ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๘

    สนทนาธรรม ที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เช่นได้ยินเมื่อครู่นี้ดับแล้วใช่หรือไม่ แต่เราไม่ได้สนใจเลยว่าสิ่งที่มีเกิดแล้วดับไป เพราะฉะนั้น เห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้ เห็นเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ขณะต่อไปก็เป็นเห็น แต่ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้ที่ดับไป

    ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมก็ต้องเป็นธรรม และทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายไม่เว้นเลย ทุกอย่างทั้งหมด "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย

    ทุกคนเกิดมา เลือกเกิดไม่ได้ ใช่หรือไม่ เลือกวงศาคณาญาติ เลือกวงศ์สกุล เลือกมิตรสหาย เลือกไม่ได้สักอย่างเดียว เลือกที่จะไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็เลือกไม่ได้ เลือกที่จะไม่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็เลือกไม่ได้ เลือกที่จะไม่โกรธ จะเป็นคนดีก็เลือกไม่ได้ เพราะเหตุว่าธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นไม่มีใครสามารถบังคับบัญชา หรือไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุให้เกิดของทุกสิ่งทุกอย่างไว้โดยละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าใจอย่างมั่นคงว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ชั่วคราวแสนสั้นแต่ไม่มีใครรู้ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วทั้งหมดจะค่อยๆ เปิดเผย ด้วยปัญญาที่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ค่อยๆ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทีละคำ ค่อยๆ เข้าใจมั่นคงขึ้น และจะรู้ว่าเกิดแล้วต้องตายใช่หรือไม่ ไม่ตายไม่ได้ใช่หรือไม่ แล้วก็จะตายวันไหนก็ไม่รู้ด้วย แสดงความจริงชัดเจนว่า ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาการเกิดการตายได้เลย ระหว่างที่ยังไม่ตายจะเห็นอะไร จะได้ยินอะไร ขณะนี้กำลังสบายดี เดี๋ยวป่วยไข้ เป็นโรคร้ายแรง แขนขาขาด อะไรๆ ก็ได้หมดทุกอย่าง เมื่อมีเหตุที่จะเกิดเมื่อนั้นก็รู้ว่า เกิดแล้วเป็นเช่นนี้โดยที่ไม่มีใครไปทำแต่ก็มีเหตุที่จะให้เกิด คนที่ออกจากบ้านไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านหรือไม่ ใช่หรือไม่

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่สนทนาธรรม ณ ที่แห่งหนึ่งก็คือ ผู้ที่ฟังมีความสนใจที่จะถามคำถาม แล้วก็ได้ฟังคำตอบ ทั้งๆ ที่มือยังถือไมโครโฟนก็สิ้นชีวิตลง ใครจะรู้ ก่อนนั้นก็ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นแสดงความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ใครจะสิ้นชีวิต แม้มีเงินทองมหาศาลสักเท่าไรก็ไม่มีใครจะไปซื้อเพื่อขอต่ออีกสักหนึ่งขณะ เป็นไปไม่ได้เลย

    ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่า ทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วมีสิ่งที่มี ไม่ใช่ไม่มี แต่สิ่งนั้นไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยเมื่อแยกออกอย่างละเอียดยิบ เช่น ที่ตัว เป็นเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สามารถกระจัดกระจายแยกได้ละเอียดยิบเพราะมีอากาศธาตุแทรกอยู่ทุกส่วน ย่อยออกเป็นรูปที่ละเอียดเล็กที่สุดมีอากาศธาตุแทรกคั่น จึงสามารถแยกสลายทำลายได้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายมนุษย์ หรือเก้าอี้ โต๊ะ ภูเขา ทั้งหมดก็เป็นแต่เพียงรูปธรรม ซึ่งเกิดขึ้นตามสมุฏฐานแล้วมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่

