ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๐๑
สนทนาธรรม ที่ โรงละครวังหน้า
วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
อ.คำปั่น ภิกษุใดรับเองก็ดี ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่ผู้อื่นเก็บไว้ให้เพื่อตน เป็นอาบัติ คือเป็นโทษ ภิกษุรูปใดก็ตามที่ล่วงละเมิดสิกขาบทข้อนี้เป็นผู้ที่มีโทษ มีโทษคือ เป็นผู้ที่ไม่บริสุทธิ์เพราะว่าได้กระทำในสิ่งที่ผิด กระทำในสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร เพราะว่าเงินทองไม่ควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้งปวง
ก่อนบวชท่านสละเงินและทองแล้ว สละชีวิตของความเป็นคฤหัสถ์ทุกประการแล้ว เมื่อบวชจึงจะกลับมารับเงินรับทองอีกไม่ได้ ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงคำว่าสละ คำนี้ตลอดชีวิตสำหรับชีวิตของพระภิกษุเลย คำนี้คำเดียวจริงๆ คือ สละ ขัดเกลา ละคลายกิเลส ที่จะเป็นผู้ที่มีความประพฤติคล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ เพราะมีความจริงใจที่จะออกบวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่พระองค์ทรงอนุญาตให้มีการอุปสมบท
ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความจริงใจ ที่จะมีความประพฤติคล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ จะกระทำในสิ่งที่ผิด ที่พระองค์ทรงบัญญัติว่าเป็นสิ่งที่มีโทษไม่ได้ เพราะว่าการกระทำในสิ่งที่ผิดเป็นการพอกพูนกิเลส เป็นการสะสมอกุศล เป็นโทษ แม้แต่เรื่องของการรับเงินรับทองก็เป็นโทษทางพระวินัย ผิดพระวินัย ถ้าหากว่าภิกษุรูปนั้นรับเงินแล้วเกิดมรณภาพไปในขณะที่ท่านยังมีอาบัติอยู่ ชาติถัดไปเกิดในอบายภูมิเท่านั้น ไปเกิดในสุคติภูมิไม่ได้เลยสำหรับภิกษุที่มีอาบัติ
เพราะฉะนั้น การที่มีโอกาสได้ศึกษาในส่วนของพระวินัยให้เข้าใจ ก็เป็นส่วนที่สำคัญในการที่จะดำรงรักษาความถูกต้อง และคฤหัสถ์เองก็จะไม่กระทำในสิ่งที่จะเป็นเหตุให้พระภิกษุท่านต้องอาบัติ หรือว่าล่วงละเมิดพระวินัยด้วย
อ.วิชัย ดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับทองและเงิน ซึ่งท่านยสกากัณฑกบุตรได้กล่าวชี้แจงให้ชาวเมืองได้มีความรู้ความเข้าใจ โดยอาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติแล้วนี่เอง ที่จะชี้แจงให้คนทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง นอกจากสิกขาบทที่พระองค์ได้บัญญัติอย่างที่อาจารย์คำปั่นกล่าวถึงแล้ว แม้ในธรรมที่เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งสมณพราหมณ์ พระองค์ได้ตรัสไว้ ๔ ประการด้วยกัน
การดื่มสุราเมรัย-ประการที่หนึ่ง การเสพเมถุน-ประการที่สอง การประกอบมิจฉาอาชีพ-ประการที่สาม การรับและยินดีในเงินและทอง-ประการที่สี่ นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งสมณพราหมณ์ แล้วยังมีเรื่องของมณีจูฬกสูตร ซึ่งนายบ้านมณีจูฬกะได้เห็นคนทั่วไปในตอนนั้นที่คิดว่า เงินและทองควรแก่สมณะเชื้อสายศากยบุตร แต่ท่านคิดว่า สมณะเชื้อสายศากยบุตรเป็นผู้สละบุตรและภริยา สละเงินและทอง แล้วจะกลับมายินดีมารับได้อย่างไร นี่คือเป็นความคิดซึ่งน่าจะพิจารณาใช่หรือไม่ ซึ่งภายหลังท่านก็ได้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า เงินและทองไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายศากยบุตร