สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๔

    วันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ผู้ฟัง ในขณะที่มโนทวาราวัชชนจิตทำหน้าที่โวฏฐัพพนะ จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลก็ไม่ใช่เพราะการที่เราสั่งสม

    ท่านอาจารย์ ต้องมีการสั่งสม ถ้าคนที่สะสมอกุศลมามาก จะให้มโนทวาราวัชชนจิตทำโวฏฐัพพนกิจให้กุศลจิตเกิดเป็นไปไม่ได้ คนที่สะสมความโกรธไว้มาก ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง บอกให้ไม่โกรธก็ไม่เชื่อ แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ทรงแสดงไว้โดยละเอียด ก็ยังโกรธได้เมื่อมีเหตุที่จะให้เกิดโกรธ

    ผู้ฟัง ตรงนี้ดิฉันฟังธรรมของที่ท่านอาจารย์แสดงมาก็นาน ดิฉันก็อยากจะดี แต่ทราบเลยว่ามันดีไม่ได้ แล้วก็โมโหตัวเองทุกครั้งที่เลว

    ท่านอาจารย์ ดีขึ้นบ้างหรือเปล่า ถ้าบอกว่าไม่ดีเลย ฟังธรรมแล้วเข้าใจขึ้นหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องซึ่งเราไม่ได้หวังว่าเมื่อฟังปุ๊บดีปั๊ป หรือว่าฟังแล้วก็จะดีวันหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ต้องรู้ว่าอะไรที่ยังไม่ดี นั่นคือเห็นถูกต้อง ไม่ใช่ว่าไม่ดีแล้วก็คิดว่าดี ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วรู้ตามความจริงว่าขณะนั้นเป็นอย่างนั้น เป็นกุศลหรืออกุศล ขณะนั้นก็เป็นความเห็นถูก คนที่เข้าใจว่าดีแล้วจะขัดเกลากิเลสไหม ถ้าคิดว่าดีแล้ว คนที่เข้าใจว่ารู้แล้ว จะมีการฟังต่อไปไหม ถ้าคิดว่ารู้แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ว่าถ้ามีความเข้าใจถูกเห็นถูกก็ค่อยๆ อบรมได้

    เรื่องของหสิตุปปาทะ หรือว่าเรื่องของจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาแล้วเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุทั้งหมด ๑๘ ดวง ซึ่งเป็นวิบากจิต ๑๕ ดวง และเป็นกิริยาจิต ๓ ดวง สำหรับวิบากจิต ๑๕ ดวง ก็ทราบแล้วว่าเป็นอกุศลวิบาก ๗ แล้วก็เป็นกุศลวิบาก ๘ สำหรับกิริยาจิต ๓ ดวง ก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ซึ่งทุกคนมี ทุกข์สัตว์ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นก็จะมีปัญจทวาราวัชชนจิต และก็มีมโนทวาราวัชชนจิต ส่วนกิริยาจิตที่เป็นอเหตุกะไม่ประกอบด้วยเหตุดวงหนึ่งคือหสิตุปปาทะ เป็นจิตที่แย้มหรือยิ้มของพระอรหันต์ ไม่ใช่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะเหตุว่าเป็นกิริยาจิต

    ผู้ฟัง ตอนแรกท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่าถ้าเอารูปออก แล้วจิตนั้นทุกภพทุกภูมิเสมอกัน อาจารย์ช่วยอธิบายตรงนี้

