สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๖
วันจันทร์ที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๖
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ที่อ่านพระสูตร มีประโยคที่บอกว่าสัตว์ทั้งหลายถูกนิวรณ์ครอบงำ เวลานี้เรารู้จักเจตสิกต่างๆ ซึ่งคุณสุภีร์ก็กล่าวแล้ว คำใหม่ขึ้นมาคือ นิวรณ์ ช่วยขยายคำนี้ด้วย
อ.อรรณพ นิวรณ์ คืออกุศลธรรมที่กลุ้มรุม หรือว่าเมื่อเกิดแล้วกางกั้นไม่ให้กุศลธรรมเกิด ซึ่งนิวรณ์ท่านแสดงไว้ทั้งนัยที่เป็นนิวรณ์ ๕ และนิวรณ์ ๖ นิวรณ์ก็มี กามฉันทนิวรณ์ ก็คือโลภะ โลภะเป็นสภาพที่ติดข้องใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะที่มีความติดข้องในขณะนี้ ยินดีในสิ่งที่ปรากฏทางตาที่สวยงาม ขณะนั้นโลภะที่เกิดขึ้นกับจิตนั้น ขณะนั้นก็เป็นกามฉันทนิวรณ์ ซึ่งขณะนั้นก็เกิดพร้อมกับฉันทะด้วย เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านทรงแสดงนิวรณ์ในลักษณะที่เป็นอกุศลที่มีกำลังถึงขั้นที่จะกลุ้มรุมจิตใจ เพราะว่าอกุศลแม้จะทรงแสดงไว้ ๓ ระดับ คืออนุสัยกิเลส คือกิเลสที่ตามนอนอยู่ในจิต ไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน และกิเลสที่เป็นขั้นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน ส่วนวีติกกมกิเลส ก็คือกิเลสที่มีกำลังถึงขั้นล่วงอกุศลกรรมบถสำเร็จเป็นกรรมที่จะให้ผลเป็นวิบากต่อไปได้
สำหรับปริยุฏฐานกิเลส ก็ยังมีความเบาความหนักแตกต่างกันด้วย ถ้าเป็นอกุศลประเภทที่เป็นอาสวะก็บางเบา แม้สิ่งที่ปรากฏทางตา ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร วิถีจิตทางตา เพียงแต่มีสีนั้นเป็นอารมณ์ ความติดข้องความยินดีก็เกิดขึ้นแล้ว อันนั้นก็เป็นอาสวะที่บางเบา ถ้าเป็นในลักษณะที่มีกำลังขึ้น ถึงขั้นกลุ้มรุม หรือว่ากางกั้น ก็เป็นลักษณะของนิวรณ์ ซึ่งก็มีโลภะเป็นกามฉันทนิวรณ์ โทสะเป็นพยาปาทนิวรณ์ ความลังเลสงสัย คือวิจิกิจฉาก็เป็นวิจิกิจฉานิวรณ์ ความโงกง่วง คือถีนมิทธะก็เป็นนิวรณ์ด้วย และสำหรับอวิชชา อย่างในสูตรนี้พระองค์ท่านก็แสดงว่าอวิชชาเป็นนิวรณ์ เพราะฉะนั้นนิวรณ์มีทั้งนัยนิวรณ์ ๕ และนิวรณ์ ๖ โดยสภาพแล้วก็เป็นสภาพที่ครอบงำ กลุ้มรุม ซึ่งในที่นี้ท่านแสดงว่ามีลักษณะของการหุ้มห่อ โดยเฉพาะอวิชชา เพราะเป็นพระสูตรที่ทรงแสดงให้เห็นถึงโทษของอวิชชา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นนิวรณ์ คือเป็นสภาพที่หุ้มห่อกลุ้มรุม กางกั้นไม่ให้กุศลจิตเกิด หรือไม่ให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ วันนี้ก็เริ่มที่จะรู้ลักษณะของอกุศลเจตสิก และก็นิวรณ์ไม่ใช่ชื่อของเจตสิกหนึ่งเจตสิกใด แต่เป็นประเภทของเจตสิกประเภทหนึ่ง ซึ่งเราสามารถที่จะรู้ได้ อย่างวันนี้ถ้าไม่บอกก็คงจะไม่มีใครรู้ว่า มีนิวรณ์อะไรบ้าง เพราะเหตุว่านิวรณ์เป็นอกุศลธรรมที่กั้นกุศลธรรม จะมาที่นี่ลำบากไหม บางท่านอาจจะถึงเวลาน้ำชา หรือว่ารับประทานอาหาร แล้วก็อาจจะคิดว่าจะมาดีหรือไม่มาดี ถ้ามาได้นิวรณ์คืออกุศลนั้นก็ไม่เป็นเครื่องกั้น แต่ว่าถ้าเวลาที่เราอยากจะทำดีบางอย่าง แล้วก็จะทำหรือไม่ทำ สมมติว่ากำลังดูโทรทัศน์รายการที่สนุกมาก กำลังเพลิดเพลิน แล้วก็มีรายการธรรมตรงกันในเวลานั้น ตอนนี้เห็นลักษณะของนิวรณ์ไหม จะดูต่อไป หรือว่าจะไปฟังพระธรรม คือในชีวิตประจำวันจริงๆ เพราะว่าอกุศลเราจะค่อยๆ เห็นตามลำดับ เราไม่สามารถที่จะเห็นกิเลสอย่างละเอียดได้ทันที การดับกิเลสต้องดับถึงกิเลสอย่างละเอียด คือดับเชื้อของกิเลสเลย แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าวันหนึ่งๆ มีกิเลสอะไรบ้าง ก็ไม่สามารถที่จะไปรู้ถึงกิเลสละเอียดที่จะดับได้
