ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๕
สนทนาธรรม ที่ ราชกรีฑาสโมสร
วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสามารถจะทำให้ตาเกิดได้เลย ตาเป็นรูปที่เกิดจากกรรม หู จมูก ลิ้น กายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว สามารถกระทบกับสิ่งที่อ่อนหรือแข็งได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ตรงไหนปรากฏลักษณะที่แข็งเพราะกระทบกับปสาท กายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว
ปสาท เป็นคำภาษาบาลี หมายความถึงสภาพที่ใส สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กระทบกันได้ เช่น เสียงกระทบแข็งไม่ได้เลย แต่เสียงกระทบหู และจิตเกิดขึ้นเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่จิตเห็น แต่เป็นจิตได้ยิน เพราะฉะนั้น จิตหลากหลายต่างกันเป็น ๘๙ ประเภท ถ้าอย่างพิเศษก็ ๑๒๑ ประเภท ประกอบด้วยฌานขั้นต่างๆ ซึ่งเป็นความละเอียดในแต่ละยุคแต่ละสมัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทั้งหมด เพื่อที่จะให้เข้าใจถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน เช่น ใครจะบอกว่าเขาเป็นพระอรหันต์ เขาได้ฌาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุยากยิ่งที่จะให้ถึงปัญญาขั้นนั้น ถ้าไม่มีปัญญาเลยแล้วนั่งเฉยๆ บอกว่าได้ฌานก็ไม่เป็นความจริง
เพราะฉะนั้น จะมีที่พึ่งคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทำให้รู้เหตุและผลที่ถูกต้อง ไม่ไปเลื่อมใสผ้ายันต์ ตะกรุด หรือไม่ไปนั่งกราบไหว้จอมปลวก ต้นไม้หรืออะไรทั้งหมด เพราะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นแต่เพียงสิ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป ยังอีกมากในพระไตรปิฎก ซึ่งถ้าไม่มีความเข้าใจเป็นพื้นฐานในเรื่องจิต เจตสิกรูป อ่านพระไตรปิฎกเข้าใจผิดทันทีคิดว่าเป็นเราทั้งหมด แต่ความจริงเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย กว่าจะถึงการรู้ความจริงก็ต่อเมื่อประจักษ์การเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมา เมื่อนั้นถึงจะรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดี เพราะเหตุว่าเกิดมาเพียงแค่ปรากฏแล้วหมดไป จึงสามารถที่จะละคลายและดับกิเลสได้ตามลำดับ เพราะประจักษ์ความจริงซึ่งเป็นอริยสัจจธรรม เป็นนักเทนนิสชนะเลิศ พ้นโลกหรือไม่
อ.จักรกฤษณ์ ก็ยังอยู่ในโลกอยู่เหมือนเดิม
ท่านอาจารย์ ไม่พ้นโลกแล้วก็ไม่รู้จักโลก นักวิทยาศาสตร์ นักเทนนิส นักอะไรทั้งหลายนั้นก็ล้วนแต่เป็นโลก เพราะคำว่าโลกะหมายความถึงสิ่งที่เกิดดับ ขณะนั้นหรือขณะนี้ก็ไม่รู้เลย มีแต่สิ่งที่ปรากฏ ไม่รู้ว่าเกิดและดับด้วย แสดงว่าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วรู้สึกอย่างไร พระองค์ตรัสรู้ แต่คนที่กำลังอยู่ตรงนี้ยังไม่ได้รู้ความจริง ใช่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นนักอะไรก็ตามแต่ และลองคิดดูว่า ถ้าไม่ได้เรียนเลย ไปปฏิบัติได้หรือไม่ ไปลงสนามได้หรือไม่
อ.จักรกฤษณ์ ไม่ได้ ต้องตามลำดับ
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ทุกคนก็เดินไปไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกเทนนิสเพราะว่าไม่รู้เรื่อง ฉันใด ทุกอย่างทั้งหมดก็เช่นกัน แปลว่าถ้าไม่มีการฟังวิชาใดๆ ทั้งสิ้น เราก็ไม่สามารถจะทำเหมือนคนที่เขารู้ได้ ด้วยเหตุนี้ใครเหนือที่สุดในสากลจักรวาล ยิ่งกว่านักเทนนิส นักรบ นักอะไรทั้งหมด มีผู้เดียว แม้เทวดาและพรหมยังต้องมาเฝ้าเพื่อที่จะกราบทูลถามปัญหา เป็นถึงพรหม เป็นถึงเทพ ปัญญาเมื่อเทียบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างกันเพียงใด
