ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย

    วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดยิบ เมื่อสักครู่นี้เรากล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในโลกประเภทใหญ่ๆ คือประเภทหนึ่งไม่รู้อะไรเลย ใส่ชื่อลงไป ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง สภาพที่มีจริงเกิดจริงๆ มีจริงๆ แต่ไม่รู้อะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า รูปธรรม รูปะธรรมะ คนไทยเรียกสั้นๆ ว่ารูปธรรม ได้ยินบ่อย คนไทยใช้คำภาษาบาลีมากแต่ไม่ได้เข้าใจ เข้าใจผิดหมดเลย เคยได้ยินคำว่านามธรรม ใช่หรือไม่ และคืออะไร

    ผู้ฟัง ขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปก็เป็นรูปธรรม ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นนามธรรมทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ รูปคืออะไร

    ผู้ฟัง รูปคือสิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้

    ท่านอาจารย์ เช่น

    ผู้ฟัง ตอนนี้ตาเห็น เราก็เห็นรูป เช่นตอนนี้เสียงมาสัมผัสโสต เราได้ยินเสียง เสียงก็เป็นรูปชนิดหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ อะไรอีก

    ผู้ฟัง ถ้าเกิดการสัมผัสรส รสก็เป็นรูปชนิดหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ อย่างเช่นวิญญาณ การได้หมายรู้ เมื่อรูปมาสัมผัสถูกดวงตา วิญญาณเราก็จะรับรู้ในรูปนั้น

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีวิญญาณหรือไม่

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้มี มีวิญญาณอยู่ทั้ง ๖ ปสาทเลย

    ท่านอาจารย์ ลองกล่าวถึงวิญญาณแต่ละหนึ่ง

    ผู้ฟัง ก็มีจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นธรรมมีสองอย่าง ถ้าเป็นรูปธรรมไม่รู้อะไรเลย พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาว จักรวาลอะไรที่ไม่ใช่รู้ทั้งหมด เป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ ใช้คำว่าธาตุ หมายความว่าสิ่งนั้นมีจริงแล้วเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลย เราพูดถึงธรรมว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลย แต่เรายังขยายต่อไปอีกว่าธรรมนั้นแต่ละหนึ่งเป็นธาตุ หมายความว่าดำรงความเป็นภาวะนั้น เปลี่ยนไม่ได้ ใช่หรือไม่ แข็งเป็นแข็ง เสียงเป็นเสียง

    ธรรมหรือธา-ตุ ความหมายเดียวกัน แต่เพิ่มความเข้าใจให้มั่นคงว่า สิ่งที่มีไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย จะเรียกหรือไม่เรียกก็เปลี่ยนสิ่งนั้นไม่ได้ เปลี่ยนชื่อได้แต่เปลี่ยนลักษณะไม่ได้ เปลี่ยนชื่อตามภาษาต่างๆ แต่ต้องเข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดต่างกันเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คืออย่างหนึ่งไม่รู้อะไร รู้ไม่ได้เลย เกิดขึ้นเป็นแข็งจะไปรู้อะไรได้ แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ โลกก็ไม่มี อะไรก็ไม่มีใช่หรือไม่ จะปรากฏได้อย่างไร ไม่มีอะไรไปรู้ แต่ที่ปรากฏเพราะธาตุรู้เกิดขึ้น ธาตุรู้ที่อาศัยตามาจากไหน ไปซ่อนอยู่ตรงไหนหรือไม่ ไม่ได้ซ่อนอยู่ มีสิ่งหนึ่งกระทบตาเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้น แต่ธาตุรู้ก็เกิดเองไม่ได้

    เพราะฉะนั้น มีรูปธรรมไม่รู้อะไร นามธรรม ธาตุรู้มีสองอย่าง ไม่ว่าใครไม่สามารถจะกล่าวถึงความละเอียดเช่นนี้ได้เลย สองอย่างต่างกันคือ อย่างหนึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งนั้น มีหน้าที่อย่างเดียวคือรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ภาษาบาลีจะใช้หลายคำ ใช้คำว่าจิต จิตตะ วิญญาณ มโน มนัส หทย หรือปันฑระก็ได้ หมายถึงธาตุรู้ทั้งนั้น โดยที่แต่ละคำก็มีความหมาย เช่น หทยคือภายใน ในที่สุด ไม่มีอื่นที่จะในกว่านี้ก็คือจิต สีสันยังเป็นภายนอกจริง เสียงก็เป็นภายนอก แต่ธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธาน เกิดเองไม่ได้ ต้องอาศัยธรรมซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ด้วยกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน

