ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1309


    ตอนที่ ๑๓๐๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมชาน บางกอกน้อย

    วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ อะไรก็ตามที่เกิดมาไม่รู้ก็ติดหมดเลย เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมต้องทีละคำแล้วก็ละเอียด แล้วก็เมื่อพบคำนั้นที่ไหน ความเข้าใจในคำนั้นไม่เปลี่ยน จึงสามารถเข้าใจทุกคำ แม้แต่ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นรูปธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง มีรูปธรรมด้วย แล้วมีนามธรรมด้วย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผัสสะเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ผัสสะเป็นรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ ผิดเลยเห็นไหม ไม่มีทางเลยที่ใครจะไปเดาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ฟังเผินๆ คิดเองหมดใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าคำใดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อเมื่อคำนั้นเป็นคำจริง ที่สามารถจะเข้าใจได้ตรงกันทั้งหมดในพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะกล่าวเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม และรูปธรรมจะเป็นนามธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นผัสสะคืออะไร ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมต้องคืออะไร ถ้าไม่คืออะไร สับสนทันที ยังไม่รู้เลยว่าผัสสะคืออะไร ก็ตอบว่ารูปธรรม เห็นไหม แต่ถ้ารู้ไม่ตอบอย่างนี้

    ผู้ฟัง ผัสสะคือการสัมผัสกันระหว่างอายตนะ

    ท่านอาจารย์ อายตนะคืออะไร

    ผู้ฟัง อายตนะภายนอกก็คือ อย่างเช่นรูปที่เกิดขึ้นคืออายตนะภายนอก ส่วนอายตนะภายในก็คือจักขุวิญญาณของเราเป็นอายตนะภายใน พอสองอันนี้มาเจอกันก็เลยเกิดผัสสะ

    ท่านอาจารย์ ผัสสะเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นจิตหรือเจตสิก

    ผู้ฟัง ผัสสะเป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นใช่ไหม ถ้ามั่นคงว่าจิตรู้แจ้งอย่างเดียว ไม่ทำอะไรอื่นทั้งหมดเลย ปัณฑระจริงๆ หมายความว่าไม่เป็นกุศลไม่เป็นอกุศล เกิดขึ้นก็รู้แจ้ง เห็นก็เห็นเท่านั้น ได้ยินก็ได้ยินเท่านั้น แต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างหากที่ทำหน้าที่ปรุงแต่ง หลากหลายต่างๆ นานา

    ผู้ฟัง ตอนนี้กำลังเข้าใจว่าอารมณ์ก็คือชุดของเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เพราะอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้

    ผู้ฟัง สิ่งที่จิตรู้เท่านั้น

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าถูกรู้ เมื่อมีสภาพรู้ก็มีสิ่งที่ถูกรู้ ตัวที่ถูกรู้คืออารมณ์ และจิตรู้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจิตก็เป็นอารมณ์ได้

    ผู้ฟัง อันนี้เป็นเก้าอี้ และจิตรู้เก้าอี้ก็ได้ หรือว่าจิตจำเป็นจะต้องรู้สภาพแข็ง

    ท่านอาจารย์ ได้หมดเลย

    ผู้ฟัง ได้หมดเลย เป็นอะไรก็ได้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าจะเพิ่มเติมอีก คือสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมดเลย ต้องมีจริง เพราะฉะนั้นเก้าอี้มีจริงไหม หรือแข็งมีจริง