ดังนั้น แต่ละคำไม่ได้มุ่งหวังให้ใครไปรู้เร็วๆ ไปหมดกิเลสเร็วๆ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าแต่ละคำ กว่าพระองค์จะตรัสต้องบำเพ็ญบารมีนานเท่าไร ที่จะตรัสว่าเห็นเดี๋ยวนี้ต้องเกิด ไม่เกิดไม่มีเห็น เห็นดับด้วย แต่ว่ามีสภาพธรรมคือจิต เกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงไม่สามารถที่จะเห็นการดับไปของขณะก่อน เพราะว่าจิตขณะหนึ่งดับไป การดับไปของจิตขณะนั้นเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ไม่ให้เป็นเช่นนี้ได้หรือไม่
"อนัตตา" เริ่มเข้าใจความหมายของอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ จะไม่ให้จิตเกิดเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ให้โกรธเกิดได้หรือไม่ ไม่ได้ ดังนั้นทุกอย่างแสดงความเป็นอนัตตาเมื่อเข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นเราทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ เช่น ต้องไปฝึกหัดก่อนแล้วมาเล่น หรืออะไรเช่นนี้ แต่ความจริงเป็นเรื่องของปัญญาตั้งแต่คำแรก ทุกคำแม้ก่อนปรินิพพานคำของพระองค์ก็เป็นคำจริง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการเข้าใจแล้วไปปฏิบัติ ลองคิดดู แล้วจะรู้อะไร ไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น ไปสำนักปฏิบัติ ไปนั่งบ้าง ยืนบ้าง ทำอะไรก็ตามแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย ใช่หรือไม่
ปฏิปัตติไม่ใช่เราปฏิบัติ แต่ปัญญาที่เข้าใจความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มั่นคงในความเป็นอนัตตา จึงสามารถที่จะไปสู่หนทางที่จะดับความเป็นอัตตาได้โดยเริ่มจากปัญญา และเป็นปัญญาโดยตลอดสายในความเป็นอนัตตาซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก เพราะส่วนใหญ่เราคิดว่าเราทำได้ เราฝึกหัดได้ เราทั้งนั้นเลย แต่ว่าทำเห็นได้หรือไม่ เห็นขณะนี้ยังทำไม่ได้ กำลังเห็นแล้วจะไปทำอะไรได้
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่คิดกันเองก็เข้าใจผิด จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ รู้ว่ากว่าเราจะได้ยินคำของพระองค์ พระมหากรุณาคุณมากระดับที่บำเพ็ญพระบารมีให้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงได้ยินได้ฟังแต่ละคำ เมื่อไรที่ได้ยินคำของพระองค์ ควรจะสนใจฟังให้เข้าใจเมื่อนั้นเพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทุกคำ
ด้วยเหตุนี้ไม่มีเราปฏิบัติ แต่ปัญญาเกิดขึ้นเมื่อใดทำกิจของปัญญา สภาพธรรมที่มีนั้นเราไม่รู้ว่า ธาตุรู้ทั้งหลายเกิดขึ้นทำกิจของตนของตน จิตทำกิจของจิต เจตสิกแต่ละหนึ่งทำกิจของเจตสิกแต่ละหนึ่ง ไม่มีใครรู้เลย เป็นเราไปทั้งหมด แต่ถ้าแยกแล้วเราจะเริ่มเห็นตามความเป็นจริงว่า เกิดมาเลือกไม่ได้เลย เลือกไม่ได้จริงๆ ที่จะเกิดเป็นคนนี้ เป็นหญิงหรือเป็นชาย รูปร่างหน้าตา เกิดมาแล้วแม้จะเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ชีวิตก็หลากหลายกันมากตามบุญและกรรมที่ได้ทำไว้
