ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๑
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย
วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่คนที่ฟังใหม่ๆ จะไม่เข้าใจเหมือนคนที่ฟังนาน นานกี่ชาติประมาณไม่ได้เลย เพราะเห็นเดี๋ยวนี้เป็นปกติ เกิดดับ ถ้าไปทำให้ผิดปกติ เราใช่หรือไม่ หนทางของอวิชชา ความไม่รู้กับโลภะแนบเนียนมากพาไปง่ายมาก ไม่รู้ตัวเลยคิดว่าถูกต้อง แต่ไม่รู้ว่าหนทางละความเป็นเราเพราะด้วยความรู้ กับจะไปละความเป็นเราด้วยความเป็นตัวตน โดยความเป็นเราจะไปพากเพียรละความเป็นเรา ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ผู้นั้นหันหลังให้พระสัทธรรม
ได้ยินคำว่าธรรม ปรมัตถธรรม นามธรรม รูปธรรมแล้ว คำต่อไป "สัทธรรม" มาจากคำว่า "สัท" กับ "ธรรม" "สัท" คือสงบจากกิเลส เพราะฉะนั้น ในบรรดาธรรมทั้งหลายจะมีธรรมที่นำไปสู่ความสงบจากกิเลส ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีทางเลย แต่ปัญญาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่
ดังนั้นจึงมีธรรมที่ประกอบกันทั้งหมด ทรงแสดงว่าเป็นโพธิปักขิยธรรม ธรรมที่จะนำไปสู่ความเข้าใจถูกต้อง ทั้งหมดต้องไม่ใช่เรา ฟังธรรมเมื่อไรต้องเพิ่มความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่า ไม่ใช่เรา แต่ถ้ามีคำสอนไหนที่ทำให้เป็นเรา คือผิดทันที คนนั้นต้องรู้เลยว่าไม่ใช่ทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออนัตตา ธรรมด้วย ทั้งหลายด้วย ไม่เว้นเลยเป็นอนัตตา กำลังพูดเช่นนี้ คนที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็มี ท่านพระเขมกะแสดงธรรม สหายภิกษุที่ฟังท่านรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไม่มีการรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันใด แม้แต่สภาพธรรมใดจะปรากฏ ขณะนั้นเพราะสติเกิดรู้ตรงนั้น ไม่มีใครไปพาให้สติไปรู้ตรงนั้นตรงนี้ ไม่ใช่ให้สติไปรู้ที่ลมหายใจ นั่นผิดแล้ว ให้ได้อย่างไร สติเป็นอนัตตา แล้วเพราะอะไรต้องเป็นลมหายใจ นั่นเลือกแล้วใช่หรือไม่ ตัวตนแล้วใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงต้องละเอียดอย่างยิ่ง และรู้ด้วยว่าทางไหนผิด ทางไหนถูก ถ้าทางที่จะให้เป็นตัวตน ใครๆ บอกว่าละกิเลส ดีหรือไม่ ก็ดี แต่ว่าอะไรละ ถ้าเราละก็ไม่ดีแล้ว จะละได้อย่างไร ก็ต้องผิดใช่หรือไม่ ทุกคำต้องไตร่ตรอง ถูกคือถูก ผิดคือผิด
