ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๗

    สนทนาธรรม ที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ขอให้ทุกคนได้ฟังคำซึ่งได้ยินจนชินหูตั้งแต่เกิด คือคำว่าพุทธศาสนา แต่ว่าได้ยินแล้วมีความรู้สึกอย่างไร สำคัญหรือไม่ หรือเพียงแต่ศาสนาคือคำสอน พุทธะคือผู้ที่ไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลยทั้งสิ้นในสากลจักรวาล ไม่ใช่แต่เฉพาะโลกมนุษย์ ไม่ว่าโลกไหนๆ ทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นผู้เลิศจึงมีพระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง แสดงว่าเราเกิดมาถ้าไม่ได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้หรือไม่ว่าอะไรจริง เท่านี้ ถ้าเราเป็นคนที่ไตร่ตรองและละเอียดรอบคอบ เราจะได้สาระมากจากแต่ละคำที่ได้ฟังโดยไม่ผ่านไป เพราะเหตุว่ามีหลายศาสนา

    ศาสนาเป็นคำสอนแล้วแต่ว่าใครเป็นศาสดา แต่จะมีศาสนาไหนอีกหรือไม่ที่เป็นพุทธศาสนา พุทธะคือรู้ ตรัสรู้ทุกอย่าง ไม่มีผู้ใดสามารถจะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไรมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุว่าแม้แต่คำของพระองค์บางท่านยังไม่ฟัง ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า พระองค์ตรัสรู้อะไร

    ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนก็สะสมความสนใจมาหลากหลายมาก บางคนสนใจในการวาดรูป มีศิลปะ บางคนสนใจในวิทยาศาสตร์มากมาย แต่เพียงผ่านหูคำว่าพระพุทธศาสนา ผ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ค่าของคำว่าพุทธะคือ ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เริ่มสะกิดใจ ต้องต่างกับคนอื่นทั้งหมดในสากลจักรวาล เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงถึงพระปัญญาของพระองค์ว่าทรงตรัสรู้อะไร ถ้าได้ยินคำว่าพระพุทธศาสนา แล้วไม่สนใจเหมือนเดิมก็จะไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้สาระจากการที่ได้ยินได้ฟังคำว่าพุทธศาสนา

    ดังนั้นควรที่จะเป็นผู้ที่ละเอียด สนใจว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร แล้วเราไม่รู้อะไร เหตุใดจึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคนอื่นที่เราเห็นว่าเขารู้มากมายสารพัดเรื่อง เรียนจบปริญญา มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมายเหมือนเป็นผู้รู้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่รู้สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่น่าคิดและน่าฟัง เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าทุกคนที่อยู่ที่เมืองไทยก็ได้ยินคำนี้ แต่ว่าสามารถจะตอบได้หรือไม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร เคยคิดบ้างหรือไม่ ต้องตรัสรู้สิ่งที่มีจริง เท่านี้ ถ้าไม่มีแล้วจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ที่มีเหตุผลตั้งแต่เริ่มได้ยินได้ฟังจึงจะได้สาระ และได้สิ่งที่มีค่าเลิศล้ำที่สุดยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาใดๆ คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามารถทำให้ก่อนนี้ไม่เคยรู้ความจริง ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อฟังแล้วเริ่มค่อยๆ รู้ว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสทุกคำคนอื่นไม่รู้และพูดเองไม่ได้เลย นอกจากว่าจะฟังก่อนแล้วค่อยๆ ไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่ เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ก็ยังงงๆ ความจริงอะไร ความจริงของสิ่งที่มีจริง ยังงงต่อหรือไม่

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เท่านี้ ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถตอบได้เลย ใครจะลองตอบหรือไม่ ไม่ยากใช่หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ตรัสรู้ไม่ใช่เพียงแค่คิด แต่ประจักษ์แจ้ง ทุกคำที่ตรัสได้ประจักษ์แจ้งความจริงนั้นแล้ว จึงตรัสความจริงนั้นเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าคำของพระองค์ไม่เปลี่ยน เพราะเหตุว่าตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด นักวิทยาศาสตร์ก็ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งใดๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ทฤษฎีต่างๆ ไม่ว่าในวงการแพทย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย คำของพระองค์เป็นคำจริงทุกคำถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง

    ดังนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเลย แม้แต่คำแรกที่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เท่านี้ ลองส่งกระดาษไปให้ตอบกันทั่วประเทศ จะมีคำตอบว่าอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง

    เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงหรือไม่ ทุกคำของพระองค์นำมาซึ่งการไตร่ตรอง การตรึกตรอง เพื่อจะได้เป็นปัญญาของผู้ที่ฟังเอง เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นแล้วจึงสามารถที่จะรู้ว่า ไม่มีอะไรมีค่าเท่ากับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งชาวพุทธก็ผ่านไปเรื่อยๆ ชินหูแต่ไม่ได้เคยไตร่ตรองถึงความจริง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสด้วยพระองค์จากพระโอษฐ์ ๒,๕๐๐ กว่าปี จะถึง ๒,๖๐๐ หรือเท่าไรก็นับกันไป แต่ว่าสิ่งที่มีจริงไม่เปลี่ยน ไม่ว่าก่อนการตรัสรู้ หรือสมัยทรงตรัสรู้ หรือหลังตรัสรู้แล้ว โลกเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ทั้งหมดโดยประการทั้งปวง

    เพราะฉะนั้น น่าคิด เดี๋ยวนี้มีความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หรือไม่ ถ้าคนไม่สนใจก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังวันนี้ก็ยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าลองคิด เดี๋ยวนี้จริงหรือไม่ เดี๋ยวนี้ทุกคนอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้จริงหรือไม่ ไม่ทราบมีนักศึกษาที่อยากจะสนทนาด้วยหรือไม่ ที่จะตอบเพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่ได้ฟัง ฟังแล้วคิด จะได้รู้ว่าความคิดของแต่ละคนหลากหลายหรือว่าตรงกัน และความจริงของสิ่งที่ตอบจริงเพียงใด เพราะว่าเมื่อเป็นนักศึกษาหมายความว่า เป็นผู้ที่กำลังศึกษา และศึกษาความจริงด้วย ทุกวิชาต้องตรงและจริง มิฉะนั้นก็ไม่ได้สาระจากวิชานั้นๆ เลย

    ดังนั้น แม้แต่พระพุทธศาสนาก็มีความจริงซึ่งต้องตรงต่อคำสอน นักศึกษาที่ฟังเพื่อศึกษา เดี๋ยวนี้จริงหรือไม่ เท่านี้ ถามง่ายๆ คงไม่ยากเกินไปใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้จริงหรือไม่ คำตอบว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้จริง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง อะไรจริงเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง คือเกิดการประชุมอยู่จริง มีคนบรรยายจริง มีผู้เข้าฟังจริง

    ท่านอาจารย์ คนมีจริงใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ที่ว่าคนมีจริง แต่ละหนึ่งที่รวมกันแล้วเป็นคน อะไรจริง

    ผู้ฟัง ชีวิต

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ชีวิตอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง อยู่กับปัจจุบัน

    ท่านอาจารย์ ตอบธรรมดา ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ต้องหาแล้ว ปัจจุบันเดี๋ยวนี้คืออะไรที่เป็นชีวิต ทั้งหมดมีคำตอบในพระพุทธศาสนาละเอียดอย่างยิ่งถึงที่สุด นี่เพียงแต่เริ่ม ประโยชน์ของผู้ฟังคือความเข้าใจ เพราะฉะนั้น การที่จะสนทนาธรรมเป็นมงคล เพราะเหตุว่านำมาซึ่งความเข้าใจถูก สนทนากันแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น เพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทุกคำต้องไตร่ตรอง เดี๋ยวนี้ชีวิตมีจริงใช่หรือไม่ คืออะไร

    ผู้ฟัง มีลมหายใจ

    ท่านอาจารย์ มีลมหายใจ ถูกต้อง ถ้าไม่มีลมหายใจก็ไม่มีชีวิต ตายใช่หรือไม่ แล้วลมหายใจเกิดใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เกิดอยู่ตลอดเวลา

