สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๖๗
วันจันทร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจักขุปสาทในทางธรรม ไม่ใช่ปสาทที่เราจะไปหยิบไปตัดไปทำอะไร แต่เป็นรูปที่สามารถกระทบกับวรรณะ คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นในรูป ๒๘ รูปที่มองเห็นได้มีรูปเดียว ถ้าแพทย์จะกระทบสัมผัสอะไรก็คืออ่อนหรือแข็ง แล้วก็อาจจะมีกลิ่นปรากฏก็ได้ เพราะเหตุว่าที่ใดที่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ที่นั่นต้องมีสี มีกลิ่น มีรส มีโอชา โอชาคือรูปที่สามารถจะทำให้รูปอื่นเกิดขึ้น ในอาหารต้องมีโอชา ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ถึงแม้ว่าจะใช้คำคล้ายกัน เช่น จักขุปสาทในทางแพทย์ แต่ไม่ใช่จักขุปสาทที่เป็นปรมัตถธรรม เพราะว่าถ้าเป็นรูปที่เป็นปรมัตถธรรมแล้วมีรูปเดียวเท่านั้นที่สามารถจะเห็นได้
อ.อรรณพ ขออนุญาตเสริมความเข้าใจตรงนี้อีกนิดหนึ่ง อย่างเช่นในทางการแพทย์ที่เปลี่ยนดวงตาจากผู้ที่บริจาคแล้วสิ้นชีวิตแล้ว อันนั้นเป็นส่วนของรูปที่ไม่ได้เกิดจากกรรมจากผู้ตายแล้ว เพื่อที่จะไปประกอบเป็นสสัมภาระ จะย้ายรูปที่เกิดจากกรรมของบุคคลหนึ่งไปให้กับอีกบุคคลหนึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าจักขุปสาทของแต่ละคนหรือแต่ละท่านขณะนี้ที่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป ที่มีอยู่ในขณะนี้ เพื่อที่จะรองรับที่จะได้รับผลของกรรมเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดการเห็น กรรมหนึ่งกรรมใดเป็นปัจจัยให้จิตเห็น คือวิบากจิตเกิดขึ้นโดยอาศัยจักขุปสาทของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อตายแล้วสิ้นชีวิตแล้ว รูปที่เกิดจากกรรมก็ดับไป รูปที่เหลือเกิดจากอุตุ คือ ความเย็นความร้อนเท่านั้น แต่รูปตรงนี้ก็ยังจะเป็นประโยชน์กับบุคคลอื่นที่แพทย์จะนำไปประกอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเห็นขึ้น ส่วนการจะเห็นหรือไม่เห็นของคนอื่นนั้น ก็ขึ้นกับว่ามีจักขุปสาทหรือเปล่า แล้วก็มีปัจจัยที่จะทำให้จักขุปสาทนั้นมีโอกาสที่จะเป็นที่เกิดของจิต เกิดจิตเห็นได้มากน้อยเพียงใด อันนั้นก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
ท่านอาจารย์ รูปของสัตว์ที่มีชีวิต สัตว์บุคคลที่มีชีวิต เช่น ที่ขา ที่แขน ที่ไหนก็ตาม ในตัวก็ต้องมีรูปที่เกิดจากกรรม ถ้าตัดออกไปแล้ว สิ่งที่ถูกตัดออกไปยังมีรูปที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐานหรือเปล่า ไม่มี เพราะเหตุว่ารูปที่เกิดจากกรรมก็มีอายุเพียงแค่ ๑๗ ขณะจิต สั้นแสนสั้นแค่ไหน ระหว่างเห็นกับได้ยินเกิน ๑๗ ขณะแล้ว เพราะฉะนั้นรูปใดๆ ก็ตามที่ออกจากตัวไป ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เรียกว่าตาหรือว่าปสาท หรือใดๆ ก็ตาม ไม่ใช่รูปที่เกิดจากกรรม ทันทีที่พ้นไปก็คือเป็นรูปที่เกิดจากอุตุ เพราะฉะนั้นก็ทราบได้เลยว่าการที่จะผ่าตัด หรือจะเปลี่ยนแปลง หรือจะโยกย้าย หรืออะไรก็ตามแต่ ต้องเพราะกรรมทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเอารูปที่เกิดจากอุตุไปทำให้เป็นรูปที่เกิดจากกรรม เพราะฉะนั้นบางครั้งก็สำเร็จได้ บางครั้งก็ไม่สำเร็จ ก็แล้วแต่ว่าบุคคลที่ได้รับการรักษาพยาบาลแบบนั้น มีปัจจัยที่จะทำให้กรรมให้ผลคือให้จักขุปสาทของตนเองเกิดขึ้นหรือเปล่า
ผู้ฟัง มีผู้ฝากเรียนถามว่า จิตที่ไม่เป็นกุศล และจิตที่ไม่เป็นอกุศลอย่างนี้ จะเป็นจิตว่างหรือเปล่า