เพราะฉะนั้นกิเลสที่เป็นนิวรณ์ ก็เป็นกิเลสที่เกิดกลุ้มรุม ทำให้ขณะนั้นไม่สามารถที่จะเป็นกุศลได้ บางอย่างตั้งแต่เด็ก บางคนก็ซน แล้วก็สนุก ผู้ใหญ่ขอให้ช่วยทำอะไรนิดหน่อยทำได้ไหม ไม่ได้ ทั้งๆ ที่บอกว่ากุศล ถ้าช่วยก็จะเป็นกุศลประเภทหนึ่ง เด็กบางคนก็ยอมทำ เพราะว่าขณะนั้นรู้ว่าเป็นกุศล แต่บางคนก็ขอเล่นวิ่งไปเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่านิวรณ์คืออกุศลซึ่งกลุ้มรุม ทำให้ขณะนั้นไม่สามารถที่จะกระทำสิ่งที่ดีได้ ก็เป็นเรื่องที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วเราก็ค่อยๆ จะรู้จักว่านิวรณ์มีอะไรบ้าง แต่ความจริงอกุศลจิตทุกประเภทเป็นนิวรณ์ เพราะว่ากั้นความดีทั้งหมด
อ.สุภีร์ นิวรณ์ก็เป็นสภาพธรรมที่กางกั้น หรือว่าปิดกั้นคุณงามความดี หรือว่าปิดกั้นกุศลธรรม โดยสภาพธรรมก็คืออกุศลจิตทุกประเภทนั่นเองเป็นนิวรณ์ เพราะเหตุว่านิวรณ์เป็นประเภทของอกุศลเจตสิก นิวรณ์ที่ท่านแสดงไว้มีทั้งนิวรณ์ ๕ และนิวรณ์ ๖ ถ้ากล่าวถึงนิวรณ์ ๖ ก็ได้แก่ อกุศลเจตสิก ๘ ประเภท เป็นนิวรณ์ ๖ อย่าง โดยชื่อของนิวรณ์มี ๖ อย่าง แต่ว่าโดยสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกแล้วมีเจตสิกอยู่ ๘ ประเภท ที่เป็นอกุศลเจตสิกที่เป็นนิวรณ์ ซึ่งอกุศลเจตสิกที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๘ ประเภทนี้ ก็เกิดกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ประเภทนั่นเองตามความเหมาะสม ซึ่งนิวรณ์อย่างหนึ่งที่ชื่อว่า อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ก็คืออุทธัจจะ คืออุทธัจจเจตสิก กุกกุจจะ ก็คือกุกกุจจเจตสิก อุทธัจจเจตสิกอย่างเดียว ก็เกิดกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ประเภทเลย โดยรวมก็คืออกุศลจิตทุกๆ ประเภทนั่นเองเป็นนิวรณ์ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่ขวางกั้น หรือว่าปิดกั้นกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น
เมื่อนิวรณ์เกิดก็ขณะนั้นเป็นอกุศล เป็นสภาพธรรมที่ปิดกั้น ขวางกั้นกุศลธรรม นิวรณ์ว่าโดยชื่อแล้วก็มี ๖ อย่าง ว่าโดยสภาพธรรมก็มีอยู่ ๘ อย่างด้วยกัน ก็มี ๑. กามฉันทนิวรณ์ ได้แก่ โลภเจตสิก ๒. พยาปาทนิวรณ์ ได้แก่ โทสเจตสิก ๓. ถีนมิทธนิวรณ์ได้แก่เจตสิก ๒ ประเภท ก็คือถีนเจตสิก กับมิทธเจตสิก ๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ โดยสภาพธรรมก็มีอยู่ ๒ อย่างก็คือ อุทธัจจเจตสิก กับกุกกุจจเจตสิก ๕. วิจิกิจฉานิวรณ์ ก็คือวิจิกิจฉาเจตสิกที่สงสัยในสภาพธรรม นิวรณ์อย่างที่ ๖. ก็คืออวิชชานิวรณ์ ได้แก่ โมหเจตสิก
