สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๗

    วันจันทร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ จะจำอะไรก็แล้วแต่ จะคลาดเคลื่อนหรือว่าวิปลาสอย่างไรก็ตามแต่ แต่ว่าขณะนั้นก็มีความจำแล้ว คือจำเป็นงู ไม่ใช่จำเป็นเชือก ก็ต้องมีจำ ต้องมีสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ

    ผู้ฟัง เรื่องเจตนาเจตสิก หมายถึงว่าขวนขวายตั้งใจ จงใจกระทำกิจในหน้าที่ของตัว แต่ว่าทำไมบางขณะ หรือบางโอกาส ท่านจะแสดงว่าเจตนาเจตสิกหมายถึงกรรม ขอเหตุผล

    อ.สุภีร์ เจตนาเจตสิกก็เป็นหนึ่งในสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เป็นเจตสิกที่ขวนขวายจัดแจง หรือว่ากระตุ้นเตือนให้สหชาตธรรมทำกิจหน้าที่การงาน เจตนาเจตสิกทุกๆ ประเภทที่เกิดกับจิตทุกดวง เรียกว่ากรรมทั้งหมด เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่ขวนขวายจัดแจงให้เจตสิกอื่นๆ กระทำกิจหน้าที่การงานให้สำเร็จ ฉะนั้นเจตสิกที่เป็นเจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกๆ ประเภทเลย เจตนาเจตสิกเรียกว่าเป็นกรรม เพราะว่าเป็นผู้ที่จัดแจงขวนขวาย หรือว่าตระเตรียมต่างๆ เพื่อให้เจตสิกหรือว่าสัมปยุตตธรรมอื่นๆ ทำกิจหน้าที่การงานของตัวเองให้เสร็จ

    ซึ่งเจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภทนี้ เรียกว่า"สหชาตกัมมะ" ก็คือ สห ก็แปลว่าร่วมกัน ชาตะ ก็แปลว่าเกิด สหชาตกัมมะคือกรรมที่เกิดร่วมกับจิตทุกๆ ประเภท ได้แก่เจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกประเภทนั่นเอง แล้วก็จะมีกรรมบางกรรมที่เมื่อกระทำไปแล้วสามารถให้ผลในอนาคตได้ ให้เห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสกระทบสัมผัส หรือแม้แต่สามารถให้ปฏิสนธิได้ กรรมเหล่านี้ก็เรียกว่า"นานักขณิกกัมมะ" ก็มาจากคำว่า นานาแปลว่า ต่างๆ ขณิกะ คือขณะ แล้วก็ กัมมะ

    นานักขณิกกัมมะคือกรรมที่สามารถให้ผลในต่างขณะกันได้ ก็คือเมื่อกระทำไปแล้ว ผลของกรรมนี้ไม่ได้ให้ในขณะนี้ แต่ว่าให้ในขณะอื่นต่อๆ มา ให้เห็นให้ได้ยินให้ได้กลิ่นลิ้มรสกระทบสัมผัส หรือว่าให้ปฏิสนธิซึ่งเป็นวิบาก หรือว่าให้รูปที่เกิดจากกรรมที่เรียกว่ากัมมชรูป เพราะเหตุที่ว่าเจตนาเจตสิกเป็นเจตสิกที่ขวนขวาย จัดแจง เสมือนกับเป็นหัวหน้าในการกระทำกรรมใดกรรมหนึ่ง หรือว่ากระทำกิจหน้าที่การงานใดการงานหนึ่ง ฉะนั้นเจตนาจึงเรียกว่าเป็นกรรม

    ผู้ฟัง คือที่สงสัยแม้แต่ในลักษณะ ๔ คือลักขณาทิจตุกะก็ไม่มีคำว่ากรรม แต่พอเรียนไปเรียนไป เจตนาเจตสิกคือกรรม จะทำให้คนที่เริ่มเรียนเกิดความสงสัย เหตุใดท่านจึงไม่ทรงแสดงไว้ในลักษณะ ๔ คือ ลักขณาทิจตุกะด้วย คำว่ากรรม เราก็ต้องมีความหมายแปลออกไปอีกจากจงใจ ตั้งใจ ขวนขวาย ทำกิจ ไม่มีคำว่ากรรมเลย แต่พอเรียนไปแล้ว เจตนาคือกรรม อันนี้คือปัญหาของคนเรียนใหม่

