สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๔
วันจันทร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๕
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นแม้จิตเห็นไม่มีวิตกก็เกิดได้ เพราะมีผัสสะและเจตสิกอื่นๆ รวม ๗ ดวง เพียงพอที่จะทำให้จิตซึ่งเป็นวิบากจิตเกิดขึ้นรับผลของกรรมหนึ่งกรรมใดที่ทำแล้วในอดีต ว่าเป็นกรรมดีจะหรือกรรมไม่ดี จึงส่งผลให้เป็นกุศลวิบาก ๕ ดวง และอกุศลวิบาก ๕ ดวง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางกาย แต่ในขณะที่จิตซึ่งมีเจตสิกเกิดขึ้นมากกว่านั้นคือ ๑๐ ดวง วิตกกับเกิดร่วมด้วย วิตกนั้นก็จรดในอารมณ์เดียวกันกับที่ผัสสะนั้นกระทบ วิจารก็ประคองการรู้ในอารมณ์นั้น อธิโมกข์ก็ปักใจมั่นคง ไม่สงสัย ซึ่งลักษณะของอธิโมกข์ ถ้าเราไม่เข้าใจจากการศึกษา ก็คงจะสับสนกับเอกัคคตาเหมือนกัน เพราะว่าเอกัคคตาเจตสิกก็เป็นสภาพที่มั่นคง เป็นสภาพของสมาธิที่มั่นคง แม้จิตเห็นที่เกิดขึ้นเพียงขณะเดียวมีเจตสิกแค่ ๗ ดวง มีเอกัคคตาเจตสิก
แต่ถ้าเป็นปัญจทวาราวัชชนะจิต ถ้าเป็นทางตา ก็เรียกว่าจักขุทวาราวัชชนะจิต คือจิตดวงแรกซึ่งกระทำทางให้เกิดวิถีจิตทางตา ถ้าขาดซึ่งวิตกซึ่งวิจารและอธิโมกข์แล้ว วิถีจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ มีการจรดในอารมณ์เดียวกับที่ผัสสะกระทบ มีการประคองในอารมณ์นั้น และมีความมั่นคงปักใจเพิ่มเติมไปกว่าการที่จะมีเพียงเอกัคคตา จึงทำให้วิถีจิตทางตาเกิดขึ้น ถ้าเป็นวิตกเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิต หรืออกุศลจิตในชวนจิตก็เป็นการตรึกนึกถึงสภาพธรรมบ้าง เป็นเรื่องราวของสภาพธรรมกว้างขวาง กว้างไกลขึ้น เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังศึกษาสิ่งที่ละเอียดมาก ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ความคิดนึกถึงเรื่องราว วิตก วิจาร อธิโมกข์ เป็นสภาพธรรมซึ่งมีลักษณะที่จรดในอารมณ์สำหรับวิตก หรือวิจารก็ประคองในอารมณ์เดียวกันกับที่วิตกจรด แล้วอธิโมกข์ก็ปักใจมั่นคงในอารมณ์เดียวกันนั้น
คุณสุรีย์ ความเกิดดับเร็วมากไม่สามารถจะพูดช้าๆ ได้ แต่ขออนุญาตพูดช้าเป็นจังหวะอย่างนี้ คือว่าอาศัยตากับรูปเกิดจักขุวิญญาณ คำว่าคือ ตา รูป และจักขุวิญญาณคือการเกิดผัสสะ ในขณะที่เกิดผัสสะการกระทบวิตกก็จรดในอารมณ์ที่กระทบอันนั้น นี่คือความต่างกันของจังหวะที่เขาเกิด แต่เขาเกิดเร็วจนเราไม่สามารถจะไปรู้ว่าเขาเกิดเมื่อไร แต่ขออนุญาตพูดช้าอย่างนี้ได้ไหม
ท่านอาจารย์ ก็เป็นการยาก เพราะว่านามธรรมละเอียดมาก แล้วก็อยู่ที่ตัวนี้เองเดี๋ยวนี้เอง จะกล่าวถึงเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดก็ไม่พ้นจากขณะจิต ซึ่งกำลังเกิดดับอยู่ที่แต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆ ว่าแม้การศึกษาการที่จะฟังเรื่องของนามธรรม ซึ่งไม่มีรูปร่างเลย ให้เกิดความเข้าใจความต่างอย่างละเอียดของเจตสิก ก็เป็นสิ่งซึ่งค่อยๆ พิจารณาถึงจิตอื่นๆ ด้วย เช่น จะเห็นได้ว่าบางจิตไม่มีวิตกเลย แต่เกิดได้ ต่อไปก็จะมีจิตอื่นอีกที่ไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ แต่ก็ไม่มีวิตกเจตสิกก็เกิดได้ ก็เป็นเรื่องของความละเอียดตามลำดับขั้นของจิต แต่ว่าการศึกษาที่จะให้เข้าใจธรรม ก็ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