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิดจะมีลมหายใจหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี แล้วลมหายใจเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่คือจะมีคำตอบถึงที่สุด แล้วลมหายใจเกิดขึ้นได้อย่างไร เวลานี้คำตอบเริ่มถูก สิ่งที่มีจริงทุกอย่างมีจริงๆ แล้วมีจริงเพราะว่าเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งที่ปรากฏเกิดเป็นเช่นนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เช่น เกิดเป็นลมหายใจจะเป็นเสียงไม่ได้ ลมหายใจต้องเป็นลมหายใจ ถูกต้องหรือไม่ แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ละเอียดอย่างยิ่งว่า ลมหายใจเดี๋ยวนี้เกิดจากอะไร

    ผู้ฟัง ธาตุทั้ง ๔ ทำงาน

    ท่านอาจารย์ มีคำที่เพิ่มเติมมา แต่ว่าการศึกษาธรรมต้องทีละคำ พูดคำไหนหมายความว่าเข้าใจคำนั้นมากน้อยเพียงใด คำว่าธาตุคำเดียวคืออะไร ยังไม่ต้องทั้ง ๔ เพียงคำว่าธาตุคำเดียว ธาตุที่นี่คือธา-ตุ ธาตุซึ่งพูดกันบ่อยมาก แต่ว่าความจริงธาตุคืออะไร

    ต่อไปนี้จะพูดคำที่รู้จักขึ้น เพราะก่อนนั้นพูดคำที่ไม่รู้จักมาตลอด แต่ว่าต่อไปนี้เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะพูดคำที่ค่อยๆ รู้จัก เช่น ลมหายใจเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีลมหายใจ ถามว่าแล้วลมหายใจเกิดจากอะไร มีคำตอบว่าธาตุทั้ง ๔ แต่ถ้าคนไม่รู้เรื่องเลยเขาก็ต้องถามว่า ธาตุคืออะไรก่อน ไม่ใช่ผ่านไปเฉยๆ ใครก็ตามที่ฟังธรรมแล้วผ่านไปจะไม่ได้สาระเลย แต่ทุกคำต้องเข้าใจละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่าธาตุ ธา-ตุ หมายความถึงอะไร

    ผู้ฟัง ดิน น้ำ ลม ไฟ

    ท่านอาจารย์ ดินคืออะไร

    ผู้ฟัง เป็นของหนัก

    ท่านอาจารย์ นี่คือพูดตามที่คิดเองเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีดินหรือไม่ เมื่อสักครู่นี้ตอบว่าเป็นของหนัก ใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้มีดินหรือไม่

    ผู้ฟัง คือเนื้อหนังมังสา ธาตุดิน

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ธาตุดินคือเนื้อหนังมังสา เรายังไม่ได้พูดถึงคำว่าธาตุจริงๆ ว่า หมายความถึงสิ่งซึ่งทรงสภาพนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้ธาตุไฟคือร้อน เปลี่ยนร้อนไม่ได้ใช่หรือไม่ ร้อนน้อยลงน้อยลงก็ค่อยๆ อุ่นขึ้น จนกระทั่งเย็นก็ยังคงเป็นธาตุนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น ธาตุไฟมีทั้งเย็นและร้อน ธาตุดินก็มีทั้งอ่อนและแข็ง สองธาตุแล้วใช่หรือไม่ แล้วนอกจากสองธาตุนี้มีธาตุอื่นอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง ธาตุน้ำ

    ท่านอาจารย์ ธาตุน้ำคืออะไร

    ผู้ฟัง ของเหลว

    ท่านอาจารย์ เท่าที่คิดก็คือของเหลว ใช่หรือไม่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ

    ผู้ฟัง ธาตุลม

    ท่านอาจารย์ เก่งมากเลยที่รู้จักธาตุทั้ง ๔ แต่ไม่ตรงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่พอ เพียงแค่ได้ยินเผินๆ แต่ถูกต้อง ถ้าใครได้ยินคำว่าธาตุ ต่อไปนี้รู้ได้เลยว่า ธาตุคือสิ่งที่มีจริง มีลักษณะของตน ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไปได้ เช่น แข็งต้องเป็นแข็ง ธาตุไฟก็ต้องเป็นร้อน มีธาตุอื่นหรือไม่ นอกจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เพราะคำว่าธาตุหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีลักษณะที่ทรงไว้ซึ่งภาวะความเป็นเช่นนั้น ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนแข็งให้เป็นหวานไม่ได้ เปลี่ยนแข็งให้เป็นเสียงไม่ได้

