สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๙

    วันจันทร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๖


    ท่านอาจารย์ จากการที่เราได้ศึกษาธรรมก็จะทำให้เราได้เข้าใจตัวเองละเอียดขึ้น ตามความเป็นจริง ซึ่งในคราวก่อนก็ได้พูดถึงเรื่องชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีการกระทำต่างๆ ในวันนี้ แต่คงจะไม่ทราบว่าทุกขณะนั้นเกิดขึ้นเพราะจิตประเภทใด เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจิตก็คงจะไม่มีการเคลื่อนไหวกระทำกิจการงานใดๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าถ้าได้ศึกษาธรรมแล้วก็จะทราบได้ว่า ในขณะใดก็ตามที่จิตไม่เป็นกุศล ขณะนั้นต้องเป็นอกุศล ถ้าไม่กล่าวถึงเรื่องวิบากจิตกับกิริยาจิต ในขณะนี้ก็จะต้องมีคนที่กำลังเคลื่อนไหวใช่ไหม อาจจะเคลื่อนไหวกายนิดหน่อย มือเท้าตาทั้งหมดให้ทราบว่าเพราะจิต แต่ว่าจิตขณะนั้นเป็นจิตประเภทใด ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องจิต ก็จะไม่เห็นเลยว่าตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ ซึ่งจิตไม่ใช่กุศลจิต ขณะนั้นก็ต้องเป็นอกุศลจิต

    เพราะฉะนั้นแม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ก็ทราบได้ว่าเพราะขณะนั้นมีอกุศลจิตซึ่งเกิดขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้รูปนั้นเคลื่อนไหวไปได้ สำหรับอกุศลจิตที่จะเป็นอกุศลได้ก็เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่เป็นอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่ต้องเกิดกับจิต จะมีแต่จิตซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์ เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีนามธรรมอีกประเภทหนึ่งคือเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิต แต่เจตสิกก็มีทั้งเจตสิกฝ่ายดี และก็เจตสิกที่เป็นฝ่ายไม่ดี แล้วก็มีเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกประเภท ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงเรื่องของอัญญสมานาเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิตได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต กิริยาจิต แล้วเราก็เริ่มตั้งแต่ขณะที่กำลังหลับสนิท เพื่อที่จะให้เห็นความต่างว่า ขณะที่กำลังหลับสนิท จิตไม่เป็นอกุศล ดีไหม ทุกคนก็ชอบหลับ กำลังหลับก็สบายแล้วก็ไม่เป็นอกุศลจิตด้วย แต่ก็ไม่ใช่กุศลจิตด้วย

    เพราะฉะนั้นขณะที่หลับก็เป็นวิบากจิต เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรมที่จะทำให้ขณะนั้นยังไม่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ซึ่งในวันนี้ทุกคนก็จะต้องหลับ แล้วก็ต้องตื่น แต่ขณะที่หลับกับขณะที่ตื่นต่างกัน คือในขณะที่หลับเป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรมไม่ใช่อกุศลจิต และไม่ใช่กุศลจิต แต่เมื่อตื่นขึ้นในวันหนึ่งๆ จะมีเหตุปัจจัยที่ทำให้อกุศลจิตเกิดมากกว่ากุศลจิต เพราะว่าขณะที่เป็นกุศลจิตต้องเป็นไปในขณะที่กำลังให้ทาน คือให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ขณะนั้นเป็นกุศล ขณะที่วิรัติทุจริตทางกายทางวาจา หรือว่าทำกายสุจริต ซึ่งเป็นประโยชน์ เช่น การช่วยเหลือบุคคลอื่น หรือว่าการแสดงความนอบน้อมต่อบุคคลที่ควรนอบน้อม ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิตที่เป็นไปในเรื่องของศีล แต่ว่านอกจากนั้นแล้วถ้าไม่ใช่ขณะเหล่านั้น แล้วก็ขณะที่จิตไม่สงบ ไม่เป็นกุศล ไม่ประกอบด้วยเมตตาหรือกรุณา หรือว่าขณะนั้นกุศลจิตไม่เกิด ก็ต้องเป็นอกุศล และถ้าขณะที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้เข้าใจธรรม ขณะนั้นก็เป็นอกุศล

