ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๑๙
สนทนาธรรม ที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ขณะใดก็ตามที่เสียงปรากฏ เสียงไม่รู้อะไร แต่มีธาตุรู้คือได้ยินเสียง ถูกต้องหรือไม่ เราเริ่มมีความเข้าใจในสิ่งซึ่งถูกปิดบังไว้ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราจะไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น สภาพธรรมสิ่งที่มีจริงมีสองอย่าง ตั้งต้นให้มั่นคงเลยว่า อย่างหนึ่งมีจริง เกิดจริง ดับจริง ไม่รู้อะไร เช่น เสียง กลิ่น รส เป็นต้น แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ปรากฏไม่ได้เลย โลกไม่ปรากฏ อะไรก็ไม่ปรากฏ แต่ที่ปรากฏเพราะมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น กำลังมีเช่นนี้ ใช่หรือไม่ ได้ยินเป็นเสียง ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา เมื่อมีรส ไม่ใช่ทั้งเห็น ไม่ใช่ทั้งได้ยิน แต่เป็นสภาพรู้ที่เกิดขึ้นลิ้มรส รสจึงปรากฏ เปรี้ยวมากเลย ไปบอกคนอื่นเปรี้ยวอย่างไร บอกเท่าไรเขาก็ไม่รู้ แต่เมื่อให้ชิม ไม่ต้องพูดสักคำเขาก็รู้เลยว่าเปรี้ยวระดับไหน เพราะธาตุรู้คือจิตเกิดขึ้นลิ้มรส
เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธาน รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ ตอนนี้เราจะใช้ ๒ คำ จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งที่กำลังถูกรู้เป็นอารมณ์ จึงมีจิตกับอารมณ์ เริ่มเข้าใจอารมณ์ วันนี้เราบอกว่าเราอารมณ์ดี แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพราะเห็นสิ่งที่ดี ได้ยินเสียงที่ดี ได้กลิ่นที่ดี ลิ้มรสที่ดี รู้เรื่องต่างๆ ที่ดี วันนี้อารมณ์ดี เมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ดีก็อารมณ์ไม่ดี เมื่อได้กลิ่นไม่ดีก็อารมณ์ไม่ดี ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นคนไทยเผินมาก ทำให้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลบเลือน เพราะว่าไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้อง คิดกันเองหมดเลยแม้แต่ทำสมาธิก็คิดเอง แต่ว่าถ้าศึกษาจริงๆ จะรู้ได้เลยว่า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่ให้ทำ
ศาสนาคือคำสอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้เพื่อให้คนฟัง ใช่หรือไม่ หรือให้คนทำ ทรงแสดงธรรมให้คนฟังให้เข้าใจ หรือให้คนทำ แสดงความจริงว่าไม่มีใครสามารถจะทำอะไรได้เลยทุกอย่าง เพียงแค่ไม่มีตา ตาบอดก็เห็นไม่ได้ แล้วไปทำสมาธิให้เห็นขึ้นมาก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้จักอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ตรง คนที่ฟังธรรมเริ่มเป็นผู้ตรงต่อความจริงแล้วจะไม่มีใครหลอกลวงได้เลย รู้ว่าอะไรถูก รู้ว่าอะไรผิด เพราะว่าตรงต่อสิ่งนั้นตามความเป็นจริง สิ่งที่ผิดจะบอกว่าถูกไม่ได้ สิ่งที่ถูกจะบอกว่าผิดไม่ได้ เสียงจะบอกว่าเป็นกลิ่นไม่ได้ เห็นจะบอกว่าเป็นคิดไม่ได้ แต่ละหนึ่งๆ ต้องตรงตามความเป็นจริง
เริ่มมีปัญญา ปัญญาคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง ไม่ได้ไปเปลี่ยน เพราะฉะนั้น ใครจะไปทำสมาธิได้หรือไม่ ถ้าทำสมาธิได้ คนตาบอดก็ทำเห็นได้ใช่หรือไม่ เพราะว่าไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร ไม่ต้องไปทำ เดี๋ยวนี้ก็มีสมาธิ
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์จะหมายถึงว่าเราไม่ต้องไปสนใจเรื่องสมาธิ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เรายังไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร เพราะฉะนั้นที่จะสนใจคือต้องรู้ก่อน เข้าใจให้ถูกต้องว่าสมาธิคืออะไร ไม่ใช่ยังไม่รู้เลยแล้วเราก็ไปทำสมาธิ
ผู้ฟัง คือทุกวันนี้ วันไหนที่เราเครียดๆ จากงานหรืออะไร เราก็จะนั่งนิ่งๆ แล้วจะทำจิตให้นิ่งไม่คิดอะไรก็ทำให้เราสงบ
ท่านอาจารย์ ใครสอนไม่ทราบ