สมณะเชื้อสายศากยบุตรไม่ยินดีในเงินและทอง สมณะเชื้อสายศากยบุตรไม่รับเงินและทอง แก้วและเงินไม่ควรแก่สมณะ และสมณะเชื้อสายศากยบุตรปราศจากทองและเงิน เบญจกามคุณควรแก่ผู้ใดคือ เงินและทองควรแก่บุคคลนั้น คือถ้าบุคคลใดยินดีในเงินและทองอยู่ แสดงถึงเป็นผู้มีความยินดีในเบญจกามคุณ ยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส เพราะว่าเงินและทองย่อมนำมาซึ่งความยินดีพอใจ ทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ดังนั้นพระองค์จึงแสดงว่า เบญจกามคุณไม่ใช่ธรรมของสมณะ ไม่ใช่ธรรมของศากยบุตร
ท่านอาจารย์ พอจะเห็นวิกฤติหรือยัง เพราะเหตุว่าพระภิกษุรับเงินรับทอง มีเงินมีทองแล้วทำอะไร ใช่หรือไม่ สร้างวัดแต่ไม่คิดถึงธรรม มีแต่วัดหรือไม่ บางวัดก็ร้างเลย สร้างกันใหญ่โตเสียเงินมาก ซึ่งใครเป็นคนสร้าง ต้องคิดใช่หรือไม่ ถ้าไม่สร้างแต่ทุกคนเข้าใจธรรม ขัดเกลากิเลสแล้วอุปการะพระภิกษุที่ท่านศึกษาธรรม และปฏิบัติตามพระวินัยให้พระศาสนาดำรงอยู่ ไม่ใช่มีวัดแต่ว่าไม่มีความเข้าใจธรรม เช่นนั้นไม่มีประโยชน์เลย และยังสูญเสียเงินทองมากมายมหาศาลจากการสร้างวัดบ้าง สำนักปฏิบัติบ้าง เพราะฉะนั้น ถ้ามีการเข้าใจที่ถูกต้องก็จะพ้นจากวิกฤติได้
อ.วิชัย ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับนายบ้านคามณีชื่อมณีจูฬกะว่า เบญจกามคุณควรแก่ผู้ใด ทองและเงินควรแก่ผู้นั้น หมายถึงว่าทองและเงินที่ไม่ควรแก่สมณะ เพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งกิเลสคือความพอใจ
ท่านอาจารย์ เหตุใดเป็นพระภิกษุ เป็นคฤหัสถ์ก็ฟังธรรมได้ เข้าใจธรรม รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แล้วเหตุใดบวช ต้องรู้จักตัวเองว่าบวชเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและในพระธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมและไม่เข้าใจพระธรรมแล้วบวช จะเป็นภิกษุในธรรมวินัยหรือไม่
ดังนั้น ต้องรู้ความต่างกันของชีวิตของคฤหัสถ์กับพระภิกษุ เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แน่นอน เห็นสิ่งที่น่าพอใจ อยากได้ แสวงหาเพื่อที่จะได้มาเพราะเงิน ถ้าไม่มีเงินเราคงต้องไปปลูกข้าวเอง ทำอะไรเองหมดทุกอย่างใช่หรือไม่ แต่สิ่งที่สามารถจะได้รูป เสียง กลิ่น รส กระทบสัมผัส เก้าอี้ เตียงนอนอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องอาศัยเงิน เพราะฉะนั้นเงินนำมาซึ่งวัตถุกาม ที่ตั้งของกาม กามคือความยินดี ติดข้อง พอใจ
ทั้งหมดโลกนี้เป็นกามโลกคือ โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วจะไม่ติดข้องได้อย่างไรเมื่อไม่รู้ความจริงว่า สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ถ้าไม่เห็นมั่นคงเช่นนี้ว่า แท้ที่จริงไม่มีอะไร แต่เพราะไม่รู้จึงยึดถือติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นกามคุณ ถ้าไม่รู้เช่นนี้คนนั้นก็ไม่บวช
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่จริงใจตรงว่า บวชเพื่อสละความติดข้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และเงินก็จะนำมาซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ถ้าเงินไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ ทุกคนก็ไม่ได้ต้องการเงิน เช่นบนสวรรค์ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ต้องซื้อด้วยเงินเลยก็ไม่ต้องการเงิน ใครก็ตามที่ต้องการเงินคือ คนที่ติดข้องเหมือนคฤหัสถ์ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในชีวิตของคฤหัสถ์ทุกอย่าง จึงต้องรู้จริงๆ ว่าภิกษุจะกระทำเช่นคฤหัสถ์ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีใครไปบังคับให้บวช
