ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๓
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย
วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กรรมเป็นสภาพที่ปกปิด เป็นอจินไตยคือคิดไม่ได้แน่ๆ เลย เพราะมากมายเหลือเกิน ปกปิดคือ เดี๋ยวนี้ที่ทำกรรมก็ไม่รู้ว่ากรรมนี้จะให้ผลเมื่อไร
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นผลของกรรมก็ไม่รู้ว่ามาจากชาติไหน ผลของกรรมอะไร เกิดเป็นใครก็ไม่รู้
ผู้ฟัง เมื่อไม่รู้ก็ไม่ทำจะดีกว่าหรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เช่นนั้น ทำหรือไม่ทำก็มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ให้รู้ว่าไม่ใช่เรา ถูกต้องที่สุด
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
ท่านอาจารย์ คิดว่าเป็นเราใช่หรือไม่ ความจริงเป็นเจตนาที่สะสมมาที่ทำให้ขณะนั้นคิดเช่นนั้น จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา คิดว่าเราหรือ
ผู้ฟัง ตอนนี้ที่สงสัยอยู่ก็คือเพราะเป็นเพราะกรรมเหมือนกันใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ต้องแยกว่ากรรมได้แก่อะไร มีกี่ประเภท ตอนนี้เจตสิกมี ๕๒ ผัสสเจตสิกไม่ใช่กรรม ต้องเจตนาเจตสิก-ความจงใจที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ถ้าเป็นอกุศลกรรมจงใจที่จะฆ่าเขา เราก็ถูกฆ่าบ้าง อะไรบ้างก็แล้วแต่ เป็นผลของกรรมนั้น ถ้าเจตนาที่จะช่วยเขา เราก็อายุยืนไป มีคนช่วยเหลือ เป็นต้น นี่เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ซึ่งเราไม่รู้ว่ามาจากไหน ตั้งแสนโกฏิกัปป์ผสมผสานกันมาปรุงแต่งเป็นสังขารขันธ์ ไม่กลับไปเป็นอย่างเก่าเลย เพราะฉะนั้น ใหม่เอี่ยมจากการที่สะสมมาทั้งหมด รู้ไม่ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง หมายความว่า เราจะไม่สามารถไปควบคุมได้เลยแม้แต่นิดเดียวว่า..
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง
ผู้ฟัง ขณะจิตถัดไปจะมีเจตสิกแบบไหนเกิดขึ้นในจิตเราบ้าง
ท่านอาจารย์ ถ้าคิดเช่นนี้เป็นอัตตา
ผู้ฟัง ถ้าคิดเช่นนี้จะเป็นอัตตาทันที
ท่านอาจารย์ แน่นอนเลย เรา แต่เกิดขึ้นแล้วตามเหตุตามปัจจัยด้วย เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว ชาติไหนทำให้เห็นเช่นนี้ ทำกรรมอะไรมา ได้ยินเสียงเช่นนี้ ทำกรรมอะไรมาไม่มีทางรู้ได้เลย เพราะฉะนั้นอจินไตยคือไม่คิด เพราะคิดก็ไม่รู้ เสียเวลาใช่หรือไม่ เพราะผ่านมานานเหลือเกิน แล้วมานั่งคิดว่ามาอย่างไร ไปอย่างไร ผสมกันอย่างไร กรรมไหนมารวมกรรมไหนเมื่อไหร่ อย่างไร ไม่มีทางที่จะรู้ได้ เพราะหมดไปแล้วทั้งนั้น แต่ขณะนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอะไรควรรู้ยิ่ง ตอนนี้เราคิดเองก็ได้ถ้าเข้าใจ เดี๋ยวนี้เอง เพราะถ้าไม่รู้เดี๋ยวนี้ก็หมดแล้ว จะตามไปรู้อีกไม่ได้เลยเพราะหมดแล้ว
ผู้ฟัง เราดำเนินทางเพื่อให้ตรงที่สุดคือ ให้ทาน รักษาศีล แต่การทำสมาธิที่เขาพยายามแนะนำคือทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา ตรงนี้ที่ดูจะยาก