    เมื่อเป็นธาตุรู้เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน และสภาพนั้นเกิดในจิตด้วย ไม่ไปเกิดที่อื่นเลยทั้งสิ้น สภาพนั้นภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิกะ คนไทยก็เรียกเจตสิก ไปหาดูไม่ว่าจิตวิทยาเรื่องอะไรๆ จะไม่มีคำนี้เลย เพราะเขาไม่รู้แจ้งความต่างกันของหนึ่งขณะจิต ไม่ได้มีแต่จิต แต่ยังมีธรรมซึ่งอาศัยกันปรุงแต่งเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะฉะนั้น จิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกันและดับพร้อมกันด้วย ถ้าในภูมิที่มีรูปก็เกิดที่เดียวกันด้วย แยกกันไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงขันธ์ ๕ ใช่หรือไม่ รูปขันธ์เป็นหนึ่ง นามขันธ์ ๔ คือ จิตและเจตสิก ไม่เช่นนั้นจะเป็น ๔ ได้อย่างไร ถ้าเป็นแต่วิญญาณหรือจิตเท่านั้นก็ต้องเป็นหนึ่งเดียว ใช่หรือไม่ แต่เป็นตั้ง ๔ แสดงความหลากหลายแล้วว่า รูปคือหนึ่ง หมายความถึงสภาพไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่นามธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ใช้คำว่าจิต วิญญาณ มโน มนัส หทย หรือปัณฑระ หมายความว่าจิตเป็นสภาพที่ผ่องใส แล้วแต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยจะเป็นเจตสิกที่ดีหรือไม่ดี เพราะว่าเจตสิกมีถึง ๕๒ ประเภททำให้จิตหลากหลาย เป็นกุศลจิตก็มี เป็นอกุศลจิตก็มี เป็นจิตที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็มี เดี๋ยวนี้เป็นเช่นนั้นเลย แล้วใครรู้ อยู่ในความมืดสนิทนานมาก ไม่มีทางจะรู้ได้เลย

    ฟังอีกนานเท่าไรกว่าสิ่งเหล่านี้ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ความเห็นที่เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า แต่ละหนึ่งไม่ได้ปะปนกันเลย จิตเป็นจิต เจตสิกแต่ละหนึ่งเป็นเจตสิกแต่ละหนึ่ง เพียงเห็นหนึ่งขณะเดี๋ยวนี้ หนึ่งขณะอย่าไปประมาณเลยว่ามากเพียงใด เดี๋ยวนี้เป็นทั้งคนทั้งอะไรไปหมดแล้ว แต่หนึ่งขณะกว่าจะเกิดดับสืบต่อจนเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานที่ค่อยๆ หลากหลายปรุงแต่งเป็นแต่ละคนก็ประมาณไม่ได้เลย นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น จิตเห็นหนึ่งขณะไม่มีใครรู้ว่าเร็วสักเพียงใด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท จิตอื่นที่ไม่ใช่เห็นมีมากกว่านั้นอีก นี่คือสิ่งที่ทุกคนไม่รู้เลย เกิดดับอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วก็เกิดอีก เพราะว่ามีปัจจัยที่จะให้เกิด ยับยั้งการเกิดของธรรมไม่ได้เลย ใครจะไม่ให้จิตเกิดทำได้หรือไม่ นอนหลับมีจิตหรือไม่ มี เกิดดับหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ยังเกิดดับอยู่

    ท่านอาจารย์ ความจริงใครก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่จะเข้าใจความจริงนั้นมากน้อยเพียงใดอีกระดับหนึ่ง แต่ต้องเป็นคนตรง นอนหลับสนิทมีอะไรปรากฏหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ชื่ออะไรตอนหลับสนิท

    ผู้ฟัง ไม่มีชื่อ

    ท่านอาจารย์ บ้านอยู่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่มีบ้าน

    ท่านอาจารย์ พี่น้องกี่คน

    ผู้ฟัง ไม่มีพี่น้อง

    ท่านอาจารย์ ทำงานอะไร

    ผู้ฟัง ไม่มีงานทำ

    ท่านอาจารย์ เสื้อกี่ตัว

    ผู้ฟัง ไม่มีเสื้อ

    ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น แต่มีจิตใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เห็นความละเอียดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ขณะแรกที่เกิดเหมือนเช่นนี้เลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าขณะเกิดเป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่ทำให้จิตเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน คือถ้าเราศึกษาต่อไปจะรู้ว่าไม่ใช่เรา กว่าจะค่อยๆ เข้าใจไปทีละน้อยทีละน้อยในขั้นฟัง ต่อให้รอบรู้อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถึงขั้นประจักษ์แจ้งก็ยังละความเป็นตัวตนไม่ได้

    นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือบุคคลใด ไม่ใช่เพียวสาวกที่รู้ตามประจักษ์ตาม แต่เป็นถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นกำลังนอนหลับสนิท ไม่มีการที่จะรู้เลย หนึ่งขณะจิต เห็นแรงกรรมหรือไม่ เกิดมาผลของกรรมเดียวที่ได้กระทำแล้วหลากหลายมาก ทำให้เป็นแต่ละหนึ่งคนหลากหลาย พี่น้องเกิดมาพ่อแม่เดียวกันยังหลากหลาย คิดดูก็แล้วกันว่าความละเอียดของธรรม ซึ่งไม่มีใครจะไปทำอะไรได้เลย อนัตตาจริงๆ มีความเข้าใจมั่นคงว่า นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะให้รู้ความจริงซึ่งใครจะปฏิเสธ จิตทุกขณะเกิดขึ้นทำกิจการงานของตนของตน สลับกันไม่ได้

    ดังนั้นจิตที่เป็นผลของกรรม แรงของกรรมทำให้เกิดเป็นมนุษย์ เลือกเกิดไม่ได้เลย จะเกิดที่ยุโรป เอเซีย ที่ไหนหรืออะไรก็ตามแต่ เป็นหนอนก็ยังต้องเป็นเลย เป็นงูก็ยังต้องเป็นเลย เป็นช้างก็ยังต้องเป็นเลย เป็นมดก็ยังต้องเป็น ก่อนตายรู้หรือไม่ว่าจะเป็นอะไรต่อไป

    ผู้ฟัง ผมว่าไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ คนอื่นทราบหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครรู้เลยใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่ากรรมไม่ใช่มีแต่เฉพาะชาตินี้ ชาตินี้ก็มากแล้ว ไม่รู้กรรมไหนจะให้ผล กรรมชาติก่อนๆ อีกตั้งแสนโกฏิกัปป์มาแล้วยังสามารถที่จะให้ผลได้ เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำให้เกิดหลากหลาย ยังประมวลมาซึ่งกรรมอื่นในสังสารวัฏฏ์ที่สามารถจะให้ผลได้ในชาตินั้น เลือกไม่ได้เลย จะตาบอดวันไหน จะแขนหักวันไหน จะได้ลาภวันไหน จะเสื่อมลาภวันไหน มีเหตุทั้งนั้น ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้ทุกคนทำแต่ความดี ใช่หรือไม่ แต่เวลานี้ทุจริตทุกวงการทั้งๆ ที่มีสำนักปฏิบัติทั่วบ้านทั่วเมือง จนชาวต่างประเทศคิดว่าพระพุทธศาสนาคือสำนักปฏิบัติ มองไม่เห็นธรรมอะไรเลย มาเมืองไทยก็ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็ทุจริตกันทั้งเมืองทุกวงการทั้งหมดเลยเช่นนี้ แล้วจะกล่าวว่าเข้าใจธรรม แต่ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ เหตุกับผลตรงกัน

    เพราะฉะนั้น ความเข้าใจที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้องขึ้นและเป็นประโยชน์ขึ้น ด้วยเหตุนี้ถ้าขาดการศึกษาธรรมหรือว่าเผินๆ แล้วผิดไปก็คือ การทำลายพระพุทธศาสนา ผลคือเสียประโยชน์ เป็นโทษแก่ประเทศชาติและคนนั่นเอง เพราะอะไร เกิดใหม่เขาก็เห็นผิดอย่างนั้นอีก ก็สะสมมาแล้วที่จะเห็นผิด เหมือนคนที่ไหว้จอมปลวก แล้วเราจะเชื่อหรือ ถ้าเรามีเหตุผลและยิ่งเข้าใจธรรม ไม่มีทางเลยที่จะเป็นคนที่เลว แต่สะสมมาเป็นอนัตตา เกิดตามเหตุตามปัจจัยเพราะไม่ใช่เรา