เดี๋ยวนี้มีเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ก่อนเห็นก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ เพราะว่าเฉพาะ ๑๐ ดวงนี้เท่านั้นที่น้อยที่สุด และหลังจากเห็นก็จะมีจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ จิตที่ทำหน้าที่เห็น ได้ยินทั้งวันก็ให้ทราบว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่จิตที่สลับมากมายกว่านั้น ก็ต้องต่างกันไปว่าจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากหรือน้อยอย่างไร เช่น จิตที่เกิดก่อนเป็นปัญจทวาราวัชชนะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง คุณสุรีย์ต้องการช้าๆ ใช่ไหม ปัญจทวาราวัชชนะจิตดับแล้ว พร้อมเจตสิก ๑๐ ดวง ต่อจากนั้นก็ขณะเห็นเป็นจักขุวิญญาณมีเจตสิกเกิด ๗ ดวงขณะนี้เองแล้วก็ดับ จิตดวงต่อไปขอเชิญคุณสุภีร์
อ.สุภีร์ สัมปฏิจฉันนจิต ก็มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ดวงเช่นเดียวกัน แล้วก็จิตขณะต่อไปก็จะเป็น สันตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต ซึ่งในสันตีรณจิตกับโวฏฐัพพนจิตบางประเภทก็จะมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยเพิ่มอีก ตอนนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงเจตสิกที่เกิดประกอบรวมด้วย ตอนนี้ก็ถึงปัญจทวาราวัชชนะ มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภท ต่อมาวิธีที่ ๒ ก็คือทวิปัญจวิญญาณ มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๗ ประเภท ต่อมาสัมปฏิจฉันนะเป็นวิธีที่ ๓ มีเจตสิกเกิดประกอบด้วย ๑๐ ประเภท ส่วนวิธีเราต่อๆ ไปก็จะมีจิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยมากกว่านั้นอีก
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบลืมสัมปฏิจฉันนะหรือยัง หมายความถึงจิตที่ทำกิจอะไร
อ.สุภีร์ เป็นจิตที่รับอารมณ์ต่อมาจากทวิปัญจวิญญาณ ก็คือสัมปฏิจฉันนะก็มี ๒ ประเภท เช่นเดียวกับทวิปัญจวิญญาณนั่นเอง เพราะเหตุว่ามีส่วนที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ดวง กับอกุศลวิบาก ๑ ดวง เพราะว่าสัมปฏิจฉันนจิตก็เป็นวิบากจิตเช่นเดียวกับทวิปัญจวิญญาณ
คุณสุรีย์ ดิฉันว่าคนธรรมดาคิดไม่ออก คือว่าควรจะมากไปตามลำดับ นี่มากกว่า ๑๐ แล้วมา ๗ แล้วสิบๆ ๆ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่สามารถจะหยั่งรู้ปัญญาอย่างเราได้แต่รู้ตาม เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะถามเหตุผล
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่ถ้ารู้ความละเอียดขึ้น ก็ยิ่งเห็นความน่าอัศจรรย์ เพราะว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตต้องเกิดที่รูป ก็ยิ่งเห็นความต่างกัน ว่าขณะที่เป็นภวังคจิตจิตอยู่ที่ไหน เกิดที่ไหน ต้องมีที่เกิดใช่ไหม เกิดที่รูปๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นที่เกิดของจิตส่วนใหญ่ทั้งหมด รูปนั้นก็มีชื่อว่า"หทยวัตถุ" ตอนที่เพิ่งเกิด ไม่มีรูปหัวใจเลย