    อ.สุภีร์ ลักษณะของเจตนาเจตสิก ทำหน้าที่ตั้งใจ ขวนขวาย จัดแจงให้สหชาตธรรมกระทำกิจหน้าที่การงานให้สำเร็จ เปรียบเหมือนเจ้าของนา หรือว่าเจ้าของสิ่งของ ที่จะมีหน้าที่ที่จะคอยจัดแจงเครื่องมือต่างๆ ให้ผู้ที่มาร่วมกันทำงานให้ทำงานนั้นให้สำเร็จ ซึ่งจริงๆ แล้วเจตนานี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าเป็นกรรม ดังพระบาลีที่ว่า "เจตนาหัง กัมมัง วทามิ" ก็แปลว่า เรากล่าวเจตนานั่นเองว่าเป็นกรรม

    อ.ประเชิญ เมื่อสักครู่นี้ที่ปัญหาพี่บงในเรื่องของวิริยะ คือถ้าโดยทั่วไป วิริยะหมายถึงความเพียร หมายถึงความขยันหมั่นเพียร แต่ทีนี้บางครั้งเกียจคร้าน ขณะที่มีความเกียจคร้าน ตามพระอภิธรรมตรงนั้นก็มีวิริยะด้วย จะบอกว่าเป็นผู้ที่เกียจคร้านจะขัดกันไหม

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ซึ่งเพียงแต่อาศัยเจตสิก ๗ ดวงเกิดขึ้น ก็สำเร็จกิจการงานนั้นๆ แต่เมื่อเป็นอกุศลจิต เพราะเหตุว่าขณะนั้นเกียจคร้าน ก็ต้องเป็นอกุศลจิต ก็ต้องมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าสำหรับวิริยเจตสิกไม่ใช่อกุศลเจตสิก แต่เป็นปกิณกเจตสิก ลักษณะของวิริยะคือความเพียร ซึ่งไม่ใช่ความจงใจ เวลาที่เราจงใจหรือตั้งใจมีความคิดที่จะกระทำแล้ว แต่ว่ายังต้องอาศัยความเพียรหรือความพยายามด้วย แต่ว่าเราจะไม่รู้การเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิต และเจตสิก ว่าพ้นจากจิตที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง ได้แก่ จิตเห็นกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเป็นผลของกรรม ไม่ต้องมีวิริยะเลย ไม่ต้องอาศัยวิริยเจตสิก จิตเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ แต่ว่าถ้าเป็นจิตอื่นก็จะต้องตามกิจการงานของหน้าที่

    ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียนเรื่องของจิตว่าขณะใดมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะใดไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างที่คุณประเชิญบอกว่าขณะที่กำลังเกียจคร้านไม่น่าจะมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะเกิดยังไม่ได้ขี้เกียจเลย แต่ก็แล้วแต่ว่าจิตที่ทำกิจปฏิสนธิเป็นจิตประเภทใด เป็นจิตที่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็มี เป็นจิตที่ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็มี นี่เป็นความละเอียด เพราะเหตุว่าเมื่อกรรมสำเร็จลงแล้ว ที่เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม จะต้องเป็นปัจจัย เป็นกรรมปัจจัยที่จะทำให้วิบากจิตซึ่งเป็นผลเกิดขึ้น วิปากจิตคือจิตที่เป็นผลของกรรม ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าวิบากต้องหมายความถึงว่าต้องมีกรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัย จิตนี้จึงจะเกิดขึ้นได้