แม้แต่ขณะที่เดี๋ยวนี้ปกติสภาพธรรมปรากฏ ต่างกับขณะที่ไม่ปรากฏใช่หรือไม่ ขณะที่สภาพธรรมเริ่มปรากฏเพราะสติ ที่เราพูดคำว่าสติ สติมีหลายระดับขั้น สติเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล ไม่ใช่ระลึกรู้เพียงเท่านั้น แต่เป็นไปในกุศล เรามีเสื้อตั้งหลายตัวใช่หรือไม่ บางตัวก็ไม่ได้ใส่เลย ถ้าสติไม่เกิดก็ไม่ให้ใคร เก็บไว้อยู่เป็นปีๆ ใช่หรือไม่ แต่เมื่อสติเกิดระลึกเป็นไปในการให้เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ไม่ใช่เราเลยสักอย่างเดียว กุศลก็ไม่ใช่เรา อกุศลก็ไม่ใช่เรา รู้ได้เลยว่า ขณะนั้นถ้าสติ คือสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศลไม่เกิด การคิด การกระทำ คำพูดทั้งหมดที่เป็นกุศลก็เกิดไม่ได้เลย
แม้แต่คำพูด เราจะเห็นคำพูดที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ด้วยเมตตา ด้วยความหวังดี ด้วยความเป็นมิตร เสียงก็อย่างหนึ่ง พูดก็อย่างหนึ่ง ทำก็อย่างหนึ่ง อะไรซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่เคยทำเพราะไม่คิดว่าน่าจะ หรือควรจะ หรือเป็นสิ่งที่เพราะอะไรจึงทำไม่ได้ ถ้าเห็นแก่ตัวจะทำไม่ได้เลย เพียงกระดาษของใครตกก็ผ่านไปเลย กับก้มลงหยิบไปทิ้ง ต่างกันหรือไม่
จิตอะไรที่ขณะนั้นเป็นเหตุให้กายไหวไปเช่นนั้น กระทำเช่นนั้นได้ ทั้งหมดเป็นธรรมทั้งนั้นที่เป็นกุศลหลายระดับขั้น เพราะฉะนั้นสติมีตั้งแต่ในขั้นทาน แล้วก็ในขณะที่วิรัติทุจริต เช่น บางครั้งจะพูดคำอะไร ชะงักหยุดไม่พูดเพราะคำนั้นไม่มีประโยชน์ ขณะนั้นเป็นสติที่ระลึกได้ แต่สภาพที่วิรัติเป็นวิรตีเจตสิก
เจตสิก ๕๒ จะมีลักษณะและกิจของตนของตน ซึ่งแสดงไว้ละเอียดมาก ไม่ใช่เราเลย แม้แต่การที่จะไม่เป็นกุศล เพราะว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ตั้งหลายคนที่เราเห็นว่าเขาเก็บเงินตก เขาไม่คืนเจ้าของใช่หรือไม่ แต่บางคนก็สืบหาเจ้าของ แม้ว่าเป็นจำนวนมากเขาก็นำไปคืนได้ นั่นไม่ใช่ตัวเขา แต่ว่าเป็นสภาพที่วิรัติจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน เพราะว่าเราไม่อยากจะเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ คนอื่นเขาก็ไม่อยากเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
ดังนั้นมีความเข้าใจว่า สิ่งไหนเป็นโทษ สิ่งไหนเป็นคุณ สิ่งไหนเป็นประโยชน์ ปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่ดีงามที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เราเลย แต่ความเข้าใจธรรมจะค่อยๆ ขัดเกลา ถ้ายังหนามากเป็นเราเป็นกิเลสซึ่งเหมือนเดิมมากขึ้นเพิ่มขึ้น ก็ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ทั้งนั้น แสดงว่าแล้วจะละกิเลสได้อย่างไร ไม่ใช่ถึงเวลาก็ไปเข้าห้องปฏิบัติและไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น นั่นผิด
เพราะฉะนั้นต้องมั่นคงว่า ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา แล้วค่อยๆ เข้าใจในสภาพที่เป็นรูปแต่ละชนิด เช่น เสียงไม่ใช่ได้ยิน ต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งใช่หรือไม่ เพราะว่าขั้นฟังใครจะไม่รู้ว่า ได้ยินไม่ใช่เสียง เพราะเหตุว่าเสียงเป็นเสียง ถ้าได้ยินไม่เกิดขึ้น เสียงไม่ปรากฏว่ามีเสียง และเสียงปรากฏเฉพาะขณะที่จิตเกิดขึ้นได้ยินเฉพาะเสียงนั้น เสียงอื่นไม่ปรากฏเลย