    ด้วยเหตุนี้ ปัญญาความเห็นถูกเท่านั้นที่จะแก้ไขทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของแต่ละคน ปัญหาของบ้านเมือง ปัญหาอะไรทั้งหมด เกิดเพราะความไม่รู้ จึงได้เข้าใจผิดเต็มไปด้วยความติดข้องในสิ่งซึ่ง ลองฟัง สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดเองไม่ได้ ใช่หรือไม่ ต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย เพียงคำนี้ จะสะสมไปจนกระทั่งกว่าปัญญาจะรู้ว่าติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพราะกำลังติดข้องในสิ่งที่ปรากฏแต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนั้นดับแล้ว เท่านี้ กว่าจะมั่นคงถึงการที่สภาพธรรมจะปรากฏได้ ถ้ายังไม่มั่นคงเช่นนี้ก็ไม่มีทางเลย

    ดังนั้นไม่ใช่เราจะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่คือปัญญา ความเข้าใจถูกต้องที่เป็นคนตรงขึ้นๆ รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ รู้ว่าอะไรเป็นผล รู้ว่าผลเช่นนี้จะเกิดได้จากเหตุอะไร หรือเหตุนี้จะทำให้ผลอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นไปสำนักปฏิบัติ ไม่รู้อะไรใช่หรือไม่ หรือรู้

    ผู้ฟัง ไปสำนักปฏิบัติ จริงๆ ผมปฏิบัติก็ไม่ค่อยได้ ปัญญาน้อย

    ท่านอาจารย์ ปัญญามีด้วยหรือ

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไปสำนักปฏิบัติไม่รู้ กี่วันก็ไม่รู้ ออกมาก็ไม่รู้ เสียเวลาหรือไม่ และชาติหน้ายังไม่รู้ต่อไป ยังเป็นโทษกว่านั้นอีก หลงเข้าใจว่านั่นจะทำให้รู้ เพราะไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ฟังคำของคนอื่น ไม่มีการได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะว่าไม่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อน

    ให้ทราบว่าแม้แต่จะเห็นอะไร เลือกไม่ได้เลย เห็นเพชรนิลจินดา เห็นซากศพ เห็นอะไรต่ออะไร ทุกอย่างแล้วแต่กรรมที่ได้ทำไว้ เพราะฉะนั้นมีตาจริง มีสิ่งที่กระทบตาจริง มีเห็น แต่เห็นนั้นเป็นผลของกรรมอะไร ขณะนั้นเป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่กุศลและอกุศลซึ่งเป็นเหตุ แต่เป็นผลของอกุศลและกุศลซึ่งเป็นผลจากเหตุที่ได้กระทำแล้ว เลือกเห็นไม่ได้ เลือกได้ยินได้หรือไม่ ไม่ได้ ทุกอย่างเลือกไม่ได้ ตามเหตุตามปัจจัย

    เราได้ยินคำว่ากรรมบ่อยๆ แล้วเราก็พูดถึงผลของกรรม แต่คิดเองหมดเลย ไม่รู้ กรรมขณะไหน เห็นเป็นกรรมหรือไม่ เห็นเป็นผลของกรรม แล้วใครรู้ถ้าไม่ได้ฟัง แต่เห็นแล้วชอบ อยากได้ก็ทำทุจริต เห็นหรือไม่ว่ามาจากเห็น เราไม่รู้ว่าเกิดมาไม่ได้มีการทำให้เราเป็นเช่นนี้เลย แต่ว่าเกิดมามีตาเพื่อรับผลของกรรมที่ต้องเห็น ให้รู้เลยที่เห็นคือต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้ เห็นแล้ว เกิดมามีหูเพื่อรับผลของกรรมต้องได้ยิน เกิดมามีจมูกรับผลของกรรมต้องได้กลิ่น เกิดมามีลิ้นต้องรับผลของกรรมลิ้มรส เกิดมามีกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว รับกระทบเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง โรคภัยทั้งหลายก็คือเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ที่กระทบกายใช่หรือไม่ เราเรียกโรคสารพัดโรคคือ ความยิ่งหย่อนของส่วนสัดและการกระทบ นำมาซึ่งความรู้สึก

    ถ้าเป็นสภาพที่สบายดี ขณะนั้นก็รู้สึกว่าชอบใจ มีความสุข แต่ถ้าแข็งนิดเดียว เพียงแค่เส้นผมปรกหน้าผากรำคาญแล้ว เพียงรำคาญก็ทุกข์แล้ว นั่นเป็นผลของกรรมแล้วที่ทำให้อ่อนมากเลย เพียงผมเส้นเดียวถูกกระทบหน้าผาก แต่กรรมที่หนักกว่านั้นอีก มีด ปืน ไม่เรียกอะไรเลย หลับหูหลับตาก็มีสิ่งที่แข็งกระทบ เมื่อลืมตาขึ้นมา นี่ปืน นั่นมีด หรืออะไรต่างๆ ด้วยรูปร่างสัณฐาน ใช่หรือไม่