    เพราะฉะนั้น ที่ตัวที่ว่าเป็นเรา แท้ที่จริงก็คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศ และวิญญาณ ตามที่กล่าวแล้วโดยย่อ เพราะเหตุว่าถ้าโดยละเอียดก็คือ เป็นนามธรรมและรูปธรรมแต่ละหนึ่งๆ เสียงมีจริงหรือไม่ ง่วงมีจริงหรือไม่ สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ทุกคนก็บอกว่าจริง นั่นคือธรรม ไม่ใช่เราเลยและหลากหลายด้วย ขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่ง่วง ขณะที่คิดไม่ใช่ขณะที่ได้กลิ่น แต่ละหนึ่งขณะเป็นส่วนประกอบที่เราใช้คำว่าของชีวิต เกิดมาแล้วก็คือมีทั้งนามธรรมและรูปธรรม ต้นไม้ใบหญ้ามีแต่รูปธรรม แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรเลย ไม่มีชีวิต ไม่ใช่นามธรรม เราก็บอกว่าไม่มีชีวิต ไม่เห็นอะไร ไม่คิดอะไร ไม่จำอะไร

    สิ่งที่เรามองเห็นเผินๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ละเอียดอย่างยิ่ง และรู้ว่าทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะสำคัญผิดเข้าใจว่ามีเรา แต่ความจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นและดับไป บังคับบัญชาไม่ได้เลย เพียงเกิดมา อยากเกิดหรือไม่ก็ต้องเกิด ไม่เกิดได้หรือไม่ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ให้เห็นต่อไปได้หรือไม่ ไม่ได้ กำลังได้ยิน ไม่ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่ถ้าเกิดจะสิ้นชีวิต ให้อยู่ต่อไปก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ใครมีอำนาจอะไรหรือไม่ เป็นแต่เพียงธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ถ้ารู้เช่นนี้ เราก็รู้ว่าสิ่งที่มีในชีวิตของเราแสนสั้นและชั่วคราวมาก จะจากไปวันไหนก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ทรัพย์สมบัติเงินทอง แม้แต่ทั้งตัวจะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้วันไหนก็ได้

    ดังนั้นจริงๆ แล้วก็คือ มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยเลือกไม่ได้ จะให้ตายก็ไม่ได้ เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ให้เห็นต่อไปก็ไม่ได้ มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น จนกว่าจะทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แต่ก็มีเหตุที่จะทำให้เกิดอีกเป็นบุคคลต่อไปอีก ซึ่งถ้าฟังธรรมก็รู้ว่ากว่าจะรู้ความจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไรกว่าจะมีแต่ละคำ ที่ทำให้เราได้ยินและเริ่มเข้าใจว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร และความรู้นั้นทำให้พระองค์ดับกิเลสได้ เพราะรู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีแน่นอน แต่เพราะห้ามไม่ได้ มีสิ่งที่เป็นธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยับยั้งไม่ได้เลย สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็เกิดขึ้นและดับไป แล้วก็เกิดขึ้นและดับไป ไม่ว่าอะไรทั้งหมด สิ่งที่มีชีวิตหรือไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต เมื่อเกิดแล้วต้องดับ แล้วก็ต้องมีสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นหลากหลายไปด้วย

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนไม่รู้จักตัวเองเลย ตั้งแต่เกิดก็มีเรา แต่ไหนเรา ทั้งตัวอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายเมื่อไรก็ได้ เพียงเห็น วันนี้กี่เห็นแล้ว นับไม่ถ้วนตั้งแต่เช้ามา เห็นนั่น เห็นนี่ เห็นแล้วก็ได้ยินด้วย คิดด้วย จำด้วย มากมายหลายอย่าง แต่เมื่อถึงเวลาหลับสนิทหายไปไหนหมด ทั้งวันที่เดือดร้อน ทั้งวันที่สุข อร่อยมาก ชื่นชมมาก สบายมาก หรือว่าเจ็บไข้ได้ป่วยตรงนั้นตรงนี้ เมื่อถึงเวลาหลับไม่เหลือเลย แต่ว่าตามความเป็นจริงแม้เดี๋ยวนี้ยังไม่หลับก็ไม่เหลือ