แสดงให้เห็นว่า สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ได้ และสิ่งที่มีทั้งหลายเมื่อเข้าใจวันนี้ ต่อไปก็ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นแล้วจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคำว่าบุพการี ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น มีคำว่าบุพการี และกตัญญู บุพการีคือ ผู้ที่ทำอุปการะมาก่อน หรือผู้ที่กระทำคุณก่อน กตัญญูคือ ผู้ที่รู้คุณแล้วได้กระทำตอบแทน เพราะฉะนั้น มีบุคคลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ในส่วนของบุคคลสองประเภทที่เป็นบุคคลที่หาได้ยาก คือ บุพการีบุคคล และกตัญญูบุคคล ซึ่งต้องด้วยรู้คุณ แล้วกระทำคุณตอบแทนคือ กตเวที เมื่อรวมกันเป็นกตัญญูกตเวที คือผู้ที่รู้คุณแล้วกระทำคุณตอบแทน
ท่านอาจารย์ ธรรมดาเราอาจจะคิดเพียงเท่านี้ว่า พ่อแม่มีคุณ ครูอาจารย์มีคุณ เพื่อนฝูงมิตรสหายมีคุณ เป็นผู้ทำคุณคือบุพการี ใครที่รู้คุณกล่าวคุณ ถ้ากล่าวคำผิด เปลี่ยนคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามความคิดเห็นของตนเอง ผู้นั้นไม่รู้คุณจึงกล่าวคำที่ผิด แต่ถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณแล้วกล่าวทุกคำตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตามที่มีการกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นั้นเป็นผู้ที่กตัญญูรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำจึงเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุนี้เรารู้คุณของมารดาบิดา เพื่อนฝูงมิตรสหาย รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง มีคุณยิ่งใหญ่ ไม่ว่าใครทั้งหมด จะเป็นใครก็ตามในสากลจักรวาล ไม่มีผู้ใดเปรียบได้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้คุณก็ต้องกล่าวคุณไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ให้ผิด สำนักปฏิบัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้เลย เพราะเหตุว่าปัญญาเกิดเมื่อได้ฟังคำของพระองค์ เช่นท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ใครจะรู้ว่าท่านจะเป็นพระโสดาบันเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดังนั้น ขณะใดก็ตามที่มีความเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่รู้คุณว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมก็ไม่มีใครสามารถจะรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา ในเมื่อพระองค์ตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แล้วมีสำนักปฏิบัติได้อย่างไร เพราะเหตุว่าไม่รู้อะไรเลยก็ไปสำนักปฏิบัติ ไปรู้อะไรก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน กลับออกมาแล้วก็บอกว่าสบายใจ หรือแม้แต่สามเณรที่นิยมบวชกัน ต้องเป็นผู้ตรง ต้องรู้ว่าสามเณรคือใคร เป็นเชื้อสายของสมณะผู้สงบคือภิกษุอย่างไร และภิกษุเป็นศากยบุตร เป็นผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานอนุญาตให้บวช เพื่อที่จะได้อบรมเจริญปัญญา สามารถที่จะรู้ความจริงดับกิเลสได้เช่นพระองค์
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ใครก็ตามนำเด็กเล็กๆ น่ารักไปบวช นั่นคือหมิ่นการเป็นเพศที่สูง เพราะเหตุว่าภิกษุต่างกับคฤหัสถ์ ภิกษุสามารถที่จะสละบ้านเรือน เพื่อนฝูง ทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหมด เพราะเห็นคุณของปัญญาว่า ปัญญาสามารถที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้ เพราะมีเงินทองสักเท่าไรก็ตามเป็นทุกข์ได้ ทุกข์กายก็ได้ทุกข์ใจก็ได้ แต่ถ้ามีปัญญาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขณะนั้นไม่เป็นทุกข์ เพราะมีความเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนั้น