    เพราะฉะนั้นวันนี้ทานเกิดเท่าใด มีบ้างหรือเปล่า แต่ละท่านก็ทราบดี ศีลการที่จะวิรัติทุจริตทางกาย ทางวาจา มีบ้างไหม แต่ละท่านก็ทราบ และจิตใจสงบเป็นกุศลบ้างหรือเปล่า และก็ขณะที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นก็ต้องเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด ก็จะเห็นอกุศลของตัวเองมาก ไม่ทราบดีไหม ที่จะเห็นอกุศลของตัวเอง เพราะว่าบางคนก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นคนดี แต่เป็นคนดีโดยไม่กระทำทุจริตกรรม แต่ว่าขณะนั้นยังเป็นอกุศลอยู่ เพราะเหตุว่าไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่อกุศลจิตเกิด จะเป็นอกุศลกรรมบถ มีระดับของอกุศลหลายประเภท เช่น ระดับที่ละเอียด ซึ่งเราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเรามี

    แต่ละคนที่ยังไม่ใช่พระอริยบุคคลก็จะมีเชื้อของอกุศลที่นอนเนื่อง หรือว่าติดอยู่กับจิต ยากที่จะล้าง ที่จะแซะ ที่จะขจัดออกได้ เพราะเหตุว่าต้องเป็นเรื่องของปัญญาเท่านั้น จึงสามารถที่จะดับเชื้อของอกุศลได้ ข้อพิสูจน์ที่ว่าคนที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลยังมีกิเลสอย่างละเอียดก็คือทันทีที่ตื่น แล้วก็เห็นก็มีความพอใจไม่พอใจในสิ่งที่ปรากฏ ขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิต ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ วันหนึ่งก็มาก เพราะฉะนั้นผู้ที่ต้องการที่จะละกิเลส ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมาก คือต้องเป็นผู้ที่มีปัญญารู้ว่ามีอกุศลมากมายก่อน จึงสามารถที่จะรู้ว่าหนทางที่จะอบรมเจริญปัญญาที่จะละอกุศล ต้องเป็นหนทางที่ละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้จริงๆ

    เพราะฉะนั้นสำหรับวันนี้ก็ขอกล่าวทบทวนเรื่องของอกุศลเจตสิก ซึ่งมีอกุศลสาธารณเจตสิก ๔ ประเภท หรือ ๔ ชนิด ซึ่งต้องเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภท อกุศลสาธารณะก็คือโมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ ซึ่งชื่อที่คุ้น ก็คงจะเป็นโมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ แต่อาจจะไม่คุ้นกับคำว่าอุทธัจจะ และในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงเรื่องของโมหะ ซึ่งมีหลายชื่อ เช่น อวิชชา บางคนก็คงจะเคยได้ยินแล้ว อวิชชาหรือชื่ออื่นๆ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ก็เป็นลักษณะของโมหเจตสิก็

    อ.ประเชิญ สำหรับโมหเจตสิก พระผู้มีพระภาคทรงใช้ชื่อ และก็คำบัญญัติที่เป็นศัพท์ที่ทรงใช้ก็มีมากมายในพระไตรปิฎก เช่น ในพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี จิตตุปปาทกัณฑ์ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องของโมหะที่เป็นอกุศลเจตสิกเกิดร่วมกับอกุศลจิต โมหะถ้าเป็นภาษาบาลีก็จะมีชื่อใช้แทนกันได้ ที่เป็นไวพจน์กันและกันก็คือ โมหะ มีในสมัยนั้นเป็นไฉน อัญญาณ ความไม่รู้ อทัสสนะ ความไม่เห็น อนภิสมัย ความไม่ตรัสรู้ อนุโพธะ ความไม่รู้โดยสมควร อนนุโพธะ ความไม่ตรัสรู้ตามเป็นจริง อสัมโพธะ ความไม่แทงตลอด นี่เป็นชื่อที่มีมาในพระบาลี ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในครั้งพุทธกาล

