ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1267


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๖๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี

    วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ดูจิต ดูอย่างไร กำลังเห็น ดูอย่างไร กำลังได้ยิน ดูอย่างไร เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ดู แต่เข้าใจหรือรู้ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาโดยละเอียด ถ้าเป็นความสงบจากความติดข้องแล้วรู้หนทาง ซึ่งขณะที่กำลังรู้เช่นนั้นจิตสงบ 

    อ.ธิดารัตน์ กล่าวถึงความสงบจะมีเจตสิกที่เกิดกับจิตที่ทำให้จิตเเละเจตสิกสงบ ซึ่งเป็นโสภณสาธารณเจตสิกที่เกิดกับกุศลทั่วไป ขณะที่กุศลเป็นไปในทานก็สงบขั้นทาน ขณะที่มีการเว้นอกุศล เว้นทุจริตที่เป็นไปทางกายทางวาจาก็เป็นขั้นศีล เพราะฉะนั้น กุศลมีหลายระดับ แต่ขณะที่ฟังธรรมแล้วเข้าใจ ขณะนั้นก็สงบในขณะที่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพียงแค่เราคิดว่าฟังอย่างไร ฟังเรื่องอะไร ฟังจากใครแล้วสงบหรือไม่ ธรรมเป็นธรรม มี แต่ไม่รู้ เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แม้แต่เราใช้คำว่าความสงบ แต่รู้จริงๆ หรือไม่ว่าความสงบมีหรือไม่ และความสงบคืออะไร ก่อนอื่น สงบมีหรือไม่ ไม่สงบมีหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าต้องค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ว่า ไม่สงบเป็นเรื่องของจิต รูปไม่มีทางที่จะสงบหรือไม่สงบเลย

    เพราะฉะนั้น เพียงคำเดียวว่า สงบ ก็ต้องพิจารณาไตร่ตรอง เข้าใจจริงๆ แล้วรู้จักสงบ ไม่ใช่เพียงได้ยินชื่อสงบหรือได้ยินคำว่าสงบ แต่ต้องรู้จักสงบด้วย แต่ธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยากมาก เพราะเหตุว่าถูกความไม่รู้มาปกปิดกั้นไม่ให้รู้ความจริงเรื่อยมา แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ถึงจะนั่งฟัง ถึงจะเห็น ถึงจะได้ยิน ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม จนกว่าฟังแล้วฟังอีก เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งรู้ความต่างกันของแต่ละคำ เช่น ไม่สงบ เวลาสนุกสนาน คิดเสียใหม่ เข้าใจเสียใหม่ หัวเราะเบิกบานขณะนั้นไม่สงบ ขณะนั้นอยากสงบหรือไม่ ไม่อยากสงบใช่หรือไม่เพราะอยากสนุกต่อไป แสดงว่าเราไม่รู้ความต่างของกุศลสภาพธรรมที่ดีงามและอกุศล จนกว่าจะฟังเข้าใจ คือเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง

    ดังนั้นแม้แต่ว่าอยากสงบ หรือจะทำความสงบ และมีคนสอนให้ทำความสงบ เขาก็ไม่ได้ให้เข้าใจว่าผู้นั้นรู้จริงหรือไม่ว่าขณะนั้นสงบหรือไม่สงบ เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องราวคำถามต่างๆ ขณะนี้ก็ไม่รู้ว่าสงบหรือไม่อยู่นั่นเอง

    อ.ธิดารัตน์ มี ๒ คำคือ ความสงบ กับ สมาธิ

    ท่านอาจารย์ ทีละคำ เดี๋ยวจะปนกันหมดเลย ต้องทีละคำ สงบเป็นกุศลเพราะหมายความว่า สงบจากอกุศล หรือว่าสงบจากกิเลส และตอนนี้เราอยู่ตรงนี้จะสงบสักหน่อย จะสงบอย่างไร ลองคิดถึงความตาย เห็นหรือไม่ว่าอยู่ตรงนี้ลืมแล้ว ลืมความตายแล้ว