ด้วยเหตุนี้ การฟังพระธรรมเมื่อเห็นค่าแล้วไม่ละเลย รู้ว่าวันนี้ได้ฟังเพียงเท่านี้ยังไม่พอ ถ้าฟังอีกจะเข้าใจอีก เห็นคุณอีก แล้วจะกล่าวคำของพระองค์เป็นการดำรงรักษาคำของพระองค์ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ทำผิด ตั้งสำนักปฏิบัติด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจ
อ.จักรกฤษณ์ กตัญญูกตเวทีที่จะถูกต้องจริงๆ จะไม่เกิดขึ้นถ้ายังไม่เข้าใจ หรือว่ายังไม่รู้จักพระพุทธองค์จริงๆ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้ามีคนบอกว่าพระพุทธศาสนาง่าย กตัญญูหรือไม่ ไม่รู้คุณเลย จึงกล่าวว่าง่าย และบอกว่าไม่ต้องศึกษาก็ได้ กตัญญูหรือไม่ ไม่รู้คุณของพระธรรมเลย
อ.จักรกฤษณ์ มีที่ว่าไปศึกษาตำรับตำราเสียเวลา มาปฏิบัติเลยเพราะว่าจะเกิดผล
ท่านอาจารย์ อะไรปฏิบัติ ถ้าไม่ศึกษา
อ.จักรกฤษณ์ คงจะเป็นตามที่ครูบาอาจารย์หรือผู้สอนแนะนำ ให้นั่งบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นความรู้จริงถึงที่สุดมีคำตอบทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เวลามีใครชวนไปสำนักปฏิบัติก็น่าจะถามเขาว่า ปฏิบัติคืออะไร แล้วเพราะอะไรต้องเป็นสำนักปฏิบัติ ในครั้งพุทธกาลมีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมกำลังทำอาหารอยู่ในครัวก็มี ล้างเท้าอยู่ก็มี แสดงว่าเมื่อถึงความพร้อมของปัญญา ใครก็บังคับไม่ได้ที่จะไม่ให้เกิดขึ้น แม้การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ใช่ก่อนนั้น ต้องถึงเวลาที่พร้อมถึงเวลาที่จะทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือความชัดเจนของอนัตตา แล้วแต่สภาพธรรม ไม่ใช่มีตัวตนหรือมีใครที่จะไปกำหนดอะไรได้เลยทั้งสิ้น
การที่จะดำรงรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่กตัญญูกตเวทีก็คือ กล่าวคำของพระองค์ให้ได้รู้ทั่วกัน เพื่อที่จะได้ไม่เปลี่ยนและไม่คิดเองซึ่งเป็นโทษอย่างยิ่ง
อ.จักรกฤษณ์ แล้วเราจะเป็นผู้กตัญญูจริงๆ บางทียังไม่ได้รู้อะไรเลย เราก็กล่าวตามความเข้าใจของตัวเอง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นโทษหรือไม่ว่า ไม่รู้อะไรแล้วกล่าวไป ทุกอย่างต้องรู้ก่อน และต้องรู้ถูกอย่างละเอียดอย่างรอบคอบตรงด้วย
อ.จักรกฤษณ์ สำหรับการที่จะรู้ถูกละเอียดรอบคอบ และตรงอย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไตร่ตรองเข้าใจด้วยความเคารพ ไม่ประมาทว่าง่าย แม้แต่คำว่าอัตตากับอนัตตา เท่านี้ มั่นคงเพียงใด ตาเป็นเราหรือไม่ คิ้วเป็นเราหรือไม่ แขนเป็นเราหรือไม่ จะแยกออกไปได้ทันทีเมื่อไรก็ได้ แล้วเราอยู่ไหน เพราะฉะนั้นยังไม่ทันแยกก็คือ อากาศธาตุแทรกอยู่ทุกกลาป
คำว่ากลาป ในภาษาบาลีหมายความว่า สิ่งที่เล็กที่สุดถึงที่สุดที่แยกออกไม่ได้เลย เป็นหนึ่งกลาป เพราะฉะนั้น แยกไปๆ ให้ละเอียดยิบถึงที่สุด แยกอีกไม่ได้คือหนึ่งกลาปสำหรับรูป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทุกกลาป จึงสามารถที่จะตัดออกไปได้ ถ้าไม่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ก็ตัดออกไปไม่ได้ และตรัสว่าโลภะความติดข้อง อุปมาเหมือนอากาศที่แทรกอยู่ในทุกกลาป เห็นแล้วก็ไม่รู้ว่าติดข้อง มีหรือที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏแล้วจะไม่อยากเห็นอีก ไม่ว่าเห็นอะไรทั้งสิ้น