ในครัวก็มีเสียง ในคลองก็มีเสียง ไม่ได้ปรากฏใช่หรือไม่ แต่สิ่งใดปรากฏเป็นเสียงใดเฉพาะเสียงนั้น เสียงเป็นเสียง ได้ยินเป็นได้ยิน นี่คือขั้นปริยัติ เข้าใจ แต่ขณะที่กำลังรู้ตรงเสียงและเข้าใจ ขณะที่รู้ตรงได้ยินที่กำลังได้ยินแล้วเข้าใจนั้นยังไม่ใช่วิปัสสนา แต่เป็นสติอีกระดับหนึ่ง เป็นสติปัฏฐาน ที่ใช้คำว่าสติสัมปชัญญะ ประกอบด้วยความรู้ตัว หมายความว่ารู้ต้องเป็นปัญญา ขณะนั้นรู้ที่ไหน ก็รู้ที่เคยเป็นตัว แต่รู้ว่าไม่ใช่ตัวเป็นธรรม ยังไม่ถึงวิปัสสนา
วิปัสสนาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะฉะนั้นอย่าหวัง หวังก็ไม่ถึง เพราะขณะหวังนั่นคือกั้นทันที แต่เมื่อรู้ความเป็นอนัตตา เมื่อเหตุมี ผลจึงมี แล้วจะไม่ฟังธรรมหรือ เพราะว่าถ้าไม่ฟังก็ลืม ฟังอีก ซ้ำอีกเหมือนเดิม แต่การซ้ำอีกเหมือนเดิมทำให้เราไม่คิดถึงอย่างอื่น ใช่หรือไม่ ถ้าคนที่ไม่เข้าใจความแยบคาย เขาก็บอกว่าเหมือนเดิม ฟังแล้ว รู้แล้ว เข้าใจแล้วไม่ฟัง นี่คือไม่รู้คุณของการที่ว่าการไม่ฟังเรื่องอื่น แต่ฟังแม้คำเดียวก็รู้ว่าเรายังไม่ถึงการเข้าใจคำนั้น แล้วถ้าไม่ฟังก็ไปคิดถึงเรื่องอื่นแล้วก็ลืมด้วย กับการที่ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละน้อย โดยเราไม่รู้ตัวเลยเหมือนจับด้ามมีด สึกเมื่อไรไม่รู้เลย แต่ถ้าไม่มีการจับทีละครั้ง ด้ามมีดก็สึกไม่ได้
ถ้าขาดการฟังแม้เพียงหนึ่งขณะ จะให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละขณะมีค่า ไม่ใช่ไม่มีค่า เพราะเป็นส่วนที่จะทำให้ได้เข้าใจธรรม เราไม่รู้เลยว่าส่วนไหน วันไหน แต่ทุกคำทุกขณะค่อยๆ ประกอบ ปรุงแต่งที่จะทำให้ถึงขณะที่ปรากฏว่าได้เข้าใจแล้ว แต่ว่าเป็นผู้ที่ตรงและไม่เข้าใจผิดเลย ปริยัติคือปริยัติ ขณะนี้เพียงเริ่มฟังแต่สภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏทั้งๆ ที่มี เช่น เสียงเมื่อสักครู่นี้ ดับแล้วไม่รู้เลย แต่เวลารู้ แม้เสียงนั้นสติก็รู้ตรงเสียง
ดังนั้นทรงแสดงธรรมโดยอภิธรรม อะไรเกิดตามลำดับอย่างไร ก่อนเห็นมีจิตหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มีจิต
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าเราฟังไม่ครบถ้วน ตั้งแต่เกิด อะไรเกิด
ผู้ฟัง จิตเกิด