แต่เมื่อบวชแล้วต้องรู้ว่าเหตุใดบวช บวชเพื่ออะไร ไม่ใช่บวชเพื่อไม่ศึกษาธรรม บวชเพื่อจะประพฤติเหมือนคฤหัสถ์เช่นนั้นจะบวชเพื่ออะไร จะมีความต่างอะไรกับเพศบรรพชิตกับคฤหัสถ์ ถ้ามีทุกอย่างเหมือนคฤหัสถ์ ติดข้องทำธุระต่างๆ เช่นคฤหัสถ์ บางคนบอกว่าเพียงถอดผ้าเหลืองก็เป็นคฤหัสถ์ในการกระทำนั้นๆ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจธรรมและรู้จริงๆ ว่า สามารถที่จะขัดเกลากิเลสอย่างยิ่งกว่าคฤหัสถ์ได้ ผู้นั้นจึงสมควรบวชแล้วไม่ได้กระทำกิจใดๆ เช่นคฤหัสถ์อีกต่อไป คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาสร้างวัดถวายพระภิกษุ พระวิหารเวฬุวัน พระวิหารเชตวัน มีผู้ที่สร้างถวาย พระภิกษุสร้างวัดได้หรือไม่
อ.วิชัย ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ใครสร้างวัด สัจจะเป็นสิ่งที่มีจริง ต้องตรงตามความเป็นจริง เราใช้คำว่ามุสาวาทา คำไม่จริงใช่หรือไม่ พูดคำไม่จริง การกระทำใดๆ ที่ไม่ตรง ไม่จริง ทั้งหมดเป็นมุสา ทำให้คนอื่นหลงเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจตามความเป็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะบรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ มีผู้ที่ละชีวิตคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ขัดเกลากิเลสจนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ผู้นั้นเป็นผู้ที่ควรเคารพ แต่ถ้าไม่รู้ว่าพระธรรมคืออะไร แม้แต่ธรรมคืออะไร แล้วจะรักษาพระวินัยได้หรือไม่ เพราะรักษาเพื่ออะไร เพื่อขัดเกลากิเลส อะไรขัดเกลากิเลส ปัญญาความเข้าใจถูกต้อง ที่ทำให้รักษาพระวินัยและขัดเกลากิเลสได้ เพราะเหตุว่าพระวินัยทั้งหมดเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่งต่างกับคฤหัสถ์ คฤหัสถ์ก็ขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์
เพราะฉะนั้นไม่มีใครบังคับ ถ้าอยากจะติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ก็เป็นคฤหัสถ์ศึกษาพระธรรมได้ การกล่าวธรรมไม่ว่ากับใครก็ตาม พุทธบริษัทสามารถที่จะกล่าวได้ เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่รู้คุณของพระธรรม บุพการีคือผู้กระทำก่อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมก่อน ผู้ฟังที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง กตัญญู กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือกล่าวคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นพุทธบริษัทก็กล่าวคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการศึกษาให้ถูกต้องแล้วมีการสนทนาธรรมซึ่งเป็นมงคล เพราะถ้าไม่มีการสนทนาธรรม เราไม่มาที่นี่ เราไม่ได้ฟัง เราจะได้ยินหรือไม่ คำที่คนนั้นพูดบ้าง คนนี้พูดบ้าง ล้วนเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งผู้ฟังจะได้สาระจากพระธรรมต่อเมื่อเป็นผู้ตรง ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎก ทุกคำที่เป็นคำจริง พิจารณาแล้วมีครบถ้วนในพระไตรปิฎก
