ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1320


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๒๐

    สนทนาธรรม ที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น รู้อื่นไม่ได้ แต่เข้าใจเป็นปัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจากการฟังและจะเข้าใจขึ้นๆ ๆ ซึ่งปัญญามีหลายระดับขั้นจนถึงวิปัสสนา ดังนั้นจึงไม่ใช่คำเล่นๆ ง่ายๆ ที่ใครจะไปนั่งทำ แต่ต้องเป็นปัญญาซึ่งเกิดขึ้นตามลำดับ การฟังขณะนี้เป็นความรอบรู้ หมายความว่าเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง กำลังพูดเรื่องจิต เข้าใจอย่างอื่นหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เข้าใจเรื่องจิต

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ไม่ใช่เข้าใจเรื่องอื่น ฟังเรื่องไหน เข้าใจเรื่องนั้น ใช่หรือไม่ ฟังเรื่องเจตสิก เข้าใจเรื่องอื่นหรือไม่

    ผู้ฟัง เข้าใจเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเจตสิก เพราะฉะนั้น ปัญญาเป็นปัญญา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่จิตด้วย แต่เป็นเจตสิก คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย มีปัญญาหรือไม่ เก่งมากเลยสร้างโทรศัพท์มือถือ สร้างอะไรๆ ก็ได้ทั้งหมด เขามีปัญญาหรือไม่ เขามีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีจิตประเภทต่างๆ ใช่หรือไม่ แต่มีปัญญาหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่ารู้อย่างอื่นสารพัด แต่ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ใช่ปัญญา

    ปัญญาคือความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีได้ นั่นคือปัญญา ถ้าไม่ใช่ปัญญาเข้าใจไม่ได้เลย เป็นอวิชชา เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจว่าแม้แต่คำว่าความเห็นถูก มาจากการฟังยังไม่พอ ถูกต้องหรือไม่ ฟังเท่านี้ก็เข้าใจเท่านี้ จะเข้าใจมากกว่านี้ได้หรือไม่ ในเมื่อพระองค์ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา คิดดู พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เรื่องอะไร เรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้ทั้งหมด ลึกซึ้งขึ้น ละเอียดขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงว่า ขณะนี้ทุกอย่างเกิดและดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนไม่ปรากฏการดับไปของอะไรเลยทั้งสิ้น จนกว่าจะค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณาว่า ขณะที่เห็น อย่างอื่นไม่ปรากฏ ต้องมีสิ่งที่ปรากฏกับธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเห็น ไม่ใช่ได้ยิน ในขณะที่ได้ยิน สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาไม่ปรากฏ ต้องเฉพาะเสียงที่ปรากฏ และสมาธิคือเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะ ทำให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียวเฉพาะหนึ่งๆ ๆ

    ดังนั้น จิตเกิดขึ้นหนึ่งก็รู้หนึ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ และการเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญา ความรู้มีหลายอย่างใช่หรือไม่ ความรู้ที่เป็นจิตก็มี ความรู้ที่เข้าใจถูกต้องเป็นปัญญา ไม่ใช่จิตเพราะเป็นเจตสิก ความรู้ยิ่งกว่าขั้นฟังนี้คือ ขั้นที่เริ่มตรงลักษณะที่กำลังปรากฏเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นสติปัฏฐาน แต่ยังไม่ถึงวิปัสสนา เพราะฉะนั้น ปัญญาความเข้าใจก็เพิ่มขึ้นตามลำดับขั้น โดยที่ปัญญาไม่ได้เข้าใจผิดเลย ไม่ได้หลงเข้าใจว่า ไปนั่งๆ ๆ แล้วจะถึงวิปัสสนา นั่นคือไม่เข้าใจ แม้แต่คำว่ารู้ก็มีหลายอย่าง ใช่หรือไม่ รู้อย่างจิตวิญญาณสภาพรู้ ธาตุรู้ รู้อย่างปัญญา รู้อย่างสัญญาคือความจำ คือในชีวิตประจำวันทั้งหมดซึ่งไม่เคยรู้เลย และเป็นเดี๋ยวนี้ด้วย นี่อะไร จำได้ รู้ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง กำกิกเผี่ยง (ยาอมแก้ไอ)