ผู้ฟัง ศึกษามาบ้าง
ท่านอาจารย์ ศึกษามาบ้าง ถ้าเขาสอนเช่นนั้นคือ เขาไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนให้คนอื่นทำสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง เข้าใจได้ตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง แต่พูดถึงสติปัฏฐานเหมือนกับยากกว่า
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ก่อนอื่นต้องตรง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ยากหรือง่าย
ผู้ฟัง ยาก
ท่านอาจารย์ แล้วจะเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยดีกว่าไม่รู้เลยแล้วเข้าใจผิดๆ เช่นนั้นดีหรือไม่ มีสองทาง สิ่งที่ยากแต่จริง มีค่ากว่าสิ่งที่ไม่จริงลวงให้คิดว่าทำได้ แต่ความจริงใครทำ เราทำ ผิดแล้วใช่หรือไม่ ในเมื่อธรรมเป็นธรรม
ดังนั้นมีความเห็น ๒ อย่าง เห็นผิดมีหรือไม่ มีแน่นอน มิจฉาทิฏฐิ คำนี้มีในพระไตรปิฎก เห็นถูกมีหรือไม่ มี สัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิคือคำกลางๆ ความเห็นหลากหลายมาก ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเห็น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าสัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้ายังไม่รู้ว่าสมาธิเป็นอะไร แล้วไปทำสมาธิ ผลคืออะไร ไม่รู้ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นผลก็คือไม่รู้ กำลังทำก็ไม่รู้
ผู้ฟัง แต่ก็สบายใจ
ท่านอาจารย์ สบายใจเพราะมีใจใช่หรือไม่ เลือกให้ไม่สบายใจ หรือเลือกสบายใจ ได้หรือไม่ ต้องตรง แล้วจะเห็นค่าของการที่ปัญญาสามารถเข้าใจถูกและไม่หลงผิด เพราะเหตุว่าหลงผิดมานานว่าเราทำได้ เมื่อมีคนบอกให้เราทำ เขาบอกให้เราทำก็ผิดแล้ว ไม่ได้ให้เข้าใจอะไรเลย เพราะฉะนั้น คำของคนอื่นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเขาไม่ได้เข้าใจธรรม จะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร
ผู้ฟัง ก็ยังมีที่สอนสมาธิกันอยู่มาก
ท่านอาจารย์ เราจะเป็นคนที่ไม่รู้แล้วทำตามคำที่เขาบอกให้ทำ หรือว่าจะเป็นผู้ที่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงทุกคำ แม้แต่สมาธิคืออะไรก็ตรัสไว้ด้วย และรู้ดีกว่าไม่รู้ ใช่หรือไม่ แล้วรู้ถูกกับรู้ผิดผลก็ต่างกันมาก เพราะฉะนั้นสมาธิมีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีจริง เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็น เป็นนามธรรม หรือเป็นรูปธรรม
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่ว่าเพียงตอบไม่พอเพราะเพียงแค่ฟังมา แต่เดี๋ยวนี้มีทั้งจิต มีทั้งเจตสิก มีทั้งรูป เกิดดับโดยปกปิดเพราะเร็วสุดที่จะประมาณได้ เหมือนนักเล่นกลเขาหยิบนกออกมาจากหมวก ใครไปทำได้ นกมาจากไหนใช่หรือไม่ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีธรรมเลย โต๊ะเก้าอี้ห้องนี้ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่มี แต่ธรรมเป็นธรรม มีรูปธรรมที่เกิดจากอุตุ-ความเย็นความร้อน เป็นพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นต้นไม้ใบหญ้า เป็นภูเขา เป็นอะไร เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตเพราะว่าเกิดจากอุตุ ที่บ้านคงมีดินแล้วอยู่ดีๆ ก็มีต้นไม้เล็กๆ งอกขึ้นมา มาจากไหน ไม่มีใครไปปลูกเลยแต่เกิดขึ้นเพราะอุตุเป็นปัจจัย ความเย็นความร้อน เหล่านี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า รูปไหนเกิดจากอะไรเป็นสมุฏฐาน เช่น ที่ตัวของเรามีรูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน มีรูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน มีรูปที่เกิดจากอุตุ-ความเย็นความร้อนเป็นสมุฏฐาน มีรูปที่เกิดจากอาหารที่บริโภคเข้าไปเป็นสมุฏฐาน ใครทำอะไรได้ ถ้าบริโภคอาหารเป็นพิษ ผลก็คืออย่างหนึ่งใช่หรือไม่ ไปห้ามไม่ให้เกิดผลเช่นนั้นก็ไม่ได้ เพราะอุตุที่เป็นพิษ จิตที่ไม่ดีเกิดขึ้น วาจาดีได้หรือไม่ คำพูดก็กระโชกโฮกฮาก ไม่มีเมตตาไร้ความเป็นมิตร ขู่เข็ญเดือดร้อน ทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลยใช่หรือไม่ แต่ถ้าขณะนั้นจิตดีเกิดขึ้นมีความเมตตา มีความเป็นเพื่อน มีความหวังดี พูดคำจริง เพราะเหตุว่าเป็นเพื่อนก็ต้องให้สิ่งที่ถูกต้อง จะไปให้สิ่งที่เท็จไม่จริงได้อย่างไร นั่นหรือเพื่อน เพราะเพื่อนมาจากคำว่ามิตรหรือไมตรี ความเป็นมิตรคือความหวังดีพร้อมที่จะเกื้อกูล
เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดคือไม่ให้สิ่งที่หลอกลวง แต่ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นความจริง เกิดมาแล้วให้อะไรกันก็มากมาย สิ่งนั้นก็หมดไป ให้เงิน เงินก็ใช้หมดไป ให้อาหาร อิ่มแล้วก็หมดไป ทุกสิ่งทุกอย่างหมดไป แต่ถ้าให้ความเข้าใจถูกเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้เพื่อประโยชน์สุขของชาวโลกซึ่งไม่รู้ความจริง
พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะตรัสรู้ความจริงให้คนอื่นได้รู้ตามด้วย เป็นกัลยาณมิตรที่ประเสริฐสุดที่ไม่มีใครเปรียบได้เลย ใครจะเป็นมิตรใคร เราก็รู้ว่าให้สิ่งที่ดีสำหรับเขา คือให้ความจริงให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ตรงกันข้าม ชักชวนให้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลย เป็นมิตรหรือไม่ หวังดีหรือไม่ เพราะฉะนั้น ไม่มีใครจะเป็นมิตรที่ประเสริฐยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งให้แต่คำที่จริงถูกต้อง ควรฟังคำของพระองค์ยิ่งกว่าคำของคนอื่นหรือไม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ใครทำสมาธิ แม้แต่สติปัฏฐาน ให้รู้ ให้ความเข้าใจว่า สติคืออะไร ปัฏฐานะคืออะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิด ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ไปทำสติได้ ผิดเลย บอกแล้วว่าใครก็ทำธรรมไม่ได้สักอย่างเดียว "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ทุกคำที่ฟังแล้วไม่เปลี่ยน จึงจะดำเนินไปตามรอยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงอดทน ที่จะฟังและไตร่ตรองให้รู้ว่า คำไหนเป็นคำจริง สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์
เมื่อใครบอกให้ทำอะไร ถามเขาก่อนเลยว่าคืออะไร ถ้าเขาไม่รู้แล้วเราก็ทำไปด้วยความไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ เราก็ไม่รู้ นั่นไม่ใช่การนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้และให้ความเข้าใจที่ทำให้เรานับถือเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น
ผู้ฟัง ผมสนใจ "รู้" ที่ท่านอาจารย์พูด เราต้องรู้ขนาดไหน จำเป็นต้องรู้หรือไม่ ทำอย่างไรเราถึงจะรู้
ท่านอาจารย์ รู้กับไม่รู้ อะไรดี
ผู้ฟัง รู้
ท่านอาจารย์ รู้นิดหน่อย กับรู้มากๆ อะไรดี
ผู้ฟัง รู้มาก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องยิ่งรู้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ใช่หรือไม่ แต่ว่าจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นอย่างที่กล่าวแล้วมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้มั่นคง อะไรที่เคลือบแคลงสงสัยต้องกระจ่างตั้งแต่ต้น ไม่เช่นนั้นตอนหลังก็สับสน เช่น คำว่ารู้ ถ้าเรากล่าวถึงว่า เดี๋ยวนี้เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ใช่หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าเริ่มรู้แล้ว เริ่มจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องไม่สับสน ที่ว่าต้องตรง มีเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น จะมีแต่เห็นโดยไม่มีสิ่งที่ถูกเห็น ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เมื่อเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น ใช่หรือไม่ เรียนคำใหม่สักคำหนึ่ง