    เพราะฉะนั้น แต่ละธาตุคือสิ่งที่มีจริงที่เป็นลักษณะเฉพาะของตน ถ้ากล่าวโดยนัยนี้ นอกจากดิน น้ำ ไฟ ลม มีธาตุอื่นอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง มีธาตุทั้ง ๖

    ท่านอาจารย์ ธาตุทั้ง ๖ เพิ่มแล้ว ตอบแล้ว ๔ ธาตุ เหลืออีก ๒ ธาตุ ตอบมาเลยว่าธาตุทั้ง ๖ อะไรบ้าง

    ผู้ฟัง มีอากาศธาตุ

    ท่านอาจารย์ อากาศธาตุ และอะไรอีก

    ผู้ฟัง วิญญาณธาตุ

    ท่านอาจารย์ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุคืออะไร และวิญญาณธาตุคืออะไร เมื่อสักครู่นี้ ๔ ธาตุครบแล้วใช่หรือไม่ ที่กล่าวว่าธาตุน้ำคือของเหลวนั้นไม่ใช่ แต่ความจริงธาตุน้ำคือสิ่งที่มองไม่เห็น กระทบไม่ได้ แต่ซึมซาบเกาะกุมธาตุทั้งสามไว้ ทำให้ธาตุทั้งสามนี้แยกจากกันไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ที่ใดมีธาตุแข็ง ที่นั้นจับดู นอกจากแข็งแล้วยังอุ่น หรือร้อน หรือเย็นก็ได้ เป็นธาตุไฟ แล้วบางทีตึงแล้วก็ไหวได้ด้วย

    เพราะฉะนั้น ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แยกกันไม่ได้เลย ใช้คำว่ามหาภูตรูป เพราะเหตุว่าแข็งรู้อะไรไม่ได้ ไฟรู้อะไรไม่ได้ สภาพใดๆ ก็ตามที่ไม่รู้อะไร แต่มีจริงๆ สภาพนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดจะใช้คำว่าธาตุ หรือจะใช้คำว่าธรรมก็ได้ ธาตุหรือธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ที่ใครเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่รู้อะไรใช่หรือไม่ เป็นรูปธาตุ ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม หรือใช้คำว่าธาตุ ความหมายเดียวกัน รูปธรรมก็ได้ รูปธาตุก็ได้ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้เลยทั้งสิ้น จึงเป็นแต่ละธาตุ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะของตนของตน และสิ่งที่มีจริงไม่ว่าอะไรก็ตามไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แต่ละหนึ่งที่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธาตุ

    ธาตุดินเป็นรูปธรรม ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็เป็นรูปธรรม แล้วอากาศเป็นอะไร มีอากาศหรือไม่ ถ้าบอกไปทั้งหมดก็ไม่มีประโยชน์ ใช่หรือไม่ เพราะไม่ได้คิดเอง ได้แต่ฟังไป เช่น จำมาแล้วว่ามีธาตุ ๖ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ ธาตุ ยังเพิ่มอากาศธาตุกับวิญญาณธาตุ อากาศธาตุคืออะไร

    ผู้ฟัง ความว่างเปล่า ช่องว่าง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่มีสิ่งใดสามารถที่จะไปกระทบได้เลยเพราะว่าง ใช่หรือไม่ แล้วอีกธาตุหนึ่ง

    ผู้ฟัง วิญญาณ

    ท่านอาจารย์ วิญญาณธาตุ

    ผู้ฟัง คือความรู้ได้ ความรับรู้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อะไรเป็นวิญญาณธาตุ

    ผู้ฟัง ตอนนี้รู้สึกหนาว

    ท่านอาจารย์ รู้สึกหนาวใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ลองแยก ธาตุอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง กาย