ถ้าไม่ตรงจะไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้เพราะธรรมตรง แม้แต่เพียงความเข้าใจถูกต้องว่า ภิกษุคือใคร ขณะนั้นเป็นบุญเพราะเป็นความถูกต้อง พระภิกษุคือผู้ที่สละอาคารบ้านเรือน เพื่อฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลสโดยการประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ รู้เช่นนี้คือบุญแล้ว เห็นหรือไม่ว่า รู้จริง รู้ถูก ตามความเป็นจริงเมื่อใด เมื่อนั้นเป็นบุญไม่ได้รู้ผิด แต่ถ้าใครคิดว่าภิกษุรับเงินรับทองได้ เป็นบุญหรือไม่ที่คิดเช่นนั้น คิดที่ไม่ใช่บุญแล้วก็ทำต่อๆ ไป ทั้งหมดเพราะไม่รู้ก็ไม่ใช่บุญทั้งหมด
เพราะฉะนั้น บุญคืออะไร สภาพธรรมที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี จึงมีคำภาษาบาลีต่างกัน ภาษาไทยก็ต่างกันแล้วนำคำมาจากภาษาบาลี เรามักจะพูดว่าบุญกับบาป ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น บุญคือ สภาพธรรมที่ดีงาม ที่ชำระจิตให้สะอาดปราศจากอกุศล คือกล่าวถึงความเกิดขึ้นเป็นไปของความดีทั้งหมดเป็นบุญ เพราะว่าขณะที่บุญหรือว่าความดีเกิดขึ้น ความชั่วทั้งหลาย บาปทั้งหลายเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น บุญเป็นธรรมที่ดีงามที่ชำระจิตให้สะอาด อีกคำหนึ่งคือคำว่าบาป หรือปาปะ ในภาษาบาลี หมายถึงธรรมที่ชั่ว ธรรมที่ต่ำทราม ธรรมที่เป็นโทษ ธรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ ธรรมที่บุคคลผู้เป็นบัณฑิตเว้นก็คือ รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีใช่หรือไม่ เพราะว่าเป็นธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหมดเลยเป็นบาป ไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ความชั่วทั้งหมด อกุศลธรรมทั้งหมดเป็นบาป
ท่านอาจารย์ ก็ชัดเจนใช่หรือไม่ บุญคือคุณความดี ถ้าระลึกถึงผู้ที่จากไปแล้วทำความดี หรือแม้แต่ผู้ที่ยังอยู่คือ มารดาบิดาที่ได้ทำความดีต่อลูก เป็นต้น ลูกคนใดจะกตัญญูรู้คุณคือทำความดี ไม่ใช่ไปทำสิ่งที่ไม่เข้าใจ เช่น ถวายเงินแก่พระและคิดว่า เงินนั้นจะทำให้ส่งไปถึงบุคคลที่อยู่อีกโลกหนึ่งได้ เป็นไปได้อย่างไร การถวายเงินต่อพระภิกษุไม่ใช่คุณความดี บางคนคิดว่าจะเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่ว่าความจริงเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เพราะไม่เข้าใจว่าเป็นความดีซึ่งแต่ละคนทำจะเป็นการตอบแทนผู้มีคุณ มารดาบิดา และบุคคลอื่นซึ่งมีคุณด้วย เขาก็หวังที่จะให้ทุกคนเป็นคนดี เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าไปทำอย่างอื่นเลย นอกจากทำความดีเมื่อไรก็เป็นการตอบแทนคุณของบุพการีเมื่อนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทนคุณที่ประเสริฐคือ สามารถเข้าใจพระธรรม และช่วยทำให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย เพราะเมื่อไม่เข้าใจพระธรรมและไม่เข้าใจความจริง จึงมีการกระทำทุจริตเป็นคนไม่ดี แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น ความดีก็เพิ่มขึ้น นั่นเป็นบุญ ซึ่งคนอื่นรู้ก็อนุโมทนาในสิ่งที่เป็นบุญที่กระทำ ทุกคนไม่ว่าใครได้ยินใครทำความดี อนุโมทนา แม้ไม่รู้จักกัน แสดงให้เห็นว่า ไม่ต้องไปคิดตอบแทนคุณด้วยวิธีอื่น แต่ว่าแทนคุณโดยการเป็นคนดี และถ้าไม่เข้าใจพระธรรมก็ยากที่จะเป็นคนดี แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็จะดียิ่งขึ้น