    ท่านอาจารย์ จำใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง จำ

    ท่านอาจารย์ จำได้หรือไม่ว่าใครเป็นใคร เราอยู่ในโลกของความจำตั้งแต่ลืมตาจนหลับตา แต่ลืมสนิทว่าจำไม่ใช่เรา แต่จำแน่ๆ ถ้าไม่จำจะรู้ได้อย่างไร เพียงเห็นเท่านั้นก็จำแล้ว เมื่อเห็นอีกจึงจำได้ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีอะไรปรากฏ สภาพจำจำสิ่งที่ปรากฏ จำมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง จำมีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง นามธรรม

    ท่านอาจารย์ นี่คือความรู้ เห็นหรือไม่ว่ากว่าจะรู้ เราต้องคิดและไตร่ตรอง ไม่ใช่เขาบอกให้เราทำเราก็ทำ เขาไม่ให้เรารู้อะไรเลยเราก็ทำ เช่นนั้นไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าจริงๆ แล้ว คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นปัญญา ถ้ามีการเข้าใจคำนั้นเมื่อใดเป็นปัญญาทันที

    ขณะนี้ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า นอกจากจิตซึ่งเป็นสภาพรู้สิ่งที่ปรากฏตามปกติทั่วๆ ไปเช่น ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ก็ยังมีเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ทำให้จิตแต่ละหนึ่งขณะหลากหลายต่างกันไป เป็นประเภทต่างๆ ๘๙ ประเภท เพราะเจตสิกหลากหลายที่เกิดกับจิต เจตสิกหนึ่งไม่มีใครรู้จักเลยแต่เกิดพร้อมจิตทุกขณะเลยคือสภาพจำ ภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาเจตสิก เริ่มรู้แล้ว มีคนที่ชื่อสัญญา ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิกหรือไม่ ถ้าเป็นสภาพจำ ชื่อสัญญา แต่ไม่รู้ว่าสัญญาคืออะไร ใช่หรือไม่ แต่สัญญาเป็นสภาพจำ ไม่เรียกสัญญาได้หรือไม่ เปลี่ยนชื่อได้ทั้งหมด แต่เปลี่ยนธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครจะใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาฝรั่งเศส สำหรับอะไรก็ได้ แต่เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลย เปลี่ยนชื่อคุณวิชัยก็ได้ใช่หรือไม่ แต่เปลี่ยนสภาพธรรมไม่ได้ นี่คือธรรมเป็นธรรม

    ด้วยเหตุนี้ สัญญาเป็นสภาพจำ มีจริง วิธีตั้งต้นที่จะเข้าใจธรรมก็คือ สิ่งนั้นมีจริง เป็นธรรมหรือไม่ เป็นหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรม เป็นจิต หรือเจตสิก

    ผู้ฟัง สัญญาเป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก วันหนึ่งๆ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่ปรากฏทางกาย คิดนึก ๖ ทาง เป็นจิต และเจตสิกซึ่งต้องเกิดกับจิต จิตเกิดตามลำพังไม่ได้เลย เจตสิกต่างเป็น ๕๒ ประเภท แต่มีเจตสิก ๗ ประเภทซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ค่อยๆ ศึกษาไปจะรู้ว่าไม่ใช่เรา

    เหตุใดทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา เพื่อให้รู้ว่าเป็นธรรมทั้งหมดเลย ละเอียดขึ้นๆ จนหาความเป็นเราไม่ได้ แล้วไม่เดือดร้อนแน่เลยถ้าไม่มีเรา แต่ที่กำลังเดือดร้อนเพราะเป็นเรา เจ็บเกิดขึ้น ห้ามเจ็บไม่ได้ เจ็บดับไปด้วย แต่เจ็บก็เกิดอีก ไม่อยากให้เจ็บก็เป็นธาตุหรือเป็นธรรมที่ไม่ชอบสิ่งนั้น ไม่ใช่เรา แต่เพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าธรรมเป็นเรา นี่คือมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด เป็นธรรมแต่เข้าใจว่าเป็นเรา ผิดหรือไม่

    ผู้ฟัง ผิด

    ท่านอาจารย์ เริ่มรู้จักแล้วใช่หรือไม่ว่า เห็นผิดมาตลอดในสังสารวัฏฏ์ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณไม่ได้เลย เพราะในสังสารวัฏฏ์ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย เพียงแค่เกิดมาแล้วก็ตาย หลับแล้วก็ตื่น เห็น ได้ยิน ทุกสิ่งทุกอย่าง เอร็ดอร่อยสนุกสนาน หรือมีปัญหาก็คิดไป กังวลไป เมื่อถึงเวลาหลับไม่เหลืออะไรเลย และข้อสำคัญคือวันหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป ภาระหนักทั้งหลายก็ทิ้งไว้ในโลกนี้ เกิดใหม่แล้วไม่รู้เรื่องเลยใช่หรือไม่ ตอนหลับก็เป็นเช่นนั้นเองคือไม่มีอะไรปรากฏ แต่ก็ต้องตื่น ไม่ตื่นไม่ได้ เพราะมีปัจจัยที่ทำมาที่จะต้องเห็น

    รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรต้องเห็น รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรต้องได้ยิน รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรเลือกเห็นไม่ได้ รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรเลือกได้ยินไม่ได้ เพราะ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เราได้ยินคำว่ากรรมบ่อยมากเลยแล้วไปโทษกรรมด้วย บางทีกล่าวว่าเป็นกรรม ใช่หรือไม่ แต่ไม่รู้ว่ากรรมคืออะไร แต่ถ้ารู้ว่ากรรมคืออะไร เดี๋ยวนี้ เมื่อได้ยินคำไหนรู้เลยว่าคืออะไร ตอบเลย กรรมคืออะไร เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ โต๊ะทำกรรมอะไรได้หรือไม่ ฆ่าคนได้หรือไม่ ตีคนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง โต๊ะฆ่าคนไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องธาตุรู้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นกรรมคือธาตุรู้ ความจงใจตั้งใจที่จะทำดีและชั่ว เป็นเจตะนา ภาษาบาลีออกเสียงว่าเจตะนา ภาษาไทยเราบอกว่าเจตนา (เจด-ตะ-นา) เราไปบอกเขาว่าขอโทษไม่ได้เจตนา ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท เริ่มรู้แล้วว่าจิตหนึ่งขณะมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย มีสัญญาสภาพจำเกิดพร้อมจิต ไม่ว่าเห็นอะไรจำทันที ได้ยินอะไรจำทันที ได้กลิ่นอะไรจำทันที ไม่ขาดความจำ อยู่ในโลกของความจำแท้ๆ เลย แต่ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีจำเพราะจิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแต่ต่างก็เป็นหนึ่ง จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิกแต่ละหนึ่ง

    จากการฟัง เข้าใจใช่หรือไม่ ต่อไปจะเข้าใจกว่านี้อีกมากถ้าเห็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า เราไม่สามารถที่จะรู้เช่นนี้ได้เลยถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อฟังแล้วมีหรือที่เมื่อพิจารณาไตร่ตรองแล้วจะไม่สามารถเข้าใจได้ ทุกคำชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลงเพราะทรงตรัสรู้

    กรรมเป็นเจตนาเจตสิก เหตุได้ทำแล้วจะมีผลหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องเกิดเพราะเป็นผลของกรรม เกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่กรรม อยากเกิดเป็นหนอนหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่อยาก

    ท่านอาจารย์ แต่อาจจะเกิดเป็นหนอนก็ได้ใช่หรือไม่ ถ้ามีเหตุที่จะให้เป็นหนอนก็ต้องเป็น พวกหนอนทั้งหลายไม่ได้อยากเกิดเป็นหนอนเลยแต่ก็ต้องเป็น สุนัขแมวนกก็ไม่ได้อยากเกิดเป็นสุนัขแมวนก แต่เมื่อมีเหตุที่ได้กระทำไว้ที่จะต้องเป็นก็เป็น (เป็น) ผีเสื้อ คิดดู ใช่ไหม ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุที่จะให้เป็นเช่นนั้น ถ้ากรรมดีให้ผลไม่เกิดในนรก ไม่เกิดเป็นเปรต ไม่เกิดเป็นอสุรกาย ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่เป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ก็หลากหลายเหลือเกินเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ต่างกันมาก ขณะที่กำลังฟังธรรมขณะนี้ เป็นกรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็น เป็นเหตุที่จะให้เกิดผล ถ้าเป็นผลของการเข้าใจธรรมขณะนี้ เวลาเกิดจะมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ถ้าไม่เคยฟังธรรมเลยไม่เข้าใจ เช่น หนอนจะมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะเกิดหรือไม่ ไม่มี เพราะเป็นผลของกรรมที่ขณะนั้นไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย แล้วเป็นอกุศลกรรมด้วย