    อ.ธิดารัตน์ ถ้าคิดถึงความตายแล้วกลัวก็ไม่สงบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไร ไม่ใช่ว่าเขาบอกว่าให้คิดถึงความตาย เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้พูดถึงว่าให้คิดถึงความตายในทางที่ว่าเราจะสงบ เพียงแต่ว่าขณะนี้ยังไม่ตายใช่หรือไม่ แต่ต้องตายใช่หรือไม่ รู้สึกอย่างไร ไม่สงบใช่หรือไม่ ไม่สงบแน่ๆ เลยเพราะกลัวตาย ไม่อยากตาย เดือดร้อนเพราะตาย สงบไม่ได้ แต่เห็นหรือไม่ว่าปัญญาต่างกับความไม่รู้ ถ้าปัญญารู้จริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วความตายต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ ผู้บำเพ็ญพระบารมีเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นก็ยังต้องปรินิพพาน แต่ความตายของพระองค์ต่างกับความตายของคนอื่นๆ เพราะคนอื่นมีกิเลส ตายแล้วต้องเกิดอีก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดกิเลส เมื่อสิ้นสุดการที่จะต้องเกิดเห็นได้ยินอีกต่อไป สิ้นสุดก็คือปรินิพพาน ไม่มีการเกิดอีกเลย คิดดูว่าสงบจริงๆ คืออะไร คือไม่เกิด

    ความสงบมีหลายระดับมาก เพียงแต่ว่าเราจะเริ่มรู้จักความสงบระดับใด ระดับแรกคือต้องเป็นคนที่ตรง เมื่อไม่รู้ก็คือไม่รู้ เมื่อรู้ก็คือรู้ ตอนนี้เพิ่งรู้แล้วว่าสงบจากอกุศล เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เป็นอกุศลประเภทหนึ่งประเภทใดทั้งหมดไม่สงบ

    เดี๋ยวนี้จะสงบกันสักหน่อยก็คือว่า ถ้าคิดถึงความตาย คิดถึง ไม่ได้ให้ทำอย่างอื่นเลย เพียงคิดถึงตาย สงบหรือไม่ตามความเป็นจริง ไม่สงบ แต่ถ้ารู้ว่าหนีไม่พ้น ก่อนตายเป็นคนดี ดีหรือไม่ ก่อนตายเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง แทนที่จะไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ ดีหรือไม่ ถ้ารู้ ดีหรือไม่ ถ้าไม่รู้ ดีหรือไม่

    ดังนั้นเพียงแค่มีปัญญารู้ว่าสิ่งใดดี ขณะนั้นสงบจากความไม่รู้ น้อยมาก ทีละเล็กทีละน้อย ไม่ปรากฏเลย จนกว่าความสงบมากตามระดับขั้นก็สามารถที่จะปรากฏเป็นความสงบระดับขั้นต่างๆ เพราะฉะนั้น เราไม่ประมาทเลย ไม่ใช่มีใครจะมาสอนเราให้ทำวิธีต่างๆ แล้วสงบ เช่น ให้คิดนึกถึงคำว่าพุทโธ แล้วไม่รู้ว่าพุทโธคืออะไร แล้วจะสงบหรือ ต้องการนึกถึงพุทโธก็ไม่สงบแล้ว

    ขณะนั้นใครจะมาบอกว่า ถ้าจะสงบก็นั่งนิ่งๆ พูดคำว่าพุทโธไปเรื่อยๆ ร้อยครั้ง พันครั้ง ไม่ใช่ความสงบเลย แต่ว่าขณะใดที่ระลึกถึงผู้ที่มีพระคุณสูงสุด ที่ทำให้เราได้ยินได้ฟังแล้วได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามความเป็นจริง ทีละเล็กทีละน้อย แม้น้อยมากแต่คุณนั้นมหาศาลยิ่งใหญ่เพียงใด ที่ว่าจากความไม่สามารถจะรู้ จะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีคำที่ทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อระลึกถึงผู้ที่ทำให้เกิดปัญญาที่ทำให้มีความเข้าใจธรรม สงบหรือไม่ ขณะนั้นก็สงบ แต่ไม่ใช่ไปนั่งท่องว่า พุทโธ

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะทำให้จิตสงบต้องเป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่มีในชีวิตประจำวันเเล้วไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไปทำด้วยความต้องการ แต่จะต้องมีความเข้าใจถูกต้องว่าขณะใดสงบ และขณะใดไม่สงบเพราะอะไร จึงอบรมความสงบให้มากขึ้น มั่นคงขึ้นได้ ยากหรือไม่ ยากก็ต้องยาก ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ทุกอย่างไม่ง่าย อกุศลเกิดง่ายมากไม่ต้องภาวนาอะไรเลยก็เกิดอยู่แล้ว แต่ว่าที่จะให้เกิดความเข้าใจแม้เพียงทีละเล็กทีละน้อยก็ยาก โดยต้องตามลำดับขั้นด้วย