ฉะนั้นว่าโดยภาพรวมแล้ว นิวรณ์ได้แก่อกุศลจิตทุกๆ ประเภทนั่นเองที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานปิดกั้นกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะเหตุว่าในกลุ่มของโมหเจตสิกที่เป็นโมจตุกะ มีโมหเจตสิก ๑ อหิริกเจตสิก ๑ อโนตตัปปเจตสิก ๑ และอุทธัจจเจตสิก ๑ ในประเภทที่เป็นโมจตุกะนี้มี ๒ เจตสิก ที่เป็นนิวรณ์ ก็คือโมหเจตสิกเป็นอวิชชานิวรณ์ อุทธัจจเจตสิกเป็นส่วนหนึ่งของอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ซึ่งเจตสิก ๔ ประเภทที่เป็นโมจตุกะเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภทเลย ก็คือเกิดกับอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ประเภท ฉะนั้นท่านจึงเรียกชื่อโมจตุกะอีกชื่อหนึ่งว่า "อกุศลสาธารณเจตสิก" ก็คือเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกประเภท ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า อกุศลสาธารณเจตสิก
ท่านอาจารย์ ฟังเรื่องชื่อของเจตสิกไปก่อน ไม่ต้องกังวล เพราะว่ารู้สึกว่าชื่อ ๑๔ ชื่อไม่ค่อยจะคุ้นหู ก็ผ่านไปๆ แต่ก็จะย้ำ และก็จะซ้ำจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวันได้ ประโยชน์ก็คือขณะนี้รู้เรื่องนิวรณ์แล้วใช่ไหมว่าได้แก่ อกุศลจิตซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ขัดขวางกุศลไม่ให้กุศลจิตเกิด ขณะใดก็ตามที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นอกุศลจิตเกิดไม่ได้ ถ้าอกุศลจิตเกิดแล้วไม่รู้ ก็จะมีอกุศลจิตวันหนึ่งมากเลย และการที่เราได้รับฟังพระธรรม ประโยชน์ก็คือว่าสามารถที่จะเห็นโทษของอกุศล แล้วก็เห็นประโยชน์ของกุศล
เพราะแม้แต่เพียงนิวรณ์ ถ้าเราเกิดจะไม่ทำอะไรเพื่อใครแม้สักนิดสักหน่อย เพราะว่ากุศลก็มีหลายอย่าง กุศลที่เป็นทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่คนอื่นก็มี หรือกุศลที่เป็นการวิรัติทุจริต หรือการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ขณะนั้นก็เป็นเรื่องของศีล ถ้าเราไม่สามารถที่จะกระทำได้ ขณะนั้นพอที่จะระลึกได้ไหมว่ามีนิวรณ์ ขณะนั้นเป็นอกุศลจิตเกิดแล้ว แล้วถ้าเราไม่เห็นนิวรณ์นั้น เราก็จะไม่ทำกุศล แต่บางคนพอรู้ว่าขณะนั้นเราไม่ทำกุศลเพราะอะไร เพราะเหตุว่ามีนิวรณ์นี่เองกำลังเกิดกั้นไม่ให้เราสามารถที่จะกระทำได้ อย่างน้อยที่สุดถึงแม้ว่าเราไม่สามารถจะทำได้ ก็ยังมีความรู้ว่าขณะนั้นมีอกุศลจิตเกิดขึ้น แล้วก็มีอกุศลธรรม ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็จะสะสมสืบต่อเป็นอุปนิสัย ทำให้แต่ละคนมีอุปนิสัยต่างกัน บางคนก็ช่วยเหลือคนอื่นง่ายมาก พร้อมที่จะช่วยทุกโอกาส แต่บางคนก็ทำไมต้องช่วย เขาทำเองก็ได้ใช่ไหม อันนี้ก็เป็นอัธยาศัยซึ่งถ้ายังไม่เห็นว่าอย่างใดจะดีกว่ากัน แล้วเราสามารถที่จะสะสมทางฝ่ายกุศลได้ไหม ถ้าเรายังคงพระธรรมก็อยู่ในหนังสือ แต่ตัวจริงๆ มีอยู่ในชีวิตประจำวันทุกขณะ
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเข้าใจพระธรรมจริงๆ ก็สามารถที่จะเกื้อกูลชีวิตให้เป็นไปในทางกุศลยิ่งขึ้น แล้วอย่าคิดว่าเล็กน้อย น้ำทีละหยดโอ่งไหนจะเต็ม โอ่งของอกุศลหรือว่าโอ่งของกุศล นี่ก็เป็นเรื่องที่ได้ฟังแล้วก็ต้องคิดแล้วก็ต้องพิจารณา เพราะเหตุว่าปัญญาที่เกิดจากการฟัง ก็จะเกื้อกูลทำให้ปัญญาที่เกิดกับกุศลอื่นๆ เจริญขึ้นด้วย