    ถ้าเป็นการเกิดในอบายภูมิเป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ต้องมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพราะเหตุว่าจิตนั้นเป็นเพียงจิตที่ทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิจิต เพราะว่าผลของอกุศลกรรมมีเพียง ๗ ดวงเท่านั้น ให้ทราบว่าที่ทุกคนไม่ชอบอกุศลวิบาก แต่ว่าเมื่อมีอดีตอกุศลกรรมที่ได้ทำแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยให้อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น ๗ ดวง น้อยไหม แค่ ๗ ทำกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมประเภทใดก็ตาม แต่ถึงกาลที่จะทำให้วิบากจิตเกิดที่เป็นอกุศลวิบาก ก็จะมีเพียง ๗ ดวงเท่านั้น คือจักขุวิญญาณจิตเห็น เป็นอกุศลวิบากหนึ่ง เห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่น่าพอใจ โสตวิญญาณ จิตได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจหนึ่ง ฆานวิญญาณได้กลิ่น กรรมทำให้ฆานปสาทรูปเกิด สำหรับที่จะได้กลิ่นต่างๆ ที่เป็นผลของอกุศลกรรม แล้วก็ชิวหาวิญญาณคือขณะที่ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ กายวิญญาณก็รู้สิ่งที่กระทบกายที่ไม่น่าพอใจ ๕ ดวงแล้วใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นกรรมไม่ได้เพียงทำให้ปัญจวิญญาณ ๕ ดวงนี้เกิด ที่เป็นอกุศลวิบาก แต่ยังทำให้ขณะใดที่เห็น กรรมก็ทำให้สัมปฏิจฉันนจิตเกิดรับรู้อารมณ์นั้นต่อ การรับรู้อารมณ์ซึ่งเป็นผลของกรรมไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเหตุว่าเมื่อทำให้จักขุวิญญาณเกิด ดับไปแล้ว เพราะว่าจิตทุกขณะจะเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก ในขณะนี้เองให้ทราบว่าเมื่อจักขุวิญญาณดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนจิตเป็นวิบากจิต ถ้าเป็นอกุศลกรรมก็ทำให้จักขุวิญญาณเห็นสิ่งที่ไม่ดีดับไป สัมปฏิจฉันนจิตซึ่งเป็นอกุศลวิบากเกิดต่อ รับรู้ขณะที่สิ่งนั้นยังไม่ดับด้วย และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไป กรรมก็ยังทำให้สันตีรณจิตที่เป็นอกุศลวิบากเกิดด้วย

    เพราะฉะนั้นอกุศลวิบากทั้งหมด ไม่ว่าในภพไหนภูมิไหนทั้งสิ้น จะมีเพียง ๗ ดวง หรือว่า ๗ ประเภทก็ได้ สำหรับจิตที่จะเป็นผลของกรรมที่จะทำให้ปฏิสนธิ จะเอาจิตไหนทำให้ปฏิสนธิ ในเมื่ออกุศลวิบากมีเพียง ๗ จักขุวิญญาณทำกิจปฏิสนธิไม่ได้ เพราะเพียงเห็น โสตวิญญาณทำปฏิสนธิไม่ได้ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณทำปฏิสนธิไม่ได้ สัมปฏิจฉันนจิตซึ่งรับรู้อารมณ์ต่อก็ทำปฏิสนธิไม่ได้ เพราะฉะนั้นเหลือดวงเดียวคือสันตีรณกิจ จะทำปฏิสนธิกิจในอบายภูมิ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าขณะที่ปฏิสนธิจิตเป็นจิตประเภทใด ถ้าเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เพราะว่าเป็นผลของอกุศลกรรม สันตีรณจิตก็เกิดทำกิจปฏิสนธิ ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ขณะใดที่เกิดอกุศลจิต อย่างขี้เกียจ ขี้เกียจขณะนั้น ขี้เกียจทำอะไร