อ.สุภีร์ จิตมีอยู่ ๔ ชาติใช่ไหม ชาติของจิต ชาติก็คือการเกิดนั่นเอง จิตเมื่อเกิดขึ้น เรียกว่าชาติคือการเกิด ในที่นี้เวลากล่าวถึงว่าจิตเกิดขึ้นแล้วเรียกว่าเป็นชาติของจิตก็รวมถึงเจตสิกด้วย เพราะเหตุว่าเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน แล้วก็ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่รูปหรือวัตถุที่เกิดที่เดียวกันด้วย ชาติของจิตมี ๔ ชาติ คือ ๑ ชาติกุศล ๒ ชาติอกุศล ๓ ชาติวิบาก และ ๔ ชาติกิริยา ซึ่งจิตทั้ง ๔ ชาติ เวลาเกิดขึ้นก็กระทำกิจหน้าที่การงาน ๑๔ กิจด้วยกัน ฉะนั้นก็ไม่ได้ว่างเลยใช่ไหม เมื่อสักครู่นี้ถามว่าถ้าไม่ใช่กุศล และอกุศล จะเป็นจิตว่างหรือเปล่าใช่ไหม ก็คือแม้จิตที่เป็นวิบากและกิริยา ก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานด้วยเช่นกัน อย่างเช่น จิตเห็น เป็นจักขุวิญญาณเป็นวิบากจิต ก็ทำกิจเห็น หรือเรียกว่า ทัศนกิจ โสตวิญญาณก็เป็นวิบากจิตเกิดขึ้นทำสวนกิจ กิจได้ยินซึ่งก็เป็นวิบากจิต ส่วนกิริยาจิตก็เช่นเดียวกัน อย่างกิริยาจิตที่มีในชีวิตประจำวันของเรา มีอยู่ ๒ ประเภท ก็คือ ปัญจทวาราวัชชนจิตที่เกิดขึ้นกระทำอาวัชชนกิจทางปัญจทวาร หรือว่าเป็นมโนทวาราวัชชนจิตอีกดวงหนึ่ง ที่เกิดขึ้นทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร และทำอาวัชชนกิจทางมโนทวาร อันนี้ก็เป็นกิริยาจิต ฉะนั้นจิตไม่ว่าจะเป็นชาติอะไร ถ้านอกจากกุศล และอกุศลแล้ว ก็มีวิบาก และกิริยาด้วย เกิดขึ้นก็มีกิจหน้าที่การงานด้วยเช่นกัน
ผู้ฟัง จิตไม่ว่างจากอารมณ์ ใช่ไหม แต่ว่าว่างจากการเป็นตัวตนสัตว์บุคคลใช่ไหม เห็นอาจารย์พูดตอนแรกใช่ไหม ดังนั้นมี ๒ ความหมายหรือเปล่า
อ.สุภีร์ อันนี้พูดถึงว่างแบบภาษาไทยใช่ไหม ที่กล่าวกันก็คือโดยนัยมีหลายความหมาย ก็แล้วแต่ความเข้าใจของแต่ละท่าน แต่ถ้าเป็นว่างที่มาจากภาษาบาลี แปลมาจากคำว่า "สุญญตา" สภาพธรรมทุกอย่าง จิตเจตสิกรูป เป็นสุญญตาก็คือเป็นสภาพธรรมที่ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนสัตว์บุคคล หรือว่าว่างเปล่าจากความเที่ยงเป็นต้น ว่างเปล่าจากการสามารถบังคับบัญชาได้ เรียกว่าสุญญตา สภาพธรรมทุกอย่างเลยเป็นสุญญตาทั้งหมด คำว่าสุญญตาที่บอกว่าว่าง ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเลย มีแต่ไม่มีเรา มีจิตเจตสิกรูปที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน บางท่านบอกว่า สุญญตาคือสูญเปล่าไปเลยไม่มีอะไร อันนี้ไม่ถูกต้อง สุญญตาคือไม่มีเรา มีจิตเจตสิกรูปที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน
ผู้ฟัง ตอนแรกที่ได้เข้ามาฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์ที่พูดถึงเรื่องฟันมีหรือไม่มี ตอนแรกก็ไม่ได้คิดถึงฟัน แต่ตอนท่านอาจารย์ถามว่าฟันมีไหม ก็เลยคิดว่ามีฟัน
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีหรือเปล่า
ผู้ฟัง ขณะนี้จากการศึกษาไม่มี มีแต่สภาพธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่คิดไม่มีใช่ไหม มีเห็นกำลังปรากฏ ต้องคิด และก็จำด้วย ทั้งๆ ที่ไม่เห็นก็ยังจำได้ จำไว้ว่ามี ก็แสดงว่าสัญญาว่ามีเราเป็นตัวตนมากมาย
ผู้ฟัง ดังนั้นสิ่งที่เราไม่ได้คิดถึงอะไรก็ตาม ในทั้งวันถ้าจิตไม่คิดเลยก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโลกนี้มีเมื่อคิด ใช่ไหม มีคน มีสัตว์ มีวัตถุต่างๆ เมื่อคิด
ผู้ฟัง ที่เรามาเรียนพระธรรม ก็เพื่อศึกษาให้รู้ว่ารูปกับนามทำหน้าที่อย่างไร ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เพื่อให้รู้จักสิ่งที่มีจริงๆ ว่าคืออะไร เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง คิดนึกมีจริง สุขมีจริง ทุกข์มีจริง คืออะไร
ผู้ฟัง แล้วก็จะเป็นสุญญตาใช่ไหม
ท่านอาจารย์ มีเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่มีเรา