    อ.วิชัย เพราะฉะนั้น เรื่องของการอบรมเจริญปัญญาที่เป็นวิปัสสนาปัญญา หมายถึงว่าปัญญาที่จะถึงการรู้แจ้ง รู้ชัดธรรมตามความเป็นจริง ต้องเริ่มจากการที่ค่อยๆ ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมมากขึ้น เพิ่มขึ้นจนถึงการรู้แจ้งที่เป็นวิปัสสนาได้ ดังนั้นขณะนี้สงบหรือไม่ ถ้าฟังธรรมและมีความเข้าใจ ขณะนั้นก็เริ่มที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่สงบจากอกุศล เพราะขณะนั้นไม่มีความติดข้อง ขณะนั้นไม่มีความขุ่นเคืองใจ แต่เป็นไปพร้อมกับความเข้าใจธรรม

    ดังนั้น การเจริญสติปัฏฐานหมายถึงเป็นปกติของบุคคลนั้นว่า ขณะใดก็ตามมีธรรมประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นอกุศลหรือจะเป็นกุศลใดๆ ก็ตามเมื่อเกิดขึ้น ปัญญาที่สะสมมาจากการที่ฟังแล้วเข้าใจเริ่มมั่นคง มีปัจจัยของปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง ดังนั้น บุคคลที่เจริญความสงบในครั้งนั้นก็เป็นปกติของบุคคลนั้น ที่จะมีปกติของความสงบของจิตที่มั่นคง แล้วแต่ว่าแต่ละท่านจะมีความสงบในระดับใด และท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีปกติเจริญสติหรือไม่

    ถ้าเป็นผู้มีปกติเจริญสติ ธรรมใดก็ตามที่เกิดขึ้นก็สามารถที่จะเป็นบาทหรือเป็นอารมณ์ ที่จะให้สติระลึกได้ในสภาพธรรมนั้น ถ้าไม่มีการอบรมความรู้ ความเข้าใจในสภาพธรรมตามความเป็นจริงเลย แม้ความสงบของจิตเกิดขึ้นก็ไม่มีปัจจัยของปัญญา ที่จะรู้เเละเข้าใจลักษณะของสภาพที่กำลังสงบนั้นตามความเป็นจริงได้ มีแต่ปัญญาในระดับที่จะให้จิตสงบจากอกุศลเท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่ได้ฟังอย่างนี้ เพียงได้ยินว่า สมถภาวนาเป็นบาทให้เกิดวิปัสสนาภาวนา อย่างไรกัน งงไปหมดเลยใช่หรือไม่ แล้วจะไปนั่งทำเพราะไม่รู้ก็ผิด ได้ยินอย่างนี้เข้าใจหรือไม่ เพราะว่าต้องเป็นความละเอียดอย่างยิ่งตามลำดับ

    ทุกคนได้ยินคำว่าอารมณ์ ก่อนอื่นเลยแต่ละคำๆ ต้องเข้าใจชัดเจน อารมณ์คืออะไร คนที่ได้ฟังธรรมนานแล้วไม่สงสัยในคำนี้เลย แต่คนที่เพิ่งได้ยินได้ฟังคิดว่าอารมณ์คืออะไร

    ผู้ฟัง คิดว่าเป็นความเคลื่อนไหวทางด้านจิตใจภายใน ความเกลียด ความรัก อะไรอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ นี่คือก่อนฟัง ถึงฟังแล้วได้ยินบ่อยๆ ก็ไม่รู้ จนกว่าจะฟังละเอียด นั่งอยู่ที่นี่มีจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง จิตมี

    ท่านอาจารย์ จิตมี จิตเป็นสภาพรู้ใช่หรือไม่ ขณะที่เห็น รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้เพราะจิตเกิดขึ้นเห็น ไม่ได้รู้เสียง ไม่ได้คิด แต่มีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดขึ้นเห็นคือรู้ ไม่ใช่เรา เมื่อจิตเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้ จึงต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ด้วย ใช่หรือไม่

    ดังนั้น เมื่อมีจิตรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ หมายความถึงสิ่งที่ถูกจิตรู้ ที่เราเคยคิดว่าวันนี้เราอารมณ์ดี หรืออารมณ์หงุดหงิด เพราะเหตุว่าเราไม่รู้ว่าอารมณ์คืออะไร เราเข้าใจต่อๆ กันมาในภาษาไทยว่า เวลาสบายใจเราก็บอกว่าอารมณ์ดี เวลาไม่สบายใจเราก็บอกว่าวันนี้อารมณ์ไม่ดี แต่ต้องแยกกัน จิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกรู้นั่นเองที่ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ ภาษาไทยก็ตัดสั้นๆ ว่าอารมณ์ 