    ดังนั้น โลกทั้งหมดก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัยโดยความเป็นอนัตตา แต่ความไม่รู้ก็หลงจนกระทั่งทุจริตกันทั่วเมืองทุกวงการ เพราะฉะนั้นหนทางแก้คือ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ในเหตุและในผล ซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะคนอื่นไม่สามารถจะรู้ความจริง เท่านี้เพียงเล็กน้อย ยังมีอีก ๔๕ พรรษา ทุกอย่าง ทุกคำเพื่อให้ค่อยๆ ถอนความไม่รู้และความเป็นเรา เพราะไม่มีเรา แต่หลงยึดถือรักใคร่อย่างยิ่ง แสวงหาทุกอย่างเพื่อตัวนี้ที่คิดว่าเป็นเราแล้วก็จากโลกนี้ไป ไปไหน เป็นมด หนอน ช้าง เทวดา เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ต้องตามสมควรแก่เหตุ

    อ.วิชัย มีคำหนึ่งที่ขอสนทนาด้วย รู้จักอารมณ์หรือไม่ เข้าใจอารมณ์ว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง เข้าใจว่า อารมณ์คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง ที่วิญญาณของเราทั้งหลายได้รับมากระทบ อย่างเช่น ถ้ามีคนเดินมาแล้วอาจจะด่าเรา เราก็จะเกิดอารมณ์โกรธขึ้น ถ้าเดินไปเจอคนที่สวยจังเลย เราก็จะเกิดอารมณ์ที่รักใคร่ขึ้น เพราะฉะนั้นอารมณ์คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของสิ่งเร้าภายนอกที่มากระตุ้นเรา ไม่แน่ใจว่าถูกหรือไม่

    ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่าเราจะรู้ผิดๆ คิดผิดๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสภาพรู้ใช่หรือไม่ ลองทบทวนว่าภาษาบาลีใช้คำว่าอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง วิญญาณ หทย จิตตะ มโน ประมาณนี้

    ท่านอาจารย์ มนัส ปัณฑระ ฟังไว้ก่อน เมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงธาตุรู้ ซึ่งเป็นจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง รู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ใช่หรือไม่ ไม่ใช่มีแต่รู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ

    ผู้ฟัง อารัมมณะ

    ท่านอาจารย์ คนไทยชินกับคำว่าอารมณ์ แต่ว่าถ้าไม่ศึกษา อารมณ์ก็เป็นอย่างที่คิด แต่ถ้าศึกษาแล้วคือจิต เป็นธาตุรู้ ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ตามที่จิตรู้ แต่ละหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นรู้ สิ่งที่ถูกรู้เป็นอารมณ์

    อารมณ์ หมายความว่าเฉพาะสิ่งที่จิตรู้เท่านั้น ถึงแม้ว่ามีแต่จิตไม่รู้ขณะนั้น สิ่งนั้นก็ไม่ใช่อารมณ์ แต่จิตเกิดขึ้นเห็นเมื่อไร สิ่งที่ถูกเห็นกำลังเห็นนั่นเองเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะเปลี่ยนคำนี้ได้เลย ถ้าเข้าใจแล้ว ต้องมีธาตุรู้แล้วก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้

    สิ่งที่ถูกรู้เป็นอารมณ์ของจิต จิตรู้แจ้งอารมณ์ เพราะอะไรรู้ว่าเป็นดอกไม้ เพราะอะไรรู้ว่าเป็นใบไม้ ต้องรู้แจ้งทีละหนึ่งใช่หรือไม่ ขณะที่เป็นสีขาวก็รู้แจ้งสีขาว ยังมีเหลืองอ่อนๆ อีกสีหนึ่ง ต้องไม่พร้อมกัน เพราะฉะนั้นรู้แจ้งทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง รวมกันแล้วรูปร่างสัณฐานกว่าจะเป็นดอกไม้กี่กลีบ แล้วก็ยังมีใบไม้สีเขียว นั่นคือเพราะแจ้งในสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง แสดงว่าอารมณ์กับเวทนาเป็นตัวเดียวกันหรือไม่