ท่านอาจารย์ แต่ความจริง ทานคืออะไร ถ้าไม่รู้ก็มีค่าเท่ากันกับทำสมาธิเพราะไม่รู้ ศีลคืออะไร ถ้าไม่รู้ก็เหมือนกับที่เราไปทำสมาธิโดยไม่รู้ สมาธิคืออะไร ไม่รู้แต่ก็ทำ ทานคืออะไร ไม่รู้ก็ทำ ศีลคืออะไร ไม่รู้ก็ทำ สมาธิคืออะไร ไม่รู้ก็ทำ นั่นคือความไม่รู้ทั้งหมดไม่ว่าอะไร ดังนั้นที่ถูกต้องที่สุดคือ มีความเข้าใจทีละหนึ่งชัดเจน เหตุใดเป็นทาน เหตุใดเป็นศีล และสมาธิคืออะไร และที่ว่าทำทาน ทำศีล ทำสมาธิ ทำอย่างไร ถ้าจิตไม่เกิดทำได้หรือไม่ เพราะเราไม่รู้ว่าทั้งหมดคือจิตซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีจิตมีทานหรือไม่ ไม่มีใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น ขณะนั้นจิตที่ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น เราก็เรียกว่าทาน เราก็เคยให้ไม่ใช่หรือ ขณะนั้นคือจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา และศีลคืออะไร ถ้าศึกษาละเอียด ศีละคือปกติของจิต ถ้าจิตเป็นอกุศล เป็นไปในอกุศลก็เป็นอกุศลศีล ความประพฤติของจิตที่เป็นไปในอกุศล ถ้าเป็นกุศล ขณะนั้นก็เป็นกุศลศีล ถ้าเป็นของพระอรหันต์ก็เป็นอัพยากตศีล เพราะคือความเป็นไปของจิต เมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เป็นไปได้หรือไม่ พระอรหันต์ให้ทานหรือไม่
ผู้ฟัง ให้
ท่านอาจารย์ ให้ เพราะฉะนั้น เป็นความเป็นไปของจิตที่ไม่มีกิเลส ที่เป็นไปในการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงให้ธรรมทาน ก็เป็นทาน แต่ทานนั้นไม่ใช่เรา เป็นสภาพความประพฤติเป็นไปของจิต แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลจิต อกุศลจิต หรืออัพยากตจิต จึงมีทั้งอกุศลศีล กุศลศีล อัพยากตศีล ซึ่งมีข้อความนี้ในพระไตรปิฎก
ดังนั้น การศึกษาพระไตรปิฎกไม่ควรจะเฉพาะที่ ทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน ตอนต้นเราอาจจะเจอคำหนึ่งเข้าใจว่าเป็นเช่นนี้ เมื่อไปเจอคำอีกคำเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพิ่มเติมขึ้นมาอีก แม้แต่เรื่องศีล จะไม่มีใครพูดเรื่องอกุศลศีล กุศลศีล หรืออัพยากตศีล เพราะเขาศึกษาไม่ละเอียด คนทั่วไปก็รู้เพียงว่าศีลคือการงดเว้น ทานคือการให้ แต่ว่าความจริงแล้วขณะใดที่ให้เป็นกุศล ศีลก็เป็นกุศล การอบรมเจริญปัญญาก็เป็นกุศล ก็เป็นกุศลศีล ความประพฤติเป็นไปของจิตที่ดีงาม เท่านั้นเอง แต่ดีงามหลากหลายมาก แต่ทั้งหมดคือเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เรา สำคัญที่สุดคือให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ตอนที่ให้ทานก็คือ ไม่ใช่ตัวเราให้ทาน
ท่านอาจารย์ แน่นอน จิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ถ้าวิบากง่ายมากเลย ถ้าเราไม่พูดโดยนัยของอภิธรรมซึ่งละเอียด จิตเกิด ปฏิสนธิเป็นวิบาก ตายก็เป็นวิบาก ระหว่างที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ก็ต้องดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ คือผลของกรรมยังไม่ให้ตาย นี่คือขณะเกิด ขณะตาย ขณะเป็นภวังค์ แล้วก็ขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ๕ ทางเป็นวิบากคือผลของกรรม