    ท่านอาจารย์ เวลาที่เราพูดถึงสัตว์ประเภทต่างๆ สิงโต ช้าง นก แมว ความจริงปฏิสนธิจิตก็เป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิต ถูกต้องใช่ไหม เหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นใคร เพราะฉะนั้นเวลาที่มีสัตว์เลี้ยง หรือจะเห็นสัตว์ที่ไหน ก็รู้ได้เลยว่าจิตที่ปฏิสนธิเป็นอะไร ต่างกับมนุษย์อย่างไร เพราะเหตุว่าเราคิดว่าต่างกันที่รูปร่าง แต่ความจริงเป็นจิตที่ต่างกัน แม้ในขณะที่ปฏิสนธิ แต่พอถึงจิตเห็น จิตได้ยินเหล่านี้ ถ้าเอารูปร่างออกหมด เป็นจิตประเภทเดียวกัน มีเจตสิกเกิดเท่ากัน เพราะว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรม ซึ่งเป็นเพียงจิตที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง ยังไม่ใช่กุศลจิต และอกุศลจิต แต่หลังจากนั้นแล้วจะมีความต่างกันมาก เพราะเหตุว่าแม้ว่าเห็นสิ่งเดียวกัน ความคิดของแต่ละคนต่างกัน จะเกิดโลภะ หรือจะเกิดโทสะก็ต่างๆ กันไป

    แต่ว่าถ้ามีรูปร่างเราก็บอกว่าคนเห็น นกเห็น ช้างเห็น แต่ถ้าเอารูปร่างออกหมด เห็นก็คือเห็น เสมอกันหมด แม้ในขณะนี้ ไม่มีชาติ ไม่มีประเทศ หรือไม่มีอะไรเป็นเครื่องบ่งบอก แต่ว่าเป็นลักษณะของธรรม ซึ่งเห็นก็คือเห็นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เห็น คนเห็นเทวดาเห็น เทพเห็น เห็นก็คือเห็น นี่คือความเป็นธรรม ต่อไปก็เป็นกุศลก็เป็นกุศลอีกนั่นเอง เอารูปร่างออก กุศลจิตก็เป็นกุศลจิต ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิตของใคร หรือว่าอกุศลจิตก็คงเป็นอกุศลจิตนั่นเอง เอารูปร่างออกทั้งหมด ไม่เป็นหญิงเป็นชาย ถ้าพูดถึงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ก็คือกุศลจิต และอกุศลจิต ก็เป็นการกล่าวถึงจิตประเภทต่างๆ แล้วก็แยกรูปไปต่างหาก

    ผู้ฟัง หมายถึงว่าจิตแม้จะเกิดในอบายภูมิ เทวภูมิ หรือพรหมภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลงหน้าที่ เจตสิกจะทำหน้าที่ของเจตสิก ไม่เปลี่ยนแปลงหน้าที่เลย

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง รูปพรหมเห็น จักขุวิญญาณมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แล้วถ้าได้ยินก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเทพ เป็นนก เป็นสัตว์ เป็นคน เหมือนกันหมด

    ผู้ฟัง ผมสงสัยเวทนาเจตสิก ก็คือเวทนาเจตสิกถ้าเกิดในเทวภูมิก็คงจะเบาบาง คือผมหมายถึงทุกขกายวิญญาณดวงนี้ที่มีเวทนาเป็นทุกข์ เกิดในมนุษยภูมิก็คงจะเบาลงอีก แต่ทำไมเกิดในนรกนี่เขาว่าเผ็ดร้อนเหลือเกิน ทุกขกายวิญญาณ เวทนาทุกข์นี่ทุกข์มากจริงๆ พูดตรงๆ ก็ยังกลัวอยู่

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นผลของอกุศลกรรมเลือกไม่ได้ ถ้าใครเคยเจ็บปวดในโลกมนุษย์ ก็จะรู้ได้เลยว่าลักษณะความเจ็บความปวดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราอาจจะเรียกชื่อของโรคภัยต่างๆ ว่าโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงมาก หรือว่าเป็นบาดแผลที่ร้ายแรงมาก นั่นโดยคำ โดยชื่อ แต่ว่าลักษณะของจิตที่เป็นกายวิญญาณ ขณะนั้นก็มีทุกขเวทนาเกิดร่วมด้วย เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าอารมณ์ที่ปรากฏนั้นเป็นอารมณ์ที่ทำให้ทุกขกายวิญญาณเกิด ความรู้สึกทางกายที่เป็นทุกข์เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เมื่อถึงกาลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าอกุศลกรรมทำให้อกุศลวิบากจิต ๗ ดวงเกิด แต่ว่าร้ายแรงมากคือเกิดซ้ำๆ บ่อยๆ อย่างในนรกก็จะเป็นทุกข์กายวิญญาณมากมายมหาศาล

