ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๔
สนทนาธรรม ที่ ราชกรีฑาสโมสร
วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
อ.จักรกฤษณ์ ศึกษาของนักเรียนนักศึกษา มีหลักสูตรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่มีบรรยายประวัติความเป็นมาของพระพุทธองค์แล้วก็มีคำสอนด้วย มีการอธิบายไว้เช่น อริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งอยู่ในแบบเรียนด้วย การเรียนเช่นนี้จะทำให้รู้จักพระพุทธศาสนาได้จริงๆ หรือไม่
ท่านอาจารย์ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะถ้ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ เข้าใจทุกคำ ทีละคำ เข้าใจธรรมหรือยัง ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมจะรู้หรือไม่ว่า สัจธรรมหมายความถึงสิ่งนั้นนั่นเอง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เป็นสัจจะความจริงของสิ่งนั้น แล้วทำให้ผู้ที่รู้แจ้งถึงความเป็นพระอริยบุคคล สามารถที่จะดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่ว่าใครจะกล่าวถึงอริยสัจจะง่ายๆ หรือว่าเพียงแต่พูดชื่อ แต่เพียงจะถามคนที่เรียนหนังสือเล่มนั้นว่าธรรมคืออะไร เพียงธรรมคำเดียวก็ตอบไม่ได้ แล้วถามว่าสัจธรรมคืออะไร จะตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบก็ตอบตามหนังสือ อริยสัจจธรรมมี ๔ แต่ไม่รู้อะไรเลย
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่การฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ต้องรู้ว่าพระพุทธประสงค์ที่ทรงแสดงพระธรรม เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ความจริงอย่างไร และทรงประกาศแสดงความจริงให้คนอื่นได้รู้ความจริงนั้นด้วย
อ.จักรกฤษณ์ แม้แต่พวกเราที่สนใจแล้วศึกษาพระพุทธศาสนาเองยังต้องเริ่มต้นทีละคำ แต่ละคำที่เป็นธรรมที่เป็นสภาพความเป็นจริงอย่างไร ต้องมาเริ่มเช่นนั้น ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะออกหลักสูตร ที่สอนเด็กประถมมัธยมในเรื่องพระพุทธศาสนา แล้วนำคำที่มีความละเอียดซับซ้อนมาให้เด็กๆ ท่องจำกัน
ท่านอาจารย์ ก็ดีที่เด็กไม่ถามคนที่ออกแบบเรียนว่า ธรรมคืออะไร สัจจะคืออะไร อริยสัจจะคืออะไร ถ้าตอบมาแล้วไม่เข้าใจก็ถามต่อไป ใช่หรือไม่ เพราะต้องอธิบายได้จึงจะสมควรที่จะให้คนอื่นได้ฟังได้รู้ ถ้าตนเองไม่เข้าใจแล้วคนอื่นจะเข้าใจได้อย่างไร
ผู้ฟัง อะไรจะเป็นแก่นที่ควรจะทราบ ยกตัวอย่างเช่น ควรจะเริ่มที่ปรมัตถธรรมหรือไม่ ควรจะเริ่มที่ปฏิจจสมุปบาทหรือไม่ หรือจะเริ่มที่อัตตา อนัตตา ตรงไหนที่จะทำให้คนเข้าใจแล้วสามารถเป็นฐานที่จะสร้างความเข้าใจเพิ่มพูนขึ้นไป
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ เราคนไทยใช้ภาษาไทยที่เราพูดทุกคำ อีกบ้านเมืองหนึ่งเช่นที่มคธ ชาวเมืองเขาก็พูดภาษามคธี แต่ (แปล) กลับมาก็คือภาษาไทยที่เราพูด สิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ขอยกตัวอย่างว่า แข็งมีจริงๆ หรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ สิ่งที่มีจริงต้องเป็นธรรมในภาษาบาลี ในภาษาไทยใช้คำว่ามีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แข็งจะเปลี่ยนเป็นเสียงไม่ได้ เสียงเป็นเสียง แข็งเป็นแข็ง มีลักษณะเฉพาะของตน เกิดขึ้นเป็นเสียงจะเป็นแข็งไม่ได้ ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ นี่คือปรมัตถธรรม คือเราได้ยินคำแต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน ใช่หรือไม่ แต่ต้องมีธรรมก่อนคือต้องมีสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เปลี่ยนสิ่งนั้นไม่ได้ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เสียงเกิดแล้วดับไป ใครจะไปเปลี่ยนได้ แข็งจะเปลี่ยนอย่างไรให้เป็นเสียง ก็ไม่มีทางเป็นเสียงได้เพราะแข็งเกิดขึ้นเป็นแข็ง นี่คือธรรม ซึ่งเป็นปรม บรม อัตถะคือลักษณะ ถ้าไม่มีลักษณะ เราจะกล่าวถึงสิ่งนั้นไม่ได้เลยใช่หรือไม่ แต่เพราะสิ่งนั้นมีลักษณะเช่นนั้นก็กล่าวถึงลักษณะเช่นนั้น เป็นอัตถะของสิ่งนั้น ก็เป็นคำที่รวมกันคือ ปรม อัตถะ ธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ใครจะบอกว่าไม่มีก็ผิด เพราะว่ามีแล้วจะบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ ใครทำให้มี ก็ไม่มีใครทำ เกิดเป็นแข็ง
เดี๋ยวนี้เห็นเกิดแล้ว ไม่มีใครทำ ได้ยินก็เกิด ไม่มีใครทำ แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องมีปัจจัยปรุงแต่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ต้องค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นเหตุที่แสดงว่า ไม่มีใคร ไม่มีตัวตน แต่มีธรรมอื่นซึ่งอาศัยกันและกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เรากล่าวถึงธรรมทีละหนึ่งๆ ๆ และภายหลังเราก็รู้ว่าอะไรอาศัยอะไรสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเข้าใจคำว่าธรรม กับ ปรมัตถธรรม แล้วใช่ไหม ถ้าแข็งไม่เกิดจะมีแข็งหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แข็งเกิดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" คนธรรมดาไม่รู้ใช่หรือไม่ แต่ได้ฟัง สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดต้องดับไป เห็นจะเห็นตลอดเวลาไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้มีได้ยิน ได้ยินอาศัยหู เห็นอาศัยตา เห็นไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เห็น แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นปรากฏได้เพียงอย่างเดียว ทีละหนึ่ง ซ้อนกันสองอย่างไม่ได้ ดูเหมือนพร้อมกัน แต่ต้องแยกเป็นแต่ละหนึ่งขณะ
ขณะเห็นต้องไม่มีเสียง ไม่มีได้ยิน เห็นมีจริงเป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม ได้ยินมีจริง ได้ยินเป็นธรรมเป็นปรมัตถธรรม ทุกอย่างที่มีเริ่มเข้าใจถูกต้องว่า มีธรรมที่อาศัยกันและกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความลึกซึ้งอย่างยิ่งว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป" เป็นอภิธรรม ลึกซึ้ง กว่าใครก็ตามที่สามารถประจักษ์ว่า เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแน่นอน ถ้าไม่เกิดไม่มีเห็น แต่เห็นเกิดแล้วดับ ลึกซึ้งหรือไม่
ผู้ฟัง ลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ธรรมคือปรมัตถธรรม คืออภิธรรม ถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีปรมัตถธรรม ไม่มีอภิธรรม ไม่ใช่ว่าสามารถจะมีปรมัตถธรรม อภิธรรม โดยไม่มีตัวธรรม แต่ธรรมนั่นเองเป็นปรมัตถธรรมและเป็นอภิธรรมด้วย
ใครที่พูดว่าจะฟังธรรมแต่เขาไม่ศึกษาอภิธรรม ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทรงแสดงความจริงให้ผู้ที่ฟังค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ คิด หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับคำพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พระองค์ฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ สัตว์คือผู้ข้อง โพธิคือปัญญาความรู้แจ้ง โพธิสัตว์คือ ผู้ข้องในการที่จะรู้แจ้งสิ่งที่มีแต่ละหนึ่งในชีวิตจริงๆ ไม่ว่าที่ไหนตั้งแต่เกิดจนตาย จนกระทั่งพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไปอีก ๒๔ พระองค์ ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป ตรัสว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง" คือเกิดแล้วดับ "สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์" ไม่มีใครเปลี่ยนหรือเยียวยาให้สิ่งซึ่งต้องดับไม่ให้ดับได้ แต่ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เพราะเหตุว่าธรรมรวมนิพพานด้วย นิพพานไม่เกิดแต่มีจริง
เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องละเอียดมากที่จะเข้าใจทีละคำ ธรรม ปรมัตถธรรม อภิธรรม สังขารธรรม หมายความถึงแต่ละหนึ่งซึ่งกำลังปรากฏขณะนี้ เกิดแล้วปรากฏไม่ว่าอะไรทั้งหมด ที่ตัว แข็งก็เกิดแล้วปรากฏ เสียงก็เกิดแล้วปรากฏ คิดก็เกิดแล้วปรากฏ แต่ละหนึ่งๆ ทรงแสดงว่า ธรรมมากมายหาประมาณไม่ได้ เพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ เพียงหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ เป็นธรรม เป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม และเป็นสัจธรรมด้วย
ถ้ารู้แจ้งเมื่อใด ถึงการเกิดดับก็จะถึงความเป็นอริยบุคคล พ้นจากปุถุชนซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ และจะไม่รู้ต่อไปถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพว่า ได้เริ่มเข้าใจแล้วทีละคำ ทีละคำ ทีละคำ ไม่เปลี่ยนเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นและมั่นคงขึ้น จะพูดภาษาอะไรก็ได้ แต่ถ้าเราใช้ภาษาบาลีก็ตรงกับภาษามคธี ซึ่งดำรงรักษาพระศาสนาสืบมาเป็นภาษาบาลี
ผู้ฟัง ส่วนตัวผมเองหลายๆ ครั้งเราจะหลงไปทั้งวันเลย คำสอนของพระพุทธเจ้าส่วนในตรงไหน ที่จะทำให้เราระลึกได้บ่อยๆ ไม่หลงเข้าไปในเรื่องราวที่สมมติอะไรต่อมิอะไร
ท่านอาจารย์ ทำเองได้หรือไม่ หรือฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และความเข้าใจถูกจะนำไปสู่การเข้าใจถูกยิ่งขึ้น จนสามารถที่จะเข้าใจในแต่ละคำว่า ธรรมเป็นธรรม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อนัตตาหมายความว่าไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราเคยเข้าใจมาก่อน แต่เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ซึ่งไม่สามารถที่จะไปรวมกับอย่างอื่นเป็นสองเป็นสามได้ ต้องแยกเป็นหนึ่งๆ ๆ และเมื่อรู้ความจริงแล้ว จึงจะรู้ว่าปัญญาความเข้าใจที่กำลังค่อยๆ เข้าใจ ละความไม่เข้าใจทีละน้อย
เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่ใครจะไปไม่มี จะเป็นอย่างที่ว่าได้ด้วยตัวเอง พยายามเท่าไรก็ไม่สำเร็จเพราะว่าไม่ใช่ความรู้ เป็นแต่เพียงความหวัง ความต้องการ ความเป็นตัวตน ดังนั้นแต่ละคำต้องชัดเจนมั่นคง จนกว่าจะเป็นสัจจญาณ เริ่มต้นที่จะมั่นคงในการได้ฟังคำจริง ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจยิ่งขึ้น
"ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เท่านี้ก็นำไปสู่การเข้าใจจนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะรู้จักว่าเป็นธรรมและรู้ด้วยว่าเป็นอนัตตา ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น แต่ความรู้ทำให้หมดความหลงและความไม่รู้ แต่กว่าจะถึงการที่หมดจริงๆ ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า อัตตา และอนัตตา เพราะพยายามที่จะไปเป็นอัตตา บังคับบัญชา ควรจะเข้าใจเช่นนี้ให้มากขึ้นใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะไปบังคับบัญชา แต่ว่าต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า คิดเกิดแล้ว ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลยว่าจะคิดอะไร ต่างคนต่างคิดตามประสบการณ์ เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ สะสมไป ได้ยินแล้วเป็นเรื่องราวต่างๆ คิดไป ตลอดเวลาปรุงแต่งให้เป็นเช่นนั้น ให้เป็นเช่นนี้ โดยสภาพธรรมนั้นไม่ใช่เรา แต่เพราะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งซึ่งมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นแล้วดับไป สืบต่อกันแน่นสนิท อย่างเช่น เห็นเมื่อครู่นี้กับเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเดียวกัน เสียงเมื่อครู่นี้กับเสียงเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เสียงเดียวกัน ได้ยินเมื่อครู่นี้กับได้ยินเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่ได้ยินเดียวกัน
แต่ละหนึ่งๆ เกิดแล้วดับไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งซึ่งเกิดแล้วดับ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงบังคับบัญชาได้เพราะเกิดแล้วดับ จะทันไปเปลี่ยนแปลงอะไร แม้แต่ความไม่รู้ก็มีจริงและเกิดด้วย ดับด้วย เพราะฉะนั้นให้มั่นคงว่า มีสิ่งซึ่งแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่เพราะไม่รู้ความเป็นหนึ่งก็เข้าใจว่า รวมกันแล้วเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หลับตา มีอะไรปรากฏหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ลืมตา มี ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เท่านี้ก็ไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มี แต่มีเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ละเอียดอย่างยิ่ง ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ดังนั้นการที่ค่อยๆ สะสมการเข้าใจถูก ก็จะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสรู้และไม่ทรงแสดงพระธรรม สัตว์โลกก็มืดบอด ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ก็หลงผิดไปว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งสามารถจะแยกออกได้เป็นแต่ละหนึ่ง เช่น โต๊ะหนึ่งตัว มีอากาศธาตุแทรกอย่างละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายเป็นส่วนที่เล็กที่สุด ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ คนก็เหมือนกันใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ รูปทั้งหมด ไม่ว่าต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา แม่น้ำ เป็นรูปแต่ละหนึ่งซึ่งรวมกันทำให้เหมือนกับว่า คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนเดิม แต่ว่าตามความเป็นจริงคือ ดับไป เมื่อวานนี้ไม่เหลือเลย เรียกกลับมาก็ไม่ได้ เมื่อเช้านี้ก็ไม่เหลือ เมื่อสักครู่นี้ก็ไม่เหลือ เมื่อถึงพรุ่งนี้ วันนี้ไม่เหลือเลย หมดไปแต่ละขณะอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นเราตื่น เราหลับ เราทำงาน เราคิดปรุงแต่งไปตลอดเวลา แต่ความจริงที่ว่าเป็นเราก็ต้องเป็นธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปแต่ละหนึ่งๆ ตาไม่ใช่หูใช่หรือไม่ เห็นไม่ใช่ได้ยิน นกเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นนกหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นธรรม คือเห็นเป็นเห็น ชัดเจนว่าเปลี่ยนไม่ได้เลย ถ้าไม่มีรูปร่างจะบอกได้หรือไม่ว่า งูเห็น ปลาเห็น นกเห็น หรือมดเห็น บอกไม่ได้เลย เพราะเห็นต้องเป็นเห็น แต่อาศัยรูปร่างที่หลากหลายต่างกันก็เข้าใจว่า นี่คน นั่นนก นั่นปลา แต่ความจริงธรรมแต่ละหนึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย เห็นต้องเป็นเห็น และเห็นไม่ใช่ของใครด้วย เห็นเกิดขึ้นและเห็นก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีก แต่ละคำๆ ต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าพร้อมที่จะรู้ว่าเป็นเช่นนี้ ค่อยๆ คลายความติดข้อง ยังจะต้องมีความรู้อีกมาก โดยที่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ให้เข้าใจ เช่นได้ยินคำว่า อายตนะ ใช่หรือไม่ ทราบหรือไม่ว่าหมายความถึงอะไร ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น คำว่าอายตนะ เป็นพยัญชนะภาษาบาลี เมื่อแปลโดยความหมายคือ สิ่งที่มีจริงที่ประชุมกัน ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทีละขณะ นี่คือความหมาย สภาพธรรมที่เป็นที่ต่อ บ่อเกิด ที่ประชุมกันทีละขณะด้วย
ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังเห็น เห็นมีจริงใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีตาจะเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีสิ่งซึ่งสามารถกระทบตา เห็นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ขณะที่เห็นต้องมีตา และก็มีสิ่งที่กระทบตาที่กำลังปรากฏ สิ่งนี้เองกำลังกระทบตาและมีธาตุรู้คือจิต เราใช้คำว่าจิตก็ได้เกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้นรู้จักจิต คือสภาพรู้ที่เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ไม่ว่าจะรู้ตรงไหน จะรู้แข็ง จะรู้เสียง จะรู้อะไรได้ทั้งหมดเลย เพราะว่าจิตเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ ขณะเห็นต้องมีตา ต้องมีจิตเห็น และต้องมีสิ่งที่กระทบตา ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้หรือไม่ นี่คืออายตนะ ไม่ยากเลย เพียงแต่ว่าต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเราไปท่องใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้จะสามารถรู้เองว่า อะไรเป็นอายตนะบ้าง เสียงเป็นอายตนะหรือไม่ ต้องกระทบหู ทั้งเสียงทั้งหูยังไม่ดับ เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน เพราะฉะนั้นจิตไม่ใช่เสียง จิตไม่ใช่หู แต่เป็นธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่รูปธรรม ธรรมหลากหลายมากแต่ก็ทรงจำแนกประเภทใหญ่ คือสภาพธรรมใดมีจริงเกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไรเลย เช่นแข็ง ใครจะกระทบสัมผัส มีดไปผ่าหรืออะไรก็ไม่มีการรู้สึกใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะว่ารูปธรรมเกิดเป็นสิ่งนั้นแต่ไม่รู้อะไร แต่ถ้าไม่มีนามธรรมคือสภาพรู้ โลกไม่ปรากฏ อะไรก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อธาตุรู้เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นปรากฏ
เราไม่ได้เข้าใจคำในภาษาบาลี แม้แต่คำว่าโลกะ ซึ่งเราใช้ว่าโลกในภาษาไทย โลกะหมายถึงสภาพธรรมที่เกิดดับ ทุกอย่างที่เกิดดับ ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ดับ ทั้งหมดเป็นโลกียะหรือเป็นโลก ที่พ้นโลกไม่เกิดและไม่ดับคือนิพพาน
เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่เราอาจจะได้ยินบ้าง นานๆ ได้ยินทีหนึ่ง เดาบ้าง คิดเองบ้าง ไม่สนใจบ้าง ก็เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียด แต่เมื่อเป็นอีกภาษาหนึ่งก็สนใจ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็คือ เดี๋ยวนี้เองเป็นอายตนะ