ผู้ฟัง ภวังคจิตก็เป็นวิบาก
ท่านอาจารย์ วิบาก ยังไม่ให้ตาย ให้ดำรงความเป็นคนนี้ไว้ ไม่เห็นก็ต้องเป็นคนนี้ ไม่ได้ยิน ไม่อะไรทั้งหมดก็ยังต้องเป็นคนนี้ ที่จะต้องเกิดขึ้นรับผลของกรรมอื่นๆ ซึ่งให้ผลต่างกาล เช่นเห็น บางครั้งเห็นดี บางครั้งเห็นไม่ดี แล้วแต่กรรม แต่ก็ต้องเป็นคนนี้ ยังไม่เป็นคนอื่น เพราะภวังค์ดำรงความเป็นบุคคลนี้คั่นอยู่ตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่าขณะนี้มีภวังคจิตคั่นระหว่างเห็นกับได้ยิน ที่จะดำรงความเป็นบุคคลนี้เพื่อรับผลของกรรมคือเห็น
แต่หลังจากเห็นแล้ว กุศลกรรม อกุศลกรรม ทั้งหมดที่สะสมมามีอยู่ในจิต กิเลสใดๆ ทั้งหมด ความดีใดๆ ทั้งหมดสะสมอยู่ในจิต เมื่อเห็นแล้ว หลังจากจิตเห็นและมีจิตอื่นเกิดคั่น ๓ ขณะ อกุศลหรือกุศลเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งพระอรหันต์ไม่มีอกุศลเลย คิดดู ขณะนี้ที่เราเห็นเราไม่รู้เลยว่า เพียงแค่จิต ๓ ขณะซึ่งเกิดต่อดับ อกุศลเกิดแล้ว บางเบาจนกระทั่งไม่รู้สึกเลย ไม่ปรากฏว่าเป็นอกุศลคือความไม่รู้ เวลาไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ใช่หรือไม่ หรือว่าเวลาเกิดความติดข้องพอใจในสิ่งที่ปรากฏ ลองคิดดู ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยไม่มีการติดข้อง ไม่มีอะไรจะติดข้อง แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด ไม่รู้แล้วใช่หรือไม่ ติดข้องแล้วใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไรก็ยังติดข้องได้
เพราะฉะนั้น กิเลสระดับนี้ซึ่งกำลังมีต่อจากเห็นเป็นกิเลสที่บางเบา ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ ใช้คำว่าอาสวะ อกุศลธรรมก็จำแนกไปตามกำลังของกิเลสนั้นๆ เวลาที่อกุศลดับไปแล้ว ไม่ได้ออกไปจากจิต เชื้อของความที่เคยเกิดขึ้นยังอยู่ในจิตที่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อตัวจิตดับ ตัวจิตนี้มีอะไรก็ตามทั้งหมดที่ดับแล้ว สืบต่อไปถึงจิตขณะต่อไปซึ่งเกิดเพราะจิตนี้ ก็มีทุกอย่างจากจิตนี้เองสืบต่อ นี่คือความเป็นไปของจิต ที่เราฟังธรรมเมื่อสักครู่นี้และตอนเช้า เข้าใจใช่หรือไม่ สะสมสืบต่อ ฟังตอนบ่ายเข้าใจขึ้นแล้ว ธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง ธรรมคือทุกอย่าง
ท่านอาจารย์ ที่มีจริง นี่คือสืบต่อมาจากเมื่อเช้านี้ ถ้าไม่เคยฟังเลยจะตอบเช่นนี้ไม่ได้ จะมากหรือจะน้อยก็แล้วแต่การสะสม ถ้าเราเข้าใจมากชัดเจน เรารู้เลยเมื่อไรเมื่อนั้น ถ้าใครถามเดี๋ยวนี้เราก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจึงได้มี โดยไม่มีใครไปทำให้เกิดด้วยตามเหตุตามปัจจัย เพียงแค่ดิน น้ำ ไฟ ลม ยังเป็นดอกไม้นานาชนิด กลีบมากกลีบน้อยต่างๆ กลมบ้าง มนบ้าง กลิ่นต่างๆ ชิมดูก็รสต่างๆ เท่านี้ แล้วจิตมนุษย์ จิตของสัตว์โลกทั้งหลายจะวิจิตรยิ่งกว่านี้สักเพียงใด วัดประมาณไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น มีกิเลสที่ไม่ปรากฏคือไม่เกิด ชื่อว่าอนุสยะ หรืออนุสัย นอนเนื่องอยู่ในจิต เป็นพืชเชื้อที่จะทำให้เมื่อมีอะไรกระทบเท่านั้น หลั่งไหลออกมาเลยเหมือนต้นยาง เพียงแค่กรีดลงไปนิดเดียวยางก็ไหล เมื่อเห็นทันทีก็มาแล้วหลังจากจิตที่เกิดต่อ ๓ ขณะ การสะสมมาแล้ว
