา ไม่ต้องหวังไม่ต้องรออะไรเลย เพราะถึงหวังไปรอไป ถ้าเหตุไม่สมควรแก่ผลก็ไม่มีอะไรที่จะปรากฏตรงอย่างที่ได้ฟัง แต่ถ้าปรากฏ ค่อยๆ เข้าใจว่าจริงทุกคำ เพราะฉะนั้นเราจะค่อยๆ รู้ว่า เหตุใดเห็นเป็นดอกไม้ เหตุใดเห็นเป็นคน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเราจะมีความผูกพันหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เมื่อมีเรา ก็ต้องมีคนอื่น มีเขา มีสิ่งต่างๆ ให้ติดข้องใช่หรือไม่ แต่ถ้ารู้ความจริงว่าเพียงปรากฏแล้วดับ ให้เห็นกับตาเลยเช่นนี้เลย เมื่อนั้นเองจึงมั่นคงที่สุดไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรจะกลับไปคิดว่าไม่เกิดดับ เพราะฉะนั้น ปัญญาของการเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับขั้น เครื่องพิสูจน์ก็คือเห็นเดี๋ยวนี้เกิดดับหรือยัง
ผู้ฟัง แสดงว่ายังไม่รู้ แต่ก็พอจะ ...
ท่านอาจารย์ ถ้าประจักษ์จริงๆ ไม่มีอื่นเลยนอกจากเห็นอย่างเดียว คิดดู โลกทั้งโลกไม่มีเลย ถึงจะชัดแจ้งยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ถ้ารวมๆ เช่นนี้ไม่มีทางชัดเพราะหลายอย่าง ไม่รู้อะไรเกิด อะไรดับ ปรากฏติดต่อกันไป
ผู้ฟัง สงสัยมานานมาก รูปขันธ์ กับ รูปธรรม แตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ รูปคืออะไร
ผู้ฟัง สภาพที่ไม่รู้อะไรเลย
ท่านอาจารย์ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดหรือไม่ ถ้าไม่มีสภาพรู้ก็ไม่เกิด
ท่านอาจารย์ นี่คือว่าเราไม่ได้เข้าใจทีละคำ เพราะฉะนั้นฟังธรรม ฟังด้วยการไตร่ตรองแล้วก็เข้าใจ ไม่ปะปนกัน ทีละคำ รูปมีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ รูปคืออะไร
ผู้ฟัง คือสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรถึงมี
ผู้ฟัง เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิด มีหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าไม่เกิด ก็คือฟังมาว่าเสียงในป่าที่มี
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ฟังมา ถามว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เกิดขึ้นจะมีหรือไม่ เดี๋ยวนี้เลยเห็นหรือไม่ ฟังใหม่ตอบได้
ผู้ฟัง สิ่งที่มี กับ สิ่งที่เกิดปรากฏ เหมือนกันหรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ถามให้คนอื่นตอบ แต่ต้องไตร่ตรอง เดี๋ยวนี้มีอะไร
ผู้ฟัง มีสิ่งที่เห็น
ท่านอาจารย์ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่ มีเสียง
ท่านอาจารย์ เสียงเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ สิ่งที่ปรากฏเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิด ไม่มี ใช่หรือไม่ เกิดแล้วดับหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดแล้วต้องดับทันทีเลย
ท่านอาจารย์ นั่นคือความหมายของขันธ์ อะไรก็ตามที่มีเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นขันธ์ทั้งหมด ไม่เว้นเลย คือเราต้องเข้าใจคำอีกภาษาหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราจะมาใช้พูดไปในภาษาของเรา แต่ไม่รู้ว่าความหมายเดิมคืออะไร สิ่งที่มีจริงเป็นธรรมใช่หรือไม่ ธรรมทั้งหมดที่เกิดดับเป็นขันธ์ เพราะฉะนั้นความหมายของขันธ์คือสิ่งที่เกิดดับ และสิ่งที่เกิดดับมีมากหรือไม่
ผู้ฟัง มาก
ท่านอาจารย์ ดับแล้วกลับมาอีกได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่กลับมาอีก
ท่านอาจารย์ แต่ละหนึ่งในสังสารวัฏฏ์