จิตเป็นสภาพรู้ เรากำลังกล่าวถึงคำว่ารู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จิตรู้ได้ทุกอย่าง รู้ได้ทุกอย่าง แต่ว่าสิ่งที่ถูกรู้ เราใช้คำว่าอารมณ์หรืออารัมมณะ ซึ่งแล้วแต่ว่าขณะนั้นจิตใดสามารถรู้อะไรได้ สิ่งที่ถูกจิตรู้เป็นอารมณ์ของจิต เท่านี้ก่อน เดี๋ยวนี้ที่นั่งอยู่ตรงนี้มีธาตุรู้ เห็น แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาให้เห็น ใช่หรือไม่ ได้ยินเสียง มีธาตุที่รู้เสียง ภาษาไทยเราใช้คำว่าได้ยิน แต่ถามว่าได้ยินคืออะไร ได้ยินก็ต้องมีเสียง กำลังรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏให้ได้ยิน เสียงอื่นที่ไม่ปรากฏ ได้ยินไม่ได้ใช่หรือไม่ นี่คือเกิดเป็นธาตุรู้ เพียงแค่รู้สิ่งที่ปรากฏ
นี่คือความหมายขั้นต้น มีธาตุรู้ซึ่งเกิดรู้เพียงสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เช่น แข็ง กระทบแข็ง แข็งไม่ใช่สภาพที่กำลังรู้แข็ง มีสองอย่างขณะที่แข็งปรากฏ แข็งเป็นแข็ง แต่สภาพที่กำลังรู้ตรงแข็งต้องมี ไม่เช่นนั้นแข็งไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นแข็งไม่ใช่สภาพรู้ แต่สภาพที่กำลังรู้แข็งต้องมี มิฉะนั้นแข็งขณะนั้นปรากฏไม่ได้ นี่คือชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ต้องมีสภาพรู้เกิดขึ้นรู้ และมีสิ่งที่ถูกรู้ เป็นธรรมดา
ดังนั้นสภาพที่เกิดขึ้นไม่รู้อะไรเลยก็มี ใช่หรือไม่ โดยไม่มีสภาพรู้ แต่สำหรับที่เราบอกว่าเห็นได้ยิน เป็นคน เป็นสัตว์ เพราะมีสภาพรู้ ต้นไม้ไม่ใช่คน ต้นไม้ไม่ใช่สัตว์ แต่นก สิงโต คน มีธาตุรู้กับมีสภาพที่ไม่รู้ ต่างกันเป็นธรรม ๒ อย่าง (อย่างหนึ่ง) เกิดมาต้องไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นธาตุชนิดหนึ่งเป็นรูปธาตุ (อีกอย่างหนึ่งเป็น) ธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้ เกิดขึ้นไม่รู้ไม่ได้เลย และที่ว่ารู้ก็คือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น เช่น เสียง ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่เข้าใจ แต่เกิดขึ้นได้ยินเสียง นี่คือความหมายหนึ่งของธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้
เพราะฉะนั้น ตอนเกิดที่เป็นคน เป็นนก เป็นอะไร ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นพร้อมกับรูปซึ่งไม่รู้อะไร และต่อมาก็ปรากฏว่ารูปนั้นค่อยๆ เจริญเติบโต ปรากฏเป็นนก ปรากฏเป็นงู ปรากฏเป็นคน นั่นเป็นรูปธาตุซึ่งไม่รู้อะไร แต่ก็ต้องมีธาตุรู้ด้วย
เริ่มเข้าใจความต่างของรูปธาตุกับนามธาตุก่อน นี่คือธาตุรู้ทั่วๆ ไป ใช้คำว่าจิต วิญญาณ มโน หรือมนัสก็ได้ เช่น เห็นเดี๋ยวนี้ ภาษาบาลีไม่มีคำว่าเห็น แต่มีคำว่าจักขุคือตา และมีคำว่าวิญญาณคือสภาพรู้ เพราะฉะนั้นสภาพที่รู้โดยอาศัยตาเกิดขึ้นรู้ เป็นจักขุวิญญาณธาตุ ไม่ใช่เรา ทั้งหมดเป็นธรรม เป็นธาตุ นี่คือทั่วๆ ไป กำลังฟังเข้าใจ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่เห็น ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจไม่ใช่เห็น
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่ได้ยิน ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจไม่ใช่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่รู้แข็ง ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่รู้รส ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเข้าใจมีจริงหรือไม่ มีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นต่างกันสองอย่าง คือสภาพหนึ่งเกิดแล้วไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แข็งไม่รู้ รสไม่รู้ หวานไม่รู้ แต่ถ้าไม่มีธาตุอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นรู้ อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ โลกไม่มาปรากฏ จักรวาล พระจันทร์ ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ไม่มีเลยทั้งสิ้น