ดังนั้น พระอรหันต์ดับกิเลสที่เป็นอาสวะ จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าขีณาสวะ ขีณาแปลว่าดับ อาสวะเป็นอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งเรามีก็ไม่รู้ว่าเป็นอาสวะ และก็ไม่ได้ดับด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ความต่างแม้เห็นก็ต่าง เราเห็นมีอาสวะ พระอรหันต์ไม่มีแม้กิเลสเช่นนั้น บางขณะนั้นก็ไม่มี แล้วปัญญาระดับนั้นมาจากไหน ไม่ใช่มาจากไม่รู้อะไรเลย ไปนั่งที่สำนักไม่นาน ดับกิเลสได้หรือ ไม่รู้จักกิเลสแล้วก็ทำไปด้วยกิเลส เพิ่มกิเลสและเห็นผิดด้วย ถ้าเรามีความเข้าใจถูก ควรให้คนอื่นเข้าใจถูกหรือไม่
ผู้ฟัง อนุสัยเป็นเจตสิกใช่หรือไม่ อาสวะก็เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ทั้งหมด เพราะเป็นอกุศลเจตสิกมีหลายระดับ แบ่งเป็น ๙ ประเภทตามระดับ เช่นที่นอนเนื่องอยู่ในใจ กำลังนอนหลับสนิทไม่รู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ เป็นโจรขโมยผู้ร้าย ไม่มีการกระทำทางกายทางวาจา ไม่มีอะไรปรากฏเลย แต่อนุสัยนั้นเป็นเครื่องบอกว่าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นปุถุชน หรือเป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกทาคามี แต่ไม่ได้ปรากฏ แต่ตามความเป็นจริงก็คือเป็นเช่นนั้น
ผู้ฟัง เคยได้ยินมาว่า เจโตปริยญาณ หรือญาณในการหยั่งรู้ใจคน กระบวนการทำงานก็คือการที่เราไปดูตรงเจตสิก ใช่หรือไม่
อ.คำปั่น ต้องเข้าใจว่าเจโตปริยญาณคืออะไร ปัญญาที่รู้จิตของบุคคลอื่น นี่คือในพระไตรปิฎก และในอรรถกถาแสดงไว้ชัดเจนว่า จะต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา เป็นผู้ที่อบรมเจริญความสงบของจิต จนกระทั่งมีความชำนาญคล่องแคล่วว่องไว จึงสามารถที่จะมีปัญญาในระดับนี้ได้ ไม่ใช่คนธรรมดา คนธรรมดาก็เพียงเทียบเคียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วพอที่จะมีความเข้าใจได้บ้างตามสมมติฐานเช่นนั้น ที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วยความคิดความเห็นของแต่ละบุคคล แต่นั่นไม่ใช่เจโตปริยญาณ
ผู้ที่ทรงประกอบด้วยพระญาณนี้อย่างชัดเจนที่สุดคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ทุกอย่างตรงตามความเป็นจริง รวมถึงจิตของบุคคลอื่นด้วย อัธยาศัยของแต่ละบุคคลที่สะสมมาที่จะมีความคิด มีความโน้มเอียงไปอย่างไร พระองค์ทรงรู้ทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้น ไม่พ้นจากธรรมใช่หรือไม่ มีคำว่าญาณ ปัญญาก็คือเจตสิกนั่นเองที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แล้วเป็นเรื่องที่ไกลมาก แต่ก็มีข้อความนี้แสดงไว้ในพระไตรปิฎก
