ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๗๖
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมมีพรสวรรค์ จ.พิจิตร
วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เวลามีไม่มาก แต่เรื่องที่จะสนทนาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงเราได้ยินคำว่าธรรม เราคิดว่าเราเข้าใจ แต่ว่าตามความเป็นจริงผู้ที่ตรัสคำนี้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนกระทั่งได้ตรัสรู้ สามารถที่จะดับกิเลสได้หมดสิ้น ไม่มีใครเปรียบได้เลยในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาเพื่อประโยชน์สำหรับคนในสังสารวัฏฏ์ที่ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าวันไหน เดือนไหน ปีไหน ก็มีสิ่งที่ปรากฏ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่ปรากฏทุกวัน
ดังนั้นเห็นความต่างกัน พระองค์เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ธรรมดาทุกวัน เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เพราะว่าชีวิตก็ดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะจิต ถ้าขาดขณะหนึ่งขณะใดชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตรัสรู้อื่นนอกจากสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละคำผู้ที่ได้ฟังแล้วสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังไม่เหมือนที่เคยฟังจากคนอื่นมาก่อนเลย เมื่อเป็นคำของพระองค์แต่ละคำ เช่นคำว่า ธรรม ทุกคนเหมือนจะไม่สนใจ เพราะว่าได้ยินบ่อยๆ ยุติธรรม อยุติธรรม หรือธรรม แต่ถ้าถามว่าธรรมคืออะไร คำตอบของแต่ละคนที่ไม่เคยฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อนตอบไม่ถูกแน่นอน
วันนี้เป็นการสนทนาธรรม ถ้าได้มีการแลกเปลี่ยนหรือว่าสอบถามสนทนากันจะต้องเป็นประโยชน์มาก แสดงให้รู้ว่าความคิดของเราก่อนได้ฟังพระธรรมกับที่ได้ฟังธรรมแล้วต้องแปลก ไม่เหมือนเดิม มีตั้งหลายคนที่เริ่มสนใจธรรมด้วยคำถามว่า ธรรมคืออะไร
น่าคิดหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่ ธรรมเป็นภาษาอะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงธรรมเป็นภาษาไทย แต่ทรงแสดงธรรมกับชาวมคธ ด้วยเหตุนี้จึงตรัสภาษามคธี ซึ่งทุกคำดำรงพระศาสนาไว้จึงใช้คำว่าปาละ หรือปาลี ที่เราบอกว่าบาลีก็คือ คำภาษามคธีของชาวมคธ แต่ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม ธรรมเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ในภาษาของตนของตน
เราได้ยินคำว่าธรรม เราไม่ได้คิดเลยว่าในภาษาไทยคำนี้หมายความว่าอะไร แต่ว่าถ้าเป็นภาษาของคนที่ใช้ภาษานี้อยู่ตลอดก็เหมือนกันเลย ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เท่านี้ ไม่น่าที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมากประมาณไม่ได้เลย เพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นคำว่าสิ่งที่มีจริงๆ ต้องมีจริง ทุกกาลสมัยไม่เปลี่ยนเลย แม้ขณะนี้ก็มี
ถ้าถามว่า ขณะนี้มีธรรมหรือไม่ จากการที่ได้ฟังคำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ถ้าไม่มีความจริงจะตรัสรู้อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทรงตรัสรู้ต้องมีแน่นอนและมีจริงๆ ด้วยทุกกาลสมัย ดังนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ล้าสมัย มีบางคนคิดว่าตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้และทรงแสดงไม่ใช่ยุคนี้สมัยนี้ นั่นคือผู้ที่ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าก่อนการตรัสรู้ ขณะที่ทรงบำเพ็ญเพียรก็มีธรรม ทุกชาติที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีก็มีธรรม เมื่อประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็มีธรรมที่จะรู้ความจริง เหมือนเราเกิดมาก็มีธรรมที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงได้เมื่อได้ไตร่ตรอง ประโยชน์ที่พระองค์ได้ทรงมอบให้พุทธบริษัทก็คือ ความเข้าใจซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย
จะให้อะไรใคร สมบัตินั้นก็หมดสิ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเพชรนิลจินดา แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าอาหาร ไม่ได้ดำรงอยู่เลยต้องหมดสิ้นไปแน่ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถจะทำให้คนที่เข้าใจแล้วไม่หมด เพราะเหตุว่าสะสมสืบต่อไปจนกระทั่งเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถรู้ความจริงถึงความเป็นพระโสดาบัน หรือถึงความเป็นพระอรหันต์ เพียงประโยคที่ตรัสไม่มาก ถ้าผู้นั้นได้สะสมความเข้าใจมาแล้ว
แสดงว่าความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะเรียนวิชาอะไรที่โรงเรียนก็แล้วแต่ก็เพื่อเข้าใจ ทุกอย่างต้องเข้าใจ จะตัดเสื้อ ตัดไม่เป็น ตัดได้หรือไม่ ก็ไม่มีเสื้อ ทำอาหารก็ต้องไปเรียนเหมือนกัน อยู่ในครัวต้องรู้ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ถูก ให้เป็น
ดังนั้น วิชาทุกวิชานำมาซึ่งความรู้ แต่วิชาทั้งหมดเปรียบไม่ได้กับความรู้ที่ได้จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละคำ เพราะเหตุว่าคำของพระองค์ไม่เหมือนคำของคนอื่น ต้องทีละคำ เช่น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง คำนี้ไม่เปลี่ยนแน่นอน ความเข้าใจของแต่ละคนสามารถจะตอบได้หรือไม่ว่า เดี๋ยวนี้อะไรมีจริง ในห้องนี้ก็มีจริง แต่อะไรที่มีจริง จะได้เปรียบเทียบความเข้าใจของเรากับการได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นมีจริง เพราะว่าทุกคนกำลังเห็น ได้ยินก็มีจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้ได้ยินเมื่อครู่นี้อยู่ไหน หมดแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย
การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงของแต่ละหนึ่งที่ละเอียดอย่างยิ่ง เช่น เห็น ทุกคนเห็น เกิดมาก็เห็น แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า เห็นคืออะไร ไม่ใช่ให้เราไปนั่งปฏิบัติอะไร แต่จะเข้าใจเห็นเดี๋ยวนี้หรือไม่ ในเมื่อเกิดมาก็เห็น จนกว่าจะจากโลกนี้ไปจึงไม่เห็น แต่ถ้าเกิดเมื่อใดก็ต้องเห็นอีก เกิดเมื่อใดจะเป็นอะไรก็ตาม เป็นนก เป็นคน เป็นอะไรก็เห็น เพราะฉะนั้นเห็นมีจริงแน่นอน
ในภาษาบาลีใช้คำว่า เห็นเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริง ภาษาไทยเริ่มต้นจากคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด ค่อยๆ ฟังแล้วค่อยๆ ไตร่ตรอง ก่อนเห็นมีเห็นหรือไม่ กำลังเห็นอยู่เดี๋ยวนี้แต่ไม่เคยรู้เลย คิดว่าเราเห็น แต่ว่าความจริง ก่อนเห็นมีเห็นหรือไม่ ก่อนเห็นต้องไม่มีเห็น ถูกหรือไม่ แล้วทำไมเห็นเกิดขึ้น ไม่มีใครเคยคิดเลย และเห็นขณะนี้ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจะไม่มีใครรู้เลยว่า เห็นขณะนี้ก็เหมือนเสียงเมื่อสักครู่นี้ เพียงปรากฏแล้วเสียงหายไปไหน
เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีขณะนี้ ไม่มีใครรู้ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา เห็นเมื่อครู่นี้ไม่มีในขณะที่ได้ยิน เพราะว่าได้ยิน เสียงปรากฏ คนละขณะแล้ว ขณะเห็นเสียงไม่ได้ปรากฏ แต่มีสิ่งที่กำลังเห็นขณะนี้ปรากฏ
เวลาคิด ทุกคนกำลังคิด ขณะคิดไม่เห็นแล้วก็ไม่ได้ยิน ถูกต้องหรือไม่ ทีละหนึ่งขณะซึ่งแตกย่อยละเอียดยิบ คาดไม่ถึงเลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทุกอย่างที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย โดยประการทั้งปวงถึงที่สุดซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ นี่คือธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง ให้คนที่เกิดมาแล้วเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แต่ไม่รู้เลยว่าเหตุใดถึงได้เปลี่ยนไป