แต่เพราะธาตุรู้นี่เองเกิดขึ้นรู้ จึงมีสิ่งที่ถูกรู้ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้มี ดังนั้นต้องต่างกันเป็นสองธาตุ ธาตุหนึ่งเป็นธาตุรู้ อีกธาตุหนึ่งไม่รู้ นี่เป็นธรรมดาใช่หรือไม่ เห็นเป็นธรรมดา ได้ยินเป็นธรรมดา ได้กลิ่นเป็นธรรมดา ลิ้มรสเป็นธรรมดา รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นธรรมดา เข้าใจหรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่เห็น ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจไม่ใช่เห็น
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่ได้ยิน ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ เข้าใจไม่ใช่รู้แข็ง ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ แต่เข้าใจมีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม
ผู้ฟัง เป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เข้าใจต่างกับไม่เข้าใจ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่เข้าใจ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เข้าใจ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่เข้าใจเป็นอย่างหนึ่ง เป็นนามธรรมประเภทหนึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่าอวิชชา ไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือจะใช้คำว่าโมหะก็ได้ หลงไม่รู้ความจริง กำลังหลงกันทั้งนั้นเลย ถ้าไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีอวิชชา เป็นธรรม มีจริง
ความจริงขณะนี้เรารู้ว่าเป็นรูปธรรมหนึ่ง เป็นนามธรรม แต่นามธรรมมีสองอย่างคือ จิตกับเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธานเพียงแค่รู้สิ่งที่ปรากฏเท่านั้นเองแล้วก็ดับ ไม่ใช่เข้าใจ จิตที่เกิดขึ้นเห็นไม่ใช่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเข้าใจมีจริงเป็นจิตหรือไม่ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือการสนทนาเพื่อเข้าใจจริงๆ แล้วไม่ต้องไปถามใครที่ไหนเลยเพราะว่าฟังแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเปิดตำราอะไรด้วย แต่ว่าธรรมกำลังปรากฏมีจริง และเริ่มฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก่อนนี้จะไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น
ลองคิดนิดหนึ่ง จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสและคิดนึก วันหนึ่งๆ จิตทั้งนั้นเลยที่เห็น จิตที่ได้ยิน แต่นอกจากนั้นแล้วเป็นเจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตบางครั้งบางคราวแต่ละประเภทก็มี ที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะก็มี เจตสิกจำแนกออกเป็น ๕๒ ประเภท ประเภทที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภทก็มี ประเภทที่เกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ ก็มี
เพราะฉะนั้น โกรธเป็นเจตสิก ดีใจเป็นเจตสิก เจ็บเป็นเจตสิก ชอบเป็นเจตสิก ไม่ชอบเป็นเจตสิก อื่นใดจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกในวันหนึ่งๆ แล้วที่เหลือเป็นเจตสิก บางครั้งก็เกิดกับจิต บางครั้งก็ไม่เกิดกับจิต เช่น เวลาโกรธเกิดขึ้น ขณะนั้นความติดข้องเกิดไม่ได้เลย กำลังไม่พอใจไม่ใช่ความติดข้อง ขณะเจ็บที่กายไม่ใช่ขณะที่กำลังเป็นสุขทางใจ ก็เป็นแต่ละหนึ่งๆ
ความรู้สึกเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าต้องแจ่มแจ้งตั้งแต่ต้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้เข้าใจทุกคำมั่นคงขึ้น จับไมโครโฟน ไมโครโฟนรู้หรือไม่ว่ามีคนจับ
ผู้ฟัง ไมโครโฟนไม่รู้