ท่านอาจารย์ ขอทบทวนคราวก่อน ที่มีท่านผู้ฟังได้ถามถึงเรื่องจิตว่าง การศึกษาธรรมต้องเข้าใจทุกคำที่ได้ยินว่า เป็นคำที่ใช้ในภาษาไทย หรือว่าคำนั้นมาจากคำสอนซึ่งเป็นภาษาบาลี ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงแล้วว่าคนไทยก็ใช้คำภาษาบาลีปะปนกับภาษาไทย แต่ว่าเวลาที่จิตว่างเกิดขึ้น แล้วก็มีผู้ที่ใช้คำนี้มากแต่ไม่ทราบว่าเดิมมาจากคำอะไรในภาษาบาลี เพราะเหตุว่าคำว่าว่างเป็นภาษาไทย และทุกคนก็รู้สึกจะพอใจในการที่จะว่าง เพราะว่าวันหนึ่งๆ ก็มีธุรกิจมาก แล้วก็อาจจะมีความวุ่นวาย ก็อยากจะพ้นจากความวุ่นวายนั้น ก็พอใจที่จะให้จิตว่าง แต่ว่าจริงๆ แล้วคำนี้มาจากคำว่า "สุญญตา" ซึ่งทุกคนก็คงพอจะทราบว่า "สุญ" หรือ "สุญญ" คือว่าง เพราะฉะนั้นสุญญตาในพระพุทธศาสนาหมายความถึงสภาพธรรมที่ว่างจากความเป็นเราหรือว่าความเป็นของเรา สิ่งที่มีอยู่มีจริงๆ ทุกคนสามารถที่จะพิสูจน์ได้ เช่น ในขณะนี้ที่กำลังเห็น มี แต่ว่าเป็นสุญญตาคือว่างจากความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นเรา อีกคำหนึ่งก็คือ "อนัตตา" ความหมายเหมือนกัน ถ้าเข้าใจคำว่าอนัตตาก็จะเข้าใจคำว่าสุญญตาด้วย เพราะว่าความหมายเหมือนกัน ถ้าจะใช้คำว่าอนัตตา รู้สึกว่าเราจะคุ้นเคยมากกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตาคือมีเราเป็นเรา แต่ว่าอนัตตาก็สิ่งนั้นมี ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เรา และก็ไม่เป็นเราด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ไม่ใช่เรา ว่างจากความเป็นเรา พ้นจากความเป็นเรา เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้มีสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมคือสิ่งที่มีจริง คือจิต เจตสิก รูป ซึ่งก็ต้องขอทบทวน เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะทบทวนมากสักเท่าใด แต่ก็คงเป็นเรื่องราวของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เช่น ในขณะนี้ จิตมีแน่ เจตสิกมีแน่ รูปมีแน่ แต่ทั้งหมดเป็นสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับที่เราเคยคิดเคยเข้าใจ เช่น บางคนกล่าวว่า วิญญาณหรือจิตตายแล้วก็ล่องลอย แต่ความจริงนั่นไม่ถูกต้องเลย เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้หรือเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่รูปหนึ่งรูปใดโดยประการทั้งปวง จิตไม่มีรูปร่างเลย แล้วก็จิตเป็นสภาพธรรมที่แม้มีอยู่กับตัวทุกคนเดี๋ยวนี้ แต่ก็ยากแสนยากที่จะรู้ที่จะเข้าใจได้ว่าจิตไม่ใช่เรา จิตเกิดขึ้นมีลักษณะเป็นไปหลายหลากในชีวิตประจำวันของแต่ละคน แล้วจิตก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว และสำหรับลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้คำว่าจิต จะใช้คำอื่นเช่นคำว่าวิญญาณ มโน มานัส หทัย ปัณฑระ ทั้งหมดก็มีความหมายอย่างเดียวกัน เพียงแต่ว่าพยัญชนะคือคำที่ใช้ต่างๆ กันไป ตามความหมายที่ต่างเป็นส่วนๆ เช่น คำว่า "หทัย" ก็หมายความถึงภายใน ขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน ภายในแน่นอน ไม่มีการที่จิตจะล่องลอยไปอยู่ข้างนอก หรือว่าจะอยู่นอกร่างกายได้เลย