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ บางขันธ์หยาบ บางขันธ์ละเอียด บางขันธ์เลว บางขันธ์ปราณีต บางขันธ์อยู่ภายใน บางขันธ์อยู่ภายนอก แต่อะไรก็ตามไม่ต้องคิดมากเลย สรุปรวมความว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด สิ่งนั้นดับ เป็นขันธ์ทั้งหมด แต่ละหนึ่งด้วย
ถ้าพูดว่ารูปขันธ์ หมายความถึงประเภทของธรรมที่เกิดดับแต่ไม่รู้อะไร จึงเป็นรูปขันธ์ เพราะว่าเป็นรูปที่ไม่รู้อะไรแล้วก็เกิดดับ เพราะฉะนั้นจิตมีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับทันทีเลย
ท่านอาจารย์ เป็นรูปหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นนาม
ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลย เพราะมีรูปเมื่อไรเป็นรูปเมื่อนั้น ไม่ใช่เป็นนาม แต่เป็นธาตุรู้เมื่อไรก็ต้องเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่เป็นรูป เพราะฉะนั้น นามธรรมและรูปธรรมแยกกันโดยเด็ดขาด ธาตุรู้เป็นจิตเป็นประธานในการรู้แจ้ง และสภาพธรรมอื่นๆ โลภ โกรธ หลง อิสสา ริษยา เหล่านี้ไม่ใช่จิต เพราะจิตเพียงเห็นแจ้งรู้แจ้งอารมณ์ คือสิ่งที่ถูกจิตรู้เท่านั้น แต่ลักษณะอื่นทั้งหมดในวันนี้ที่เป็นธาตุรู้ เป็นเจตสิกเกิดกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต ดับหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดแล้วต้องดับทันที
ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าเกิดแล้วดับทันทีก็คือเป็นขันธ์
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นรูปขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง เจตสิก ไม่ใช่รูปขันธ์
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นสังขารขันธ์ แล้วก็สัญญา เวทนาด้วย
ท่านอาจารย์ เป็นนามขันธ์ กล่าวสองคำก่อน ธรรม ๑ แยกเป็น ๒ คือนามธรรมกับรูปธรรม แยกเป็น ๓ จิต ๑ เจตสิก ๑ รูป ๑ ทั้งหมดที่เราเห็นเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย แท้ที่จริงแล้วโดยธาตุแท้จริงๆ ก็คือเป็นรูปแต่ละรูป ต่างกันเป็น ๒๘ รูป และจิตก็ต่างกันไปตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท ปนกันไม่ได้เลย
สติไม่ใช่ปัญญา ปัญญาไม่ใช่ความรู้สึก แต่ละหนึ่งๆ เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสภาพรู้ ธาตุรู้ จึงเป็นนามขันธ์ จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แสดงว่าเป็นนามขันธ์ ถ้ากล่าวถึงโดยนัยของขันธ์ ๕ เป็นรูปขันธ์ ๑ เป็นนามขันธ์ ๔ นามขันธ์ ๔ ไม่แยกกันเลย เพราะฉะนั้น นามขันธ์ที่เป็นใหญ่เป็นประธานก็คือจิต เป็นวิญญาณขันธ์ เหลือนามขันธ์อีก ๓
ความรู้สึกมีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ สำคัญหรือไม่
ผู้ฟัง สำคัญมาก
ท่านอาจารย์ เป็นที่ตั้งของความยึดถืออย่างยิ่ง ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เกิดมาต้องการสุขใช่หรือไม่
ผู้ฟัง อย่างเดียวเลย
ท่านอาจารย์ เวทนาเป็นภาษาบาลี หมายความถึงสภาพความรู้สึก เป็นเจตสิกที่เกิดแล้วต้องรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดในความรู้สึก ๕ อย่าง เฉยๆ หรือว่าดีใจ เสียใจ ทางใจ หรือว่าทุกข์กาย ทุกข์ใจ นั่นคือเมื่อใดเกิดขึ้นเมื่อนั้นเป็นธรรมที่เกิดขึ้นรู้สึก ไม่ใช่เรา ยึดมั่นความรู้สึกนั้นว่าเป็นเราจึงเป็นอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ตามความยึดถือ ยึดถือในรูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าและรูปอื่นๆ ด้วย อะไรก็ตามที่เกิดมี เป็นที่ตั้งของความยึดถือ และขณะที่ยึดถือความรู้สึกสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเวทนาเจตสิก ๑ เป็นเวทนาขันธ์ตามการยึดถือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ แล้วยังมีสัญญาขันธ์คือสภาพจำ นี่ใคร