    เริ่มเข้าใจธรรม เริ่มเข้าใจความเป็นอนัตตา ค่อยๆ รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดเมื่อมีเหตุที่จะให้เกิด และต้องเป็นไปตามเหตุที่เป็นปัจจัยให้เกิด เลือกไม่ได้ แล้วดับไปและไม่เหลือเลย ไม่มีเลย ถ้ารู้ว่าไม่มี จะติดข้องหรือไม่ จะไปติดอะไร ไม่มีจะติดใช่หรือไม่ แต่เมื่อไรที่มี เมื่อนั้นติดข้อง เช่น เห็น เห็นอะไรก็ตามแต่ก็อยากเห็น มีใครบ้างที่ไม่อยากเห็น แม้แต่ได้ยิน ได้ยินอะไรก็ได้ ขอให้ได้ยิน ดีกว่าให้หูหนวกใช่หรือไม่

    ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่า ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งซับซ้อนลึกซึ้งอย่างยิ่ง เกิดดับอย่างเร็ว และมีหลายอย่างที่เกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แต่เพราะปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง หนึ่ง ทีละหนึ่ง โดยละเอียดอย่างยิ่งถึงที่สุดเกินกว่าที่เราจะคาดคะเนได้ว่า พระองค์มีพระปัญญาเพียงใด เราสามารถที่จะรู้ปัญญาของพระองค์ต่อเมื่อเริ่มฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจซึ่งยังน้อยมาก เพียงเท่านี้ไม่พอ

    ผู้ฟัง ผมตอบได้ตามที่จำท่านอาจารย์มา ขอเรียนถามถึงคำว่า เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ให้จำ บอกให้คิดและให้ไตร่ตรองพิจารณาว่า เป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ เช่น ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เริ่มตั้งแต่แรกเลย อะไรจริง ต้องคิดแล้วใช่หรือไม่ อะไรจริง เห็นจริง ได้ยินก็จริง เพราะฉะนั้นใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้น ใครไปทำให้ได้ยินเกิดขึ้น เห็นแล้วเดี๋ยวนี้ไม่ได้มีใครไปทำเลย แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เท่านี้ เข้าใจไม่ใช่ไปจำ

    ถ้าจำก็คือตามตัวหนังสือ ธรรมมีจิต เจตสิก รูป จิตนี้ประกอบด้วยเจตสิกเท่าไร นั่นคือจำ รูปมีกี่รูป นั่นจำชื่อ แต่เข้าใจทีละคำและมั่นคงด้วยว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดก็คือสิ่งที่มีจริง คือใช้ภาษาไทยกับภาษาไทย ไม่ใช้ภาษาบาลีเลย ถ้าใช้ภาษาบาลีด้วยก็ตอบว่า สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ถ้าใช้ภาษาไทยคือสิ่งที่มีจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริง ใครจะไปเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือภาษาไทยที่มั่นคงใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น เห็นเดี๋ยวนี้จริง ใครจะไปเปลี่ยนเห็นไม่ให้เกิดเห็นไม่ได้เลยเพราะเกิดแล้ว และขณะได้ยินก็ต้องไม่มีเห็น นี่คือความเข้าใจที่เกิดจากการฟังแล้วไตร่ตรอง ถ้าใครที่ไม่คิดเลย ไม่ถูกถามเลย ไม่สนทนากันเลย เพียงแค่ฟังแล้วจำ แต่การสนทนาไม่ใช่เช่นนั้น เพราะจะมีการรู้ว่าคนฟังเข้าใจหรือยัง เข้าใจเพียงใด มีอะไรที่ควรที่จะทำให้เข้าใจขึ้นได้ นั่นคือการสนทนาธรรม

    ผู้ฟัง คือตอนนี้ทราบจากท่านอาจารย์เมื่อสักครู่ว่าเป็นเช่นนี้ แต่ยังไม่ไปประจักษ์กับสิ่งนั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าปัญญามีหลายระดับ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง สุตมยปัญญา ความเข้าใจนี้สำเร็จเป็นปัญญาเพราะได้ฟัง คือต้องไตร่ตรอง และเมื่อได้ฟังแล้ววันนี้จะคิดหรือไม่ หรือลืมไปเลย กลับบ้านลืมหมด หรือว่ายังพอติดหูติดใจมาว่า ธรรม อย่างน้อยที่สุดก็รู้แล้วว่าอะไรๆ ที่มีจริงเป็นธรรมทั้งนั้นเลยและยังค่อยๆ เข้าใจด้วย ไม่ลืมว่าสิ่งนี้ไม่รู้อะไร สิ่งที่ไม่รู้ทั้งหมดแม้มีจริงเกิดขึ้นก็ต้องดับไป เกิดแล้วไม่ดับไม่มี แต่ไม่รู้ใช่หรือไม่ นี่คือปัญญาระดับที่ฟังว่า ผู้ตรัสรู้ตรัสรู้ว่า เกิดแล้วดับ ใช่หรือไม่ ส่วนเราเป็นผู้ฟัง สาวกคือผู้ฟัง พุทธสาวก ผู้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ฟังคำของคนอื่น แล้วก็เข้าใจว่า พุทธะคือรู้ เห็นถูก เข้าใจถูกตามความเป็นจริง ดังนั้นเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าพุทธะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธสาวก คือผู้ฟังคำ