    ผู้ฟัง เกิดตลอดเวลาหรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องมีจิตเห็น จิตได้ยินคั่นบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงเท่ากับทุกข์ทางกาย

    ผู้ฟัง จิตดวงนี้ ในบุคคลเรา ในมนุษย์เรา ทำไมเกิดได้ทั่วเลย เกิดตั้งแต่เท้ายันศีรษะเกิดในตับไตไส้พุง เกิดได้หมด ทำไมจิตดวงนี้เกิดได้ทั่วเลย

    อ.สุภีร์ เพราะเหตุว่ากายปสาทรูป เป็นรูปที่เกิดจากกรรม เรียกว่า"กัมมชรูป" ซึมซาบอยู่ทั่วร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะร่างกายข้างนอกเท่านั้น ข้างในทั้งหมดทุกๆ อวัยวะทั้งหมด มีกายประสาทรูปซึมซาบอยู่ทั่วร่างกาย ซึ่งกายปสาทรูปเป็นที่เกิดหรือว่าเป็นวัตถุของกายวิญญาณ ถ้ามีอารมณ์ก็คือมีเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือว่าตึงไหว กระทบกับกายปสาทรูป เหตุปัจจัยพร้อมที่กายวิญญาณจะเกิดในที่ใด กายวิญญาณก็เกิดขึ้นรู้อารมณ์ในที่นั้น ถ้าเป็นสิ่งที่กระทบสัมผัสที่น่าชอบใจ ก็จะเป็นสุขกายวิญญาณเกิดขึ้น ถ้าไม่น่าชอบใจที่แข็ง หรือว่าร้อนอย่างนี้เป็นต้น ก็จะเป็นทุกขกายวิญญาณเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ฉะนั้นกายวิญญาณก็เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ทั้งข้างนอก และข้างในร่างกาย

    ผู้ฟัง ที่อาจารย์กฤษณานำเรื่องที่มาเล่า ดิฉันมีความเห็นว่าถ้าอย่างนั้นสัตว์เดรัจฉานในปัจจุบันบางทีเขาก็จะมีอุปนิสัยที่ดีกว่าดิฉันก็ได้ อันนี้เห็นด้วยไหม

    อ.กฤษณา แล้วแต่การสะสมมา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นคน เป็นสัตว์ประเภทใดๆ ก็ตามแล้วแต่การสะสม

    ผู้ฟัง พอฟังเรื่องนี้แล้ว จะไม่ดูถูกสัตว์เดรัจฉานเลย

    อ.กฤษณา สัตว์เดรัจฉานบางตัวก็น่าชื่นชม เพราะว่าเขามีความที่เรียกว่าคุณธรรมอย่างหนึ่ง อย่างเช่นมีความกตัญญู มีความจงรักภักดี แม้ว่าจะเป็นสุนัขแต่ว่ามีคุณธรรมอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

    ท่านอาจารย์ ขณะที่ดูถูกเป็นจิตอะไร เป็นจิตเห็นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นโทสะ ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เป็นจิตเห็นหรือเปล่า ขณะที่ดูถูก

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เป็นจิตได้ยิน หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่วิบากจิต แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลจิต หลังจากที่เห็นลิง เห็นช้าง แล้วใช่ไหม ตามที่ได้ฟังด้วย หลังจากที่ได้ฟังแล้วก็ยังเกิดอกุศลจิตได้ แต่จะไม่ดูถูกต่อไปใช่ไหม ก็เป็นกุศลจิตจากการฟังแล้วก็พิจารณา

    ผู้ฟัง มีพระสูตรอีกหลายๆ เรื่องที่กล่าวถึงว่าเวลาเราทำใครเขา พออีกชาติหนึ่ง เขาก็จะมาทำเราบ้าง แต่ว่าตรงนี้มองไม่เห็นว่าลิงจะได้ทำช้างบ้างเลย