    ผู้ฟัง เก้าอี้มีจริง

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ถ้าไม่มีแข็ง จะมีเก้าอี้ไหม

    ผู้ฟัง เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแข็งมีจริงต่างหาก

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จิตจะรู้ได้จะต้องเป็นปรมัตถธรรม คือต้องสิ่งที่มีจริง ยังไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ยังก่อน ต้องมั่นคงว่าจิตรู้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นธรรมที่มีจริงเป็นปรมัตถธรรม ที่มีจริง ทำไมว่ามีจริง เพราะมีลักษณะจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่เราไปนึกใช่ไหม แต่ลักษณะของสิ่งนั้นมีจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้ เป็นปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นปรมัตธรรมตอนนี้มีจิต มีเจตสิก มีรูป ที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน นิพพานมีแต่ไม่ใช่ชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นเราต้องรู้สิ่งที่มีในชีวิตประจำวันก่อน ถึงจะถึงนิพพานได้ ความรู้ต้องตามลำดับ เพราะฉะนั้นหนึ่งจิตรู้ได้ทุกอย่าง เวลานี้มีธรรมแน่นอน มีปรมัตถ์แน่นอน แต่ปรมัตถธรรมเกิดดับ ทั้งจิตและเจตสิกและรูปเกิดดับ แต่รูปเกิดดับช้ากว่าจิต จิตเกิดดับเร็วกว่ารูป นี่คือความต่างกันของรูปธรรมกับนามธรรม รูปๆ หนึ่งที่เกิดมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปนั้นจึงดับ นี่คือค่อยๆ ขยายความละเอียดว่า รูปเกิดแล้วดับช้ากว่าจิต จิตดับเร็วกว่ารูปมาก เพราะฉะนั้นรูปๆ หนึ่งเกิดพร้อมจิต จิตนั้นดับไปแล้ว แต่รูปยังไม่ดับ ต้องจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งจึงดับ แล้วเช่นนี้ใครจะรู้ถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นภายในรูปๆ หนึ่งก็อาจจะมีอารมณ์หลายอารมณ์ได้

    ท่านอาจารย์ อารมณ์คือรูปหนึ่งยังไม่ดับ แต่จิตที่เกิดดับรู้อารมณ์เดียวกันได้ เริ่มเข้าใจว่าขณะนี้เป็นอย่างนี้ คือต้องเข้าใจตามลำดับจริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่รูปเกิดดับ แต่ไม่มีปัญญาที่จะรู้ในการเกิดดับ เหมือนนักเล่นกล เขาเล่นกลให้เราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีนกออกมาจากหมวกได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เห็นเป็นคิ้ว เป็นตา เป็นจมูก เป็นปาก เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ทำให้เกิดความทรงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่เริ่มขยาย แล้ว สภาพธรรมที่เกิดดับจริงแต่ไม่รู้

    จำมีจริงๆ ไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ถ้าเกิดมีจริงก็ต้องเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจำมีจริงแน่นอน กำลังจำด้วยซ้ำไป เป็นธรรม จำเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นจิตหรือเจตสิก

    ผู้ฟัง ไม่น่าจะใช่จิต แต่เป็นเจตสิกหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ

    ท่านอาจารย์ มีสองอย่าง ถ้าไม่ใช่จิตก็ต้องเป็นเจตสิก เป็นปรมัตถธรรม ธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งใครเปลี่ยนลักษณะไม่ได้เลย เริ่มตั้งแต่ธรรม มีจริง ใครก็เปลี่ยนสภาพซึ่งเป็นธาตุเป็นธรรมนั้นไม่ได้

    ผู้ฟัง ผมเริ่มรู้สึกว่ามีปัญญาน้อยแล้ว

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่ฟังเลยจะมีปัญญาไหม เห็นไหม นี่คือคุณมหาศาล จะไปเกิดกี่ชาติกี่ชาติ ถ้าไม่ได้ยินคำเหล่านี้ ไม่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นต้องมั่นคง ปรมัตถธรรม ๔ จิตเจตสิกรูปในชีวิตประจำวัน สภาพที่ไม่รู้เป็นรูป สภาพที่รู้เป็นจิตและเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน แค่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส ที่เหลือทั้งหมดในชีวิตเป็นเจตสิก

