สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๙๗

    วันจันทร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    อ.อรรณพ ส่วนเจตนาเจตสิกที่เป็นกุศลเจตนาบ้าง อกุศลเจตนาบ้าง ที่ถึงความเป็นกรรมบถ ล่วงทุจริตกรรมหรือว่าสำเร็จเป็นกุศลกรรมบถ ก็จะให้ผลเป็นวิบากต่อไป อันนั้นเรียกว่า"นานักขณิกกัมมปัจจัย" คือปัจจัยคือกรรมซึ่งจะทำให้เกิดวิบากในอนาคตต่อไป แล้วก็ถึงดวงที่ ๕ คือ เอกัคคตาเจตสิก ก็เป็นสภาพความตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งจะต้องเกิดกับจิตทุกดวงเช่นกัน คราวที่แล้วเราสนทนากัน ๕ เจตสิกแล้ว

    ท่านอาจารย์ นกมีจิตเห็นไหม ตอบว่ามี มีสัพพจิตตสาธารณเจตสิกไหม มีเหมือนกันหมด เอารูปร่างออกแล้ว ธรรมก็คือธรรม ขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท ขณะที่ได้ยินเกิดขึ้นไม่ว่าจิตของใคร จิตของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ในขณะที่เห็น ในขณะที่ได้ยิน ในขณะที่ได้กลิ่น ในขณะที่ลิ้มรส ในขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ทางทวารทั้ง ๕ จิต ๑๐ ดวง จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ไม่ว่ากี่ชาติมาแล้ว หรือต่อไปข้างหน้า หรือว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ธรรมก็เป็นธรรมซึ่งแต่ละเจตสิกที่จะเกิดกับจิต หรือว่าจิตแต่ละขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าใด ก็จะต้องเป็นไปตามประเภทของจิตนั้นๆ ก็เหลือสัพพจิตตสาธารณเจตสิกอีก ๒ ดวง

    อ.สุภีร์ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ประการที่ ๖ ก็คือ ชีวิตินทริยเจตสิก คำว่า "ชีวิตินทริยะ" ก็แปลตามศัพท์ก็แปลว่า "เป็นใหญ่ในการดำรงอยู่" ก็แยกศัพท์ออกมาเป็น "ชีวิตะ"แปลว่าการดำรงอยู่ แล้วก็ "อินทริยะ" ก็คือความเป็นใหญ่ "ชีวิตินทริยะ"ก็คือเป็นใหญ่ในการดำรงอยู่ ชีวิตินทริยเจตสิกก็เป็นเจตสิกอีกเจตสิกหนึ่งที่เกิดกับจิตทุกประเภทเลย เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เกิดขึ้นกระทำกิจหน้าที่การงานในการดำรงรักษาอายุของสัมปยุตตธรรมที่เกิดร่วมด้วย ให้สามารถดำรงอยู่เพียงชั่วขณะนั่นเอง นามธรรมเกิดเพียงหนึ่งขณะ ถ้าแยกขณะย่อยๆ ก็จะมี ๓ อนุขณะด้วยกันก็คือ อุปาทะขณะ ฐีติขณะ และภังคขณะ

    นามธรรมที่เกิดร่วมกันเป็นสัมปยุตตธรรมถึงจะมีอายุน้อยขนาดนั้น แต่ก็ยังมีสภาพธรรมอีกชนิดหนึ่งที่ดำรงรักษาเพื่อให้สภาพธรรมที่เกิดร่วมกันนั้นมีอายุหนึ่งขณะนั่นเอง สภาพธรรมอันนี้ก็คือเจตสิกที่ชื่อว่าชีวิตินทริยเจตสิก ถ้าเราว่ากันโดยปัจจัย ก็จะมีปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งในปัจจัย ๒๔ ปัจจัย เรียกว่า"อินทริยปัจจัย" ชีวิตินทริยเจตสิกก็เป็นอินทริยปัจจัย ก็คือเป็นปัจจัยโดยการเป็นใหญ่ในการบำรุงรักษา หรือว่าให้สัมปยุตตธรรมดำรงอายุอยู่ชั่วหนึ่งขณะ เพื่อทำกิจหน้าที่การงานของสัมปยุตตธรรมนั้นๆ ชีวิตินทริยเจตสิกก็เกิดขึ้นรู้อารมณ์เดียวกับที่จิตรู้นั่นเอง แต่ว่ารู้โดยการกระทำหน้าที่ก็คือดำรงรักษาอายุของสัมปยุตตธรรมให้อยู่ในหนึ่งขณะนั่นเอง