ท่านอาจารย์ ถ้าชื่อว่าญาณก็ห่างมาก จึงไม่ควรคิดเพราะว่ากว่าจะถึงปัญญาแต่ละระดับ เพียงปัญญาขั้นต้นก็คิดไม่ออก แต่ก็ดีที่ถามเพราะว่าเวลาใครเขาถามจะได้รู้ เวลาใครบอกเราจะได้รู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ อยู่ดีๆ ก็บอกว่ารู้จิตคนอื่น เป็นไปได้อย่างไร ทำอะไรมา เหตุอยู่ที่ไหน และรู้ระดับไหน แบบไหนด้วย เพราะเจโตปริยญาณไม่ใช่วิปัสสนา เป็นแต่เพียงความสงบของจิตที่เป็นสมถภาวนา เพราะฉะนั้นการอบรมมีสองอย่าง สมถภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา
อบรมสมถะ เพราะเห็นโทษของความติดข้องในรูป ในเสียง ทั้งวัน เขาเห็นโทษและรู้ว่าขณะไหนจิตสงบเพราะอะไร จึงอบรมฝึกหัดให้จิตระลึกถึงสิ่งนั้นเนืองๆ แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเลย
สมถภาวนา มีก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เขาไม่สามารถจะดับกิเลสได้ พระองค์ก่อนที่จะตรัสรู้ก็ไปหาครูสองท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่ชำนาญในอรูปฌานถึงขั้นสูง แต่ก็รู้ว่านั่นไม่ใช่หนทาง ปัญญาที่สะสมมาทำให้รู้ว่านั่นไม่ใช่ที่สุดของความรู้ เพราะว่ายังไม่ได้เข้าใจความจริงของธรรมตามปกติเลย พระองค์จึงไม่ทำเช่นนั้นแล้วละครูทั้งสองมา เมื่อตรัสรู้ยังคิดที่จะไปอนุเคราะห์ แต่ปรากฏว่าทั้งสองท่านสิ้นชีวิตก่อน เป็นอรูปพรหมบุคคล ไม่ได้ยิน ไม่เห็น ไม่มีทางที่จะได้เข้าใจธรรม จนกว่าจะกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้ เมื่อสิ้นกรรมที่ทำให้เกิดที่นั่น ซึ่งอายุยืนยาวมาก เพราะฉะนั้น ยังมีอีกหลายอย่างซึ่งเราไม่เห็นและไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ โลกวิทู โลกทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโลกไหน โลกมนุษย์กี่ทวีปต่างๆ ก็ทรงแสดงไว้
อ.คำปั่น มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงในเรื่องของอจินไตยไว้มี ๔ อย่าง เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจก็คือ
๑.โลกจินตา คือการคิดเรื่องโลก
๒.พุทธวิสัย คือความเป็นไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะคิดได้หรือไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ในความถึงพร้อมทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงถึงพร้อมด้วยทุกอย่างที่ไม่มีใครเสมอเหมือนกับพระองค์
๓.ฌานวิสัย คือวิสัยของผู้ที่ได้ฌาน ที่ชำนาญถึงความคล่องแคล่วว่องไว เช่นที่กล่าวถึงแม้เจโตปริยญาณก็เป็นผลมาจากการอบรมตรงนี้ ยากหรือไม่ คิดได้หรือไม่
๔.กรรมวิปากะ คือการได้รับผลของกรรม จะคิดได้หรือไม่ว่า ที่เห็นขณะนี้เป็นผลมาจากกรรมอะไร ในภพไหน ชาติไหน คิดอย่างไรก็คิดไม่ได้