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่าจำเป็นจะต้องแยกว่าอะไรเป็นแค่ธรรม อะไรเป็นปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เอาปรมัตถธรรมก่อนว่ามีจริงแน่ๆ แสดงว่าอย่างอื่นไม่ใช่ปรมัตถ์ใช่ไหม เพราะฉะนั้นที่มีจริงแท้ๆ ก็คือ ๔ ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นธรรมที่เราคุยๆ กันอยู่ จริงๆ ก็คือคำว่าปรมัตถธรรมในพระไตรปิฎก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แล้วก็เป็นอภิธรรมด้วย ลึกซึ้งอย่างยิ่ง "ปรม" บรมใช่ไหม เปลี่ยนไม่ได้เลย และก็"อภิ" ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นปรมัตถธรรม และเป็นอภิธรรม เพราะกำลังเกิดดับแท้ๆ ก็ไม่รู้ความลึกซึ้งของธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้ามีคนบอกว่าเขาจะศึกษาธรรม แต่เขาไม่ศึกษาพระอภิธรรมผิดไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

    ท่านอาจารย์ ก็ศึกษาธรรม ก็ต้องเป็นอภิธรรมอยู่แล้ว ก็ต้องเป็นปรมัตถธรรมแล้ว และเพราะความไม่รู้ต่างหาก ก็เลยมีตัวตนที่จะศึกษาธรรม แต่ไม่ศึกษาอภิธรรม ไม่มีวันเข้าใจธรรม ก็แปลว่าเขาไม่ได้ศึกษาอะไรเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นคำถามเมื่อสักครู่นี้ จำมีใช่ไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แล้วจำ ทั้งๆ ที่เป็นแค่สิ่งที่ปรากฏ แต่เพราะการเกิดดับสืบต่อปรากฏเป็นนิมิต นิมิตหมายความว่ารูปร่างสัณฐาน นี่นิมิตอย่างหนึ่ง นี่นิมิตอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นนิมิตเป็นเหมือนเงาของปรมัตถ์ ทันทีที่นกเกาะกิ่งไม้ เงาปรากฏ ถ้าไม่มีนกมีเงาไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมคือนก เงา

    ผู้ฟัง เงาคือสิ่งที่มากับนก

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าหมายรู้ได้โดยอาการนั้นๆ สามารถรู้ได้โดยอาการนั้นๆ เพราะอาการของนิมิต เพราะจิตเกิดดับเร็วมากจนเหมือนนิมิตเลย เป็นวงกลมบ้าง เป็นเหลี่ยมบ้าง เป็นคิ้วบ้าง เป็นรองเท้า เป็นคน เป็นสารพัดนิมิตหมด เป็นนิมิตของปรมัตถธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นหมายรู้ได้โดยอาการของนิมิต นั่นคือบัญญัติ ภาษาบาลีเป็นปัญญัตติ ที่เราบอกว่านี่ถ้วย รู้ได้โดยนิมิต เพราะฉะนั้นแก้วน้ำเป็นบัญญัติ ปรมัตถ์คือแข็ง ไม่มีเราเลย จิตสามารถรู้ได้ทั้งปรมัตถธรรมและบัญญัติ ถ้าไม่มีนิมิต ก็ไม่ปรากฏบัญญัติ เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูปเพราะการเกิดดับสืบต่อเร็วมาก จึงปรากฏเป็นนิมิตของจิต นิมิตของเจตสิก นิมิตของรูป นิมิตของธรรมทั้งหมด แต่ต้องศึกษาทีละคำจริงๆ ประเดี๋ยวจะไปถึงคำว่าขันธ์ แต่ตอนนี้ไปจำชื่อมาหมดเลยใช่ไหม ไปจำชื่อมาหมดแต่ไม่รู้ว่าอะไร แล้วจะมีประโยชน์ไหม เที่ยวจำไป ชาติหน้าก็ลืม เหมือนชาติก่อนเราอาจจะเคยพูดภาษาบาลีคล่องแคล่วมากเลย พอถึงเดี๋ยวนี้พูดไม่ได้สักคำ ได้ยินยังไม่รู้เลย

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกว่าเจตสิกมีทั้งหมด ๕๒

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แล้วก็บอกว่าทุกอย่างมีแค่จิตกับเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แล้วเกิดพร้อมกันด้วย

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นแล้วทุกอย่างก็คือจิตรวมกับเจตสิก ก็คือเป็นปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมด รูปก็เป็นปรมัตถธรรม ปรมัตถธรรมมี ๔