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบมีท่านผู้ใดสงสัยในตอนนี้เรื่องของชีวิตินทริยเจตสิก เป็นนามธรรมซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ ดำรงรักษาสภาพของสหชาตธรรม คือจิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกันให้ตั้งอยู่ คือดำรงอยู่ชั่วขณะของอายุของจิตนั่นเอง เป็นนามธรรมซึ่งมองไม่เห็นเลย แม้แต่ว่าจะเกิดขึ้นก็ยังต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก เจตนาเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก ชีวิตินทริยเจตสิก ยังเหลืออีกหนึ่ง ซึ่งขาดไม่ได้เลยต้องเกิดกับจิตทุกขณะคือ มนสิการเจตสิก

    ผู้ฟัง ที่เรากล่าวว่าชีวิตเรา ชีวิตเราก็คือเจตสิกเหล่านี้หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ คงไม่ใช่เฉพาะชีวิตินทริยเจตสิก แต่ทั้งหมดของสภาพนามธรรม และรูปธรรมที่เราถือว่าเป็นเรา คือส่วนที่เป็นรูปก็คิดว่าเป็นร่างกายของเรา ส่วนที่เป็นนามก็คิดว่าเป็นจิตใจของเรา

    อ.อรรณพ สำหรับเจตสิกดวงสุดท้ายในสัพพจิตตสาธารณเจตสิกก็คือ มนสิการเจตสิก มนสิการเจตสิกก็เป็นสภาพที่สนใจใส่ใจในอารมณ์ที่จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันกำลังรู้ อย่างในขณะที่จิตเห็นเกิด ขณะนั้นจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันจะต้องมีเจตสิกดวงหนึ่ง คือมนสิการเจตสิกที่ใส่ใจในอารมณ์นั้น แม้ว่าชีวิตินทริยเจตสิกจะเป็นเจตสิกที่ดำรงรักษาสัมปยุตตธรรม คือจิตเจตสิกให้ดำรงอยู่ใน ๓ อนุขณะ ใน ๓ อนุขณะนั้นก็ต้องมีมนสิการเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่สนใจหรือใส่ใจในอารมณ์นั้น ถ้าเป็นจิตเห็นก็คือใส่ใจในสิ่งที่ปรากฏทางตา จิตเห็น จักขุวิญญาณจิต ผัสสเวทนา สัญญา เอกัคคตา ชีวิตินทริยเจตสิก ก็ต้องรู้อารมณ์เดียวกัน คือสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่ามนสิการเจตสิกเป็นเจตสิกที่กระทำให้สัมปยุตตธรรมทั้งหมดใส่ใจในอารมณ์นั้น และจิตอื่นๆ ก็ต้องมีมนสิการเจตสิกด้วย

    ซึ่งในชีวิตประจำวันของเรา แม้ว่าจะยังไม่รู้ในลักษณะของมนสิการเจตสิก แต่ถ้าเราพิจารณาในความสอดคล้องของพระธรรม ในการที่เราจะใส่ใจในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งจะปราศจากมนสิการเจตสิกไม่ได้เลย ถ้ามนสิการไม่เกิด ความตรึก วิตกที่จะตรึกนึกถึงเรื่องราวต่างๆ สี แล้วก็ทั้งปรมัตถ์ทั้งบัญญัติที่จะตรึกก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นมนสิการเจตสิกที่เกิดกับจิต ก็กระทำให้มีความใส่ใจหรือสนใจในอารมณ์ที่จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันกำลังรู้ จึงทำให้เกิดการตรึกคิดนึก แล้วเกิดความวิจิตรของจิตที่เป็นไปในอารมณ์ต่างๆ ในการที่เราจะเรียนรู้ใส่ใจในสรรพศาสตร์ทั้งหลาย ก็ด้วยจิตในขณะนั้นมีมนสิการเจตสิกเกิดขึ้นใส่ใจในอารมณ์นั้น วิตกเจตสิกจึงจรดในอารมณ์นั้น แล้วก็สภาพเจตสิกธรรมอื่นๆ ที่เราจะได้สนทนากันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิริยะ ฉันทะก็เกิดร่วมด้วย แต่สภาพสัมปยุตตธรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีมนสิการเจตสิกซึ่งเป็นสภาพที่สนใจ และใส่ใจในอารมณ์ซึ่งกำลังปรากฏกับจิต และเจตสิกนั้น