เห็นดีกว่าไม่เห็นใช่หรือไม่ คงไม่ยอมที่จะไม่เห็นอีกเลยต่อไปในชีวิตเพราะอยากเห็น ได้ยินเสียงก็เหมือนกัน ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เต็มไปด้วยความไม่รู้จึงติดข้อง หารู้ไม่ว่าสิ่งนั้นดับแล้วไม่เหลือเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย เพราะฉะนั้น ทุกคำกว่าจะค่อยๆ ซึมฝังลึกลงไปในใจ จนถึงเวลาที่พร้อมที่จะรู้ความจริง จะรู้ว่าทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นความจริง
อ.จักรกฤษณ์ ก็มีความละเอียดมากๆ ชาวพุทธส่วนใหญ่จะฝังใจกับเรื่องปฏิบัติ ดังนั้นในปัจจุบันนี้มีสำนักปฏิบัติในเกือบ ๒,๐๐๐ แห่ง
ท่านอาจารย์ ใครเป็นคนบอก
อ.จักรกฤษณ์ คงเป็นครูบาอาจารย์ท่านบอกเช่นนั้น
ท่านอาจารย์ โดยเราไม่ได้ไตร่ตรอง โดยเราไม่ได้ถามเลยว่าปฏิบัติคืออะไร
อ.จักรกฤษณ์ ก็ยังไม่มีการซักถาม ถ้าเป็นภิกษุก็มีเหตุมีผลน่าเชื่อ
ท่านอาจารย์ เป็นไปไม่ได้ ยังไม่รู้เลย ถ้าไม่รู้แล้วทำก็คือไม่รู้
อ.จักรกฤษณ์ ก็เชื่อไว้ก่อน
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เชื่อไว้ก่อนแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า โทษภัยเพียงใด
อ.จักรกฤษณ์ ท่านอาจารย์กล่าวถึงโทษภัยเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์ มองดูเหมือนไม่มีโทษภัย แต่โทษภัยมหาศาล เพราะทำให้คนไม่รู้จักพระพุทธศาสนา และหลงเข้าใจผิดคิดว่า นั่นคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอันตรายหรือไม่ แทนที่คนอื่นจะได้ฟังและเข้าใจก็กลับไปปฏิบัติ ไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสักคำเดียวว่า ปฏิบัติคืออะไร และใครปฏิบัติ
ทุกคนเมื่อสักครู่นี้ก็เหมือนเข้าใจว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติหรือ ไม่มีเราแล้วอะไรจะปฏิบัติ ถ้าความรู้ไม่พอจะปฏิบัติได้หรือไม่ ไม่เคยคิดกันเลยใช่หรือไม่ ถ้าไปโรงเรียนต้องเรียนกี่วัน บางคนอาจจะเร็วมาก แต่ต้องรู้ ต้องเข้าใจ และความรู้ความเข้าใจนั่นเองปฏิบัติ ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจก็คือเป็นเราด้วยความเข้าใจผิด ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเพิ่มความเป็นเรา หลงว่าเป็นเรา อันตรายที่สุดคือทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโทษมากเพียงใด แทนที่คนอื่นจะเข้าใจถูกต้องก็กลับเห็นผิดไป จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ทั่วโลกเข้าใจว่า พุทธศาสนาคือสำนักปฏิบัติ
อ.จักรกฤษณ์ บางแห่งบอกว่าจะทำให้เกิดปัญญาขึ้น เพราะว่าเมื่อเกิดความสงบจริงๆ แล้วจะมีปัญญาตามมา ตรงนี้ท่านอาจารย์จะกล่าวอธิบายให้เห็นชัดๆ ว่า พากันไปผิดทางอย่างไร
ท่านอาจารย์ คือต้องเข้าใจให้ถูกต้อง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเพื่อละ แต่ที่ไปสำนักปฏิบัติเพื่อได้ นั่นไม่ใช่หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะว่าต้องละความเห็นผิด ละความติดข้อง ละกิเลส กับไปเพิ่มกิเลสเพราะไม่รู้โดยการคิดว่า ตัวตนได้เข้าใจธรรม แต่ความจริงก็คือถ้าถามเขาว่าเดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่ จะตอบว่าอย่างไร ถ้ามีแล้วเพราะอะไรต้องไปสำนักปฏิบัติ ถ้าเข้าใจได้เดี๋ยวนี้ก็เข้าใจได้ เพราะอะไรจะต้องไปเข้าใจที่นั่น ที่นี่