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปธาตุ ตอนนี้เรามี ๒ อย่างใน ๖ ธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และอากาศ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธาตุแต่ละหนึ่งๆ แต่วิญญาณธาตุ ธาตุรู้ วิญญาณคือธาตุรู้ ไม่ใช่รูป เป็นนามธาตุหรือนามธรรม

    เราเพิ่มจากคำว่าธรรมคำเดียวเข้าใจละเอียดขึ้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมดทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม หรือจะใช้คำว่าธาตุก็ได้ แต่ละหนึ่งๆ แต่ว่าธาตุมีหลายอย่างหลากหลายมากมาย ต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ สองอย่างคือ ธาตุหนึ่งไม่รู้อะไรเลยเป็นรูปธาตุ แต่มีวิญญาณธาตุคือธาตุรู้ด้วย เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ โลกก็ไม่ปรากฏ อะไรก็ไม่ปรากฏ แต่รู้เพียงเท่านี้ยังน้อยมาก แต่ก็เป็นการตั้งต้นที่ถูกต้องที่เข้าใจว่า มีสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม เป็นธาตุ และต่างกันเป็นสองอย่าง สภาพที่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรมหรือรูปธาตุ สภาพรู้เป็นนามธาตุ

    เพราะฉะนั้น อากาศเป็นธาตุอะไรในสองอย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าตั้งต้นให้รู้ความจริงของสิ่งที่มี แล้วต่อไปๆ ๆ ยิ่งละเอียดขึ้นๆ นั่นคือเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะทุกคนตอบว่านับถือเคารพสูงสุดคือ พระรัตนตรัย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมที่นำไปสู่การเข้าใจความจริง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ตามพระองค์ได้ ถึงการดับกิเลสเป็นพระอริยสาวก จึงเป็นรัตนตรัย ๓ อย่างที่ประเสริฐสุด คือพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรม และคนที่เข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ตามและดับกิเลสด้วย เป็นพระสังฆรัตนะ เป็นพระสาวก

    ดังนั้น สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังแต่เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เราเข้าใจหรือไม่ เพียงผ่านหูไป แต่ถึงเวลาหรือยัง นักศึกษาไม่ใช่เรียนแต่วิชาอื่น แต่ยังนับถือพุทธศาสนาด้วย จึงต้องศึกษาพระพุทธศาสนาที่นับถือ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนหลอกลวง คนไม่ตรงใช่หรือไม่ ถ้าเรานับถืออะไรหมายความว่า เรารู้คุณของสิ่งนั้น เราจึงนับถือ แต่ถ้าไม่รู้คุณแล้วเราบอกว่านับถือ ตรงหรือไม่ ไม่ตรงใช่หรือไม่ ไม่ตรงคือลวงใช่หรือไม่ บอกคนอื่นว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ว่าไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร

    ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มให้คนที่ฟังเป็นคนตรง คุณความดีทั้งหมดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากความเป็นผู้ตรง สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด คนนั้นสามารถที่จะรู้ว่า สิ่งที่ถูกควรกระทำ สิ่งที่ผิดไม่ควรกระทำ จะเห็นได้ว่าถ้าเราละเลยการที่จะเข้าใจคำสอนของผู้ที่เราเคารพสูงสุด ชีวิตของเราจะไม่ได้ประโยชน์จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อสักครู่นี้ธาตุ ๖ ตอบให้ครบได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้วิญญาณธาตุมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มี ตอบแล้วว่ามี ยกตัวอย่างเลยเพื่อแสดงความเข้าใจขึ้น ถ้าตอบว่ามีก็ต้องหมายความว่ารู้ว่าอะไร

    ผู้ฟัง การมองเห็น

    ท่านอาจารย์ เห็น

    ผู้ฟัง ได้ยิน ได้กลิ่น

    ท่านอาจารย์ ดีมาก เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบกาย และอะไรอีก วันนี้ทั้งวันเป็นธาตุหมดเลย รู้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าต้องค่อยๆ ฟัง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะคิดเดากันเอง เพราะเหตุว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ทุกอย่างได้ทั่วถึง หรือไม่ใช่แต่เฉพาะเรา ใครทั้งโลกในสากลจักรวาลก็ไม่สามารถจะรู้เช่นพระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ถึงทุกอย่างที่มีจริงอย่างละเอียดยิ่ง