ท่านอาจารย์ แต่ธาตุรู้มีใช่หรือไม่ ไม่ใช่ใครเลย เป็นธาตุเกิดขึ้นรู้แข็งเพราะอาศัยกายปสาท รูปอีกรูปหนึ่งซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัว กระทบกับสิ่งที่อ่อนก็ได้ แข็งก็ได้ เย็นก็ได้ ร้อนก็ได้ ตึงก็ได้ ไหวก็ได้ ที่โต๊ะไม่มีกายปสาทรูป ใครจะไปจับต้องสักเท่าไรก็ไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น แต่ที่ตัวมีรูปแต่ละหนึ่งคน ๒๗ รูปแต่ไม่ปรากฏ จนกว่าจะฟังแล้วก็ค่อยๆ เริ่มเข้าใจขึ้น รูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวันมีเพียง ๗ รูป สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตาหนึ่งรูป เสียงหนึ่งรูป กลิ่นหนึ่งรูป รสหนึ่งรูป เท่าไร กี่รูปแล้ว
ผู้ฟัง ๔
ท่านอาจารย์ ๔ รูป ที่กายสามารถกระทบปรากฏได้ ๓ รูป เย็นหรือร้อนหนึ่งรูป อ่อนหรือแข็งหนึ่งรูป ตึงหรือไหวหนึ่งรูป เพราะฉะนั้น ในชีวิตประจำวันมีสิ่งที่ปรากฏที่เป็นรูป ๗ รูป ธาตุรู้เกิดขึ้นมากมายเลยใช่หรือไม่ แต่ว่าเมื่อเห็นแล้ว ชอบหรือไม่ชอบก็มาแล้ว เป็นเจตสิกใช่หรือไม่ ดีใจหรือเสียใจ สุขหรือทุกข์มาแล้ว เป็นเจตสิก
ดังนั้นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในเบื้องต้นเลย ธรรมเป็นธรรม ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เพราะอาศัยกันและกันเกิดขึ้น จะเกิดตามลำพังตามใจชอบไม่ได้เลยทุกอย่าง แต่ละหนึ่ง เช่น เห็นต้องอาศัยตา ตาไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่ร้อน เป็นรูปพิเศษซึ่งเกิดจากกรรมเป็นปัจจัย อยู่กลางตา เป็นรูปเดียวที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ข้างหลังเห็นอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เพราะไม่มีตาข้างหลัง ไม่มีสิ่งที่รูปนั้นจะมากระทบตาได้ ต้องกระทบแต่เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏ และเห็นเฉพาะสิ่งนั้นที่กระทบด้วย และสิ่งที่กระทบก็ดับ ตาก็ดับ ธาตุรู้ก็ดับ นี่คือความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เราพูดบ่อยแต่เราไม่เคยรู้ว่าหมายความถึงเดี๋ยวนี้เอง "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ถ้าบอกว่าเป็นธรรมดา ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ธรรมดามาจากภาษาบาลี ธรรม กับ คำว่าตา ตาคือความเป็นปกติ ความเป็นไปของธรรม คนไทยใช้คำว่าธรรมดาบ่อยมากเลย ฝนตกก็เป็นธรรมดาของหน้าฝน ความเป็นไปของธรรมทั้งหมดเลยเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นเห็นเกิดขึ้น เป็นธรรมดาหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรมดา
ท่านอาจารย์ (เป็นธรรมดา) ของเห็นที่ต้องเป็นเห็น เป็นอื่นไม่ได้ ความเป็นไปของธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าเห็นดับแล้ว ถ้าเห็นเป็นเรา เราอยู่ไหน ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้มี แต่ถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้ความลึกซึ้งอย่างยิ่งที่สามารถประจักษ์แจ้งการเกิดดับ เมื่อปัญญาค่อยๆ เข้าใจความจริง ละคลายความไม่รู้ซึ่งปกปิดแสนนานมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ไม่ให้รู้ความจริงนี้เลย จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปิดเผยสิ่งที่ถูกปกปิดไว้ตลอดถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์
ดังนั้น ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริงลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะสามารถประจักษ์แจ้งความจริง ทุกคำที่ได้ตรัสไว้เป็นความจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องไตร่ตรอง เมื่อสักครู่นี้มีความสงสัยเรื่องปัญญากับจิตหรือวิญญาณ ใช่หรือไม่ รู้เหมือนกัน แต่รู้ลักษณะไหน รู้ธรรมดากับรู้สิ่งที่กำลังปรากฏรู้แจ้ง นั่นเป็นอาการของจิต จิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น รู้อื่นไม่ได้ แต่เข้าใจเป็นปัญญา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1261
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1262
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1263
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1264
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1265
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1266
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1268
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1269
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1270
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1271
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1272
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1273
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1274
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1275
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1276
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1277
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1278
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1279
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1280
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1281
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1282
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1283
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1284
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1285
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1286
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1287
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1288
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1289
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1290
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1291
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1292
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1293
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1294
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1295
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1296
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1297
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1298
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1299
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1300
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1301
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1302
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1303
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1304
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1305
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1306
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1307
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1308
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1310
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1311
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1312
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1313
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1314
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1315
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1316
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1317
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1318
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1319
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320