ผู้ฟัง คุณหมอวิภากร
ท่านอาจารย์ นี่อะไร
ผู้ฟัง ดอกไม้
ท่านอาจารย์ จำตลอด เพราะฉะนั้นความจำสำคัญหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่ากว่าจะละความไม่ใช่เรา จำคือจำ แล้วจำจนกระทั่งลืมไปเลย เป็นเราจำหมดเลย ไม่รู้สักนิดว่า จำเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นกว่าจะหมดความเป็นเรา ต้องหมดความเป็นเราจากขันธ์ทั้ง ๕ แม้แต่สัญญาเวลานี้ไม่เคยรู้เลยว่าอยู่ในโลกของความจำ แม้แต่คิด ทุกเรื่องที่คิดเป็นเรื่องที่จำ ถ้าไม่เห็น จะจำหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็นก็ไม่มีอะไรมาให้จำ
ท่านอาจารย์ แต่เห็นแล้วไม่จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จำจนคิดเรื่องที่เห็น เป็นคุณวิชัย เป็นดอกไม้ เป็นอะไรก็จากสิ่งที่เห็นทั้งนั้นเลย ความจำมีจริงเกิดดับอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยให้มีการปรุงแต่งตามความจำ ความรู้สึกเป็นสุขเกิดขึ้นจำได้หรือไม่
ผู้ฟัง จำได้ แต่ก็ชั่วระยะเดียว
ท่านอาจารย์ แต่ก็อยากมีความรู้สึกนั้นอีกใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะจำความรู้สึกนั้น จึงอยากมีความรู้สึกนั้นอีกก็ปรุงแต่งสรรหาความรู้สึกนั้น ชอบอาหารเผ็ดๆ ชอบอาหารอร่อยร้านนี้ สัญญาความจำและความรู้สึกที่สำคัญมากก็ปรุงแต่งให้ไม่ไปไหน ไปแต่ตรงนั้น ใช่หรือไม่ แสวงหาอยู่ตลอดเวลาด้วยโลภะ ด้วยความไม่รู้
เพราะฉะนั้นทั้ง ๕ ขันธ์ เป็นอุปทานขันธ์เพราะยึดถือครบทั้งหมดโดยไม่รู้เลย ละ ต้องละครบ เหลือไม่ได้ ถ้าเหลือก็คือยังเป็นเรา เแม้แต่ดูโทรทัศน์ จำหรือไม่
ผู้ฟัง จำ
ท่านอาจารย์ อ่านหนังสืออ่านเล่น จำหรือไม่
ผู้ฟัง จำ
ท่านอาจารย์ อ่านหนังสือพิมพ์ จำหรือไม่
ผู้ฟัง จำหมด
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไร คนก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพียงหน้าสีดำๆ ขาวๆ เป็นเรื่องยาวเลย คนนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไรมาบ้าง จำไว้ทั้งหมด เป็นโลกของความจำ ดังนั้นญาธาตุต่างกันเป็น รู้โดยสัญญา รู้โดยวิญญาณ รู้โดยปัญญา แล้วถ้าเราไม่ได้ฟังก็เป็นเราทั้งนั้นเลย กี่ภพกี่ชาติไม่มีการจะรู้ว่าสัญญาจำเพราะเห็น ถ้าไม่เห็นจะไปจำได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ยินจะไปจำได้อย่างไร เพราะมีเห็นขณะนั้น สภาพจำเกิดพร้อมจิตที่รู้แจ้งเลย จิตที่รู้แจ้งคือจิตที่เห็น เวลานี้เห็นอะไร นั่นคือจิตเห็น แต่ว่ามีสภาพจำเกิดพร้อมกันเลยและจำสิ่งที่เห็นด้วย เล่าได้ อธิบายได้ ฝันถึงได้ ถ้าไม่จำจะฝันหรือไม่
เพราะฉะนั้น สัญญาปรากฏอยู่ทุกขณะ แต่ปรากฏกับความไม่รู้ กับปรากฏกับกว่าจะรู้ในความไม่ใช่เรา นี่คือความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปาฏิหาริย์ ใช้คำว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งความเข้าใจซึ่งไม่เคยมีเลยก็ค่อยๆ เกิดขึ้น เข้าใจขึ้น เพิ่มขึ้น มั่นคงขึ้น แสดงว่าจิตขณะไหนสงบ ขณะไหนไม่สงบ ถ้าขณะใดก็ตามไม่เป็นสภาพจิตที่ดีงาม ขณะนั้นจะกล่าวว่าสงบไม่ได้ เพราะสงบต้องสงบจากอกุศล จากความไม่รู้ นั่งนิ่งๆ ไม่รู้อะไรแล้วบอกว่าสงบ ไม่ใช่ความสงบ เพราะเป็นอกุศล สงบต้องสงบจากกิเลส สงบจากอกุศล เพราะอกุศลไม่สงบ
ผู้ฟัง จะขออนุญาตกลับมาที่รูปธรรม ขณะที่คนเราตาย ขันธ์ดับกี่ขันธ์