    ซึ่งการแสดงในครั้งแรกก็แสดงที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ทรงใช้ศัพท์ที่มีหลายศัพท์มากมายทีเดียว ยังมีอีก ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา เหล่านี้ก็เป็นชื่อของโมหะทั้งนั้น ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ซึ่งถ้าในภาษาไทยที่ได้กล่าวว่าเป็นคนโง่ หรือว่าใช้คำว่าโง่รู้สึกว่าจะรุนแรงใช่ไหม แต่ว่าโดยศัพท์แล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงใช้แทนคำว่าโมหะเช่นเดียวกัน ภาษาบาลีก็คือ พาลยะ ถ้าเป็นภาษาไทยความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด อันนี้ก็เป็นชื่อของอวิชชา หรือโมหะ ความหลง ความหลงพร้อมความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา อวิชชาโยคะ อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐานะ อกุศลมูลคือโมหะ มีในสมัยนั้นอันใดนี้เรียกว่าโมหะ ซึ่งก็เป็นศัพท์ที่ใช้แทนกัน ซึ่งก็เราก็จะพบว่าถ้าได้ศึกษาในพระไตรปิฎก และอรรถกถา ซึ่งในศัพท์เหล่านี้ ถ้าท่านผู้ร่วมสนทนาสงสัยในศัพท์ใด ที่จะให้ทางท่านวิทยากรได้ขยายความ ก็สามารถที่จะร่วมสนทนาในชื่อต่างๆ ของอวิชชาหรือโมหะเหล่านี้ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เรียกว่าโมหะ หรือว่าไม่เรียกว่าอวิชชาได้ไหม

    อ.สุภีร์ ก็ได้เช่นเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ต้องใช้ชื่ออะไรเลยก็ได้ เพราะว่าอกุศลมูลที่เป็นฝ่ายไม่ดีจะมี ๓ เจตสิก คือโลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ โลภะก็เป็นสภาพธรรมที่ติดข้อง แต่ไม่ใช่อกุศลสาธารณะ เพราะเหตุว่าไม่ได้เกิดกับอกุศลทุกประเภท จะเกิดกับเฉพาะจิต ๘ ชนิด ซึ่งมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าสำหรับอวิชชาหรือโมหะต้องเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทใดก็ตาม โลภะเกิดก็ต้องเกิดกับอวิชชาความไม่รู้ เพราะไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงมีความติดข้องต้องการในสิ่งที่ผู้ทรงตรัสรู้แล้วแสดงว่า เป็นสภาพธรรมที่เพียงเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว

    เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้ ที่จะไม่ให้ติดข้อง ไม่ให้ต้องการเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้บางขณะก็มีแต่โมหเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับจิตนั้น โดยที่ไม่มีโลภเจตสิก หรือว่าไม่มีอกุศลเจตสิกที่เป็นเหตุเช่น โทสะเกิดร่วมด้วย ขณะนั้นก็เป็นโมหมูลจิตเป็นจิตซึ่งมีโมหะที่เป็นเหตุเกิดร่วมด้วย แต่ไม่มีโลภเหตุหรือโลภเจตสิก และโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย ในวันหนึ่งๆ ก็ต้องมีจิตอย่างนี้ แต่ว่าเมื่อไม่เคยศึกษาก็ไม่ทราบเลย อย่างมากที่จะเข้าใจก็คิดว่าเรามีเพียงโลภะกับโทสะ แต่ว่าความจริงขณะใดที่มีโลภะ ขณะนั้นก็ต้องมีโมหะเกิดร่วมด้วย ขณะใดที่มีโทสะก็ต้องมีโมหะเกิดร่วมด้วย และนอกจากนั้นแม้ไม่มีโลภะ และโทสะ โมหะก็เกิดได้