ท่านอาจารย์ จิต เจตสิก รูป ใช่หรือไม่ การดับไปของจิตเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่ง เจตสิกหนึ่งๆ ๆ ก็เกิดกับจิต รวมจิตหนึ่งกับเจตสิกหลายเจตสิก แต่ละหนึ่งเกิดพร้อมกัน เกิดพร้อมกันได้ เหตุใดจะพร้อมกันไม่ได้ เดี๋ยวนี้ก็พร้อมกัน แต่เมื่อเกิดจิตกับเจตสิกพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดที่เดียวกัน เหมือนกับเจตสิกเกิดในจิตซึ่งแยกออกไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จิตรู้อะไร เจตสิกรู้เช่นนั้น แต่จิตไม่ใช่เจตสิก จิตเพียงรู้แจ้ง ขณะที่จิตรู้แจ้ง เจตสิกทั้งหลายที่สะสมมาก็แล้วแต่ว่าจะเกิดชอบหรือไม่ชอบ นี่คือพูดอย่างหยาบมากเลย ไม่ละเอียดเลย ห่างมาก ถ้าละเอียดจริงๆ หนึ่งขณะจิตทำกิจอะไร แต่ละขณะ
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตายจิตเกิดขณะแรกหนึ่งขณะ ถูกต้องหรือไม่ ใช้คำว่าปฏิสนธิจิตหมายความว่า จิตนั้นต่างกับจิตอื่นเพราะกิจที่จะต้องเกิดสืบต่อจากจุติ คือจิตสุดท้ายของชาติก่อน จุติทำให้เคลื่อนพ้นความเป็นบุคคลนั้น ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนเกิดแล้วดับ จะเป็นคนนั้นต่อไปอีกไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้จุติจิตของเรายังไม่เกิด เกิดเมื่อไรจะเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยสักขณะเดียว แต่จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ
ดังนั้นเกิดขณะแรกขณะเดียว ไม่มีจิตขณะนั้นอีกเลยในชาตินี้ เพราะจิตนั้นทำปฏิสนธิกิจ เป็นผลของกรรม คิดดูตั้งนานมาแล้วก็ยังสามารถทำให้จิตที่เป็นผลเกิดขึ้น ทำกิจสืบต่อจากจิตสุดท้ายของชาติก่อน โดยกรรมทำให้เปลี่ยนจากความเป็นคนนั้นโดยสิ้นเชิง จะเหลือความเป็นคนนั้นอีกต่อไปไม่ได้เลย ต้องแล้วแต่กรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นว่า จะทำให้รูปใดเกิดพร้อมจิตและเจตสิก ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม นก หนู ปู ปลา แมลงสาบ มด ช้าง ม้า วัว ควาย ทั้งหมดเกิดจากกรรมหลากหลายมาก เป็นผลของอกุศลกรรม เช่น ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง เป็นต้น
แต่เหตุใดจึงหลากหลายจนกระทั่งรูปต่างกันได้ถึงปานนั้น มดกับช้างเกิดเพราะอกุศลกรรม แต่ความหลากหลายของจิตขณะที่ทำกรรมปรุงแต่ง ถึงเวลากรรมอื่นทำไม่ได้แต่กรรมนั้นเองทำได้ ทำให้เป็นคนตาบอดก็ได้ เพราะมีเจตนาที่ต้องการให้สัตว์ที่เราทำร้ายตาบอด เช่น ในพระไตรปิฎกบางคนท้าทายกันว่า ใครสามารถจะยิงให้ทะลุตานกได้ คิดดู นกไม่เจ็บหรือ แต่อกุศลจิตก็เกิดแล้วทำร้ายได้ถึงปานนั้น เมื่อเจตนาไม่ให้มีตาใช่หรือไม่ ผลคือกรรมนั้นเองไม่ทำให้เกิดจักขุปสาท เมื่อถึงเวลาที่สมควรจะเกิดก็ไม่เกิด
เพราะฉะนั้น แรงของกรรมทำไปแล้วตั้งนาน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประชวร ได้ทรงแสดงอดีตกรรมของพระองค์ในชาติไหนทำอะไร ได้รับคำกล่าวร้ายต่างๆ เพราะชาติไหนทำอะไร ทุกอย่างทั้งหมดต้องเป็นเหตุเป็นผล และเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้เลย นี่คือความเข้าใจที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา กว่าจะละความเป็นเราได้ เพียงขั้นการฟังก็ต้องมากพอสมควร ที่จะมั่นคงว่าไม่ไปสำนักปฏิบัติ ไม่ไปทำอะไร แต่ว่าอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นจะนำไปสู่การกระทำที่ถูกต้อง