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นขันธ์ ไม่ดับมีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นขันธ์ ที่กล่าวว่าขันธ์ ที่เรียกว่าขันธ์ เพราะเกิดดับหลากหลายมาก ทุกอย่างที่เกิดดับเป็นขันธ์ จิตเป็นขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์อะไร
ผู้ฟัง วิญญาณขันธ์
ท่านอาจารย์ วิญญาณขันธ์ และขณะที่ตาย จิตเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เกิดแล้ว
ท่านอาจารย์ จิตขณะสุดท้ายเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดแล้วก็ดับ จุติจิต
ท่านอาจารย์ เกิดดับ ถ้าไม่เกิดจะดับได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นที่ว่าตาย ถ้าจิตนี้ไม่เกิดก็ยังคงเป็นบุคคลนี้อยู่ แต่เมื่อจิตนี้เกิดคือจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เป็นผลของกรรม จะอยู่ต่อไปเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้สักขณะเดียว ต้องพ้นจากสภาพความเป็นบุคคลนี้ ทันทีที่จิตนี้เกิดขึ้นเป็นผลของกรรมแล้วดับไป จึงเป็นจุติจิต เป็นกิจหนึ่งของจิต
จิตแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานซึ่งเราไม่รู้ เราคิดว่าเป็นเราทั้งหมดเลย เห็นก็เป็นกิจหนึ่งของจิต ได้ยินก็เป็นกิจของจิต ได้กลิ่นก็เป็นกิจของจิต ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยขาดจิตสักขณะเดียว ต่างกันหลากหลายมาก เพราะฉะนั้น หนึ่งขณะเท่านั้นในชาตินี้คือปฏิสนธิ อีกหนึ่งขณะเท่านั้นเกิดอีกไม่ได้ก็คือจุติ เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว จิตนี้เกิดเมื่อไรทำกิจที่จิตอื่นทำไม่ได้เลย ทำกิจพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ทันทีที่จิตนี้ดับ เงินทองซื้อไม่ได้ จะไหว้กราบขอร้องอย่างไรก็ไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกรรม
ดังนั้น ไม่มีใครสามารถจะไปห้ามปัจจัยซึ่งเป็นธรรมได้ เพราะไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา ต้องเป็นไป ธรรมตาคือ ธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นและต้องดับไป จึงต้องมั่นคงว่าทุกอย่างที่เกิดดับเป็นขันธ์ทั้งหมด จิตขณะสุดท้ายก็ต้องเป็นขันธ์ เกิดดับ จะบอกว่าไม่เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วจะบอกว่าไม่ดับก็ไม่ได้ สิ่งที่เกิดดับความหมายคือเป็นขันธ์ เพราะเกิดแล้วดับไป มีอะไรที่ไม่ใช่ขันธ์หรือไม่
ผู้ฟัง มี นิพพาน
ท่านอาจารย์ นิพพานไม่เกิด ดับไม่ได้เพราะไม่เกิด เพราะฉะนั้นพ้นจากขันธ์ เป็นขันธวิมุตติ สิ่งเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นขันธ์ทั้งหมด
ผู้ฟัง จะขอเรียนถามข้อสงสัยคือเสียงในป่า
ท่านอาจารย์ เสียงในป่า เวลานี้เสียงอะไร
ผู้ฟัง เวลานี้ไม่มีเสียงในป่า
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราคิดถึงเสียงในป่า แต่ไม่ได้ยินเสียงในป่า จำว่ามีป่า และเคยมีเสียงในป่า
ผู้ฟัง ก็เลยอยากจะทราบว่าเสียงในป่าเป็นรูปขันธ์หรือไม่
ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้อะไรที่ไม่เกิดดับไม่ใช่ขันธ์ อะไรที่เกิดดับต้องเป็นขันธ์ ปรากฏหรือไม่ปรากฏก็แล้วแต่ ไม่ปรากฏก็ได้ ข้างนอกถนนมีเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง มี มีเสียงรถ
ท่านอาจารย์ เกิดดับหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดดับ
ท่านอาจารย์ ปรากฏหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเสียงที่เกิดดับ อะไรๆ ที่เกิดดับเป็นขันธ์ แต่ปรากฏหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีกี่ขันธ์