อ.จักรกฤษณ์ จะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่า การที่เราศึกษาปริยัติอย่างเดียวคือ ฟังหรืออ่านคำของพระพุทธองค์ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดผลใดๆ ได้ จะต้องไปปฏิบัติจึงบังเกิดผล คำๆ นี้ที่พูดกันทั่วไปจริงๆ
ท่านอาจารย์ ฟังคำยังไม่เข้าใจแล้วไปทำเองจะเข้าใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นปฏิบัติรู้อะไร
อ.จักรกฤษณ์ ถ้าปฏิบัติก็ไม่รู้อะไร เพราะว่าไม่ได้ศึกษา
ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้ไปปฏิบัติ ไม่รู้ให้ไม่รู้ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องสนทนาถ้าเขาพร้อมที่จะเป็นคนตรง
อ.จักรกฤษณ์ ต้องสนทนา
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระจากพระธรรมคือความจริง คนที่ไปสำนักปฏิบัติฟังคำของใคร
อ.จักรกฤษณ์ คำของครูอาจารย์ในสำนักนั้นๆ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คำนั้นทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่ตรงกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้
อ.จักรกฤษณ์ ตรงนี้ค่อนข้างชัดเจน แล้วถ้าย้อนมาถึงคำว่าบุพการี กับกตัญญูกตเวที ก็เป็นคำที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้กตัญญูกตเวทีจริงๆ
ท่านอาจารย์ ใครก็ตามที่ไม่กล่าวตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ผู้นั้นอกตัญญู ไม่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวคำที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.คำปั่น มีข้อความที่อธิบายไว้ในอรรถกถา ในความเป็นจริงของบุพการีและกตัญญูกตเวที แน่นอนว่าบุพการีสูงสุดคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงแล้วทรงแสดงความจริงนี้ให้กับสัตว์โลกได้ฟัง ได้ศึกษาแล้วมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง บุคคลประเภทที่สองแสดงไว้ชัดเจนในส่วนนี้ก็คือ กตัญญูกตเวทีบุคคล แสดงถึงสาวก แสดงถึงว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
เมื่อสาวกนั้นมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็กล่าวแสดง เปิดเผยความจริงเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นการกล่าวตามคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมเข้าใจก็เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสาวกที่ประเสริฐยิ่งต้องเป็นถึงอริยสาวก เพราะว่าเป็นผู้ที่ได้ประจักษ์แจ้งความจริงดับกิเลสตามลำดับขั้น
ดังนั้น ความเป็นผู้มั่นคงความเป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริงของธรรมจะมากสักเพียงใด ท่านเหล่านั้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่กล่าวตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด เพราะว่าเป็นผู้ที่มั่นคงในคำสอน ในคำจริง ที่ท่านได้รู้แจ้งมาจากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
เพราะฉะนั้น จากคำที่ได้ฟังที่ได้สนทนากันก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ว่าเป็นเครื่องเตือนที่ดี ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีโอกาสได้ฟัง ได้ศึกษาพระธรรมจริงๆ ผู้ที่เข้าใจอย่างถูกต้องตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นผู้กตัญญูกตเวที เพราะว่ารู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วกล่าวคุณของพระองค์ ด้วยการประกาศคำจริงที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั่นเอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320