อ.วิชัย ดูเหมือนว่าชีวิตเราแต่ละคนต้องการสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ที่กล่าวว่า นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงบุคคล ผู้มีชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญานั้นประเสริฐสุด คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ มีไฟฟ้าใช้ แต่มีความมืดคืออวิชชา ก็เปรียบเทียบได้ เพราะว่าปัญญาเป็นแสงสว่างยิ่งกว่าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าจะมีชีวิตอย่างไร จะสุข จะทุกข์ จะมั่งมี จะยากจน จะมีชื่อเสียง มีสมบัติมาก แต่ไร้ปัญญา ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้เลย ไม่ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้ได้ยินได้ฟังก็ไม่สนใจ เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะมีปัญญาได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อคืนนี้ก็หลับ วันนี้ก็ตื่น แล้วเดี๋ยวก็หลับ แล้วเดี๋ยวก็ตื่น ยามตื่นมีทุกสิ่งทุกอย่าง ยามหลับไม่มีอะไรเลย
แสดงความเป็นสัจธรรมชัดเจนว่า ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ และใครเคยคิดเช่นนี้มาก่อนบ้าง แต่ทุกคำที่ได้ฟังมีความลึกซึ้งขึ้นตามลำดับ จากความไม่รู้เลยมาสู่การเริ่มเข้าใจว่า มีได้อย่างไร เหตุใดจึงมี บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วก็หมดไป ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น ไม่มีใครทำให้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ดับไป แต่ธรรมเป็นธรรม ซึ่งถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ มีแต่ความสนใจสิ่งที่ปรากฏแต่ลืมว่า ถ้าไม่มีธาตุรู้คือจิต สิ่งใดๆ ก็ไม่ปรากฏ
ดังนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งเพราะเหตุว่าทุกคนมีจิต ถ้าไม่มีจิตจะไม่มีการกระทำใดๆ ทั้งสิ้นทางกายทางวาจา เพราะฉะนั้น กายวาจาที่ปรากฏออกมาก็มาจากจิตหลากหลาย ใจดี การกระทำคำพูดดี ใจชั่วร้าย ขณะนั้นกายจะดีได้อย่างไร วาจาจะดีได้อย่างไร แล้วตลอดชีวิตมีใครรู้บ้างว่า ความชั่วความดีอยู่ที่ไหน ไม่รู้เลย จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศความจริง ทรงแสดงธรรมโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด
การศึกษาธรรม เราจะรีบร้อนฟังแล้วหมดกิเลสทันทีเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าผู้ที่ตรัสแต่ละคำที่เราได้ฟัง เป็นผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนได้ตรัสรู้ความจริง แต่ละคำ เราเป็นใคร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร เพราะฉะนั้น แต่ละคำไม่ใช่ว่าเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึง ยังไม่รอบรู้ และบุคคลนั้นเองสามารถจะรู้ได้ว่า เพียงฟังครั้งแรกก็เข้าใจเท่าที่เข้าใจได้ ถ้าฟังต่อไปยิ่งขึ้น ความเข้าใจก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นคุณสูงสุดที่สามารถจะสะสมอยู่ในจิตใจ ในขณะที่ทรัพย์สมบัติภายนอกไม่ได้สะสมในจิตใจเลย แต่ความติดข้องในแต่ละอย่างที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ได้หายไปไหน สะสมสืบต่ออยู่ตลอดเวลาและพาไปสู่ชาติต่อไปด้วย