    ผู้ฟัง แล้วก็มีนิพพานด้วย

    ท่านอาจารย์ นิพพานด้วย เป็น ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีจริงก็คือสามารถอธิบายเป็นชุดของสิ่งเหล่านี้ได้

    ท่านอาจารย์ ก็มีจริงๆ

    ผู้ฟัง ที่เหลือก็จะเป็นบัญญัติทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าอาการที่ปรากฏ และก็สภาพจำมีจริง จำเป็นอะไร

    ผู้ฟัง จำเป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง จำได้ในนาทีนี้เลย

    ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาเจตสิก คนไทยก็เอาคำมาใช้ ต้องทำสัญญากันจะได้ไม่ลืม แต่ความจริงสภาพนี้เกิดพร้อมจิต จำทุกขณะที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ก็คือเงาของนกที่ท่านอาจารย์พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ก็คือตัวสัญญา

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าจำ สัญญาจำไม่ใช่เงา ตัวสัญญาจำ แต่จำสิ่งที่เป็นนิมิต เพราะเกิดเร็วมาก ใช่ไหม ลวงเลย นี่เก้าอี้ นี่คน แต่ความจริงก็แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับ และปรากฏซ้อนๆ ๆ กัน ถึงไม่ประจักษ์การเกิดดับ จนรวมกันเป็นหนึ่งเลย เป็นสัณฐาน นิมิต ใช้คำว่านิมิต เพราะฉะนั้นจากปรมัตถธรรมที่เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ปรากฏเป็นนิมิต เมื่อเป็นนิมิตแล้วก็หมายรู้ได้โดยอาการของนิมิตคือบัญญัติ จำไว้เลยว่านี่ใคร นิมิตเป็นเครื่องหมาย แต่ถ้าไม่มีนิมิตจะจำเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ไหม เพราะฉะนั้นจำ จำได้หมดทุกอย่าง จำปรมัตถธรรมก็ได้ จำนิมิตก็ได้ เพราะฉะนั้นมีปรมัตถธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วมากเป็นนิมิต นิมิตนี่มี แต่เมื่อไหร่รู้นิมิตนั้น ขณะนั้นคือบัญญัติ เด็กไม่รู้ว่านี่อะไร เกิดมาใหม่ไม่รู้ มีนิมิตจริงแต่ไม่มีบัญญัติ ต่อเมื่อใดรู้ได้โดยอาการนั้นๆ ในภาษานั้นๆ โดยลักษณะนั้นๆ ก็ตามแต่ นั่นคือบัญญัติของปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นคนเป็นบัญญัติ ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมจะมีคำว่าคนไหม ช้างก็เป็นบัญญัติ ถ้าไม่มีปรมัตถ์จะมีช้างไหม ช้างเห็นไหม มดเห็นไหม

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นมด หรือเห็นเป็นช้าง หรือเห็นเป็นคน ตัวเห็นเป็นอะไร เห็นเป็นปรมัตถธรรม

    ผู้ฟัง เห็นเป็นปรมัตถธรรม

    ท่านอาจารย์ ตัวเห็นเป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่เรา จึงเป็นปรมัตถธรรม ตัวเห็นมีจริง เป็นจิต จิตเห็นเป็นปรมัตถธรรม มีจริง แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอารมณ์ แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง และอารมณ์เกิดดับสืบต่อเร็วมาก ไม่ปรากฏการเกิดดับเลย ปรากฏแต่รวมกันแล้วเป็นนิมิต