สำหรับเรื่องของโมหเจตสิกมีข้อสงสัยอะไรไหม เจตสิกที่เป็นมูลของอกุศลทั้งหลาย ก็คือความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ยังคิดว่าเป็นตัวเรา ทั้งๆ ที่ก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตา แม้ว่าไม่เห็นก็ยังคิดว่ามีคนนั้น ถูกหรือผิด ไม่เห็นเลย ยังจำไว้ จำไว้ทุกอย่าง ก็เป็นอกุศลสัญญา เป็นอัตตสัญญา ไม่ใช่เป็นอนัตตสัญญา เพราะเหตุว่าถ้าทางโลกใช้คำว่าคนนั้นฉลาด คนนั้นมีปัญญาสามารถที่จะสร้างสิ่งอัศจรรย์ต่างๆ ได้ นั่นไม่ใช่ปัญญา ก็ยังคงเป็นอวิชชาอยู่ เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ คือเห็นแล้วก็คิด แล้วก็ได้ยินแล้วก็คิด ทั้งๆ ที่กำลังเห็นกำลังได้ยิน ความคิดมากมายอยู่ในระหว่างนั้นทั้งกุศล และอกุศล เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ว่าจะกล่าวว่ามีสติปัญญา ถ้าบางคนก็ใช้คำว่าในทางโลก แต่ความจริงไม่ใช่โลกียปัญญาด้วย ในทางธรรมก็ไม่ใช่
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความต่างของปัญญาเจตสิกกับโมหเจตสิก ไม่ใช่หมายความว่าทางผู้ที่มีความรู้ด้านนั้นด้านนี้ มีความสามารถในการแพทย์ ในวิทยาศาสตร์ ในการก่อสร้าง จะเป็นผู้ที่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดแล้วดับในขณะนี้ได้ เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็เป็นอวิชชา เป็นโมหะ ไม่ใช่เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นภาษาของโลกที่ใช้กันทุกวันนี้ โดยใช้คำในภาษาบาลี เวลาที่ศึกษาธรรมแล้วก็ต้องเข้าใจความหมายนั้นให้ถูกต้องด้วยว่า ทางธรรมหมายความถึงสภาพธรรมจริงๆ ทุกคำที่ใช้ บัญญัติให้รู้ว่าหมายความถึงสภาวะธรรมใด มีลักษณะอย่างใด
ผู้ฟัง คนที่มีการศึกษาทางโลกหมายถึงปริญญาเอก จะเรียกว่าเขามีปัญญาได้หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ปัญญาเจตสิกเป็นสภาพที่เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ถูกต้องตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง แต่สิ่งที่เขาเรียนมา เขาก็ว่าเป็นจริง ของจริง
ท่านอาจารย์ เขาไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเขาจะว่าอะไรก็เขาว่า
ผู้ฟัง โมหเจตสิกเมื่อเกิดขึ้นจะปกปิดใช่ไหม ปิดบังสภาพธรรมไม่ให้ทราบ ถ้าเป็นในขณะที่เราเกิดกุศลจิตก็แสดงว่าไม่มีโมหเจตสิกเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงเราก็ไม่รู้สภาพธรรมถ้าเราไม่ได้ยินได้ฟังธรรม อันนี้อธิบายอย่างไร
อ.อรรณพ แม้ว่าในขณะที่กุศลจิตเกิดขึ้น แต่เป็นกุศลจิตที่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญาใช่ไหม ขณะนั้นไม่มีโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะโมหเจตสิกเป็นอกุศลเจตสิก เป็นอกุศลเหตุ อกุศลมูลที่จะเกิดเฉพาะกับอกุศลจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นในขณะที่กุศลเกิด ไม่ว่าจะเป็นขั้นใด ขณะนั้นไม่มีอกุศลเจตสิก ไม่มีโมหะเกิดร่วมด้วยแน่นอน แต่ระดับขั้นของกุศลก็มีใช่ไหม กุศลที่เป็นเพียงขั้นญาณวิปปยุตต์ คือไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี ซึ่งในขณะนั้นแม้โมหะจะไม่เกิดร่วมด้วย แต่กุศลนั้นไม่ได้มีปัญญาเกิดร่วมด้วย