ทั้งหมดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตรงตามความเป็นจริง แม้ในสมัยพุทธกาล ผู้ที่ประสบเหตุการณ์เช่นนี้ ได้รับผลของกรรมเช่นนี้ ยังเข้าไปกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผลมาจากกรรมอะไรในชาติไหน พระองค์เป็นผู้ทรงแสดงตรงตามความเป็นจริง ไม่มีใครที่จะคิดได้เลย ต้องเป็นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น อจินไตยทั้ง ๔ ไม่มีใครคิดได้เลย ถ้าคิดก็คือถึงส่วนแห่งความเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เพราะอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะพิจารณาตรงตามความเป็นจริงได้ เนื่องจากเกินวิสัย
ท่านอาจารย์ อยากรู้ชาติก่อนหรือไม่
ผู้ฟัง คือไม่ควรรู้ ไม่ควรคิด แต่ถ้าถามใจจริงๆ ก็อยากรู้
ท่านอาจารย์ ชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า ชัดเจนหรือไม่ ไม่ต้องไปถามใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่เมื่อถึงชาติหน้าจำไม่ได้เลย ให้รู้ไว้ว่าชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า
ผู้ฟัง คือจริงๆ ควรจะต้องไปปฏิบัติสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาหรือไม่ ถ้าเกิดมีความแม่นยำในระดับหนึ่งแล้วไปปฏิบัติ กับมีความเข้าใจแล้วไม่ได้ปฏิบัติ จะเหมือนกัน หรือว่าจริงๆ แล้วการไปปฏิบัติจะช่วยให้มีอะไรมาก ทำให้ถึงในสภาวนิพพานได้เร็วขึ้น จะมีส่วนหรือไม่
ท่านอาจารย์ คนที่เข้าไปปฏิบัติเขาต้องการผลทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นจะไปเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ ต้องการผลแต่เขาต้องการผลอะไร เขาก็ปฏิบัติเช่นนั้น แต่ถ้าเขาไม่รู้ เขาต้องการเช่นนี้ แต่เหตุไม่ใช่เช่นนี้ เขาก็ไม่ได้ผล เขาก็หลงว่าเขาได้ผลเพราะไม่รู้
ผู้ฟัง คำตอบขึ้นอยู่กับว่า ไปด้วยเหตุผลอะไร แล้วทำอะไรระหว่างที่ไป ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ และเข้าใจหรือไม่ เพราะว่าเมื่อบอกก็ไปเลย แล้วไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้ ไปแล้วเกิดอะไรก็ไม่รู้ แล้วผลของการไปนั้นเป็นอะไรก็ไม่รู้ คือไม่รู้ทั้งหมด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้เข้าใจถูกต้อง
สมถภาวนาคืออะไร วิปัสสนาภาวนาคืออะไร เหตุใดจึงมีสมถภาวนาแม้ในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็มีสมถภาวนา แล้วเหตุใดสมถภาวนาไม่ทำให้รู้เช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ ไม่สับสน ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติก็ไป แต่ปฏิปัตติคืออะไร ต้องรู้ก่อนว่าผลมาจากเหตุ ถ้าเหตุไม่ได้เข้าใจธรรมเลย แล้วไปปฏิบัติอะไรถึงจะได้เข้าใจธรรม ก็ไม่ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ แล้วถ้าปฏิบัติเพื่อที่จะให้จิตสงบเท่านั้น ปัญญาไม่เกิด ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ดังนั้น ในครั้งพุทธกาลมีพระสาวกซึ่งเป็นถึงพระอรหันต์ โดยไม่ได้สมถภาวนาถึงความเป็นฌานเลย
ผู้ฟัง ก็บรรลุได้