    อ.กฤษณา เรื่องนี้เป็นเรื่องของกรรม และผลของกรรมใช่ไหม กรรมและวิบาก แล้วตายจากชาตินี้ไปแล้วไปปฏิสนธิเป็นอะไรก็ไม่ทราบ ก็จำกันไม่ได้

    ผู้ฟัง ตรงนี้หรือเปล่าที่ท่านอาจารย์กล่าวบอกว่ากรรมปกปิด จะเกี่ยวกับตรงนี้บ้างไหม คือเราไม่ทราบเลยว่าเมื่อไรจะมาให้ผลอย่างไรต่อกัน

    ท่านอาจารย์ ข้อพิสูจน์ก็คือขณะนี้ใครจำชาติก่อนได้บ้าง เพียงแค่ชาติเดียวก็ยังจำไม่ได้ หรือว่าแม้แต่การกระทำของเราที่ได้ทำแล้ว เราจำได้ครบถ้วนหรือเปล่า บางกรรมเราอาจจะลืมไป แต่กรรมไม่ลืม สะสมสืบต่ออยู่ในจิต พร้อมที่ว่าถึงกาลที่จะให้ผล มีปัจจัยทุกอย่าง สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ากรรมได้ทำตั้งแต่กาลไหน และทำในลักษณะไหน และผลของกรรมนั้นเป็นอย่างไร แต่จากที่ทรงแสดงก็จะไม่พ้นจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ว่าจะเกิดชาติไหนก็ตาม ผลของกรรมก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งกรรมทำให้รูปต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นทางรับผลของกรรม โดยจิตเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะนั้นเป็นวิบาก ทั้งจิตทั้งเจตสิกที่เกิดเป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม อย่างอื่นทำไม่ได้เลยนอกจากกรรม

    เพราะฉะนั้นทุกคนจะเห็นความแรงของกรรมได้ว่าแล้วแต่กรรมนั้นจะให้ผลในลักษณะใด ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมที่ไม่ใช่ขั้นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สามารถที่จะเกิดในพรหมโลกได้ ถ้าเป็นผลของฌานจิต หรือว่าผลของกุศลก็อาจจะทำให้เกิดบนสวรรค์ขั้นต่างๆ ได้ ชั้นต่างๆ ก็แล้วแต่ ที่ทุกคนเกิดมาในโลกนี้ กรรมเป็นสภาพธรรมที่ปกปิด เวลาที่กรรมให้ผลเป็นวิบาก ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นผลของกรรมอะไร ทุกคนเกิดมาต่างกัน ก็เห็นความวิจิตรของกรรมที่ได้กระทำแล้วที่ต่างกัน และแม้ว่าเกิดมาแล้ว การกระทำก็ยังวิจิตรต่างกันไปแต่ละวัน เพราะฉะนั้นข้างหน้าก็จะต่างกันไปอีกเท่าใด แต่อย่างไรก็ตาม ไม่พ้นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งจิตเหล่านี้ยังไม่ใช่กุศลจิต และอกุศลจิต เป็นแต่เพียงวิบากจิต ๑๕ ดวง แล้วก็กิริยาจิต ๓ ดวงแต่ว่าสำหรับพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะมีอเหตุกจิตเพียง ๑๗ เว้นหสิตุปปาทะจิต ซึ่งเป็นจิตที่แย้มยิ้มของพระอรหันต์ ที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้ม

    ผู้ฟัง การสะสมเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง เพราะบางคนก็สะสมมาเป็นบุคคลที่มีจิตใจเมตตา มีจิตใจกรุณา บางคนก็มีจิตใจที่ประกอบด้วยโทสะ ไม่ทราบสะสมอย่างไรถึงจะให้ที่สำคัญที่สุดคือเกิดปัญญา