แล้วไม่ได้เป็นไปในการที่จะรู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา หรือกุศลที่แม้จะประกอบด้วยปัญญา แต่เป็นปัญญาในขั้นอื่น ขั้นทาน ขั้นศีล หรือขั้นความสงบของจิตเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปถึงขั้นที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ปัญญานั้นก็ไม่สามารถรู้ตรงสภาพธรรมที่จะละคลายโมหะได้ เพียงแต่ในขณะนั้นโมหะไม่ได้เกิดร่วมกับกุศลขั้นนั้นๆ แต่กุศลขั้นที่จะๆ ไถ่ถอนคลายสิ่งที่หุ้มห่ออยู่นานแสนนานคือโมหะ ก็จะต้องเป็นปัญญาที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ถ้าไม่มีการอบรมมีแต่อกุศลจิตเกิด มีแต่โมหะ โมหะก็หุ้มห่ออยู่อย่างนั้น ไม่ให้มีการที่จะได้ยินได้ฟังธรรมที่เป็นเครื่องที่จะนำออก แล้วก็ไม่มีการอบรมเจริญปัญญาในขั้นนั้น
ผู้ฟัง แล้วเราจะรู้อย่างไรว่า ปัญญาที่เรามีถึงระดับที่มี
อ.อรรณพ เมื่อมีปัญญาระดับนั้นๆ แต่ถ้ายังไม่มีปัญญาในระดับนั้นๆ จะรู้ได้อย่างไร ปัญญาคือสภาพที่รู้ตามความเป็นจริง อย่างปัญญาที่รู้ขั้นเรื่องราว เรื่องพระธรรมที่ถูกต้อง อย่างเช่นวันนี้เราศึกษาเรื่องโมหะกัน ก็มีความเข้าใจในขั้นพิจารณาตาม ขณะนั้นก็เป็นปัญญาขั้นพิจารณาตาม ซึ่งเรารู้ว่าต่างกับแต่ก่อนที่เราไม่ได้ฟัง หรือเราไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ ก็ไม่สนใจเลย โมหะ อวิชชาอะไรก็ไม่เคยได้ยิน ไม่ได้สนใจ แต่เมื่อเราได้สนทนาได้เข้าใจเพิ่มขึ้น เราก็รู้แล้วว่าแต่ก่อนเราไม่เข้าใจ เดี๋ยวนี้เราพอที่จะเข้าใจแม้ขั้นพิจารณาตาม หรือคิดตามในเรื่องของธรรมที่ถูกต้อง
ส่วนปัญญาแค่นี้จะให้ไปรู้เท่ากับปัญญาที่เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงก็ไม่ได้ ก็เป็นปัญญาต่างขั้น เพราะฉะนั้นที่คำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญญาถึงขั้นไหน ก็เมื่อปัญญาถึงขั้นนั้นๆ ก็จะรู้ จะรู้เกินก็ไม่ได้ เพียงแต่ขั้นศึกษา ขั้นเรื่องราวพอจะอนุมานได้ว่า เมื่อพระธรรมที่ทรงแสดงแสดงให้เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง แม้ขั้นเรื่องราวมีจริง มีปัญญาขั้นนี้จริงๆ แม้เราคิด แต่ก่อนก็ไม่มี
เพราะฉะนั้นปัญญาที่จะเกิดขึ้นแล้วรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงในสิ่งที่กำลังปรากฏก็ต้องมี ซึ่งปัญญาแม้จะเกิดขึ้น ในสติปัฏฐานก็ยังไม่ใช่ปัญญาในวิปัสสนา แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าปัญญาที่สูงกว่านี้ก็ต้องมีใช่ไหม แต่ที่จะแน่นอนก็คือผู้ที่จะมั่นคงขึ้น มั่นคงขึ้นจนไม่มีความลังเลสงสัย ก็เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก คือพระโสดาบันบุคคล เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีปัญญาก็จะเอาอะไรมาทราบว่ามีปัญญาระดับใด เป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของแค่ความคิดว่าจะคิดอย่างไรถึงจะคิดว่าปัญญาถึงขั้นใด