    ผู้ฟัง ตรงที่ว่าใส่ใจในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง กับการที่เจตสิก ๗ ดวงมีสภาพรู้อารมณ์เดียวกับอารมณ์ที่จิตรู้ เช่น รู้อารมณ์โดยการสัมผัส รู้อารมณ์โดยความรู้สึก รู้อารมณ์โดยการจำ รู้อารมณ์โดยการตั้งใจ ขณะนี้เรากำลังรู้อารมณ์ด้วยการสนใจ และเมื่อสักครู่นี้คือรู้อารมณ์ด้วยดำรงสภาพที่เป็นชีวิตอยู่ ๓ อนุขณะ ก็เลยสนใจว่าขณะที่เราจะใส่ใจศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง นั่นเป็นมนสิการเจตสิกด้วย หรือว่าขณะนั้นในเฉพาะจิตที่เกิดขึ้นแต่ละดวงรู้อารมณ์ในขณะที่ใส่ใจในอารมณ์นั้น คงจะไม่ใช่เหมือนกับการใส่ใจในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นจิตหลายๆ ดวงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ถูกต้องไหม

    อ.อรรณพ อย่างที่ได้เรียนแล้วในตอนต้นว่ามนสิการเป็นเจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง อย่างจิตเห็นจะปราศจากมนสิการซึ่งใส่ใจ และสนใจในอารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้ ถ้าไม่มีมนสิการเจตสิกเกิดขึ้น จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ แล้วก็เจตสิกที่จะเกิดกับจิตเห็น ไม่ว่าจะเป็นผัสสะซึ่งกระทบอารมณ์ชักนำมาซึ่งการเกิดขึ้นของสัมปยุตตธรรมให้รู้ในอารมณ์นั้น เวทนาความรู้สึก เจตนาความจงใจ เอกัคคตาความตั้งมั่น ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าปราศจากมนสิการเจตสิกเป็นสภาพที่ใส่ใจในอารมณ์นั้น แน่นอนถ้าจิตกำลังเกิดขึ้นรู้อารมณ์ เจตสิกกำลังเกิดขึ้นรู้อารมณ์ แม้ว่ามีแค่เพียง ๗ เจตสิก จะปราศจากสภาพธรรมที่ใส่ใจในอารมณ์นั้นไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดจิตก็เกิดขึ้นรู้อารมณ์ไม่ได้

    เพราะในขณะที่จิต และเจตสิกเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ต้องมีสภาพที่ใส่ใจในอารมณ์นั้น ซึ่งจะให้ชีวิตินทริยเจตสิกไปทำหน้าที่ใส่ใจด้วยก็ไม่ได้ เพราะว่าชีวิตินทริยเจตสิกมีกิจมีหน้าที่ในการที่จะดำรงรักษาสัมปยุตตธรรมที่เกิดขึ้นชั่วอนุขณะสั้นๆ เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ขณะที่กำลังดับไป ซึ่งเจตสิกอื่นๆ เขาก็ทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว ผัสสะก็ทำหน้าที่กระทบอารมณ์ เวทนาก็ทำหน้าที่รู้สึก แต่ที่ต้องมีแน่ๆ ต้องมีครบทั้ง ๗ และจะขาดดวงใดดวงหนึ่งไม่ได้ เพราะถ้าจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ จิตก็ต้องมีลักษณะที่ถูกปรุงแต่งด้วยมนสิการเจตสิก ซึ่งจะทำให้สัมปยุตตธรรมเหล่านั้นรู้อารมณ์เดียวกันกับอารมณ์ที่มนสิการกำลังทำหน้าที่ใส่ใจ เป็นสภาพเจตสิกธรรมซึ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไปอย่างรวดเร็ว แต่แม้ในขณะนั้นก็ต้องมีลักษณะมีสภาพธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นปรุงแต่งทำหน้าที่ของแต่ละสภาพธรรม