    ท่านอาจารย์ แปลว่าเราไปฟังผิดมาอีก ฟังธรรมแล้ว เราเลิกเป็นคนคิดเอง คิดเองผิด ต้องคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ ไม่เช่นนั้นเราก็ต่อไปเรื่อย แต่งไปเรื่อย แล้วก็เติมไปเรื่อย ก็เลยกลายเป็นของเรา ไม่ใช่คำที่เราได้ยิน ต้องเคารพทุกคำที่ได้ยินทีละคำ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดทีละคำใช่หรือไม่

    ธรรม อัตตา อนัตตา นามธรรม รูปธรรม ทีละคำ รู้แจ้งคือจิต เจตสิกก็เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่การรู้แจ้ง นั่นไม่ใช่กิจของเจตสิก กิจของเจตสิกแต่ละหนึ่งสับสนกันไม่ได้ ไปทำหน้าที่แทนกันไม่ได้ และเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เมื่อสักครู่นี้พูดถึงเวทนา คืออะไร

    ผู้ฟัง เพราะว่าตามปฏิจจสมุปบาท ผัสสะเกิดขึ้นทำให้เกิดเวทนา แล้วเมื่อเรามีจักษุวิญญาณรับมา เมื่อมีสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์พูดว่าเป็นอารมณ์ ผมก็เลยเริ่มสับสนกับว่า สรุปสิ่งที่ถูกรู้เป็นอารมณ์หรือเป็นเวทนา

    ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืม ศึกษาทีละคำ ไม่เปลี่ยน เปลี่ยนไม่ได้ จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง เมื่อเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น จิตรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ และสิ่งที่กำลังปรากฏ ภาษาบาลีไม่มีคำว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่มีคำว่าอารัมมณะ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าอารมณ์ ด้วยเหตุนี้อารมณ์จะเป็นอื่นไม่ได้ ต้องเป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ ไม่ว่าอะไรก็ตามทั้งหมดที่ปรากฏเพราะจิตรู้ ปรากฏเพราะจิตรู้ ถ้าจิตไม่รู้ไม่ปรากฏใช่ไหม แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเพราะจิตกำลังรู้สิ่งนั้น และเปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นอื่นไม่ได้

    เราบอกว่าวันนี้เราอารมณ์ดีเพราะอะไร เพราะว่าเราเห็นดี แล้วเราได้ยินเสียงดีๆ แล้วเราก็ได้กลิ่นดีๆ ได้รสดีๆ พูดเรื่องดีๆ สนุกสนานเพลิดเพลินแล้วก็บอกวันนี้อารมณ์ดี โดยเราไม่รู้เลยว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ต่างๆ ที่ดี และเราก็ไปเรียกรวมว่าอารมณ์ดี แต่ไม่เข้าใจว่าอารมณ์ไม่ใช่จิต เมื่อสักครู่นี้เหมือนอารมณ์เป็นจิตใช่หรือไม่ ที่ว่าเมื่อเห็นอะไรก็อารมณ์ดี คือจิตดี ชอบบ้าง อะไรบ้าง แต่ไม่ใช่เช่นนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนไม่ได้ จิตเป็นสภาพรู้ทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่จิตรู้ เป็นอารมณ์ของจิต จิตมีจริงหรือไม่ รู้จิตได้หรือไม่

    ผู้ฟัง จริงๆ น่าจะรู้ได้เพียงแต่..

    ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ไม่ได้ ละไม่ได้ ไม่มีทางที่จะละการยึดถือจิตเป็นว่าเราเพราะไม่รู้ ดังนั้นทุกอย่างต้องตามลำดับขั้นว่า ที่จะหมดการยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องรู้ความจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นจิตรู้ได้ จิตรู้จิตได้หรือไม่ จิตที่รู้จิต อะไรเป็นอารมณ์

    ผู้ฟัง จิตปรากฏต่อจิตเป็นอารมณ์

    ท่านอาจารย์ จิตที่ถูกรู้เป็นอารมณ์ ใช่หรือไม่ ตัวจิตที่เป็นสภาพรู้ กำลังรู้จิตที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรที่จิตรู้ไม่ได้ จิตรู้นิพพานได้หรือไม่ ได้แน่นอน ถ้าไม่รู้ก็ไม่ถึงการที่จะดับกิเลส เพราะว่าอะไรก็เกิดขึ้นดับไปโดยไม่รู้ความจริง ต้องเป็นสิ่งที่ไม่เกิดที่จะทำให้ติดข้องไม่ได้ อะไรก็ตามที่เกิดมา เมื่อไม่รู้ก็ติดทั้งหมดเลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    26 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