    มีใครรู้ลักษณะของจิตซึ่งเป็นอกุศล มีโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วยโดยที่ไม่มีโลภะกับโทสะเกิดร่วมด้วยไหม เพราะเหตุว่าแม้ขณะที่มีโลภะเกิดร่วมด้วยก็ยังไม่รู้ว่าเป็นโลภะ แต่เวลาที่มีโทสะเกิดร่วมด้วยทุกคนรู้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นเป็นสภาพที่ขุ่นใจ ไม่พอใจ ความรู้สึกไม่เป็นสุขเลย ขณะที่โทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ทั้งหมดก็ต้องมาจากโมหะคืออวิชชา เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่กว่าจะรู้ตัวว่าเรามีอวิชชามากมายเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา และก็เป็นผู้ที่ตรงจริงๆ ไม่ทราบตอนนี้จะมีคำถามหรือข้อที่ใคร่จะสนทนากันไหม

    ผู้ฟัง อวิชชาที่จะพูดว่าเป็นอนุสัย ทีนี้ถ้าเกิดขณะที่เราเป็นกุศล อวิชชาหรือโมหะจะมีอยู่ด้วยหรือเปล่า ในขณะที่จิตเป็นกุศล

    อ.สุภีร์ อันนี้ต้องเข้าใจในเรื่องของกิเลสที่มี ๓ ระดับขั้น ก็คือระดับขั้นของกิเลสนี้ มีอยู่ ๓ ระดับด้วยกันก็คือ ๑. อนุสัยกิเลส ๒. ปริยุฏฐานกิเลส ๓. วีติกกมกิเลส

    กิเลสที่เป็นขั้นอนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่ละเอียด ติดอยู่กับจิตนอนเนื่องอยู่ในจิตตลอด ถ้าบุคคลนั้นยังไม่เป็นพระอริยเจ้าก็มีอนุสัยกิเลสอยู่ตลอดเลย ซึ่งก็อยู่กับจิตนั่นเอง ติดอยู่กับจิต อันนี้เป็นอกุศล หรือว่ากิเลสประเภทที่ละเอียดที่สุด เรียกว่าอนุสัยกิเลส อนุสัยกิเลสจะตัดขาดด้วยมรรคจิตเท่านั้น

    ระดับขั้นของกิเลสประการที่ ๒ ก็คือปริยุฏฐานกิเลสเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงานกลุ้มรุมจิต เป็นจิตที่เป็นอกุศล ซึ่งอกุศลจิตก็มีถึง ๑๒ ประเภท ก็คือโลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ แล้วก็โมหมูลจิต ๒ ที่จิตเป็นอกุศลก็เพราะว่ามีกิเลสประเภทที่เป็นปริยุฏฐานกิเลส เกิดทำกิจหน้าที่การงานทำให้จิตเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นโลภมูลจิตบ้าง เป็นโทสมูลจิตบ้าง เป็นโมหมูลจิตบ้าง นี่เป็นระดับขั้นของกิเลสระดับที่ ๒ ที่เป็นปริยุฏฐานกิเลส

    ระดับขั้นของกิเลสระดับที่ ๓ ก็คือวีติกกมกิเลสเป็นกิเลสที่มีกำลังมาก ทำให้ล่วงทุจริตออกมาทางกาย ทางวาจา เช่น ถ้าเป็นทางวาจาก็ให้ล่วงคำที่เป็นมุสาวาท หรือว่าคำส่อเสียด หรือว่าคำด่าคนอื่น อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็ล่วงออกมาทางวาจา ถ้าล่วงออกมาทางกาย ก็เป็นการทำที่ไม่ดี การเบียดเบียนสัตว์อื่น หรือว่าการฆ่าสัตว์เหล่านี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นกิเลสที่ล่วงออกมาทางกายทางวาจาเรียกว่า วีติกกมกิเลส

    ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงอวิชชานุสัยซึ่งเป็นกิเลสขั้นที่ละเอียด สำหรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ยังมีอวิชชานุสัยอยู่ เพราะเหตุว่าอวิชชานุสัยดับได้ด้วยอรหัตตมรรค ก็คือผู้ที่ไม่มีอวิชชานุสัยก็คือพระอรหันต์นั่นเอง ถ้าเกิดไม่มีอวิชชานุสัย บุคคลนั้นเมื่อจุติจิตเกิดก็จะไม่กลับมาเกิดอีกเลย เหมือนไฟสิ้นเชื้อ แต่สำหรับบุคคลที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ ก็เพราะเหตุว่ายังมีอวิชชาอยู่ ฉะนั้นอวิชชาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ก็คือการทำกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ทำให้ได้รับผลต่อไปในอนาคต เวียนว่ายตายเกิดต่อไป แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ไม่มีอวิชชานุสัยแล้ว จิตของท่านที่เป็นชวนเป็นกิริยาจิต ไม่เป็นเหตุให้เกิดอีกเลย

    ท่านอาจารย์ ปัญหานี้ก็น่าสนใจ เพราะเหตุว่าทุกคนทราบว่าขณะใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ยังต้องมีอวิชชา แต่อวิชชาที่เกิดกับเจตสิกอื่นๆ ก็มีตามลำดับ เพราะเหตุว่าสำหรับพระโสดาบันบุคคลซึ่งไม่ใช่พระอรหันต์ สามารถที่จะดับความเห็นผิด ซึ่งก็ต้องมีอวิชชาเจตสิกเกิดร่วมกับความเห็นผิดนั้น เพราะฉะนั้นอวิชชานี้ก็มีมากมาย แล้วก็ละเอียดด้วย และก็จะดับไปตามลำดับขั้นของปัญญา แต่ว่าถ้าจะดับให้หมดจริงๆ ต้องถึงความเป็นพระอรหันต์ ปัญหาก็มีอยู่ว่าทุกคนมีอวิชชาซึ่งยังไม่ได้ดับ แต่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดนี่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะเหตุว่าแม้ว่ามีอวิชชาที่ยังไม่ได้ดับ เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท พระอรหันต์หลับกับปุถุชนหลับกับพระอริยบุคคลแต่ละขั้นหลับ ก็จะต่างกันตามประเภทของกิเลสอย่างละเอียดซึ่งติดอยู่กับจิต หรือว่าใช้คำว่านอนเนื่องอยู่ในจิต

    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นพระอรหันต์หลับ จะไม่มีพืชเชื้อของอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น แต่การที่จะดูภายนอกเหมือนกัน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรทม ท่านพระอานนท์เถระ ท่านพระสารีบุตร และก็พระภิกษุที่อยู่ในพระวิหารเชตวัน หรือใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตต่อไป ดูอาการภายนอกเหมือนกัน เพราะว่าไม่มีการที่สามารถจะรู้ได้จากรูปร่างว่าผู้นั้นหมดกิเลสหรือเปล่า แต่ว่าเมื่อตื่นขึ้นก็จะมีความต่าง ผู้ที่เป็นพระอรหันต์เมื่อตื่นแล้ว เห็นอย่างคนอื่นเห็น ได้ยินอย่างคนอื่นได้ยิน แต่ไม่มีกิเลสใดๆ เลย แม้กิเลสที่ละเอียดหรือบางเบาอย่างอาสวะ ซึ่งมีอยู่ทันทีที่เห็น ขณะที่รูปนั้นยังไม่ดับไป ก็จะเกิดอกุศลประเภทหนึ่งประเภทใดคือโลภมูลจิต หรือโทสมูลจิต หรือโมหมูลจิต แล้วแต่ว่าขณะนั้นมีอกุศลเจตสิกประเภทใดเกิด