เพราะฉะนั้นในที่สุดก็คือจิต และจิตที่อยู่ภายในของทุกคน ก็เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ แต่ว่ายากแสนยากที่จะเข้าใจ เพราะว่าเรามักจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างต่างๆ ทางตา เสียงก็เข้าใจได้ กลิ่นก็เข้าใจได้ รสก็เข้าใจได้ เพราะว่าลิ้มรสกันบ่อยๆ หรือว่าขณะที่กำลังกระทบสัมผัส เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็ปรากฏให้รู้ให้เข้าใจได้ แต่ทั้งหมดจะไม่ปรากฏเลยถ้าไม่มีจิต เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน โลกที่จะหมุนไป ดำเนินไปของแต่ละคนแต่ละวัน หรือรวมทั้งส่วนรวมคือแต่ละประเทศ หรือทั้งหมดในโลกก็เพราะจิต ถ้าเพียงจิตไม่เกิดขึ้น ไม่รู้อะไรเลย โลกก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อจิตเกิดขึ้น และก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็มีการคิดนึกเรื่องราวต่างๆ จากสิ่งซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งทำให้เข้าใจว่าทุกอย่างที่เกิดปรากฏไม่มีการดับไปเลย
เพราะฉะนั้นก็ยากมากที่จะเห็นว่าธรรมทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา เพราะเหตุว่าถ้ารวมกันแล้วก็ต้องเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเฉพาะหน้าหลายอย่าง เพราะว่ารวมกันแล้วจึงปรากฏรูปร่างสัณฐานนั้นได้ เช่น ดอกไม้ มองดู ถ้าย่อยออกไปแล้วจริงๆ จะเป็นดอกไม้หรือเปล่า ไม่เป็น แต่พอรวมกันก็เป็น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ถ้าแตกย่อยอย่างละเอียดแล้ว ก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมกันอย่างที่เรายึดถือว่าเที่ยง และยั่งยืน เพราะเหตุว่าสภาพธรรมมีปัจจัยเกิดขึ้นและก็ดับไปเร็วมาก แต่ต้องเป็นการที่ฟังแล้วฟังอีก อบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด คือ จิต เจตสิก และรูป สำหรับเจตสิกก็ขอทบทวนนิดหน่อยว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริง แล้วก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต
อ.สุภีร์ เจตสิกก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์เดียวกับจิต สภาพธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เป็นสัมปยุตธรรมกับจิต เป็นสภาพรู้ เจตสิกเกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตรู้อารมณ์เดียวกับจิต และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่วัตถุหรือว่ารูปที่เป็นที่เกิดของจิตที่เดียวกันนั่นเอง
เจตสิกไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ เจตสิกรู้อารมณ์เดียวกับจิต แต่ว่ารู้โดยลักษณะประการอื่นๆ อย่างเช่น เวทนาเจตสิกก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตโดยการรู้สึกกับอารมณ์นั้น สัญญาเจตสิกก็มีลักษณะที่รู้อารมณ์โดยการจำอารมณ์ โลภเจตสิกความติดข้องก็รู้อารมณ์เช่นเดียวกัน แต่ว่าเป็นการรู้อารมณ์โดยการติดข้องกับอารมณ์ ฉะนั้นเจตสิกก็เป็นสภาพธรรมหรือว่าเป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่งที่เป็นสัมปยุตธรรม ถ้าเป็นรูปจะไม่เป็นสัมปยุตธรรมกับจิตเลย แต่ว่าสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ๒ ประการก็คือ จิตและเจตสิกเท่านั้นที่เป็นสัมปยุตธรรม คำว่าสัมปยุตธรรมก็คือเป็นสภาพธรรมที่ประกอบกันเข้าอย่างดีเลย คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่วัตถุที่เดียวกันด้วย
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ทุกคนก็คงมั่นใจแล้วว่ามีจิตเจตสิกทั้ง ๒ อย่าง ไม่ใช่มีแต่จิตอย่างเดียว เพราะว่าสภาพธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น คงได้ยินคำว่าปฏิจจสมุปบาท จากการอ่านหนังสือบ้าง หรือว่าอาจจะได้ยินได้ฟังตามวัดวาอารามบ้าง ซึ่งหมายความถึงสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และเจตสิกจะเกิดโดยที่ไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยก็ไม่ได้