    ความเข้าใจไม่ใช่เรา ทุกอย่างเป็นธรรม ค่อยๆ มั่นคงขึ้น ถ้าใครบอกว่าไปทำสมาธิ เราก็รู้แล้วใช่หรือไม่ คนสอนบอกหรือไม่ว่าสมาธิคืออะไร ไม่ได้บอกใช่หรือไม่ แต่ให้ทำสมาธิ แปลว่าเขาเห็นผิดใช่หรือไม่ เขาไม่รู้ว่าทำไม่ได้ แต่เข้าใจได้ เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะเสียเวลาไปวันหนึ่งชั่วโมงหนึ่ง โดยการไปทำและไม่เข้าใจอะไรเลย กับการที่เราฟังธรรมและค่อยๆ เข้าใจขึ้น อะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน

    วันนี้ก็คือไม่ลืมธรรม ไม่ลืมนามธรรม รูปธรรม ไม่ลืมจิต เจตสิก รูป ทั้งหมด มีอีกคำหนึ่งคือปรมัตถธรรม หมายความว่าความจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย เป็นความจริงแท้จึงใช้คำว่าปรม หรือ บรม ได้ยินคำว่าปรมัตถธรรมก็หมายความถึงจิต เจตสิก รูป จะชื่ออะไรก็ไม่พ้นจากจิต เจตสิก รูป จะเรียกว่าโต๊ะก็คือแข็ง แข็งก็ไม่พ้นจากรูป ความเป็นสภาพแข็งอย่างหนึ่งใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น เราก็สามารถที่จะเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม และธรรมต่างกันเป็นสองอย่างคือ นามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมมี ๒ อย่างคือจิตกับเจตสิก เป็นความรู้ในเบื้องต้นซึ่งเป็นปริยัติธรรม ที่มีโรงเรียนปริยัติหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ปริยัติคือรอบรู้ในพระธรรม ถ้าเราได้ยินคำว่า พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องจิต เจตสิก รูป เพียง ๓ คำนี้รอบรู้หรือยัง คนฟังรอบรู้หรือยัง คนพูดรู้แน่ใช่หรือไม่ แต่คนฟังยัง จึงไม่ใช่ปริยัติจนกว่าจะมั่นคง เดี๋ยวนี้ก็มีเห็น เดี๋ยวนี้เห็นก็เกิดดับ จะต้องไปไหน ถ้าไปก็ผิดแล้ว ไปเพราะอะไร เพราะไม่รู้ คิดว่าจะต้องไปรู้ตรงนั้นตรงนี้ นี่คือผิดแล้ว

    ดังนั้น ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องจะนำไปในสิ่งที่ถูกต้องยิ่งขึ้น เริ่มเข้าใจแล้วใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เริ่มเข้าใจแต่ยังไม่ประจักษ์

    ท่านอาจารย์ คิดว่าชาตินี้จะประจักษ์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่รู้เลย