    วันไหนอารมณ์ดีหมายความว่า จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ดี ได้ยินเสียงที่ดี กลิ่นดี รสดี เรื่องราวต่างๆ ดีทั้งหมดก็บอกว่าวันนี้อารมณ์ดี แต่ต้องหมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ เพราะฉะนั้น ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ สิ่งที่ถูกธาตุรู้นั้นเรียกว่าอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ ถ้าไม่เข้าใจสองคำนี้ให้มั่นคงตั้งแต่แรกเราก็สับสน ขณะนี้ได้ยินใช่หรือไม่ มีจิตใช่หรือไม่ ได้ยินต้องมีเสียงใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง มีเสียง 

    ท่านอาจารย์ เสียงเป็นได้ยินหรือไม่ หรือเสียงเป็นเสียง และได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียง ได้ยินอื่นไม่ได้เลย ได้ยินสีไม่ได้ ได้ยินกลิ่นไม่ได้ ต้องได้ยินเฉพาะเสียง

    ผู้ฟัง ได้ยินเสียง

    ท่านอาจารย์ ได้ยิน เมื่อก่อนนี้เราเข้าใจว่าเป็นเราได้ยิน ใช่หรือไม่ แต่ความจริงได้ยินคือสิ่งที่ขณะนั้นรู้ว่ามีเสียงนั้นปรากฏ "มี เสียง นั้น ปรากฏ" เสียงเป็นเสียง ได้ยิน "เสียง" ได้ยิน "นั้น" ได้ยิน "ปรา" ได้ยิน "กฏ" ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุรู้ มีสิ่งที่ถูกรู้แล้วแต่ว่าจะรู้ทางไหน เช่น ทางตาสิ่งที่ถูกรู้ก็กำลังปรากฏให้เห็นว่าถูกเห็น ทางหูก็เสียงนั่นเองถูกได้ยิน ทางจมูกก็กลิ่นนั่นเอง มีธาตุที่กำลังรู้กลิ่น วันนี้รสอาหารที่รับประทานตอนกลางวันมีกี่รส มีหลายรส ใครรู้รส จิตเกิดขึ้นลิ้มรสแต่ละหนึ่งจึงรู้ว่าต่างกัน กำลังรู้เปรี้ยวไม่ใช่หวาน กำลังรู้เค็มไม่ใช่เปรี้ยว

    จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในอารมณ์ในสิ่งที่จิตกำลังรู้ เปรี้ยวปรากฏกับจิตที่กำลังรู้เปรี้ยว หวานปรากฏกับจิตที่กำลังรู้หวาน เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพรู้ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีเรา แต่มีสภาพรู้ซึ่งเป็นนามธรรมและมีสภาพไม่รู้คือรูปธรรม รสไม่รู้อะไร ที่ใดที่มีเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว เกาะกุมซึมซาบ ซึ่งเราใช้คำว่ามหาภูตรูป ใช้คำว่ารูป หมายความว่าสิ่งนั้นมี เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแต่ไม่รู้อะไร เย็นเกิดขึ้นเป็นเย็น ร้อนเกิดขึ้นเป็นร้อน ไม่รู้อะไร เป็นธาตุชนิดหนึ่ง

    ธาตุคือสิ่งที่มีจริง เป็นอีกคำหนึ่งของคำว่าธรรม หมายความว่า ธรรมนั้นมีลักษณะเฉพาะที่ต้องเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนไม่ได้เลย แสดงถึงว่าธาตุ หมายความถึงสิ่งซึ่งไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ด้วยเหตุนี้ธรรมทั้งหมดเป็นธาตุทั้งหมด ธาตุเห็น ธาตุได้ยิน ธาตุได้กลิ่น ไม่ใช่ธาตุเดียวกัน รู้เหมือนกันแต่ต่างกันที่รู้สิ่งนี้รู้อื่นไม่ได้ ถ้ารู้เฉพาะเสียงก็เป็นโสตวิญญาณธาตุในภาษาบาลี ภาษาไทยก็เป็นธาตุได้ยิน รู้โดยอาศัยหู