แต่แม้แต่เพียงรูปที่เล็กที่สุด รูปนั้นเป็นที่เกิดของจิต ก็เป็นหทยวัตถุ แต่เมื่อร่างกายเจริญเติบโตขึ้น หทยวัตถุก็อยู่ตรงกลางหัวใจ เป็นที่เกิดของจิตส่วนใหญ่ เว้น ๑๐ ดวง คือ ๑๐ ดวงก็เป็นที่ยืนยันว่าเป็นจิตที่เกิดดับ ปรากฏ ในชีวิตประจำวัน และก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุดคือ ๗ ดวง เท่านั้น จากนั้นก็เป็นจิตอื่นๆ และที่เกิดก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นสำหรับจิตอื่นทั้งหมด แม้แต่ปฏิสนธิจิต ซึ่งยังไม่มีรูปร่างของหัวใจเลย แต่ก็มีรูปเป็นที่เกิด ก็เป็นหทยวัตถุ
เพราะฉะนั้นเมื่อเราหลับสนิท จิตเกิดที่รูปก็เป็นหทยวัตถุๆ ก็เกิดดับด้วย แต่เวลาที่มีสิ่งที่กระทบจักขุปสาท เป็นปัจจัยให้ปัญจทวาราวัชชนะจิต คือเริ่มรู้สึกตัว ไม่ใช่ภวังค์ ถ้าภวังค์จะไม่รู้อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย แต่เวลาที่จะรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใด ต้องเป็นวิถีจิต คือเริ่มที่จะมีการรู้อารมณ์ที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดที่หทยวัตถุ แต่สามารถที่จะรู้ว่ามีอารมณ์กระทบที่ปสาท เมื่อปัญจทวาราชนะจิตดับ ถ้าเป็นทางตาจักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้นเห็นพร้อมเจตสิก ๗ ดวง เท่านั้นแล้วดับ แต่จิตที่เกิดสืบต่อไม่เห็น เพียงแต่ว่ารับรู้อารมณ์ต่อจากจักขุวิญญาณ เพราะฉะนั้นจิตนั้นจึงต้องมีวิตกเจตสิก ที่จะตรึกถึงอารมณ์ที่จักขุวิญญาณเห็น พร้อมทั้งวิจารเจตสิก
เมื่อวิตกเกิดแล้ว วิจารเจตสิกก็เกิดด้วยพร้อมกันในขณะนั้น ประคองการที่จะรู้อารมณ์นั้น ประคองวิตกและสภาพธรรมในขณะนั้นให้รู้อารมณ์เดียวกัน แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิกด้วย เพราะฉะนั้นสัมปฏิจฉันนะไม่เห็น จึงต้องมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก เกิดร่วมด้วยเป็น ๑๐ ดวง ก็จะมี ๗ แล้วก็เพิ่มเป็น ๑๐ ต่อไปก็จะเพิ่มอีก แต่ตอนนี้ให้ทราบว่าเมื่อจักขุวิญญาณโสตวิญญาณพวกนี้ดับแล้ว จิตต่อไปที่ทำกิจสืบต่อ เช่น สัมปฏิจฉันนะ เป็นผลของกรรมเดียวกันที่ทำให้เห็น เพราะฉะนั้นกรรมไม่ใช่ทำให้จักขุวิญญาณเห็นแล้วดับไปเท่านั้น ยังทำให้สัมปฏิจฉันนจิตรับต่อ ซึ่งต้องมี วิตก วิจาร อธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเกิดที่หทยวัตถุ ส่วนจักขุวิญญาณเกิดที่จักขุปสาท นี่เป็นความต่างกันของสภาพธรรมในขณะนี้เอง จิตเกิดที่ไหน ทำกิจอะไร และต่างกัน
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เพราะว่าสัมปฏิจฉันนะไม่ได้เห็น เพียงตรึกในอารมณ์ที่ปรากฏอันนี้ก็แน่นอนเลย เพราะเขาไม่ได้เห็นเพียงตรึกในอารมณ์
ท่านอาจารย์ ต้องมีวิตกวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วยพร้อมอธิโมกข์
ผู้ฟัง ภวังคจิต แล้วสัมปฏิจฉันนะ แต่ก็มีวิตกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นจิตอะไร
ท่านอาจารย์ อารมณ์ เจตสิกทั้งหมดที่เกิดพร้อมจิตรู้อารมณ์เดียวกับจิต ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทใดทั้งสิ้น เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตนั้นต้องรู้อารมณ์เดียวกับจิต เวทนาเจตสิกก็รู้สึกในอารมณ์นั้นที่จิตรู้ มีอารมณ์เดียวกันทั้งหมด