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าไม่รู้ และความรู้จะเกิดเมื่อไร ค่อยๆ รู้ขึ้นอีกมากจนเป็นผู้ที่ตรงว่านี่คือขั้นฟัง เห็นความต่างเลยว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงแค่คิดแล้วมาสอน เพราะฉะนั้น ประจักษ์แจ้งต้องไม่ใช่ขั้นฟัง แต่สามารถประจักษ์จริงๆ ว่า เดี๋ยวนี้เห็น เดี๋ยวนี้โกรธ คนละธรรม สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ค่อยๆ คลายความยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เหมือนไม่แตกสลายไปเลยเพราะไม่รู้ แต่เข้าใจคำว่าโลกหรือไม่ พูดทุกวัน โลกคืออะไร เห็นหรือไม่ว่า พูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตายกี่ภพกี่ชาติ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวโลก วิชาทางโลกก็พูดกันไป แต่ว่าโลกคืออะไร โลกคือสิ่งที่เกิดแล้วดับ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีโลกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดนั่นคือโลก เพราะฉะนั้น โลกคือสิ่งที่มีปัจจัยเกิดนับไม่ถ้วนเลย เรียกก็ไม่ถูกเพราะมากมายไปหมด ต้องเป็นสิ่งที่เกิดทั้งนั้นแต่ไม่รู้ว่าดับ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ประจักษ์แจ้งเหนือบุคคลใดจะประมาณได้เลย ประจักษ์แจ้งการเกิดดับของทุกอย่างในขณะนี้ นั่นคืออีกขั้นหนึ่งของปัญญา ไม่เช่นนั้นไม่มีอริยสาวก ไม่มีท่านพระสารีบุตร ไม่มีท่านพระมหาโมคคัลลานะ ไม่มีท่านพระอานนท์ ถ้าไม่มีอริยสาวกที่ฟังคำซึ่งสะสมมาในแสนกัปป์ ฟังเช่นนี้เอง กัปป์ไม่ใช่วัน ไม่ใช่เดือน ไม่ใช่ปี และเป็นคนตรงด้วยว่าเข้าใจระดับไหน ไม่หลอกตัวเองเลย ขั้นปริยัติก็คือขั้นปริยัติ ขยับขึ้นมาอีกขั้นต่อไปคือสติปัฏฐาน

    ดังนั้น ใครก็ตามไม่มีความรู้แล้วไปทำสติปัฏฐานได้อย่างไร ถูกหลอกแล้วใช่หรือไม่ ไม่ให้เกิดความเข้าใจเลยว่า สติปัฏฐานคืออะไร แต่ไปให้ทำ เพราะฉะนั้น ปัญญาทำให้พ้นจากความไม่รู้ และรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง

    ผู้ฟัง คือถ้าวันหนึ่งผมฟังเข้าใจแล้วก็พัฒนากลายเป็นอริยสาวกได้ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ คำถามนี้หมายความถึงฟังวันนี้ใช่หรือไม่ และต่อไปจะฟังอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง ต้องฟัง

    ท่านอาจารย์ แล้วฟังต่อไปอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง ฟัง

    ท่านอาจารย์ จนกว่าจะเข้าใจใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เข้าใจและเป็นผู้ที่ตรงด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่รู้จักสติสัมปชัญญะเลย ถ้าไม่ฟังความต่างว่า แม้ขณะที่กำลังฟังเข้าใจมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วยแต่ไม่ใช่ปัญญา ขณะใดก็ตามที่มีปัญญามีสติเกิดร่วมด้วย แต่เป็นสติขั้นฟัง เพราะฉะนั้น พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงไตร่ตรอง เราฟังคำแล้วเราคิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เฝ้าฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ตั้งความปรารถนาและรู้ว่า สัตว์โลกเต็มไปด้วยความไม่รู้ ยากแสนยากที่จะรู้

    ถ้าใครสามารถที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่พระปัจเจกที่รู้แต่ว่าไม่ได้แสดงธรรมโดยละเอียด แต่ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ประกอบด้วยพระญาณเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ทั้งอภิญญาอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ทั้งหมดที่สามารถจะกล่าวคำที่คนฟังเข้าใจได้

    เพราะฉะนั้น มีบุคคลเช่นนี้ซึ่งเป็นพระมหาโพธิสัตว์ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีหลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวว่าสุเมธดาบส ท่านนี้ในกาลอีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์ จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า "พระสมณโคดม" แล้วเรารู้เช่นเดียวกันแต่ไม่ถึงความเป็นเช่นนั้น

    พระสารีบุตรบำเพ็ญบารมี ที่ใช้คำว่าบารมีคือ คุณความดีที่จะทำให้สามารถเข้าใจธรรมได้ จนกระทั่งรู้แจ้งความจริงได้ ท่านต้องบำเพ็ญมานาน (รวมทั้ง) ท่านพระอานนท์และทุกท่านเลย ขณะนี้เราคือถอยไปแสนกัปป์หรือกี่กัปป์ก็ตาม ที่ท่านเหล่านั้นได้เริ่มตั้งต้นที่จะได้ฟังและบำเพ็ญความเพียร เพราะฉะนั้นคิดที่จะตรัสรู้ หรือว่าคิดที่จะเข้าใจธรรมโดยไม่ประมาท โดยการฟังพระธรรม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    6 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