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมว่าจิตกับเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงาน เพื่อที่จะเข้าใจว่าขณะที่เป็นกุศล ทั้งๆ ที่ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ก็ไม่ใช่อกุศลจิต ขณะที่กำลังเห็นขณะนี้เป็นจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพียงทำกิจเห็น จะมีอวิชชาเกิดร่วมด้วยไหม เพราะฉะนั้นแม้จิตเห็นก็ยังไม่มีอวิชชาเกิดร่วมด้วย ทั้งๆ ที่ไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย แต่ว่ากุศลจิตต้องมีเจตสิกฝ่ายดี คือโสภณเจตสิกเกิดขึ้นร่วมกันอย่างน้อยที่สุด ๑๙ ประเภท ทำกิจการงาน ขณะนั้นไม่มีอวิชชาหรือว่าโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย นี่ก็เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจลักษณะของจิตแต่ละประเภท ซึ่งต่างกันเป็นกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต และกิริยาจิตตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย
ผู้ฟัง เรียนถามว่าญาณสัมปยุตต์ที่ประกอบด้วยปัญญา นับในระดับที่ว่าเป็นวิปัสสนาญาณหรือเปล่า หรือว่าถ้าเผื่อแค่ฟัง แล้วก็มีปัญญาในระดับขั้นฟัง จะเรียกว่าเป็นญาณสัมปยุตต์หรือไม่
อ.สุภีร์ คำว่า "ญาณสัมปยุตต์" ก็คือสัมปยุตต์ด้วยญาณ คำว่า "ญาณ" ก็คือปัญญาเจตสิกนั่นเอง เป็นหนึ่งในโสภณเจตสิก ซึ่งโสภณเจตสิกนี้จะมีอยู่ ๒๕ ประเภทด้วยกัน มีปัญญาเจตสิกอยู่ด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีปัญญาเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยกับจิต จิตนั้นเป็นจิตประเภทที่เป็นญาณสัมปยุตต์ ก็คือมีปัญญาเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย คำว่า "สัมปยุตต์" ก็คือสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกันรู้อารมณ์เดียวกัน และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่วัตถุเดียวกัน ฉะนั้นคำว่า "ญาณสัมปยุตต์" ก็คือสภาพจิตที่มีปัญญาเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย เป็นปัญญาขั้นใดก็ตามแต่ เป็นปัญญาขั้นการฟัง ขั้นการพิจารณา หรือว่าขั้นที่สูงกว่านั้นก็เรียกว่าญาณสัมปยุตต์เช่นเดียวกัน ถ้ามีปัญญาเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ขั้นการฟัง หรือขั้นพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้น ก็เรียกว่าจิตที่เป็นญาณสัมปยุตต์เช่นเดียวกัน
ผู้ฟัง ขณะที่ฟังแล้วก็เข้าใจ แต่ยังไม่ประจักษ์ แต่ในเมื่อว่าปัญญานั้นจะต้องประจักษ์สภาพธรรมตามความเป็นจริงในขณะที่เกิดนั้น ถ้าเผื่อเช่นนั้นที่บอกว่าปัญญาก็คือปัญญาเจตสิกจะต้องประจักษ์สภาพธรรมที่ขณะที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ดังนั้นในขณะที่ฟังเข้าใจ เข้าใจแต่ไม่ได้ประจักษ์ เพราะไม่ได้เกิดในมโนทวาร ดังนั้นอยากจะถามว่าปัญญาต้องประจักษ์เลยไหม ถ้าฟังจากท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่เพราะว่ามีความแตกต่างของน้ำหนักของปัญญา
อ.สุภีร์ ปัญญาเจตสิกมีลักษณะที่เข้าใจสภาพธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้ากล่าวโดยภาษาไทยก็ใช้คำว่า "ความเข้าใจถูก" นั่นเอง เป็นลักษณะของปัญญาเจตสิก ถ้าเป็นปัญญาเจตสิกขั้นสูง ก็เป็นลักษณะที่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ขณะใดที่มีการฟังธรรมแล้วก็เข้าใจธรรมขึ้น ขณะที่เข้าใจเป็นปัญญาเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่เข้าใจ
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120