ผู้ฟัง ขณะนี้ก็มีครบทั้ง ๕ ขันธ์
ท่านอาจารย์ ขันธ์ไหนปรากฏ เห็นหรือไม่ว่ามีก็ไม่ปรากฏ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เสียงรถยนต์ก็ยังเป็นรูปขันธ์
ท่านอาจารย์ เกิดหรือไม่ ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เกิด
ท่านอาจารย์ ไม่เกิดแล้วจะมีเสียงหรือ
ผู้ฟัง ขณะนี้ไม่เกิดกับเรา
ท่านอาจารย์ ไม่เกิดก็ไม่เกิด แต่ข้างนอกถนนมีเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เพราะเราจำว่ามี ใช่หรือไม่ อาจจะไม่มีก็ได้ แต่สิ่งที่มีที่กำลังปรากฎ จะบอกว่าไม่มีได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเข้าใจ
ผู้ฟัง ถึงอยากจะทำความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ เป็นขันธ์ทั้งหมด เท่านี้ จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น หนึ่งขณะจิตที่เกิด กี่ขันธ์
ผู้ฟัง พร้อมกันหมดทั้งนามขันธ์ทั้ง ๔
ท่านอาจารย์ นามขันธ์ ๔ นามขันธ์ที่ไม่ปรากฏก็เกิดใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วก็ดับด้วยใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ไม่ปรากฏ ปรากฏเพียงขันธ์เดียว ทีละหนึ่งขันธ์ แล้วแต่จะรูปขันธ์ปรากฏ เวทนาขันธ์ปรากฏ สัญญาปรากฏ หรืออะไรก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี แต่ปรากฏทีละหนึ่ง ปรากฏพร้อมกันทั้ง ๔ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ไม่ปรากฏไม่มี เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น จะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ดับไป สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วดับเป็นขันธ์ทั้งหมด ไม่ว่านามธรรมหรือรูปธรรม
-------------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ คอนโดพระยาภิรมย์
วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
-------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ฟัง ตอนเริ่มศึกษาธรรมใหม่ๆ ก็ยังสนใจที่จะรู้วิปัสสนาญาณเป็นอย่างไรตามที่ได้เรียนในตำราอะไรเช่นนี้ แต่เมื่อฟังท่านอาจารย์มาระดับหนึ่งแล้วเหมือนกับว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องวิปัสสนาญาณอะไรเลย เพียงสัจจญาณความรู้ความเข้าใจขั้นการฟังให้เข้าใจเสียก่อน
กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า สมควรหรือไม่ที่เราจะต้องกลับไปทบทวนวิปัสสนาญาณในตำราบ้าง คือจริงๆ แล้วไม่อยากจะไปสนใจตรงนั้น เพราะว่าอยากจะให้ความสำคัญตรงขั้นการฟัง แม้แต่ก่อนที่จะถึงสติปัฏฐานจะเกิด คิดว่าตรงนี้สำคัญมากกว่า ขอความกรุณาท่านอาจารย์แนะนำ
ท่านอาจารย์ ต้องขออนุโมทนาคุณกฤษณา เพราะเป็นสิ่งที่ยากแสนยากที่ควรจะเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพราะเหตุว่าก่อนๆ นี้ไม่ใช่เรื่องละ กว่าจะมาถึงการเข้าใจพอที่จะละ ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจคือ สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ โดยความเป็นอนัตตา โดยความไม่ใช่เรา ไปพากเพียรพยายาม กว่าปัญญาของเขาจะค่อยๆ ทำหน้าที่รู้ว่าจุดประสงค์จริงๆ คืออะไร
พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพราะเหตุว่าไม่พอที่เพียงคำสองคำที่จะบอกว่า เห็นไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา ใช่หรือไม่ แต่กว่าพระธรรมจะเรียกให้มารู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ตรงตามความเป็นจริงต้องอาศัยการที่รู้ว่าสะสมอกุศลมามากมายมหาศาล ไม่รู้จะนำอะไรไปขัด ไปละ ไปทำให้ค่อยๆ หลุดไปได้ใช่หรือไม่ เนื่องจากประมาณไม่ได้เลยในเรื่องของความไม่รู้กับความเป็นตัวเรา เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมต้องฟังด้วยความละเอียดโดยการที่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้เพียงแค่ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ยิ่งไปตั้งหน้าพากเพียรยิ่งจะรู้ ยิ่งไม่ใช่ เพราะขณะนั้นโลภะที่มีความไม่รู้เป็นเหตุ กำลังทำหน้าที่เต็มที่อย่างละเอียดซึ่งไม่มีใครรู้เลย เช่น ขณะนี้กำลังเห็นอยู่นี้ ใครจะรู้ว่าเพียงเห็น จิตเห็นดับไป ๓ ขณะ โลภะเกิดแล้ว โลภะจะพาไปอย่างละเอียดตลอด
ถ้าไม่มีการฟังไตร่ตรองความลึกซึ้ง เหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่น้อมพระทัยจะทรงแสดงทันทีที่ได้ตรัสรู้ แต่เพราะเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีจริง และคนที่ได้สะสมความรู้ความเข้าใจมาแล้ว สามารถจะค่อยๆ รู้ขึ้นได้ทีละเล็กทีละน้อย นี่คือถูกต้องที่สุด ไม่มีใครสามารถจะนำอะไรไปขัดเกลาเห็น ซึ่งกำลังเป็นเราเห็นขณะนี้ได้เลย ต่อให้คำทั้งหมดของพระไตรปิฎกก็ไม่ได้ เพราะคำนั้นเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่คำของเราที่เป็นคำจริงที่จะรู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังเหมือนเดิม ฟัง ๓๐ ปี เห็นก็เป็นเห็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ ความเป็นเราที่จะค่อยๆ ละคลายไปไม่ได้ปรากฏเลย เพราะกิเลสอื่นมีมากคอยเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ทางตาเห็นทันทีก็เป็นอะไรต่างๆ ไปแล้ว ไม่พอยังไปหามาอีก ขวนขวายไม่รู้จบ เห็นทั้งวัน แสวงหาทั้งวัน แสดงให้เห็นว่า เพียงทางเดียวความไม่รู้ยังมากมาย ของเก่าก็มาก ของใหม่ก็มาก
เพราะฉะนั้น จะแหวกว่ายออกจากวังวนของความไม่รู้ได้อย่างไร นอกจากเป็นเรื่องละ เรื่องเดียวที่จะต้องมั่นคงว่า พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นเรื่องละ แต่ว่าไม่ใช่ละด้วยการไปเป็นเราพยายามพากเพียร แต่ต้องเป็นละด้วยการเห็นความลึกซึ้ง และการที่เห็นความลึกซึ้งเป็นปัญญาขั้นต้น เมื่อเห็นความลึกซึ้งแล้วจะทำอย่างไรก็ไม่มีหนทาง เพราะเครื่องพิสูจน์อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เดี๋ยวนี้
ฟังเท่าไรถ้ายังไม่ถึงเวลา ปัญญาไม่สามารถที่จะถึงระดับประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรมได้ แต่เห็นหรือไม่ว่า ถ้าไม่มีสักหนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์ที่พระโพธิสัตว์ได้สะสมบารมี ก็จะไม่ถึงการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้หนึ่งขณะเดียวซึ่งมองไม่เห็นเลยแล้วเราก็ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก
ใครเขาจะไปถึงไหน ไปเป็นพระอรหันต์ เป็นอะไรโดยไม่รู้อะไรนั่นเป็นเรื่องของเขา แต่ว่าความเป็นผู้ตรงก็รู้ว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีใคร มีแต่ธรรม เท่านี้ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครก็มีตั้งมากมาย ใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้ไม่มีใคร มีแต่ธรรมทีละหนึ่ง ลึกซึ้งเข้าไปอีกซึ่งเกิดและดับ ไม่มีใครยับยั้งได้เลย นานแสนนานแล้วจะต่อไปอีกนานแสนนาน เพราะฉะนั้น ระหว่างนานแสนนานที่แล้วมากับนานแสนนานต่อไป ความไม่รู้จะเพิ่มขึ้นเพียงใด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320