จะเห็นได้ว่า ทุกคำของพระองค์เป็นปัญญาทั้งหมด ถ้าไม่มีคำนั้นปัญญาจะมาแต่ไหน ฟังแล้วก็ต้องไม่รู้เรื่องเหมือนเราฟังคำอื่น ใช่หรือไม่ ไม่เห็นเข้าใจเรื่องธรรมเลย ไม่เห็นเข้าใจว่าไม่ใช่เราเลย เพราะเป็นคำอื่น แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ อนัตตา ปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป ตามความเป็นจริงและตามลำดับขั้น
ธรรมของพระองค์งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด เพราะเป็นความจริงตามลำดับ เบื้องต้นคือทุกคำที่ตรัสเป็นปริยัติ ถ้าไม่มีจะนำไปสู่ปฏิปัตติได้หรือไม่ เพราะปฏิบัติคือขณะที่มีความเข้าใจมั่นคงเป็นสัจจญาณ เมื่อสภาพธรรมปรากฏเมื่อไรรู้เลย ถ้าสติไม่เกิด ธรรมไม่ปรากฏเช่นนั้น เราจับช้อนส้อม จับถ้วยแก้วน้ำ ใส่รองเท้า เหล่านี้คืออ่อนแข็งทั้งนั้นเลย แต่ไม่ได้ปรากฏความเป็นธรรม เป็นรองเท้า เป็นถ้วยแก้ว เป็นน้ำ ปิดบังไว้ตลอด แต่เมื่อไรที่กำลังมีแข็งปรากฏ ตรงนั้นเอง เหตุใดมาปรากฏ เคยฟังไม่ใช่หรือว่า ขณะนี้มีธรรมที่สามารถกระทบกายและปรากฏอ่อนหรือแข็ง
ดังนั้น ไม่มีใครไปทำให้สติเกิดได้ แต่ความเข้าใจที่มั่นคงนั่นเอง ไม่ต้องรอด้วย เมื่อไรก็เมื่อนั้น รอเมื่อไรผิดทันที พอกพูนความเป็นตัวตน ความหวังปิดกั้นอีกแล้ว ถูกปิดกั้นด้วยอวิชชาและความติดข้อง ผสมกับความเห็นผิด ปิดเพียงใด เพียงอวิชชาก็ปิดแล้วมืดสนิท ยังมีความไปติดข้องในสิ่งที่ไม่มี ดับไปแล้วอีก มืดต่อไปอีก ยังเห็นผิดต่อไปอีกว่าเป็นเราอย่างแน่นหนามั่นคง และยังไปหนทางผิดเพราะปิดสนิทแน่นมาก ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้เลย
ด้วยเหตุนี้ การฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังสะสมความเป็นคนมีเหตุผล ไม่ใช่เราเลย เพราะว่าจิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นดับ ดับแล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ ถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ จิตอื่นเกิดต่อไม่ได้เลย จึงมีจิตเพียงทีละหนึ่งขณะ และขณะนี้ดับเมื่อไรเป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อทันที ถ้าภาษาไทยเราพูดเช่นนี้ ภาษาบาลีคือเป็นอนันตรปัจจัย หมายความว่าจิตทุกขณะเมื่อดับแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตอื่นเกิดสืบต่อไม่มีระหว่างคั่น จะไปรู้การดับได้อย่างไร ไม่มีระหว่างคั่น ปรากฏเป็นนิมิต