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นนิมิตก็เป็นอารมณ์ได้

    ท่านอาจารย์ ได้ทุกอย่าง จิตรู้ได้ทุกอย่าง แล้วพอรู้เมื่อใด ก็นี่แก้ว พอบอกขึ้นมา ก็เป็นสัททบัญญัติในภาษาหนึ่งภาษาหนึ่ง ภาษาไทยเรียกแก้ว ภาษาจีนภาษาญี่ปุ่นเรียกอะไรก็ตาม เป็นสัททบัญญัติ หมายรู้ได้โดยอาการนั้นๆ โดยอาการของเสียงนั้น ทำให้นึกถึงสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นยังไม่ทันพูดอะไรเลย อรรถบัญญัติมีแล้ว รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยนิมิต แต่ยังไม่มีเสียง เพราะฉะนั้นเรามีบัญญัติอีกมาก แต่ไม่ต้องไปคิดมาก เอาแค่อรรถบัญญัติกับสัททบัญญัติ ต่อไปเขาจะมีบัญญัติในสิ่งที่มีกับสิ่งที่ไม่มีอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของปลีกย่อย แต่ว่าให้มีความเข้าใจที่มั่นคงเพื่อเราจะรู้ความจริงคือเป็นปรมัตถธรรม บัญญัตินี่เรื่องมาก แต่ละภาษาออกมาเป็นประวัติศาสตร์ ออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ ออกมาเป็นอะไรบัญญัติหมด แต่ตัวปรมัตถ์จริงๆ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน

    ขันธ์คืออะไร ขันธ์นี้คือขันธะ หรือขันดะ พูดแล้วต้องรู้เห็นไหม พูดโดยไม่รู้หมายความว่าเราอยู่ด้วยความไม่รู้ แล้วเราคิดว่ารู้ นี่คืออันตราย ไปเชื่อในสิ่งซึ่งลวง

    ผู้ฟัง ขอเดาว่าขันธ์คือสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งที่มีชีวิต

    ท่านอาจารย์ นี่คือคิดเอง ขันธ์ เมื่อสักครู่นี้ที่เราพูดมาทั้งหมดในภาษาไทย ภาษาบาลีคือขันธ์ สิ่งที่มีจริงเกิดจริงแล้วก็ดับด้วย ถูกต้องไหม เดี๋ยวนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีเกิดขึ้นใช่ไหม ถึงได้มี มีแล้วก็ดับด้วย ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เราคิดว่าเหมือนเก่า ไม่ใช่เลย ใหม่หมด แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง สิ่งที่มีจริงเมื่อมีจริงต้องเกิดใช่ไหม เกิดแล้วดับไหม เพราะฉะนั้นขันธ์คือสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับ

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมกับขันธ์ก็คือสิ่งเดียวกันหรือ

    ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรมมีกี่อย่าง

    ผู้ฟัง ปรมัตถธรรมมี ๔ อย่าง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าขันธ์คือสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมทั้งหมดมีเท่าไหร่

    ผู้ฟัง

    ท่านอาจารย์ อะไรบ้าง

    ผู้ฟัง มีจิต เจตสิก รูป นิพพาน

    ท่านอาจารย์ จะได้ไม่ลืม ก็บอก จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์ นิพพานปรมัตถ์ จะได้ไม่ลืมใช่ไหม มีจิต เจตสิก รูป นิพพาน สภาพธรรมที่ไม่รู้แต่เกิดดับใช่ไหม เกิดแล้วก็ดับแต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปขันธ์ เพราะอะไร ขันธ์คือสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับ และเมื่อรูปมีจริงและเกิดดับ แต่ไม่รู้อะไร จึงเป็นรูปขันธ์เท่านี้เอง ที่เรารู้มาแล้วทั้งหมดไม่ได้ใส่ชื่อ แต่นี่เราใส่ชื่อเข้าไปในอีกภาษาหนึ่งว่าสิ่งที่มีจริง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และก็ไม่กลับมาอีก ทั้งหมดทั้งหมดเลยเป็นขันธ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงคือรูป จิต เจตสิก นิพพาน เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมอะไรเป็นขันธ์

    ผู้ฟัง แต่ว่าเราไม่มีจิตขันธ์ มีแต่รูปขันธ์ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เราเปลี่ยนเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะว่าจะเรียกจิตก็ได้ วิญญาณก็ได้ มโนก็ได้

    ผู้ฟัง ก็คือจะเป็นสิ่งเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ เดียวกันเลย แต่ว่าใช้บัญญัติหลายๆ คำใช่ไหม เวลาโดยนัยของขันธ์ ใช้คำว่าวิญญาณขันธ์ แต่ก็คือจิต