เราคิดว่าเราเปลี่ยนไปทุกวัน แต่ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เปลี่ยนทุกขณะ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ ความคิดของคนทั่วไปกับการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวานนี้อยู่ที่ไหน หมดแล้วไม่เหลือเลยเพราะหลับ ขณะหลับไม่มีอะไรปรากฏเลย เป็นใครอยู่ที่ไหน ทั้งวันนั้นทำอะไร แต่เมื่อตื่นเห็น ได้ยินเหมือนเดิม เป็นเรา แล้วก็เปลี่ยนสิ่งที่เห็นจากเมื่อวานนี้เป็นวันนี้
เมื่อถึงพรุ่งนี้ วันนี้ก็ไม่มี แต่ขณะนี้กำลังมี จนกว่าจะหลับเมื่อไรวันนี้ทั้งวันก็ไม่มีแล้ว แต่ก็ต้องตื่นอีก เป็นอย่างนี้อีก ชีวิตคือตื่นแล้วก็หลับ แล้วก็ตื่นแล้วก็หลับ ตอนหลับมีทรัพย์สมบัติมากหรือไม่ มีเพื่อนฝูง มีบ้าน ชื่ออะไรก็ยังไม่รู้เลย พี่น้องก็ยังไม่รู้เลย ไม่ให้ตื่นได้หรือไม่ ต้องคิด เพราะเหตุว่าถ้าไตร่ตรองแล้วเป็นความเข้าใจของตนเอง ซึ่งเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่เหลือเชื่อว่า ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังปรากฏต้องเกิด แต่เมื่อเกิดแล้วก็ดับทันทีก่อนที่จะปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเหตุว่าถ้าเราเพียงหลับตาและลืมตาก็จะไม่ปรากฏว่าเป็นคน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากมายอย่างนี้เลย แต่ลืมตาบ่อยๆ จนกระทั่งสิ่งที่ปรากฏ ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็จำ
จำ มีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง จำเป็นธรรม เพราะฉะนั้น การฟังธรรมไม่ได้ฟังเรื่องอื่นเลย ฟังเรื่องสิ่งที่มีที่ไม่เคยรู้และเข้าใจว่าเป็นเรา แต่เพราะเหตุใดเกิดมาต่างกัน แล้วเหตุใดจะจากโลกนี้ไปก็ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ได้ว่าใครจะจากไปวันไหน สิ่งที่มีจริงอย่างนี้เอง เพราะเหตุว่าเราจะได้ยินคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงบางคำ คำนั้นบ้าง คำนี้บ้าง เช่น บางคนได้ยินคำว่าขันธ์ บางคนได้ยินคำว่าธาตุ บางคนได้ยินคำว่าอายตนะ แต่เด็กนักเรียนจะได้ยินคำว่าอริยสัจจธรรม เพียงแต่ท่องจำว่าอริยสัจจะมี ๔ ตามหนังสือที่บอก แต่ไม่รู้เลยว่าอริยสัจจะคืออะไร และ ๔ คืออะไร และเดี๋ยวนี้มีหรือไม่ก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้น การศึกษาโดยที่ไม่ให้ความเข้าใจจริงๆ ก็ไร้ประโยชน์เพราะเหตุว่าฟังแล้วก็ลืม แต่ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ จะลืมหรือไม่ ไม่ลืมใช่หรือไม่ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เดี๋ยวนี้ จำทีละคำ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เห็นมีจริง เป็นธรรมหรือไม่ ต้องเป็น เพราะอะไร เห็นเกิดขึ้นแล้วเห็นก็ดับไป เป็นได้ยิน ได้ยินเกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป เป็นคิด เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน คิดเป็นคิด แต่ละหนึ่งขณะเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนไม่มีการประจักษ์ว่าเดี๋ยวนี้ที่เข้าใจว่ายังอยู่ทั้งดอกไม้ ทั้งโต๊ะ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ความจริงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา และใครจะคิดว่าแม้แต่ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ขวด รูป อะไรก็ตาม หรือแม้แต่กระดาษสักชิ้นหนึ่ง มีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ ตัวเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก็มีอากาศแทรกอยู่ พร้อมที่จะแตกทำลายเมื่อใดก็ได้ ไม่มีใครรู้เลยว่าแขนจะขาด ขาจะขาดเมื่อใด เป็นไปได้หมดและไม่มีใครรู้ล่วงหน้าด้วย ทั้งหมดเพราะมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นชาวพุทธควรที่จะได้เข้าใจว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุและผล เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า แม้แต่สิ่งนั้นก็ต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น อาศัยกันและกันเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย สิ่งที่เกิดขึ้นดับแล้วไม่กลับมาอีก