เพราะฉะนั้น ขันธ์ ๕ รูปนิมิต เวทนานิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต เราอยู่ในโลกของนิมิต เห็นแต่สิ่งที่เหมือนมายากลที่ลวงอยู่ตลอดทุกชาติ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นเงินทอง เป็นอะไรต่างๆ แต่ความจริงคือธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ไม่หยุด รู้หลากหลายแล้วก็จำหลากหลายด้วย ตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตาย ตายแล้วจุติจิตดับเป็นปัจจัยให้จิตซึ่งกรรมหนึ่งทำให้เกิดสืบต่อ เลือกไม่ได้เลย เป็นปฏิสนธิทำกิจนั้น
จิตทุกขณะเกิดขึ้นทำกิจของตนของตน กิจของจิตทั้งหมดมี ๑๔ กิจ ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ เข้าใจ นำไปสู่การที่ไม่ทำอะไร ทำไม่ได้แล้วรู้ด้วยว่าเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่สามารถจะมีพื้นฐานที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิด ซึ่งฟังมาเท่าไร จิตเท่าไร เจตสิกเท่าไร รูปเท่าไร เดี๋ยวนี้มีเท่าไร สติสัมปชัญญะก็จะต้องเกิดขึ้นรู้ สิ่งที่มีค่อยๆ ปรากฏจากไม่รู้สักอย่าง
เดี๋ยวนี้ใครรู้จิตได้ยินบ้าง ดับแล้ว เสียงก็ดับ ได้ยินก็ดับ ไม่ทันจะเข้าใจเลยว่าไม่ใช่เรา ดังนั้นกว่าจะรู้ความต่างของได้ยินกับเสียง เพราะถ้าไม่รู้ก็ผ่านไปด้วยความไม่รู้ทั้งสองอย่าง ไม่ใช่แค่สอง ทางตาอีก ทางจมูกอีก ทางลิ้นอีก ทางกายอีก ทางใจอีกทั้งวัน จึงไม่มีทางเลยที่ใครจะไม่รู้และไม่เข้าใจแล้วจะไปทำวิปัสสนา เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจคำว่าวิปัสสนาคืออะไร เพราะว่าขณะที่เป็นวิปัสสนา สภาพธรรมปรากฏทีละหนึ่ง อย่างอื่นปรากฏหรือไม่ ไม่ปรากฏเลยนอกจากหนึ่ง โลกทั้งโลกหายไปหมดเลย เหลือแต่หนึ่งซึ่งปรากฏจึงจะเป็นวิปัสสนา เพราะเหตุว่าถ้าจะรู้อะไรชัดแจ้งจริงต้องหนึ่งเท่านั้น รวมๆ กันไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้เลย
ด้วยเหตุนี้ บางคนเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ว่าไม่มีอะไรปรากฏ เพียงหนึ่งนั่นเป็นวิปัสสนา แล้วความรู้นั้นมาจากไหน ไม่มีเลย อยู่ดีๆ ก็มากล่าวอ้างว่าตอนนี้ที่มีเพียงหนึ่ง เดี๋ยวนี้แข็งก็แข็ง ก็ปรากฏ ใช่หรือไม่ แต่ไม่มีการเข้าใจว่าเป็นวิปัสสนาเพราะว่าความรู้ไม่มีเลย โดยที่ความรู้ต้องตามลำดับขั้นด้วย และการปรากฏของธรรมก็ต้องต่างกันด้วย ไม่ใช่เพียงเท่านี้ก็เป็นวิปัสสนา และวิปัสสนายังต้องตามลำดับอีกด้วย เพราะว่าอะไร กิเลสมากมายมหาศาล เพียงแค่วิปัสสนาแรกดับกิเลสไม่ได้ ไม่พอเลย สภาพธรรมปรากฏชัดเจน ไม่มีใครไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ ไม่มีความสงสัยในความเป็นธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ไม่เป็นรูปหนึ่งรูปใดเลย ลองคิดดู เป็นธาตุรู้ มืดหรือสว่าง ธาตุรู้
ผู้ฟัง น่าจะสว่าง