    ในขณะที่เป็นจิตคิดนึกถึงเรื่องราวถึงศาสตร์ต่างๆ เช่น ในขณะที่เราจะเรียนรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด และมีผู้สอนวิชาใดวิชาหนึ่ง เราต้องใส่ใจในเสียง ใช่ไหม ขณะที่จิตได้ยินเกิดขึ้นก็มีมนสิการที่ใส่ใจในเสียงนั้น ขณะที่รู้เรื่องราวบัญญัติก็ใส่ใจในอารมณ์นั้น คือเรื่องราวบัญญัตินั้น แล้วก็มีสภาพธรรมอื่นเกิดปรุงแต่งร่วมด้วย มีการตรึก การคิด การนึก คือวิตก มีฉันทะมีความพอใจ แต่จะปราศจากมนสิการเจตสิกไม่ได้ด้วย แม้ว่าจะเป็นจิตที่ไม่ใช่จิตเห็น จิตได้ยิน คือเป็นทวิปัญจวิญญาณจิต จิตอื่นทั้งหมดก็ต้องมีมนสิการเจตสิกด้วย ไม่เช่นนั้นวิตกไม่รู้จะจรดในอารมณ์นั้นได้อย่างไร ฉันทะจะพอใจในอารมณ์นั้นได้อย่างไร ถ้าขาดเจตสิกธรรมที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นร่วมกัน และดวงหนึ่งก็คือสภาพที่ใส่ใจในอารมณ์นั้นคือมนสิการเจตสิก แต่ต่างกันด้วยความที่กิจต่างกันอารมณ์ต่างกัน ต่างกันจากในขณะที่เห็น ได้ยิน

    ผู้ฟัง ตรงนี้ขอบพระคุณมาก ที่ได้เห็นความแตกต่างในสภาพของจิตที่เป็นเพียงจิตเดียว ซึ่งเราได้เรียนแล้วในเบื้องต้นว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวงนี้ ก็แม้กระทั่งเป็นวิบากจิตที่เกิดขึ้นก็มีแล้วถึง ๗ ดวง อยากจะเรียนถามว่าตรงที่อารมณ์ที่เจตสิกแต่ละเจตสิกที่เกิดขึ้นเป็นสัมปยุตตธรรมในจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิตนั้นในขณะที่แต่ละเจตสิกมีกิจหน้าที่ของเขาเฉพาะ ถามว่าทั้ง ๗ อันไหน คือยังมีตั้งใจก็มี สนใจก็มี มีตั้งมั่น ไม่ทราบว่าเจตสิกอันไหนใน ๗ เป็นพระเอก หรือว่าเป็นผู้ควบคุมคนอื่น หรือว่าเป็นผู้นำ จะเป็นความตั้งใจ หรือตั้งมั่น หรือว่าใส่ใจ หรืออะไรกันแน่ หรือว่าเหมือนๆ กันหมด มีน้ำหนักในการที่จะเปรียบเทียบเท่ากันหมด

    อ.อรรณพ ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ เจตสิกธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ต่างก็ทำหน้าที่ของเจตสิกธรรมนั้นๆ จะปราศจากเจตสิกธรรมหนึ่งเจตสิกธรรมใดไม่ได้เลยใน ๗ ดวง อันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องใช่ไหม แล้วก็มีกิจหน้าที่ต่างกัน แต่เมื่อท่านแสดงโดยความแตกต่างกันของความเป็นอินทรีย์ก็มี เช่น เวทนาเกิดขึ้นเป็นสภาพที่รู้สึกเป็นเวทนินทรีย์ เป็นใหญ่ในการรู้สึก จิตก็เป็นใหญ่ในการที่เป็นประธานในการที่จะรู้อารมณ์ เป็นมนินทรีย์ ชีวิตินทริยเจตสิกก็เป็นอินทรีย์เป็นใหญ่ในความที่จะรักษาสัมปยุตตธรรมนั้นให้ดำรงอยู่ได้ มนสิการเจตสิกแม้ว่าจะไม่ได้เป็นอินทรีย์ แต่ก็เป็นสภาพของเจตสิกธรรมที่ปราศจากดวงนี้ไม่ได้ เหมือนผัสสะเหมือนกัน ผัสสะก็ไม่ได้แสดงโดยความเป็นอินทรีย์ แต่จะขาดผัสสะก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นกิจและความเป็นใหญ่ ก็อาจจะแตกต่างกัน อย่างเวทนาเป็นอินทรีย์ ชีวิตินทริยเจตสิกก็เป็นใหญ่ในการที่จะรักษาสัมปยุตตธรรม จิตก็เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ แต่จะปราศจากดวงหนึ่งดวงใดก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่มีสภาพที่ใส่ใจในอารมณ์นั้น