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ให้เข้าใจขึ้นว่า ความจริงเป็นแต่ละหนึ่งธาตุ แต่ละหนึ่งธรรม เพื่อที่จะรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งต่างกับคนอื่น คือ คนอื่นคิดว่ามีเรามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า แต่ละหนึ่งต้องเกิดแล้วดับทันที ทันที เร็วกว่านั้นอีกใช่หรือไม่ อย่างเช่น เราเห็น เห็นเป็นคนทันทีใช่หรือไม่ แต่ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เห็นไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ และไม่ใช่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร

    เมื่อได้ยินทุกคำยังไม่ต้องไปไกลถึงไหนเลย เริ่มเข้าใจคำใหม่แต่ละคำก่อน ได้ยินคำว่าสมถะ ได้ยินคำว่าวิปัสสนา ได้ยินคำว่าอารมณ์ ได้ยินคำว่าอะไรก็ตาม ต้องละเอียดที่จะรู้แต่ละคำ จึงสามารถที่จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่ใช้แต่ละคำเหล่านี้ได้ เช่น เมื่อสักครู่นี้ตอนเริ่มต้น ไม่ทราบว่าใครจำได้หรือไม่ แต่บอกว่าอารมณ์ของสมถะต่างกับอารมณ์ของวิปัสสนา มีคำว่าอารมณ์ก็ผ่านไป สมถะก็ผ่านไป วิปัสสนาก็ผ่านไป แล้วจะรู้และจะเข้าใจจริงๆ ได้อย่างไร จะเข้าใจจริงๆ ต่อเมื่อเป็นผู้ที่ละเอียดและรู้ว่า อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้หลากหลายมาก ซึ่งบางอารมณ์ทำให้จิตสงบ บางอารมณ์ทำให้จิตไม่สงบ บางอารมณ์ทำให้เกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง บางอารมณ์ไม่ทำให้เกิดปัญญา

    ดังนั้น เป็นเรื่องของการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ดำรงรักษาคำสอนด้วยความเข้าใจ ถ้าไม่มีใครเข้าใจเลย คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราใช้คำว่าพระพุทธศาสนาก็อันตรธาน หนังสือพิมพ์จีนฉบับหนึ่ง มีคนที่รู้ภาษาจีนได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อเร็วๆ นี้เขาเขียนบทความว่า ถ้าไม่มีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงให้มีการศึกษาให้เข้าใจธรรมยิ่งขึ้น พระศาสนาก็สิ้น เขาใช้คำนี้ เขายังคิดอย่างนั้นแล้วเราจะนิ่งเฉย ไม่สนใจ ไม่รู้ต่อไป และคิดว่าพระศาสนารุ่งเรืองได้หรือ ความจริงก็ต้องเป็นความจริง

    ถ้าเราได้ยินแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้วไม่เข้าใจก็คือ ไม่ได้ดำรงคำสอนของพระองค์ไว้ เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะดำรงคำสอน ไม่ใช่อิฐหินปูนทราย ไม่ใช่วัดวาอาราม ไม่ใช่เพศบรรพชิต ซึ่งไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่ได้ขัดเกลากิเลสตามพระวินัย เหล่านั้นดำรงพระศาสนาไม่ได้ แต่ไม่ว่าใครก็ตาม หญิงหรือชาย คฤหัสถ์หรือบรรพชิตภิกษุก็ตาม ที่เข้าใจธรรมตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียด โดยรอบคอบ ก็สามารถที่จะดำรงคำสอนของพระองค์ไว้ได้

    เมื่อสักครู่นี้ได้ยินตั้งหลายคำ เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่มีทางจะเข้าใจเลย เพียงผ่านหูแล้วก็จำ แล้วก็สงสัย แล้วก็ถามใช่หรือไม่ แม้แต่สงบ แม้แต่วิปัสสนา อารมณ์ของสมถะ อารมณ์ของวิปัสสนา ทั้งหมดต้องเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ผ่านไป

    ได้ยินคำว่าบัญญัติด้วยหรือไม่ ทบทวนย้อนไปได้ยินทั้งนั้นเลย เข้าใจหรือไม่ หรือผ่านไปก็ไม่เป็นไร ฟังต่อไปอีกๆ ฟังเรื่องอื่นต่อไปอีก แต่ละคำทับถมเพิ่มขึ้นมากมายโดยไม่ได้เข้าใจจริงๆ เลยว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นก็เป็นโมฆะ ว่างเปล่าจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ้าไม่ละเอียด