    นี่คือปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริง และคนอื่นก็สามารถที่จะรู้ความจริงเช่นนี้ได้ จึงมีพระอริยสาวกซึ่งเป็นสังฆรัตนะ เพราะว่าเห็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่เกิดมาแล้วต้องจากโลกนี้ไป แต่จะจากไปด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย หรือว่าจากไปโดยยังรู้ความจริง ซึ่งจะทำให้สามารถค่อยๆ รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาอะไรได้เลยทั้งสิ้น

    ถ้าตาบอด ทำให้เห็นได้หรือไม่ ไม่มีทางเลย แต่ว่าเมื่อมีตา ไม่ให้เห็นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ และตาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เหตุใดต้นไม้ไม่มีตา เหตุใดนกมีตา คนมีตา งูมีตา นกก็เห็น คนก็เห็น แมวก็เห็น งูก็เห็น เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่นก ไม่ใช่คน ไม่ใช่แมว เห็นเป็นเห็น แม้จะอยู่ที่ไหนนานมาแล้วแสนนานก็เห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็น ท่านพระอานนท์ พระอริยสาวกก็เห็น เห็นเป็นเห็น และเห็นก็ดับไป

    เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วก็ไม่ใช่ใครด้วย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ มีเราหรือไม่ หรือว่ามีแต่ธรรม เห็นหรือไม่ว่าถ้าฟังธรรมแล้วไตร่ตรอง เริ่มเข้าใจพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ว่ามีแต่ธรรม แต่ถ้าไม่มีธรรมก็จะไม่มีการยึดถือว่าเป็นเรา เมื่อมีเห็นก็เป็นเราเห็น เมื่อมีได้ยินก็เป็นเราได้ยิน เมื่อมีคิดก็เป็นเราคิด แต่อยู่ไหน ดับหมดเลยไม่มีเหลือสักอย่างเดียว แต่ก็มีปัจจัยที่จะเกิด

    ถ้าจะกล่าวก็คือชีวิตคือหลับ มีแน่ๆ แล้วก็ตื่น แล้วก็หลับ แล้วก็ตื่น ถูกต้องหรือไม่ ความต่างกันคือ ตอนหลับไม่มีอะไรปรากฏเลย ชื่ออะไรก็ไม่รู้ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ มีสมบัติเท่าไรก็ไม่รู้ มีพี่น้องก็ไม่รู้ เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร ไม่ปรากฏเลยทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเลยขณะที่หลับสนิทแต่ไม่ตาย คือยังมีธาตุรู้หรือวิญญาณซึ่งหลากหลายมาก ตอนหลับก็เป็นธาตุรู้ประเภทหนึ่ง ตอนตื่นก็เป็นธาตุรู้แต่ละหนึ่งๆ เช่น เห็นเป็นธาตุรู้หนึ่ง ได้ยินเป็นธาตุรู้หนึ่ง คิดนึกเป็นธาตุรู้หนึ่ง นี่คือธรรม ซึ่งอยู่ที่ว่าใครเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจ หรือสนทนาเรื่องคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าจะไม่สนใจเลย เลือกได้หรือไม่ ตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งคนที่จะสนใจที่จะรู้ความจริงนั้นมีน้อย

    แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีพวกที่ฟังคำสอนอื่นมาก พวกเดียร์ถีย์คือความเห็นอื่น ความเข้าใจอื่น เป็นครูที่มีชื่อเสียง ๖ คนมีสานุศิษย์มากมาย พวกลูกศิษย์ของครูเหล่านั้นก็ไม่มาเฝ้าพระสัมมาส้มพุทธเจ้า จะเห็นได้ว่า คนที่ได้ยินคำว่าพระพุทธศาสนาแล้วไม่สนใจเลยก็มากมาย แต่คนที่เริ่มสนใจก็มี คนที่สะสมมาแล้วเพียงได้ยินก็สนใจยิ่งกว่าวิชาอื่นทั้งหมด เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็ต้องตาย ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็ต้องเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็ต้องทุกข์โศก เพราะฉะนั้น วิชาหนึ่งซึ่งสามารถจะทำให้เข้าใจทุกอย่าง แล้วค่อยๆ ละคลายสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา นั้น จะรู้ได้ว่าไม่ใช่เราและไม่มีเรา ถ้าอยากจะมีเราต่อไป ไหนเรา ลองบอกสักอย่าง เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่นกเห็น ไม่ใช่แมวเห็น ไม่ใช่คนเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน ไม่ใช่นกได้ยิน งูได้ยิน คนได้ยิน เทวดาได้ยิน ได้ยินเป็นได้ยิน

    ดังนั้นทั้งหมดที่เคยเป็นเราก็คือ เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เหตุใดเราเกิดมาต่างกัน บางคนดี บางคนใจร้าย บางคนขยัน บางคนขี้เกียจ เป็นธาตุหรือเป็นธรรมทั้งหมด เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งทรงแสดงไว้ละเอียดมาก

    เมื่อสักครู่นี้เรากล่าวถึง ทีละคำ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมคือมีจริง แต่สิ่งที่มีจริงต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทหนึ่งมีจริงแต่ไม่รู้อะไร หวานเค็มไม่รู้เลย แข็งอ่อน ใครจะแตะต้อง ใครจะนำไปผ่าหรือตัดก็ไม่รู้เลย เพราะเหตุว่าเป็นธาตุไม่รู้ เป็นแต่เพียงธาตุแข็ง เป็นแต่เพียงธาตุเสียง เป็นแต่เพียงธาตุอ่อน หรือเป็นแต่เพียงธาตุรสต่างๆ หวาน เย็น เหล่านี้เป็นต้น เป็นสภาพไม่รู้ ที่ตัวเราก็มีธาตุทั้ง ๔ จับตรงไหนก็อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน กลืนน้ำลาย กลืนอาหาร ก็ตึงหรือไหวใช่หรือไม่ แต่ว่าธาตุน้ำไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่ใช่น้ำที่เราดื่ม แต่เป็นธาตุที่เกาะกุมซึมซาบธาตุทั้ง ๔ รวมกันไม่ให้แยกจากกันเลย

    ธาตุน้ำ เวลาเราอาบน้ำ เราคิดว่าเป็นน้ำ เราเรียกว่าน้ำ แต่เย็นหรือไม่ หรืออุ่น น้ำร้อนหรือน้ำเย็นที่อาบถ้าเปิดแรงกับเปิดเบาๆ ก็ต่างกัน เป็นอ่อนแข็ง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว เราใช้คำเรียกสิ่งที่มีจริง แต่เราไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง จนกว่าจะรู้ว่าแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ไม่ว่าในภาษาใด เราไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกัน คนไทยก็พูดภาษาไทย ในพระไตรปิฎกมีข้อความว่า "พึงเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภาษาของตนของตน" ที่เราพูดทั้งหมดนี้เปลี่ยนกลับไปเป็นภาษามคธี ซึ่งเขาใช้กันในครั้งพุทธกาลก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าเหมือนกับเราต้องแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย หรือว่าจากภาษาเวียดนามเป็นภาษาอังกฤษ (ไม่ว่าจะภาษาอะไรก็ตาม) แต่เปลี่ยนธรรมไม่ได้

    ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ในภาษาไหนก็เข้าใจในภาษาของตนของตน แต่ว่าธรรมเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมมีจริง มีสภาพที่ต่างกันใหญ่ๆ คือเป็นสภาพรู้ ใช้คำว่านามธรรมหรือนามธาตุ และสภาพไม่รู้ก็เป็นรูปธาตุ แต่นามธาตุยังต่างกันเป็นสองประเภท คือประเภทที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ เช่น เสียงหลากหลายมากเลยใช่หรือไม่ อะไรรู้เสียงแต่ละเสียง จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าไม่เหมือนกัน เสียงทุกเสียงต่างกัน เพราะธาตุรู้ซึ่งเราใช้คำว่าจิต หรือวิญญาณ หรือมโน หรือมนัส ใช้หลายคำ เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ถ้าเราไปยืนอยู่ฝั่งทะเล น้ำกับฟ้ายังรู้ใช่หรือไม่ว่า ตรงไหนฟ้า ตรงไหนน้ำ เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ มีหน้าที่เดียว เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้

    มีคำใหม่อีกคำหนึ่งในภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ แต่คนไทยใช้คำว่าอารมณ์ ซึ่งเราใช้คำภาษาบาลี แต่ไม่ได้เข้าใจคำตามความเป็นจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะเราไม่ศึกษาให้ละเอียด เพียงได้ยินเผินๆ คำว่ารูปธรรม นามธรรม อารมณ์ เราก็นำมาใช้ แต่ว่าความหมายจริงๆ เมื่อมีธาตุรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อมีจิตหรือจะใช้คำว่า วิญญาณ มโน มนัส หทย อะไรก็ได้ หมายความถึงสภาพที่เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้แต่ละหนึ่งๆ ธาตุรู้คือจิตเกิดขึ้นรู้หนึ่งแล้วดับไป เกิดขึ้นรู้หนึ่งแล้วดับไป เกิดขึ้นรู้หนึ่งแล้วดับไป แต่ละหนึ่งเร็วสุดที่จะประมาณได้ ทำให้ปรากฏเหมือนถูกลวง เพียงแค่ลืมตาเห็นหมดทุกอย่างเลย เป็นไปได้หรือไม่ ต้องทีละหนึ่งใช่หรือไม่ กว่าจะเกิดดับสืบต่อจนปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    นี่คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงตรัสรู้ความจริงละเอียดอย่างยิ่ง ทรงแสดงความจริงแต่ละหนึ่งโดยประการทั้งปวง ถ้าใครสนใจก็รู้ว่าเรากำลังสนทนาเรื่องคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะเข้าใจว่าพระปัญญาของพระองค์ ถ้าไม่ฟังไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย ด้วยเหตุนี้ในครั้งที่ยังไม่ปรินิพพาน แม้เทวดาและพรหมยังมาเฝ้าทูลถามปัญหา เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในโลกใดๆ ทั้งสิ้นในสากลจักรวาล มีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้

    แม้แต่มงคลคืออะไร ตอบได้หรือไม่ ในครั้งนั้นเขาตอบกันไม่ได้ เขายังต้องมาเฝ้าทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เหตุที่จะให้เกิดความเจริญ ความเจริญในสิ่งที่ดีงามด้วย สิ่งที่ไม่ดีไม่ได้เจริญเพราะว่าเสื่อม แต่ว่าสิ่งที่ดีงามที่เจริญมีอะไรบ้าง ทรงแสดงตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงการดับกิเลสหมด นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมต้องฟังด้วยความเคารพว่า เป็นคำสอนที่เราผ่านหูแต่เราจะไม่ได้ประโยชน์เลยถ้าเราไม่เป็นผู้ที่ละเอียด ฟังและเห็นพระคุณที่จะรู้ว่า เรานับถือผู้ที่ทรงมีพระปัญญาที่คนอื่นไม่สามารถจะเปรียบได้