ดังนั้น แต่ละคนที่เกิดมาไม่ว่าเป็นใครก็มีหน้าที่ที่จะต้องกระทำ กับตัวเองมีหรือไม่ ไม่รู้ และไม่ทำหน้าที่ที่จะฟังธรรมจนกระทั่งค่อยๆ รู้ขึ้น จะมีประโยชน์อะไร นี่คือแต่ละคนตามธรรมดา ถ้ายิ่งเป็นข้าราชการ หรือเป็นผู้ที่มีหน้าที่ต่อประเทศชาติ บางคนก็คิดถึงเฉพาะวันนี้ มีแผนการ มีโครงการต่างๆ เพราะว่ารับผิดชอบต่อคนอื่น บางคนอาจจะคิดไกลไปอีกหน่อยถึง ๕ ปี ๑๐ ปีจะกระทำอะไร แต่ว่าไม่ว่าจะไกลออกไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็ลืมว่าแล้ววันที่จากโลกนี้ มีอะไรตามไปได้บ้าง นอกจากดีหรือชั่ว ซึ่งเกิดจากการกระทำทางกายทางวาจาทุกๆ ขณะ
เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือ ขณะนี้ทุกคนมีชีวิตแต่ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักชีวิตตามความเป็นจริงว่า เกิดต่างกันอย่างไร ชีวิตที่หลากหลายต่างกันเพราะอะไร และจะสะสมสืบต่อไปภายภาคหน้าอย่างไร บางคนคิดสั้นๆ เพียงแค่วันนี้ บางคนคิดไกลไปอีกหน่อย โครงการ ๓๐ ปี บางคนก็ยืนยาวไปอีกกว่านั้น ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่ลืมว่าต้องจากโลกนี้
สิ่งซึ่งจะติดตามไปถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลยก็คือ มีความไม่รู้ต่อไปอีก มีการยึดถือในสิ่งที่ปรากฏซึ่งจากไปหมด นำติดตามไปไม่ได้เลยทั้งสิ้น สะสมความไม่รู้และความติดข้องต่อไป และเพราะความไม่รู้และความติดข้องก็จะนำมาซึ่งอกุศลไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น จะเห็นความเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เข้าใจพระธรรม แต่ขอให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการฟังพระธรรม เพราะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะต้องไตร่ตรองศึกษาครบถ้วนในความถูกต้อง มิฉะนั้นก็คลาดเคลื่อน ถ้าเข้าใจผิดไปก็เป็นภัยอย่างยิ่ง
คงเข้าใจแล้วว่าจะส่งเสริม หรือจะทำลายพระพุทธศาสนา ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัยแล้วไม่รู้เลยว่า การให้เงินกับพระภิกษุไม่ใช่สิ่งที่สมควร เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่าเป็นโทษ อาบัติคือ ไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นโทษที่จะต้องสำนึกและจะต้องปลง หมายความว่า ทำให้โทษนั้นหมดสิ้นโดยการแสดงโทษนั้น เพื่อที่จะได้ให้คนอื่นได้รู้ว่าท่านได้กระทำสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้กลับคืนสู่ความเป็นภิกษุ
ใครก็ตามที่ไม่ได้เข้าใจธรรม คิดว่าส่งเสริมพระพุทธศาสนา เช่น ใส่บาตร แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้เข้าใจธรรมและไม่ประพฤติตามพระวินัย นอกจากจะปล้นอาหารที่เขาถวายแก่ผู้ที่ศึกษาธรรมและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแล้วยังปล้นศาสนาด้วย เพราะเหตุว่าไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัยเลย เพราะฉะนั้น พระธรรมวินัยก็จะค่อยๆ ลบเลือนไป ด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่เพียงเราเห็นเล็กๆ น้อยๆ ว่า ให้อาหารบ้าง ให้เงินบ้างเพราะอยากได้บุญ แต่คนที่จะได้บุญต้องคือเป็นผู้ที่รู้ถูกต้อง ไม่รู้กับรู้ อะไรเป็นบุญ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320