    ผู้ฟัง แล้วนิพพาน

    ท่านอาจารย์ นิพพานไม่ใช่ขันธ์ เพราะฉะนั้นใช้คำว่าขันธวิมุตติ

    ผู้ฟัง นิพพานไม่เกิดไม่ดับ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ถ้าเกิดต้องเป็นจิตหรือเจตสิกหรือรูป เป็นอื่นไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นนิพพานคือไม่เกิดตั้งแต่แรก

    ท่านอาจารย์ ไม่เกิดดับจึงไม่เป็นที่ติดข้อง ก่อนพูดเรื่องขันธ์ ต้องรู้ว่าขันธ์คืออะไร ดีกว่าใช่ไหม ดีกว่าพูดว่า ๕ ขันธ์ แต่ต้องรู้ว่าขันธ์ก็คือที่เราพูดนี่แหละ ต้องมีจริงแน่นอน แล้วก็เกิดดับ เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมมีเท่าไหร่

    ผู้ฟัง ปรมัตถธรรมมี ๔

    ท่านอาจารย์ ปรมัตถ์ที่เป็นขันธ์มีเท่าไหร่

    ผู้ฟัง มี ๓

    ท่านอาจารย์ อะไรไม่ใช่ขันธ์

    ผู้ฟัง นิพพาน

    ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีเติมอีกนิดหนึ่ง ขันธวิมุตติ หมายความพ้นจากขันธ์ ถ้า โดยสังขารก็เป็นวิสังขาร ไม่มีการที่อะไรจะไปปรุงแต่งให้เกิดขึ้นได้ เพราะดับสภาพที่ปรุงแต่งให้เกิด เพราะฉะนั้นก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นขันธ์เมื่อสักครู่นี้ จิตเท่าไหร่ ๘๙ ประเภท เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ เอามาเป็น ๕ ขันธ์ เห็นไหม โดยนัยของความยึดถือ ที่เราได้ยินคำว่าอุปาทานขันธ์ คู่กันใช่ไหม มีไหม ขันธ์ไหนที่ไม่เป็นที่ยึดมั่น ขันธ์ที่เกิดดับเท่านั้น ไม่มีใครไปยึดมั่นนิพพาน เพราะฉะนั้นในปรมัตถธรรม ๓ ไม่มีอะไรที่เราไม่ยึดมั่นเลยใช่ไหม มีรูปตลอดเวลา เกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยรูป ทางตาก็เห็นรูปต่างๆ เสียงต่างๆ ทางหู กลิ่นรสต่างๆ เป็นที่ยึดถือเป็นที่พอใจแสวงหาอย่างยิ่ง เกิดมาต้องการอะไร ต้องการรูป ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นแหละที่เป็นรูป เพราะฉะนั้นเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ก็เป็นหนึ่งขันธ์ใช่ไหม รูปขันธ์ ถ้ารวมคำว่าอุปาทาน ก็เป็นรูปูปาทานขันธ์ เท่ากับเราค่อยๆ จำภาษาบาลีไปทีละเล็กทีละน้อย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นผู้รู้อย่างผู้ที่ได้เปรียญศึกษามาอย่างคุณคำปั่น เปรียญ ๙ ใช่ไหม เป็นที่หมายความว่าทำให้สิ่งที่เราได้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นโดยความหมายของภาษาที่ชัดเจนขึ้นอีก แต่สำหรับที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ภาษา เพราะว่าคนที่รู้ภาษาบาลีแต่ไม่เข้าใจธรรมมี ที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจธรรมในภาษาไหนก็ได้ แต่ถ้ายิ่งรู้ภาษาเดิมใช่ไหม ความกระจ่างชัดก็โดยนัยหลากหลายก็ยิ่งมาก แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตาม ปัญญาก็มาจากความเข้าใจ