    ผู้ฟัง ระหว่างเรากำลังฝึกสติปัฏฐาน เขาบอกว่าเจริญสติปัฏฐานไม่จำเป็นต้องทำสมาธิ ระหว่างที่เราทำสติปัฏฐานจะมีสมาธิอยู่ในตัว ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ แต่ก่อนมาเราฟังที่เขาบอก แล้วเราก็ทำตามเขาบอกด้วย ถูกต้องหรือไม่ แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้คนฟังไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น พระองค์จะไม่ได้บอกให้ใครทำอะไร แต่ให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่าเขาพูดแต่คำที่เขาไม่รู้จัก และทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเข้าใจของตัวเองด้วย เพียงแต่ว่าเขาบอกให้ทำก็ทำ ลองถามพวกที่ทำสมาธิ รู้จักหรือไม่ว่าสมาธิคืออะไร ทำสมาธิ เขาบอกอย่างไรก็ทำเช่นนั้น แต่ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีค่าคือ ให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตนเอง และลองคิดดู ใครที่จะทำให้คนฟังเกิดปัญญาได้ คนนั้นต้องมีความเข้าใจ ใช่หรือไม่

    ได้ยินคำว่าสมาธิ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสมาธิคืออะไร แต่ไม่ได้บอกให้ใครไปทำสมาธิเลย ไปทำแล้วไม่เข้าใจจะเกิดประโยชน์อะไรนอกจากไม่รู้ แต่ว่าถ้าเขาเริ่มเข้าใจถูก เขาจะรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีสมาธิหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อสักครู่นี้ต้องตามลำดับทีละเล็กทีละน้อย การที่เรียนวิชาใดก็ตามต้องตั้งแต่ต้นใช่หรือไม่ เราไม่ได้เรียนตอนปลายหรือตอนกลางมาหาตอนต้น เพราะฉะนั้น ยิ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งประมาทไม่ได้ ทุกคำต้องตั้งแต่ต้นแล้วก็ไม่ใช่ฟังเผินด้วย ต้องเป็นความเข้าใจที่มั่นคง ถ้าไม่มั่นคงจะสับสน และฟังต่อไปก็เริ่มสับสนทั้งหมดเลย แต่ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงตั้งแต่ต้นเปลี่ยนไม่ได้เลย แสดงว่าคนนั้นมีความเข้าใจถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ

    ถามว่า สมาธิมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็น่าจะไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรที่เป็นเราเลย เป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นไปทำสมาธิได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า เริ่มเข้าใจถูกต้องแล้วว่าไม่มีใครไปทำสมาธิ แต่สามารถเข้าใจได้ว่าสมาธิคืออะไร และอะไรเป็นประโยชน์ ไปทำสิ่งที่ไม่รู้ เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ ไม่รู้ตลอด กับการที่เริ่มรู้ว่าสมาธิคืออะไร และเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงแสดงความจริงของแต่ละหนึ่ง เช่น สมาธิจริงๆ คืออะไร

    ผู้ฟัง ระหว่างที่นั่งสมาธิ..

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ยังไม่นั่ง เพราะยังไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร หรือจะไม่รู้อะไรก็นั่งสมาธิ จะเลือกแบบไหน ถ้าเลือกแบบไม่รู้อะไรก็ไปนั่งสมาธิ คือไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่ว่าถ้าฟังก่อนแล้วรู้ว่าคืออะไร และรู้ว่าเป็นสิ่งซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ โดยการที่ต้องเริ่มจากว่า สมาธิมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ มีจริง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไร แต่ได้ยินคำว่าสมาธิ สมาธิมีจริง ขั้นต้น สมาธิเป็นสภาพรู้หรือไม่ใช่สภาพรู้

    ผู้ฟัง เป็นสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ เป็นสภาพรู้ เป็นเห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่สมาธิใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นได้ยิน ไม่ใช่สมาธิ เพราะฉะนั้นธาตุรู้มีสองอย่าง สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เรามีคำใหม่คำหนึ่งในภาษาบาลี คือคำว่าอารัมมณะ แต่ภาษาไทยใช้คำว่าอารมณ์ แต่ไม่ได้เข้าใจว่า อารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏเมื่อมีธาตุรู้รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ อย่างเช่น เสียง ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงปรากฏได้หรือไม่ แต่ขณะใดก็ตามที่เสียงปรากฏ เสียงไม่รู้อะไร แต่มีธาตุรู้คือได้ยินเสียง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    6 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