    และอีกประเด็นหนึ่งสภาพธรรมที่เราพยายามจะใช้คำอธิบาย ซึ่งเป็นการยากจริงๆ ที่จะอธิบายให้เห็นถึงลักษณะสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ทำกิจหน้าที่เพียงในอนุขณะสั้นๆ ๓ อนุขณะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ และก็ดับไป เช่น เจตนา ใช้คำอธิบายว่าคือสภาพที่จงใจ ใช่ไหม สภาพของมนสิการเป็นสภาพที่สนใจ ก็ดูเหมือนว่าจงใจสนใจจะต่างกันอย่างไร ใช่ไหม ถ้าเป็นเจตนาจะเป็นสภาพที่จงใจในการกระทำนั้น ซึ่งก็มีหลายระดับ เจตนาที่เป็นความจงใจเพียงเพื่อที่จะกระทำให้สัมปยุตตธรรมนั้นเกิดขึ้นรู้อารมณ์โดยความเป็นวิบากทางตา จะขาดเจตนาซึ่งจงใจไม่ได้ แล้วก็จะขาดซึ่งมนสิการซึ่งเป็นสภาพที่ใส่ใจในอารมณ์นั้นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพที่จงใจโดยเจตนาคือกรรม กรรม การกระทำ กระทำ จงใจ ในการที่จะรู้อารมณ์นั้น อันนั้นก็เป็นสหชาตกัมมปัจจัย

    ถ้าเป็นเจตนา เช่น เจตนาในการฆ่า หรือเจตนาในการที่จะเจริญกุศล ช่วยเหลือผู้อื่น ขณะนั้นสภาพของเจตนามี เป็นสภาพที่จงใจ เป็นสภาพของกรรมที่จะกระทำในสิ่งนั้นจงใจที่จะทำให้สำเร็จ แต่สภาพที่สนใจ มนสิการ อย่างเช่นในขณะที่มีความสนใจด้วยความพอใจในฉันทะในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ตรึกนึกถึงเรื่องนั้น ขณะนั้นจะขาดซึ่งมนสิการซึ่งเป็นสภาพที่ใส่ใจสนใจในอารมณ์นั้นก็ไม่ได้ แล้วก็ต้องมีเจตนาด้วย สภาพธรรมก็ละเอียดมาก ขอกราบท่านอาจารย์ได้เพิ่มเติม ให้เห็นถึงความแตกต่างของสภาพธรรมเหล่านี้ ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ เรากำลังกล่าวถึงสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ คือจิตทุกขณะ แต่ว่าเราจะเริ่มจากจิตขณะที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทุกอย่างจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง จิตก็ต้องอาศัยเจตสิก เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตเกิดขึ้น จะมีจิตเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และเจตสิกจะไปเกิดกับรูป หรือสภาพธรรมอื่นไม่ได้เลย ต้องเกิดกับจิต

    ในขณะนี้เมื่อกล่าวถึงจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุดคือ ๗ ดวง ทุกคนกำลังมี เห็น แล้วก็ได้ยิน ไม่ใช่ขณะคิดนึก ไม่ใช่ขณะที่กำลังเป็นโลภะหรือความขุ่นเคืองใจหรืออะไรทั้งสิ้น เพียงชั่วขณะที่เห็น และได้ยิน ซึ่งสลับกันอยู่กับจิตประเภทอื่นๆ จิตทั้งหมดที่เป็นวิบากจิต คือเป็นผลของกรรม กรรมทำให้จิตนี้เกิดขึ้นเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง กรรมทำให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน ยังไม่ได้คิดนึกเรื่องสิ่งที่ได้ยินเลย เพียงชั่วขณะที่ได้ยิน มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นผลของกรรม ลองคิดดูว่าขณะนี้จะมีจิตที่เป็นวิบาก แล้วก็มีจิตที่หลังจากวิบากจิตเกิดแล้ว ก็เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ซึ่งก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง

    เพราะฉะนั้นเราจะเริ่มจาก ๗ ดวง คือผัสสเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำกิจกระทบอารมณ์ เพราะว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มี เสียงก็มี อาจจะมีกลิ่น อาจจะมีสิ่งที่ปรากฏทางกาย แต่ผัสสเจตสิกกระทบอะไร จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันรู้อารมณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีธาตุที่ปรากฏที่เกิดขึ้นหลากหลาย ก็ต้องแล้วแต่ว่าผัสสเจตสิกจะกระทบอารมณ์อะไร จิตนั้นก็มีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตแต่ละขณะ จะขาดผัสสเจตสิกไม่ได้เลย ผัสสะที่เป็นกุศลก็มี ผัสสะที่เป็นอกุศลก็มี ผัสสะที่มีรูปเป็นอารมณ์ก็มี ผัสสะที่มีเสียงเป็นอารมณ์ก็มี ผัสสะที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็มี เพราะเหตุว่าจิตสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทุกอย่าง และเจตสิกที่เกิดกับจิตก็รู้อารมณ์เดียวกับจิต

    เพราะฉะนั้นผัสสะไม่เคยขาดเลย ทุกขณะที่จิตเกิดต้องมีผัสสเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเมื่อผัสสเจตสิกเกิดแล้ว ที่จะไม่ให้มีเวทนา คือเจตสิกอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดทันทีที่ผัสสะเกิด และจิตเกิด ก็คือความรู้สึกในอารมณ์ที่ปรากฏ ซึ่งในวันหนึ่งๆ เราก็อาจจะพิจารณาความรู้สึกของเราได้ว่ามีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เวลาที่จิตเป็นอุเบกขา หรืออทุกขมสุข ใครรู้บ้าง แต่เวลาที่ขุ่นใจมีโทมนัสสเวทนา แม้นิดเดียวน้อยใจ เสียใจ วิตกกังวลอะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นก็สามารถจะรู้ลักษณะสภาพของความรู้สึกที่ไม่สบายใจได้ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุเบกขาเวทนา ส่วนน้อยก็จะเป็นเรื่องของโสมนัสบ้าง โทมนัสบ้าง หรือว่าสุขบ้างทุกข์บ้าง ที่จะปรากฏ

    แต่ที่จริงแล้วต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ ขาดไม่ได้แล้ว ใช่ไหม ผัสสเวทนา ทันทีที่จิตรู้อารมณ์ใด สภาพธรรมอีกชนิดหนึ่งคือสัญญาเจตสิกจำสิ่งที่ปรากฏ มิฉะนั้นทุกคนในห้องนี้จะจำอะไรไม่ได้เลย ใช่ไหม เข้ามาในห้องก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ว่าความจำมีในทุกขณะจิต แล้วก็จำเพิ่มเติม แล้วแต่ว่าจิตขณะนั้นจะเป็นจิตประเภทใด บางคนอาจจะคิดเรื่องของวิชาการอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นนักธรณีวิทยา นักประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่จะต้องมีเพราะสัญญาจำ ถ้าจิตเกิดแล้วก็ไม่มีสัญญาเจตสิก จะไม่มีการจำอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ความจริงจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าสัญญาเจตสิกต้องเกิดกับจิต แล้วก็จำสิ่งที่จิตกำลังรู้

    เพราะฉะนั้นก็มีทั้งผัสสะมีทั้งเวทนามีทั้งสัญญา โดยกรรมทำให้จิต และเจตสิกเกิดพร้อมกันทำหน้าที่นี้ เพราะเหตุว่าเป็นวิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรม แม้แต่เจตสิกเหล่านี้ก็เป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ เป็นวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมก็ได้ เป็นกิริยาเกิดกับจิตของพระอรหันต์ก็ได้ เพราะเหตุว่าเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วจะขาดเจตสิก ๗ ดวงนี้ไม่ได้เลย สำหรับเจตนาเจตสิกบางคนก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่จะรู้ได้เมื่อเป็นกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนา แต่ถ้าเป็นวิบาก เช่น ขณะที่กำลังเห็น ลักษณะของเจตนาก็ไม่ได้ปรากฏเลย ลักษณะของเวทนาก็แล้วแต่ ใครสามารถที่จะพิจารณาเข้าใจได้ แต่สภาพของเจตนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่จงใจขวนขวาย กระตุ้นให้สหชาตธรรมที่เกิดร่วมกันทำกิจของตนๆ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    24 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