นี้ก็เป็นการทบทวนเท่าที่เราได้ผ่านมาแล้วหลายเดือน คือเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งอยู่ที่ตัวของทุกคน แล้วก็มีความละเอียดที่ว่าจิตและเจตสิกหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิตหนึ่ง และเจตสิกหนึ่ง แม้ว่าจิตจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ ซึ่งต่างกับรูปธาตุ ถ้าพูดถึงธรรมก็ใช้คำว่าธาตุได้ ความหมายเดียวกัน คือเป็นสิ่งที่มีและก็เกิดขึ้น แต่ว่าสภาพธรรมอย่างหนึ่งเกิด แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรม ส่วนสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมหรือนามธาตุ เกิดแต่ว่าต้องรู้ ซึ่งมีลักษณะที่ต่างกับรูปโดยสิ้นเชิง ๒ อย่างต้องแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง รูปไม่ว่าจะเป็นในอดีตปัจจุบันอนาคต รูปก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น คือรูปไม่เห็นอะไร และรูปก็ไม่หิว รูปก็ไม่โกรธ รูปไม่ใช่นามธรรมโดยประการทั้งปวง ส่วนนามธาตุเกิดขึ้นต้องเป็นจิต และเจตสิกประเภทต่างๆ เพราะฉะนั้นจะเป็นสภาพที่ไม่รู้ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นต้องเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
การที่จะรู้ว่ามีจิตหรือไม่ในขณะนี้ก็คือว่าเห็น มีใช่ไหม รูปเห็นไม่ได้ แต่ว่าขณะที่กำลังเห็น รูปปรากฎเพราะมีนามธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเห็น ที่เราใช้คำว่าจิต ถ้าบอกให้เข้าใจได้ง่ายว่าจิตเห็น ทุกคนเข้าใจ เพราะรู้สึกจะมีความเข้าใจพอสมควรในคำว่าจิต แต่ถ้าบอกว่าสภาพรู้หรือธาตุรู้ที่กำลังสามารถเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ไม่ว่าอย่างไรๆ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังพระธรรมในอดีตมาแล้วนาน ก็จะต้องได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก คือนามธรรม และรูปธรรม ต้องมีความเข้าใจสองอย่างให้มั่นคง เพื่อที่จะมีพื้นฐานที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา เป็นธรรมคือเป็นจิต เป็นเจตสิก และเป็นรูป สำหรับการสนทนาในวันนี้ ไม่ทราบว่าท่านผู้ฟังมีข้อสงสัยอะไรที่อยากจะสนทนาในวันนี้ไหม เพราะในคราวก่อนเป็นเรื่องของจิตว่าง
ผู้ฟัง ขออนุญาตถามท่านอาจารย์ ที่มีคนกล่าวว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว หรือจิตสั่ง ท่านอาจารย์ช่วยกรุณาอธิบายว่า กายหรือรูปธรรมไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะรับคำสั่งได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้ ซึ่งในขณะนี้จิตกำลังเห็น ในขณะที่เห็น ไม่ได้สั่งอะไรแน่นอนใช่ไหม เพราะว่ากำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น จิตประเภทนี้มีหน้าที่อย่างเดียวคือเห็น ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตทั้งหมด จึงต่างกันเป็น ๘๙ ประเภท จิตเห็นขณะนี้เป็นผลของกรรมที่ทำให้ไม่ใช่มีแต่รูป ที่เป็นมหาภูตรูปคือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้น แต่ยังมีรูปพิเศษที่อยู่กลางตา ที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้เป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตเห็นจะทำอย่างอื่นไม่ได้เลย จิตเห็น ไม่ว่าจะเกิดเมื่อใด ที่ไหน ก็ต้องเห็นอย่างเดียวเพราะว่าไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิตคิดนึก เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวัน ก็จะมีจิต ๖ ทางคือจิตทางตาเกิดขึ้นเห็น จิตทางหูเกิดขึ้นได้ยิน จิตทางจมูกก็สามารถที่จะรู้กลิ่นที่กระทบจมูก
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120