ผู้ฟัง ภวังคจิตเขาตรึกอารมณ์ไหนก็ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครรู้ เพราะว่าไม่ใช่วิถีจิต
คุณสุรีย์ ภวังค์ซึ่งเป็นวิบากจิต จะเหมือนหรือต่างกันกับภวังค์ซึ่งเป็นปฏิสนธิจิต คือเป็นปฏิสนธิจิตแน่ๆ แต่เหมือนหรือต่างกัน สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ พวกเจตสิกธรรม
ท่านอาจารย์ ต่อไปจะทราบว่าจิตที่ทำภวังคกิจ หรือทำปฏิสนธิกิจได้มีเท่าไร สัมปฏิฉันนจิตทำปฏิสนธิกิจไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะมีเจตสิกเท่ากันกับปฏิสนธิไม่ได้
ผู้ฟัง เป็นเพียงวิบากเหมือนกัน ก็เลยถามขึ้นมาว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วภวังค์มีเจตสิกธรรมเท่าไร
ท่านอาจารย์ มีเท่าไรใช่ไหม แล้วแต่ประเภทของปฏิสนธิจิต เพราะว่าปฏิสนธิจิตไม่เหมือนกันเลย เกิดเป็นพรหม เกิดเป็นเทวดา หรือว่าเกิดเป็นมนุษย์ หรือว่าเกิดในนรกเกิดเป็นเปรต พวกนี้ก็ปฏิสนธิจิตต่างกัน แต่มีปฏิสนธิจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง แต่ไม่ใช่สัมปฏิจฉันนจิตทำกิจปฏิสนธิ ผ่านสัมปฏิจฉันนะจิตได้หรือยัง มีไหมเดี๋ยวนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไรทราบแล้วสิตอนนี้ เท่าไร ๑๐ ดวง ขอเชิญคุณสุภีร์
อ.สุภีร์ เจตสิกทั้ง ๑๐ ดวง ซึ่งก็มีสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ประเภท กับปกิณณก ๓ ประเภท ที่ได้กล่าวไปแล้ว ที่เป็นปกิณณกก็มี วิตก วิจารแล้วก็อธิโมกขเจตสิก ซึ่งวิตกกับวิจารเจตสิกนี้ ถ้าว่ากันเฉพาะจิตที่เป็นกามาวจรจิตแล้ว ก็ไม่เกิดกับจิต ๑๐ ประเภทเท่านั้นเอง แต่ว่าอธิโมกขเจตสิก ก็มีพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ก็คือว่าไม่เกิดกับจิต ๑๑ ประเภท ก็คือในทวิปัญจวิญญาณนั้น ๑๐ ประเภทไปแล้ว และไม่เกิดร่วมกับโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมประยุตต์ด้วย เพราะเหตุว่าลักษณะของอธิโมกขเจตสิก เป็นเจตสิกที่ปักใจ และไม่สงสัยในอารมณ์นั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับวิจิกิจฉา
วิจิกิจฉา เป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกที่เป็นอกุศล มีความสงสัยในอารมณ์ ก็คือในเรื่องของสภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก รูป หรือว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ตาม นี่เป็นลักษณะของวิจิกิจฉาเจตสิก ซึ่งตรงกันข้ามกับอธิโมกขเจตสิก เพราะว่าอธิโมกขเจตสิก เป็นเจตสิกที่ปักใจ ไม่สงสัยในอารมณ์ ตรงกันข้ามกับวิจิกิจฉาเจตสิก ฉะนั้นจึงไม่เกิดร่วมกับโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ด้วย ก็เป็นความต่างกันของวิตก วิจาร และอธิโมกข์ ซึ่งวิตก วิจารนี้ ถ้าว่าเฉพาะจิตที่เป็นกามาวจรจิตแล้ว ไม่เกิดกับจิต ๑๐ ประเภทเท่านั้นเอง แต่ว่าอธิโมกขเจตสิก ไม่เกิดกับจิต ๑๑ ประเภท ก็คือทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ แล้วก็โมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์อีก ๑ ดวง