    ท่านอาจารย์ ถ้าเกิดปัญญาก็มีทางเดียวคือฟังพระธรรม การสะสมทั้งหมดไม่พ้นจากเจตสิก ๕๒ ประเภท ซึ่งก็จำแนกออกไปที่เป็นขันธ์ต่างๆ แล้วก็เป็นสังขารขันธ์ ๕๐

    ผู้ฟัง ที่ว่าหลังเห็นแล้วจะเป็นกุศล อกุศล อันนี้หมายถึงที่ทวารวิถีไหน

    ท่านอาจารย์ ทุกทวาร ทางตาที่เห็นเพียงแค่เห็นจะไม่ทราบเลยว่าจิตเกิดดับเร็วมาก ตั้งแต่กำลังเป็นภวังค์อยู่ แล้วก็สิ้นสุดกระแสภวังค์ เป็นจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต แต่หลังจากที่ภวังค์ดวงสุดท้ายขณะสุดท้ายดับ วิถีจิตจะเกิด เริ่มด้วยถ้าเป็นทางตาก็เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นจิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทาง ดับไปแล้ว จักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณก็เกิด ดับไป แล้ว สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะเกิดสืบต่อ เหล่านี้เป็นจิตที่ยังไม่ใช่กุศล และอกุศล

    เวลาที่สันตีรณจิตดับไปแล้ว นี่เป็นอเหตุกะทั้งหมดถ้าไม่นับปฏิสนธิ โวฏฐัพพนจิตเกิด ๑ ขณะเป็นกิริยาจิต และต่อจากนั้นก็เป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิต อย่างรวดเร็ว โดยที่รูปที่ปรากฏที่กระทบทางทวารนั้นๆ ยังไม่ดับ เพราะฉะนั้นทางตามีรูปที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ ทางหูมีเสียงที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ ทางจมูกก็มีกลิ่นที่ยังไม่ดับไปเป็นอารมณ์ ทางลิ้นก็มีรสที่ยังไม่ดับไปเป็นอารมณ์ ทางกายก็มีสิ่งที่กำลังกระทบสัมผัสที่ยังไม่ดับไปเป็นอารมณ์ ทางทวารทั้ง ๕ จะมีรูปที่เกิดกระทบกับปสาทนั้นๆ แล้วยังไม่ดับ เป็นอารมณ์ตลอด จนกว่าจะหมดวาระของทวารนั้นๆ หรือวิถีจิตนั้นๆ แต่กุศลจิต และอกุศลจิตก็เกิดแล้วโดยไม่รู้ตัวเลย

    ผู้ฟัง ด้วยเหตุผลอธิบายได้ไหม ถ้าสมมติอย่าง เช่น ภาษาญี่ปุ่นเราไม่เคยเรียน เราไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง คิดว่าถ้าเกิดเขาตำหนิเราๆ ก็คงไม่โกรธ

    ท่านอาจารย์ ขณะไม่รู้เรื่องเป็นจิตอะไรที่ไม่รู้

    ผู้ฟัง โมหะ

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นก็เป็นอกุศลแล้ว

    ผู้ฟัง แต่ถ้าเทียบว่าถ้าเรารู้เรื่องนี่เราจะโกรธให้เห็นเลย

    ท่านอาจารย์ เหมือนกัน คือต้องเข้าใจว่ารูปมีอายุ ๑๗ ขณะจิต เพราะฉะนั้นขณะที่เห็นจะต้องมีจิตเกิดดับสืบต่อรู้รูปที่ยังไม่ดับ เรียกว่า วาระหนึ่งๆ ทางหนึ่งก็จะต้องมีจิตเกิดดับหลายประเภท เมื่อรูปดับแล้วจิตเป็นภวังค์ ทางใจถึงจะคิดนึก หรือว่ารู้เรื่องของสิ่งที่ปรากฏ ก็เป็นการเกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็วมาก แต่ให้ทราบว่าหลังจากเห็นแล้วภวังคจิตคั่นแล้ว มโนทวารวิถีจิตจะต้องเกิดขึ้นรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางทวารนั้นๆ ต่อ