    นี่คือความต่างของอนุสัยกิเลส ซึ่งติดแล้วก็นอนเนื่องอยู่ในจิตทุกขณะ ไม่หมดไปได้เลย จนกว่ามรรคจิตจะเกิดขึ้นดับกิเลสนั้นๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่นอนหลับ อกุศลเจตสิกไม่ได้เกิด นี่เป็นความต่างกัน แม้ว่ามีอกุศลจริง แต่ว่าอกุศลเจตสิกไม่ได้เกิดทำกิจการงาน หรือแม้แต่ในขณะที่เป็นกุศล อย่างเวลาที่ให้ทาน ขณะนั้นต้องมีโสภณเจตสิก อย่างน้อยที่สุด ๑๙ ประเภท ที่จะทำให้จิตขณะนั้นเป็นโสภณที่ดีงาม จะต้องมีศรัทธาจะต้องมีหิริ มีโอตตัปปะ มีอโลภะ มีอโทสะ แล้วก็ต้องมีเจตสิกอื่นๆ ที่เป็นโสภณเกิด ขณะนั้นเจตสิกเหล่านั้นเกิดทำกิจการงาน จึงไม่สามารถที่อกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นได้

    ด้วยเหตุนี้ต้องทราบขณะที่นอนหลับสนิท เป็นวิบากจิตทั้งกุศลเจตสิก และอกุศลเจตสิกเกิดไม่ได้เลย ถ้าเป็นโสภณเกิดได้ แต่ถ้าเป็นกุศลหรืออกุศลเกิดไม่ได้เลย แต่ว่าเวลาที่ตื่นขึ้นจะมีเจตสิกที่เกิดพร้อมจิต แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะเป็นกุศล และอกุศล ความต่างคือแม้มีพืชเชื้อของอกุศลอย่างละเอียด แต่ไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงานของอกุศล แต่ขณะใดก็ตามที่ตื่น อกุศลเจตสิกเกิดร่วมกับจิตใด จิตนั้นเป็นอกุศล

    ผู้ฟัง เรียนถามเรื่องหลับ ถ้าเป็นพระอรหันต์หลับ ท่านจะไม่ฝัน แต่ถ้าเป็นปุถุชนหลับจะฝัน แต่ท่านอาจารย์บอกว่าในขณะซึ่งหลับ จิตจะไม่มีอกุศลเลย คำถามก็คือว่าถ้าเราฝันร้ายในขณะนั้น จิตเป็นอกุศลหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ หลับสนิทไม่ฝัน

    ผู้ฟัง ต้องหลับสนิทใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ หลับสนิทหมายความว่า ไม่รู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ขณะหลับไม่เห็น ขณะที่คนตื่นเห็น

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นในขณะซึ่งอันนี้พูดถึงปุถุชนก่อน พระอรหันต์ท่านไม่มีฝัน ท่านไม่มีอะไรแล้ว เพราะว่าท่านหมดซึ่งกิเลสทั้งหมดแล้ว ก็จะพูดถึงปุถุชนก่อนว่าถ้าหลับสนิทแล้วจะไม่ฝัน ในขณะนั้นก็จะไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรืออะไรก็แล้วแต่เลย คือเป็นวิบากจิต แต่ถ้าฝันเมื่อใดหมายความว่าไม่หลับสนิทใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เราใช้คำว่าหลับ แล้วก็มีคำว่าหลับสนิท หลับไม่สนิท แต่ต้องพิจารณาถึงสภาพธรรมว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ แล้วก็เวลาที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ได้คิดนึก ขณะนั้นจิตรู้อารมณ์โดยไม่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย ไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราใช้คำว่าหลับ แต่ความจริงก็คือ ภวังคจิต คือจิตซึ่งต้องเกิดขึ้นสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น จนกว่าจะจุติคือขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไป



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    17 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