ท่านอาจารย์ มีเป็นจำนวนมากที่เรียกว่า สุกขวิปัสสก คือไม่ได้ฌานแต่ว่าเป็นพระอรหันต์ แต่พวกที่เอตทัคคะทั้งหลายได้ฌานทั้งนั้นเลย สำหรับพระอรหันต์เช่นท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ บางคนเห็นว่าพระมหาโมคคัลลานะเป็นเอตทัคคะทางอิทธิฤทธิ์ พระสารีบุตรคงไม่ได้อิทธิฤทธิ์ ความจริงได้แต่ไม่ใช่เอตทัคคะ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องตรง เหตุกับผลต้องตรงกัน ถ้าต้องการความสงบ เห็นโทษของการติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทุกวันนี้เป็นทุกข์เพราะแสวงหาเช่นนี้เอง เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางลิ้น หาไปเรื่อยๆ ทุกข์ทั้งนั้น จึงเห็นโทษว่า ถ้าไม่มีความติดข้องก็ไม่ต้องเดือดร้อน แต่หนทางต้องถูกว่า ทำอย่างไรปัญญาระดับไหน และจิตนั้นสงบจริงหรือไม่
เพราะฉะนั้น เขาสามารถรู้ความต่างของจิตที่สงบกับจิตที่ไม่สงบ แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ยังเป็นเขาที่สงบ นั่นคือสมถภาวนา ยังเป็นตัวตน ยังเป็นเขา แต่ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะไม่รู้ความต่างของจิตที่สงบกับไม่สงบ เช่นที่ถามเมื่อสักครู่นี้ สงบหรือไม่ ไม่สงบ เท่านี้ไม่พอ จะสงบได้อย่างไร เห็นหรือไม่ว่า ต้องรู้ด้วยว่าอารมณ์อะไรจึงสงบ อารมณ์เช่นนี้ไม่สงบ อารมณ์อะไรจึงสงบ ฟังธรรมแล้วเข้าใจ สงบหรือไม่
ผู้ฟัง สงบ
ท่านอาจารย์ ประกอบด้วยปัญญาที่รู้ความจริงด้วย ในขณะที่สมถภาวนาสงบ แต่ไม่ถึงปัญญาที่รู้ว่าไม่ใช่เรา ความต่างอยู่ตรงนี้ ขณะใดที่ปัญญาเกิดที่จะไม่สงบไม่มี แต่เป็นขณิกะ สั้นๆ สงบแล้วก็มีเห็นมีอะไรๆ คั่นอยู่ จึงรู้ว่าไม่ใช่การเจริญสมถภาวนา แต่เป็นการศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจ เพื่อเป็นสุกขวิปัสสก
ผู้ฟัง ถ้าเราไม่ปฏิบัติเรื่องของสมาธิ กำลังใจของเราจะเพียงพอที่จะสามารถรู้เท่าทันธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราได้หรือไม่ แล้วถ้าเป็นไปได้เราต้องทำอย่างไร เราถึงจะรู้เท่าทันได้
ท่านอาจารย์ เคยได้ยินคำว่า มิจฉาสมาธิหรือไม่ ถ้าไม่มีความรู้ก็ต้องเป็นมิจฉา ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ มิจฉาคืออะไร
ผู้ฟัง มิจฉาคือไม่ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความไม่ถูกจะทำให้เข้าใจอะไรได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่ถูก ไม่เข้าใจ คนทำสมาธิมีมากมาย แต่ไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร ไม่ใช่ว่าต้องรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน เพียงแค่ไม่รู้ว่าขณะไหนสงบ ขณะไหนไม่สงบ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ ความรู้ขั้นสมถะ เพียงแค่รู้ว่าขณะไหนสงบ ขณะไหนไม่สงบ ขณะนี้สงบเพราะเข้าใจ ยังไม่รู้เลยว่าลักษณะของความสงบเป็นอย่างไร ดังนั้นเป็นปัญญาต่างขั้น และถ้าไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยคือมิจฉาทั้งหมด แล้วจะทำหรือไม่ มิจฉาสมาธิ เพราะไม่รู้ ทำเท่าไรก็ไม่รู้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320