    ผู้ฟัง นี่แสดงว่าชวนะที่ปัญจทวารวิถี กับชวนะที่มโนทวารวิถีไม่จำเป็นจะต้องเป็นโมหะ สมมติถ้าปัญจทวารวิถีเกิดเป็นโมหะ ที่อาจารย์ว่าเป็นอกุศลจิตที่เป็นโมหะ แต่พอไปถึงมโนทวารวิถี เรารู้ความหมายแล้วกลายเป็นโทสะก็ได้

    ท่านอาจารย์ วาระแรกจะเหมือนกัน เพราะว่าทางมโนทวารจะเกิดหลายวาระกว่า

    ผู้ฟัง หลังๆ ก็เปลี่ยนไปได้

    ท่านอาจารย์ แต่ขณะนี้ไม่ได้ปรากฏมโนทวารวิถีจิตเลยใช่ไหม ทั้งวัน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าในระหว่างวันหนึ่งๆ ที่มีเห็น มีได้ยิน จิตที่คั่นอยู่ระหว่างจิตเห็น จิตได้ยิน เป็นกุศล และอกุศลมากมาย ในระหว่างนั้น เวลาที่อกุศลจิตเกิดจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๑๒ ดวง สำหรับอเหตุกจิตที่มีเจตสิกเกิดมากที่สุด ได้แก่ หสิตุปปาทจิต ซึ่งเป็นจิตที่สามารถทำให้เกิดการยิ้ม ในขณะที่กำลังเห็น เฉพาะจิตเห็น จะทำให้ยิ้มไม่ได้เลย ขณะที่กำลังได้ยิน หรือขณะที่เป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือการยิ้มแย้มไม่ได้เลย สำหรับหสิตุปปาทจิตเป็นจิตที่เป็นชวนจิต ไม่ใช่วิบากจิต เป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ ซึ่งทำให้เกิดการแย้มยิ้ม

    ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องของอกุศลเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมองเป็นอกุศล ก็ควรที่จะได้ทราบว่าอกุศลเจตสิกจะไม่เกิดกับจิตอะไรบ้าง ในวันหนึ่งๆ คือในขณะที่กำลังหลับสนิท ขณะนั้นเป็นวิบากจิต อกุศลเจตสิกจะเกิดร่วมกับวิบากจิตไม่ได้ เพราะเหตุว่าขณะใดที่อกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภทนี้เกิดขึ้น จะต้องทำให้จิตในขณะนั้นเป็นอกุศล เป็นจิตที่ไม่ดีงาม เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังนอนหลับสนิท ขณะนั้นไม่ใช่จิตที่โลภ ไม่ใช่จิตที่โกรธ หรือว่าไม่ใช่จิตที่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย เป็นวิบากจิต ซึ่งเกิดขึ้นทำภวังคกิจ ดำรงภพชาติ เพราะเหตุว่าเมื่อกรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเป็นบุคคลหนึ่ง บุคคลใด ถ้าตราบใดที่กรรมยังทำให้เป็นบุคคลนั้นอยู่ ก็จะไม่มีการที่จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้นได้ เพราะเหตุว่ากรรมทำให้จิตประเภทเดียวกับวิบากเกิดสืบต่อ