รูปธรรมมีจริงหรือไม่ สภาพธรรมที่มีแต่ไม่รู้อะไร มีทั้งหมด ๒๘ รูป จิตเป็นสภาพรู้ นอนหลับมีจิตหรือไม่ ไม่ใช่คนตายก็ต้องมีจิตใช่หรือไม่ แต่จิตขณะนั้นไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิตได้กลิ่น ไม่ใช่จิตลิ้มรส ไม่ใช่จิตรู้สิ่งที่กระทบกาย เย็นร้อน อ่อนแข็ง ไม่ใช่จิตที่คิดนึก แต่เป็นจิตที่เกิดดับดำรงภพชาติ เพื่อตื่นขึ้นก็จะมีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดซึ่งมีอยู่ทุกขณะ สามารถที่จะเข้าใจได้เพราะไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย เดี๋ยวนี้เองสามารถที่จะเข้าใจธรรม โดยกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองเข้าใจและมั่นคงว่า ธรรมเป็นธรรม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นไม่มีอัตตา แต่มีอัตตานุทิฏฐิ เข้าใจผิดว่ามีเรา เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ว่าความจริงเป็นความเห็นผิด ซึ่งตัวตนไม่มี มีแต่ธรรม แต่ยึดถือธรรมว่าเป็นเราเพราะไม่รู้
ทุกคำในพระไตรปิฎกสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทุกคนถ้าไม่เรียนรู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้อ่าน กอไก่ ขอไข่ จะอ่านอะไรได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แม้แต่ทำอาหารก็ต้องเรียนใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ควรรู้ ควรเรียน ไม่ใช่ว่าไปคิดเอง ทำอาหารยังคิดเองไม่ได้เลย แล้วคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะคิดเองได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถ้าคิดเองก็คือผิด เพราะฉะนั้น ต้องมีความเคารพอย่างยิ่งในแต่ละคำ ซึ่งเมื่อสนใจแล้ว จะเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นเมื่อใดก็รู้จักเคารพในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ผู้ฟัง เข้าใจว่าการเห็น ตารับภาพแล้วสมองแปลงสัญญาณ
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถึงสิ่งที่มีจริงละเอียดยิบยิ่งกว่านั้น เดี๋ยวนี้เหตุใดเราเห็นคนตั้งมากมาย เหมือนพร้อมกันใช่หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดยิ่งของแต่ละหนึ่งขณะ ชัดเจน ต้องรู้ว่า จิต สภาพรู้ ธาตุรู้ มีใช่หรือไม่
เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงธรรมที่มีจริงสองอย่างคือ สภาพที่มีจริงแต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม เสียงไม่รู้ กลิ่นไม่รู้ สภาพไม่รู้ทั้งหมดเป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ เราได้ยินคำว่าจิต วิญญาณ มโน มนัส หรือหทย ใช่หรือไม่ แต่ไม่ได้มีใครกล่าวถึงสภาพรู้อีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต เป็นสภาพรู้เหมือนกันด้วย แต่ต่างกัน ซึ่งจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน
จิตหนึ่งขณะจะมีสภาพรู้ซึ่งจะใช้คำว่าเจตสิก ภาษาบาลีต้องออกเสียงเป็นเจตสิกะ ทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท ทั้ง ๕๒ ไม่ได้เกิดกับจิตพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด แต่เกิดตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ ที่ทำให้จิตหนึ่งขณะประกอบด้วยเจตสิกต่างๆ กันไปเป็น ๘๙ ประเภท
เห็นขณะนี้เป็นจิตหนึ่ง เป็นผลของกรรมที่ต้องเห็น ทำให้มีตา ตาเป็นรูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน เพราะว่าที่ตัวของเรามีรูปที่เกิดจากกรรมกลุ่มเล็กๆ ถ้ารูปนั้นเกิดจากกรรม มีกรรมเป็นสมุฏฐาน อย่างอื่นจะทำให้รูปนั้นเกิดไม่ได้เลย เพราะกรรมเท่านั้นที่ทำให้รูปนั้นเกิดขึ้น เช่น ตา ไม่มีใครสามารถจะทำให้ตาเกิดได้เลย ตาเป็นรูปที่เกิดจากกรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320