    ด้วยเหตุนี้เราพอใจเกิดมาแล้วแสวงหารูปตั้งแต่ลืมตาจนตาย รักรูปนี้ไหม รักมากเลย เรายึดมั่น เป็นที่ตั้งของความยึดถือ รูปูปาทานขันธ์ ยังยึดมั่นรูปอื่นอีก ตั้งแต่คนที่มีชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ต้นไม้ใบหญ้าทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย เพราะฉะนั้นความสำคัญอย่างนี้ ในบรรดาธรรมทั้งหมดก็ยกรูปทั้งหมดเลยเป็นรูปขันธ์หนึ่ง เราต้องการรูปมาทำไม เพราะมีความรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้รูปที่พอใจ เพราะฉะนั้นเราห้ามจะให้ความรู้สึกไม่เกิดได้ไหม เป็นธรรมที่มีจริง เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นธรรมอะไร กำลังรู้สึกกันทุกคนเลย มีความรู้สึกแน่นอน แต่ไม่ได้สนใจความรู้สึก ถ้าไม่ปรากฏเด่นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ทางกายหรือทางใจก็ตามแต่ เราก็ไม่ได้สนใจเลย แต่มีแน่นอน เกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นมี ๒ เจตสิกแล้วที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ผัสสเจตสิกหนึ่ง ปฏิจจสมุปบาท เวทนา ปฏิจจสมุปบาทหรือเปล่า เห็นไหม ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พอกระทบสิ่งที่น่าพอใจ ความรู้สึกเป็นสุข กระทบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ห้ามไม่ได้เลย ความรู้สึกเป็นทุกข์

    เพราะฉะนั้นในบรรดาเจตสิกทั้งหมด เวทนาสำคัญมากเป็นหนึ่งขันธ์ ที่ตั้งของความยึดถืออย่างยิ่ง รูปขันธ์แสวงหาเพื่อเวทนาขันธ์ อีกอย่างหนึ่งสภาพจำมีจริงหรือเปล่า เป็นปรมัตถธรรมแน่นอน เป็นปรมัตถธรรมอะไร ต้องกลับมาหา ๓ อย่างนี้เพื่อเราจะได้มั่นคงว่าไม่มีเรา เพราะกว่าจะไม่มีเราได้ แค่ได้ยินอย่างนี้ ยังไม่สามารถจะทำลายได้ ต้องย้ำอีกเป็นเจตสิก ขณะนี้มีไหม จำ เพราะฉะนั้นสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง ทุกขณะไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้นก็มีผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก แต่ว่าเรารู้ผัสสเจตสิกไหม หรือรู้เวทนาเจตสิก หมายความว่ารู้สึกในวันหนึ่งวันหนึ่ง เรารู้ผัสสะไหม เรารู้เวทนาเจตสิกใช่ไหม วันนี้ร้อนเห็นไหม รู้สึกไม่สบาย เพราะฉะนั้นเวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิกหนึ่งเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลืออีก ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้น ๕ ขันธ์คืออะไร รูปขันธ์หนึ่ง นามขันธ์ ๔ นามขันธ์ ๔ ก็เป็นวิญญาณขันธ์คือจิตทั้งหมดหนึ่ง และเป็นเจตสิก ๓ คือเวทนาเจตสิกหนึ่ง สัญญาเจตสิกหนึ่ง เจตสิกอีก ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ ตอนนี้ก็ชัดเจนใช่ไหม ไม่ใช่เพียงแต่เอ่ยชื่อขันธ์ ๕ แต่รู้ด้วยว่าอะไร เพราะอะไรจึงแสดงแยกออกมาให้เห็นจริงๆ ว่านี่แหละไม่เที่ยงแค่เกิดดับ แต่ไม่รู้เลยว่ายึดถือมาก ถ้าเราเกิดความรู้สึกเป็นสุข อย่างรับประทานผลไม้อย่างหนึ่ง อร่อย ชอบใช่ไหม จำได้ใช่ไหม

    ผู้ฟัง จำได้

    ท่านอาจารย์ อยากได้อีกไหม นั่นแหละสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นสัญญาเจตสิกทำให้เกิดการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะทางหนึ่งทางใดทั้งสิ้น ด้วยเวทนาและสัญญา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 188
    8 เม.ย. 2569