    แต่ละคำในสองวันนี้ เมื่อวานนี้กับวันนี้และพรุ่งนี้อีกวันหนึ่ง จะรู้ได้ว่าที่ฟังแล้วมีความเข้าใจจริงๆ มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำไม่เปลี่ยน เพราะแต่ละคำจากพระปัญญาที่ตรัสรู้ความจริงโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด ได้ยินคำว่าอารัมมณะหรืออารมณ์ ต้องหมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ เสียงในป่ามีหรือไม่ มี แต่ไม่ได้ยินใช่หรือไม่ ใช่ เสียงในป่ามีเมื่อมีของแข็งกระทบกันที่ไหนก็ได้ ฟ้าร้องซึ่งเรามองไม่เห็นเลยแต่ได้ยินเสียง แต่ถ้าไม่กระทบกันแรงๆ เสียงดังจะปรากฏหรือไม่

    เสียงมีทั้งเสียงเบา เสียงดัง แต่เสียงก็ต้องเป็นเสียง เป็นอื่นไม่ได้เลย มีจริง เสียงรู้อะไรได้หรือไม่ แต่เสียงก็ยังเป็นเสียง เสียงในป่าก็เป็นเสียง เสียงที่กำลังมีคนได้ยินก็เป็นเสียง เสียงในป่าไม่มีใครรู้ เมื่อมีปัจจัยเสียงก็เกิดขึ้นแม้ไม่มีใครได้ยิน แต่เสียงที่กำลังปรากฏมีคนได้ยิน เสียงนั้นเป็นอารมณ์ของจิตที่ได้ยิน ในขณะที่เสียงในป่าไม่มีใครได้ยินก็ไม่ใช่อารมณ์แต่เป็นเสียง

    ดังนั้น อารมณ์ ต้องหมายความจำกัด ไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จิตกำลังรู้ เดี๋ยวนี้มีอารมณ์หรือไม่่ เพราะอะไร เพราะมีจิตรู้ จิตรู้อะไร สิ่งที่ถูกจิตรู้นั่นเองเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น มีเราหรือไม่ จิตเป็นเราหรือไม่  สิ่งที่ถูกรู้เป็นเราหรือไม่ เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ

    เริ่มรู้ว่ากำลังฟังอะไร กำลังฟังสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม และไม่ใช่เราด้วย ต้องประกอบกันไป ไม่เปลี่ยน ต่อไปนี้เสียงเป็นเราหรือไม่ ไม่ใช่ เห็นเป็นเราหรือไม่ มีเราหรือไม่ ไม่ ถูกต้องเลยต้องไม่มี วันนี้ไม่มีเรา พรุ่งนี้มีเราหรือไม่ ไม่มีตลอด จะเป็นเราไม่ได้ เพียงแต่ว่าไม่รู้ เดี๋ยวก็ไม่รู้อีก เดี๋ยวก็ไม่รู้อีก เดี๋ยวก็ลืมอีก จนกว่าจะมั่นคง มั่นคงเมื่อใดสภาพธรรมปรากฏกับปัญญาที่อบรม ที่ใช้คำว่าภาวนาเจริญขึ้นจนสภาพธรรมที่ได้ฟังปรากฏว่าเป็นจริงตามลำดับ ที่เป็นวิปัสสนาคือการประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้น เพียงแค่ฟังดับกิเลสไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นความจริงถึงที่สุด งามในเบื้องต้นจริงทุกคำ งามในท่ามกลางมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น งามในที่สุดประจักษ์แจ้ง ซึ่งเมื่อประจักษ์แจ้งแล้วหมดความสงสัย เปลี่ยนไม่ได้เลย ทุกอย่างที่ได้ฟังนี้จริง ถ้าไม่มีผู้ที่ประจักษ์แจ้งจะมีสาวกหรือไม่ หรือว่ามีแต่พระอรหันต์เท่านั้น เมื่อทรงแสดงธรรมแล้วมีคนที่สะสมความเข้าใจสามารถที่จะรู้ได้ ประจักษ์แจ้งได้ เป็นพระอรหันต์ได้ หมดกิเลสได้ เป็นสังฆรัตนะได้ นี่คือคำสอนของพระองค์ไม่เป็นหมัน ไม่ใช่ว่าไร้ผล แต่ผลนั้นอยู่ที่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็คือว่ากล่าวตู่ แต่ว่าไม่จริง

    เพราะฉะนั้น ทุกคำ วันนี้ เมื่อวานนี้ และพรุ่งนี้ ก็คือไม่ลืมสิ่งที่ได้เข้าใจแล้ว มีธรรมที่มีจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แข็งต้องเป็นแข็ง เสียงต้องเป็นเสียง ใช้คำว่า ปรมัตถธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    11 มี.ค. 2569