ปกิณณกเจตสิกประเภทที่ ๔ ประเภทต่อไปก็คือ วิริยะเจตสิก เป็นเจตสิกที่อุตสาหะ ช่วยให้เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ก็คือสหชาตธรรมทั้งหมดมีความอุตสาหะในการประกอบกิจหน้าที่การงาน วิริยะเจตสิกในภาษาไทยเราก็ใช้กันว่าความขยันขันแข็ง ความเพียร อะไรอย่างนี้ ในทางที่เป็นความหมายของวิริยเจตสิกก็โดยคล้ายๆ กันนั่นเอง แต่ว่าวิริยเจตสิกมีความละเอียดมากกว่าความหมายที่เราเข้าใจ วิริยเจตสิกเป็นเจตสิกที่อุตสาหะ ทำให้เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย หรือว่าให้จิตที่เกิดร่วมด้วย สหชาตธรรมขยันขันแข็ง หรือว่ามีวิริยะในการประกอบกิจหน้าที่การงานของตนๆ ซึ่งวิริยเจตสิกก็เกิดกับจิตแทบทุกประเภทเช่นเดียวกัน ไม่เกิดกับจิต ๑๖ ประเภท ซึ่งเป็นอเหตุกจิต ซึ่งเมื่ออธิบายมาถึงวิริยเจตสิกนี้ก็ควรกล่าวถึงอเหตุกจิตด้วย จึงจะสามารถเข้าใจในเรื่องของจิต แล้วก็เจตสิกอื่นๆ ได้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
อเหตุกจิต ก็คือจิตที่ไม่มีเหตุเจตสิกเกิดร่วมด้วย เหตุเจตสิกก็มี ๖ ประเภท ก็คือโลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ อโลภะ ๑ อโทสะ ๑ อโมหะ ๑ เหตุเจตสิกมี ๖ ประเภท จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิกทั้ง ๖ ประเภทนี้เกิดร่วมด้วยเรียกว่า"อเหตุกจิต" มีอยู่ ๑๘ ประเภทด้วยกัน ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วก็นับจำนวนตามวิถีจิตที่เราได้ร่วมกันศึกษามาแล้วก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น อเหตุกจิต ก็คือจิตที่ไม่มีเหตุเจตสิกเกิดร่วมด้วยมี ๑๘ ประเภท ก็นับเรียงไปตามลำดับของวิถีจิต อเหตุกจิตประเภทที่ ๑ ก็คือปัญจทวาราวัชชนะ ๑ ต่อไปก็เป็นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ รวมเป็น ๑๑ แล้ว และสัมปฏิจฉันนจิตอีก ๒ รวมเป็น ๑๓ ต่อไปสันตีรณจิตมี ๓ ประเภทรวมเข้าไปก็เป็น ๑๖ ประเภทแล้ว ต่อไปก็เป็นจิตที่เป็นมโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งมโนทวาราวัชชนจิตก็ทำได้ ๒ กิจ ที่ได้ศึกษาไปแล้ว ก็คือทำกิจอาวัชชนะทางมโนทวารอย่างหนึ่ง กับทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวารอย่างหนึ่ง ก็เป็นอเหตุกจิตประเภทที่ ๑๗ ส่วนอเหตุกจิตอีกประเภทหนึ่งก็เป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ รวมเป็นอเหตุกจิต๑๘ ประเภท
กล่าวอีกรอบหนึ่งก็มีปัญจทวาราวัชชนะจิต ๑ ดวง ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ เป็น ๑๑ สัมปฏิจฉันนะอีก ๒ เป็น ๑๓ สันตีรณจิตอีก ๓ เป็น ๑๖ มโนทวาราวัชชนจิตอีก ๑ เป็น ๑๗ และอเหตุกจิตซึ่งเป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์อีก ๑ ถ้าว่าโดยชื่อก็เรียกว่า"หสิตุปปาทจิต" อีก ๑ รวมเป็น ๑๘ ประเภท ซึ่งวิริยะเจตสิกนี้ ก็ไม่เกิดกับอเหตุกจิต ๑๖ ประเภทเท่านั้นเอง ก็คือเกิดกับจิตนอกนั้นทั้งหมดเลย ไม่เกิดกับอเหตุกจิต ๑๖ ประเภท