    เพราะฉะนั้น เริ่มเป็นการสนทนาเพื่อให้ผู้ฟังที่ร่วมสนทนา ได้มีความเข้าใจของตนเองจากการฟังแล้วไตร่ตรอง และเริ่มเข้าใจความจริงซึ่งขณะนี้ก็มีเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ที่เราได้กล่าวถึงว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม

    คนไทยเราเมื่อพูดถึงว่าธรรมคืออะไร จะตอบเพียงบางส่วน แต่ว่าสิ่งใดก็ตามทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด เพราะธรรมในภาษาบาลีก็คือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงจะกล่าวว่าไม่จริงไม่ได้ เช่น เห็นเดี๋ยวนี้มีจริง ใช่หรือไม่ ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย แล้วไม่ต้องไปเปิดตำราที่ไหนด้วย ถ้ามีความเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงก็เป็นคนตรง กำลังเห็น มีจริง เป็นธรรมแน่นอน เพราะมีจริงๆ ไม่ต้องไปถามใครว่าเห็นจริงหรือไม่ เพราะกำลังเห็น

    ด้วยเหตุนี้ เราฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงซึ่งเดิมเราไม่รู้เลย เราเข้าใจว่ากำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นเรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงชนิดหนึ่งซึ่งต้องเกิดขึ้นจึงมีได้ ถ้าเห็นไม่เกิดก็ไม่มีเห็น ทุกอย่างที่มีขณะนี้ต้องเกิดทั้งนั้น ได้ยินก็ต้องเกิดขึ้น ถ้าได้ยินไม่เกิดจะเป็นได้ยินได้อย่างไร

    ข้อสำคัญก็คือ เราไม่เคยเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ๆ หลากหลายมาก เพราะเหตุว่าเกิดต่างกัน ปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดก็ต้องต่างกันด้วย เช่น เห็นต้องไม่ใช่ได้ยินแน่ๆ ใช่หรือไม่ เห็นกำลังรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเดี๋ยวนี้เป็นเช่นนี้ ไม่ต้องบอกใครเลย อธิบายยากมากมายไปหมดแต่ก็เป็นสิ่งที่ถูกเห็น เพราะว่ามีเห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้ หรือเสียง เสียงก็มีจริงก็ต้องเป็นธรรม ได้ยินก็มีจริง ได้ยินก็เป็นธรรม แต่ได้ยินไม่ใช่เสียง และเสียงไม่ใช่ได้ยิน

    เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเริ่มละเอียดขึ้น แล้วอยู่ที่ไหน อยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ที่เข้าใจว่าเป็นเรา เมื่อศึกษาและฟังแล้วก็คือ เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยหลากหลายมาก ทำให้แต่ละคนไม่ซ้ำกันเลย แต่ละหนึ่ง

    แม้แต่รูปร่างหน้าตาก็ไม่ช้ำ เพียงแค่ตา สีฟ้าก็มี สีดำก็มี สีน้ำตาลก็มี ใครทำ เป็นธรรม เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง เพื่อที่จะให้เข้าใจตรงตั้งแต่คำแรกว่า ธรรมเป็นธรรม เป็นอะไรไม่ได้เลย นอกจากเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น และสิ่งที่ทุกคนไม่รู้ถ้าไม่ได้ฟังก็คือ สิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่ไม่กลับมาเฉพาะวันนี้ แต่จะไม่กลับมาอีกเลย เพียงครั้งหนึ่งเดียวเท่านั้นในแต่ละวัน แต่ละขณะเป็นสิ่งซึ่งเกิดแล้วดับไป แต่ก็มีสิ่งอื่นซึ่งเกิดดับสืบต่อซ้อนแทรกเร็วมาก จนกระทั่งไม่เห็นการดับไปของสิ่งที่ได้ดับไปแล้ว เช่น ได้ยินเมื่อสักครู่นี้ดับแล้วใช่หรือไม่ แต่เราก็ไม่ได้สนใจเลยว่า สิ่งที่มีเกิดแล้วดับไป


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    6 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