ท่านอาจารย์ สว่างเป็นรูป สีสันวัณณะ วัณณะคือแสงสว่าง เป็นรูปธรรม ไม่รู้อะไรเลย แต่ปรากฏเมื่อมีการเห็น เราเห็นมืด เราเห็นสว่าง ทั้งสองอย่างเป็นรูปที่สามารถกระทบตา เมื่อใช้คำว่าเป็นรูปที่กระทบตา ความเข้าใจกว่าจะไปถึงตรงนั้นว่าไม่ใช่อย่างที่เราคิด อะไรก็ได้ที่ปรากฏในขณะที่ลืมตา ไม่ต้องเรียกอะไรเลยก็ได้ จะว่าสว่างหรือมืดก็ได้ แต่สิ่งนั้นกระทบตาแล้วปรากฏ เป็นรูปอย่างหนึ่งซึ่งกระทบตาได้ จะปรากฏเป็นแสงสลัวก็ได้ จะปรากฏเป็นสว่างจ้าก็ได้ จะปรากฏเป็นมืดสนิทก็ได้ ใช่หรือไม่ แต่เห็น
เพราะฉะนั้น เห็นจะมืดกว่าความมืดหรือไม่ เพราะไม่มีรูปใดๆ เลย จึงได้ไม่มีโลกอื่นในขณะที่สภาพธรรมแต่ละหนึ่งปรากฏ ถ้านามธรรมปรากฏก็คือเช่นนั้น ถ้ารูปธรรมปรากฏก็แล้วแต่แต่ละรูป ถ้าแข็งก็ไม่มีอย่างอื่นปรากฏ ถ้าเสียงก็ไม่มีอย่างอื่นปรากฏ แต่ธาตุรู้รู้แข็ง ไม่ได้รู้ในสีสันวัณณะที่ปรากฏ
ตามความเป็นจริงอยู่ในโลกมืดมากกว่าโลกสว่าง แต่เพราะไม่รู้ก็เหมือนอยู่ในโลกสว่างมากกว่าโลกมืด เพราะจิตเกิดขึ้นเห็น ทราบหรือไม่ว่าหนึ่งขณะ จิตก่อนเห็นมีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี แต่ไม่เห็นเพราะทำกิจอื่น จิตต้องเกิดขึ้นทำกิจแต่ละหนึ่งๆ ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดคือ อภิธรรม ให้รู้โดยละเอียดอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะดับไปเป็นผลของกรรม เป็นวิบากจิต ถ้าเกิดเป็นมนุษย์หรือในสวรรค์ เป็นกุศลวิบากตามประเภทของกรรม ถ้าสงบมากถึงความที่จะเป็นรูปพรหมได้ก็เป็นรูปาวจรวิบาก ไม่ได้เกิดในโลกมนุษย์ ไม่ได้เกิดในโลกสวรรค์ สูงกว่านั้นอีกคือพรหมโลก และยังสูงกว่านั้นอีกถ้าเห็นโทษของรูป เพราะว่ารูปยังใกล้ต่อความติดข้องในรูป ในเสียง ใช่หรือไม่ ยังเป็นนิมิตของรูป เพราะฉะนั้น เห็นโทษของรูปซึ่งใกล้ต่อความไม่สงบ ก็เจริญความสงบโดยไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ตอนนี้รู้จักอารมณ์แล้วใช่หรือไม่ จำได้ว่าคือสิ่งที่จิตรู้ ไม่ว่าจิตรู้อะไร
ดังนั้นมีอรูปพรหมบุคคล หลากหลายกันไปในภพภูมิต่างๆ แต่ธรรมดาในกามโลก ใช้คำว่ากามหมายความว่ารูป เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ที่กระทบสัมผัส เป็นกามอารมณ์ เพราะว่าเป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจ ถ้าเป็นรูปพรหมเขาจะละความยินดีพอใจในสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู อย่างที่เรามีอยู่เพราะเห็นโทษ เพราะเห็นจึงเกิดความติดข้อง พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง เกิดโทษนานาประการ ซึ่งแล้วแต่จะนำมาในชีวิตประจำวัน ต้องเป็นคนที่เข้าใจสิ่งที่มี เพราะว่าเราอยู่ในโลกนี้โดยไม่เข้าใจสิ่งที่มีเลย แต่เมื่อถึงธรรม ไม่ได้เข้าใจอื่นเลย เพราะทุกอย่างเป็นธรรมก็เข้าใจสิ่งที่มีถูกต้อง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320