ท่านอาจารย์ เยอะเลยใช่ไหม ค่อยๆ จำ ค่อยๆ เข้าใจ โดยที่ว่าคงจะไม่ต้องท่อง แต่หมายความว่าเราเริ่มตั้งแต่ภวังคจิต ซึ่งไม่รู้อะไรเลย และก็เริ่มที่จะรู้อารมณ์ คือต้องอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน ซึ่งเวลาที่เป็นวิถีจิตต้องอาศัยทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสำหรับทางตาที่กำลังเห็น เราก็เริ่มตั้งแต่ก่อนเห็น ต้องเป็นภวังค์ แล้วก็มีปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นจิตที่รู้สึกตัวว่ามีอารมณ์กระทบ คำว่า"อาวัชชนะ" ก็รำพึงถึง แต่ไม่ใช่รำพึงยาวๆ เพียงแค่รู้สึก เป็นจิตขณะแรกที่เพิ่งรู้สึกดับไป
แล้วต่อจากนั้นก็เป็นจิตดวงหนึ่งดวงใดที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ คือเห็น หรือได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ความหลากหลายความวิจิตรของจิตจะเห็นได้ว่าขณะที่กำลังเป็นภวังค์ เป็นวิบากจิต ทำให้ต้องดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้อยู่ ยังไม่สิ้นสุด ความเป็นบุคคลนี้ เพื่อจะรับผลของกรรม ทางตาต้องเห็น ทางหูต้องได้ยิน ทางจมูกต้องได้กลิ่น ทางลิ้นต้องลิ้มรส ทางกายต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เลือกได้ไหม บอกให้ผัสสะกระทบแข็งได้ไหม หรือบอกให้ผัสสะกระทบกลิ่นก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นเห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมจริงๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องมีปัจจัย ถ้าเป็นจิตเกิดไม่ใช่รูปเกิด ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากน้อยตามกิจการงาน หน้าที่ของจิตนั้นๆ เพราะฉะนั้นเราก็ได้เริ่มจากจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดน้อยที่สุด ซึ่งไม่ลืมแล้วทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง แล้วก็จิตที่มีเจตสิกเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ ดวง ได้แก่ จิตที่เกิดก่อนจิตเห็น คือวิถีจิตแรก คือปัญจทวาราวัชชนจิต เมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวงดับ จิตเห็น จิตได้ยิน มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงดับ ต่อจากนั้น สัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งรับรู้สิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส หรือโผฏฐัพพะทางทวารหนึ่งทวารใด เพราะเหตุว่าจิตนั้นเป็นจิตที่รับรู้อารมณ์นั้นต่อ จึงชื่อว่าสัมปฏิจฉันนะ รับอารมณ์นั้นต่อ ซึ่งต้องอาศัยเจตสิกเพิ่มขึ้นจาก ๗ เพราะเหตุว่าต้องมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย
และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิตซึ่งเป็นวิบากจิต เพราะว่ากรรมไม่ได้ทำให้เพียงแต่จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณเหล่านี้เกิด ยังต้องทำให้สัมปฏิจฉันนะซึ่งเป็นวิบากเกิดรับรู้ต่อ และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิตเกิดรับรู้อารมณ์ต่อจากจิตเห็นจิตได้ยินเหล่านี้แล้วดับไป จิตที่เกิดต่อก็ยังเป็นวิบากจิต ทำกิจพิจารณา ตอนนี้ก็คงจะเหมือนจิตรำพึงถึงคิดว่ายาวมากความจริงชั่ว ๑ ขณะ เพราะฉะนั้นพิจารณาที่นี้ก็เพียง ๑ ขณะ มีความรู้ไม่ใช่เพียงรับ สัมปฏิจฉันนจิตรับต่อ แต่สันตีรณจิตพิจารณาคือรู้กว่าเพิ่มขึ้น หลังจากที่สัมปฏิจฉันนะดับไปแล้ว
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120