    นอกจากกันแล้วเวลาที่ตื่นขึ้น ถ้าขณะนั้นเป็นกิริยาจิต คือวิถีจิตแรก เพราะเหตุว่าเวลาที่เราใช้คำว่าวิถี ก็หมายความว่าขณะนั้นไม่ใช่จิตซึ่งเป็นภวังค์ เพราะขณะที่เป็นภวังค์ อารมณ์ใดๆ ไม่ปรากฏ โลกนี้ไม่ปรากฏ ถึงแม้ว่าจะมีตา กรรมทำให้จักขุปสาทเกิดดับสืบต่อ แล้วก็มีโสตปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท ถึงแม้ว่ามีแต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกระทบกับรูปใดๆ ทั้งสิ้นในขณะที่เป็นภวังคจิต เพราะฉะนั้นขณะนั้นที่อารมณ์กระทบ และกิริยาจิตซึ่งเป็นวิถีจิตแรกเกิด ขณะนั้นก็ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นอกุศลเจตสิกจะไม่เกิดกับจิตที่เป็นวิบากจิต กิริยาจิต และกุศลจิต ขณะใดก็ตามที่อกุศลเจตสิกเกิด ขณะนั้นต้องเป็นอกุศลจิต ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้กระทำอกุศลกรรม และเมื่อได้กระทำอกุศลกรรมสำเร็จ ก็สะสมสืบต่อเป็นกรรมปัจจัย เมื่อได้โอกาสที่จะให้ผลทำให้อกุศลวิบากเกิดเมื่อใด อกุศลวิบากจิตก็เกิดเมื่อนั้น ขณะที่เป็นอกุศลวิบากจิต ขณะนั้นไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ให้ทราบว่าวิบากจิต กุศลจิต กิริยาจิต ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นเวลาที่กำลังเห็นขณะนี้เป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม เราอาจจะไม่เคยรู้เลยว่าทุกครั้งที่เห็นเป็นผลของกรรม ทำให้จักขุปสาทซึ่งเกิดเพราะกรรมกระทบกับรูปที่สามารถกระทบกับจักขุปสาท และก็มีจิตเห็นเกิดขึ้นขณะนั้นเป็นผลของกรรม ขณะนี้ก็กำลังเห็น ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย เมื่อจักขุวิญญาณดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนจิตเกิดต่อซึ่งเป็นวิบากจิตขณะนั้นก็ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยเมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับสันตีรณจิตเกิดต่อ สันตีรณะก็คือจิตซึ่งเกิดสืบต่อจากสัมปฏิจฉันนะ ทำสันตีรณกิจชั่วหนึ่งขณะ ขณะนั้นก็เป็นวิบากจิต ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็แสดงว่าตั้งแต่ตื่นแล้วก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ที่เป็นวิบากจิตกับกิริยาจิตไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ยังไม่ใช่อกุศลจิต เพราะเหตุว่าไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับ สันตีรณจิตเกิดต่อ และเมื่อสันตีรณจิตดับ จิตต่อไปที่เกิดก็คือโวฏฐัพพนจิต กระทำกิจโวฏฐัพพนะขณะนั้นเป็นกิริยาจิต เพราะเหตุว่าจากวิบากจิตที่จะให้เป็นกุศล และอกุศลทันทีเป็นไปไม่ได้ ต้องมีกิริยาจิตที่เกิดขึ้นทำกิจโวฏฐัพพนะคือเป็นทางที่จะให้กุศลจิต หรืออกุศลจิตเกิดได้ต่อจากวิบากจิต ตามการสะสม คือต้องมีกิริยาจิตที่ทำโวฏฐัพพนกิจเกิดก่อน โวฏฐัพพนจิตซึ่งเป็นกิริยาจิต ก็ไม่มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย หลังจากนั้นจึงจะเป็นจิตที่ไม่ใช่วิบากจิต ไม่ใช่กิริยาจิต แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็จะเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิต ซึ่งเราจะได้ทราบตามความเป็นจริงว่าเราสะสมอะไรมามากหรือน้อย ที่จะทำให้จิตประเภทใดเกิดขึ้นในวันหนึ่งๆ แต่ถ้าไม่ศึกษาเราก็อาจจะหลงคิดว่าเราไม่มีอกุศล เรามีแต่กุศล หรือว่าเราอาจจะไม่มีทั้งกุศล และอกุศล คือเราไม่ได้ทำอะไร เราอยู่เฉยๆ แต่จิตไม่เฉย เมื่อจิตเกิดต้องทำกิจการงานอย่างหนึ่งอย่างใดตามประเภทของจิตนั้นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อโวฏฐัพพนจิตดับ กุศลจิตเกิด ขณะนั้นไม่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    15 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