ขณะนี้ทุกครั้งที่เห็นเป็นเห็นใหม่ ตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้จนถึงเดี๋ยวนี้และต่อไป กำลังเห็นอย่างนี้เป็นเห็นใหม่ เพราะว่าเห็นหมด ได้ยินเกิด เพราะฉะนั้นได้ยินที่เกิดต่อจากเห็น คนละขณะกับเห็น เมื่อได้ยินดับ เห็นเกิดอีกแล้ว ใครรู้บ้างว่าขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เห็นใหม่หลังจากที่ได้ยินแล้ว ไม่ใช่เห็นเก่าซึ่งเกิดก่อนได้ยิน
ฟังดูน่าเบื่อหรือไม่ เรื่องของตัวเองแต่ไม่เคยรู้เลย เกิดมาต่างกัน แม้แต่พี่น้องรูปร่างต่างกัน ความคิดต่างกัน ชื่อเสียงเกียรติยศก็ต่างกัน ลาภยศสรรเสริญ เจ็บป่วยไข้ สุขทุกข์ ต่างกันหมด ต้องมีเหตุ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะไม่รู้เลยว่าเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น คนในบ้านเดียวกันมี ๕ คน อยู่คนละที่ใช่หรือไม่ คิดคนละอย่างแล้วก็ทำคนละอย่างด้วย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งนั้น แม้แต่ขณะเดี๋ยวนี้แต่ละคนฟังแล้วก็คิดต่างกัน เหมือนกันไม่ได้เลยเพราะเป็นไปตามการสะสม
ดังนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ถ้าใครต้องการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการที่ฟังคำของพระองค์และไตร่ตรองว่าพระองค์ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา ซึ่งต้องมากกว่านี้แน่ เพียงได้ยินอย่างนี้ก็รู้ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่ง ๔๕ พรรษา ทุกอย่างละเอียดและต้องไตร่ตรอง เริ่มจากคำธรรมดาง่ายๆ อย่างนี้ ขณะนี้เห็นเกิดแล้ว เป็นอะไร ไม่น่าถามเลยใช่หรือไม่ เห็นกำลังเห็น เห็นเป็นอะไร เป็นเราหรือไม่ หรือว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เพราะมีตาและมีสิ่งที่กระทบตาได้ ขณะนี้เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป
ปสาท รูปพิเศษ ภาษาบาลีใช้คำว่าปสาท คือ ใสกระจ่าง สามารถที่จะกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ขณะนี้สำหรับทางหูคือโสตปสาท ทางตาคือจักขุปสาท รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตากระทบหูไม่ได้ ไม่มีทางได้ยินได้เลย ปรากฏเพียงให้เห็นแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งๆ ปสาทก็เหมือนกับกระจกเงา ใครผ่านไปเห็นเพราะกระทบกับกระจก เป็นปสาทที่สามารถกระทบได้ ตา หู จมูก ลิ้น กายสามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบได้ เช่น โสตปสาท ภาษาบาลีใช้คำว่าโสตะ ภาษาไทยใช้คำว่าหู ขณะนี้ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี โต๊ะไม่มีโสตปสาท ดังนั้นธรรมเป็นธรรมไม่ใช่ของใคร โสตปสาทก็เป็นรูปที่กระทบเสียง กระทบอย่างอื่นไม่ได้เลย ทำให้มีการได้ยินเกิดขึ้น การได้ยินไม่ใช่ทั้งเสียงและไม่ใช่ทั้งหู ทุกคนกำลังได้ยินแต่ไม่รู้เลยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เข้าใจว่า ได้ยินก็เป็นธรรม เห็นก็เป็นธรรม ไม่ใช่ของใคร และไม่ใช่ใครด้วย
ดังนั้นแต่ละคำจะนำไปสู่คำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ได้ยินแล้วผ่านไป ใครพูดไม่สนใจเลย หรือว่าคำนี้น่าคิด เพราะเหตุว่าอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่อัตตา มี ๒ คำ อัตตาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เหลือเชื่อหรือไม่ ขณะนี้มีแต่สิ่งที่เป็นหนึ่ง แต่ละหนึ่งๆ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นของใครเลยทั้งสิ้น เพียงแต่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตั้งแต่เกิดเป็นอย่างนี้จนถึงขณะสุดท้ายซึ่งจากโลกนี้ไป
เพราะฉะนั้นเราไม่ได้รู้จักสิ่งที่มี เข้าใจว่าเราเกิดมาแล้วเราก็ตายไป เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง แต่ความจริงทั้งหมดเพราะไม่รู้ ไม่เหมือนกับการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัย หนึ่ง ดับไปไม่กลับมาอีกเลย เป็นประโยชน์หรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320