    อ.ประเชิญ ขี้เกียจทำการงาน

    ท่านอาจารย์ ขี้เกียจทำการงาน วิริยะก็เกิดร่วมด้วย เพียรที่จะขี้เกียจไม่ทำการงาน ไม่ขยันที่จะทำการงาน แต่ขยันที่จะไม่ทำต่อไป เพราะวิริยะเกิดร่วมด้วย

    อ.ประเชิญ หรือว่าอย่างเช่นขยันนอนอย่างนี้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ก็เราอาจจะใช้คำนั้นได้

    ผู้ฟัง ทราบว่าเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง ฉะนั้นความต่างกันกับอธิโมกข์ สองอย่างรู้สึกจะคล้ายๆ กัน ซึ่งอธิโมกข์ก็ไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวงใช่ไหม

    อ.สุภีร์ เอกัคคตาเจตสิกกับอธิโมกขเจตสิก ก็มีความต่างกันทั้งโดยลักษณะ และการเกิดในจิตที่แตกต่างกันด้วย เพราะเหตุว่าเอกัคคตาเจตสิกเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท ส่วนอธิโมกขเจตสิกเป็นปกิณกเจตสิก ไม่ได้เกิดกับจิตทุกประเภท เอกัคคตาเจตสิกมีลักษณะที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด เพราะเหตุว่าเมื่อจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ รู้อารมณ์ได้ทีละหนึ่งอารมณ์ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิตก็รู้อารมณ์ที่จิตรู้นั่นเอง ซึ่งเจตสิกที่กระทำกิจหน้าที่การงานให้สัมปยุตตธรรมตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ก็คือเอกัคคตาเจตสิก เอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภทเป็นหนึ่งในสัพพจิตตสาธารณเจตสิก

    ส่วนอธิโมกขเจตสิกเป็นปกิณกเจตสิก ไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง อธิโมกขเจตสิกเป็นเจตสิกที่ปักใจ ไม่สงสัยในอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะที่ตรงข้ามกับวิจิกิจฉา ก็คือความสงสัย ความสงสัยที่เป็นลักษณะของวิจิกิจฉา ก็คือเป็นความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรม แล้วก็ความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น นี่เป็นลักษณะของวิจิกิจฉา ซึ่งจะตรงข้ามกับลักษณะของอธิโมกขเจตสิก เพราะเหตุว่าอธิโมกขเจตสิกปักใจ ไม่สงสัยในอารมณ์ สามารถเกิดกับจิตได้ ยกเว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวงกับโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์

    อธิโมกขเจตสิกไม่เกิดร่วมกับจิต ๑๑ ประเภท ก็คือไม่เกิดร่วมกับทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ เพราะเหตุว่าจิต ๑๐ ดวงนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ เท่านั้น ก็คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ เท่านั้น นี่เป็นกลุ่มของทวิปัญจวิญญาณ จิตอีกดวงหนึ่งที่อธิโมกขเจตสิกไม่เกิดร่วมด้วย ก็คือโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ เพราะเหตุว่าวิจิกิจฉาเจตสิกเป็นเจตสิกที่สงสัยในอารมณ์ สงสัยในสภาพธรรม ฉะนั้นจึงตรงกันข้ามกับอธิโมกขเจตสิก อธิโมกขเจตสิกก็ไม่เกิดร่วมกับโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์เพิ่มอีกหนึ่งดวง รวมเป็น ๑๑ ดวง

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าเอกัคคตาเจตสิกเกิดพร้อมกับอธิโมกข์ และวิจิกิจฉาด้วย ไม่ว่าจะสงสัยหรือไม่สงสัย เอกัคคตาก็จะเกิดร่วมด้วยอย่างนั้นใช่ไหม

    อ.สุภีร์ เอกัคคตาเกิดร่วมกับจิตทุกประเภท แต่ว่าอธิโมกขเจตสิกเกิดกับจิตไม่ครบทุกประเภท ไม่เกิดกับจิต ๑๑ ประเภท ก็คือทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ กับโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์หนึ่ง

    อ.ประเชิญ ที่ได้กล่าวถึงวิตกเจตสิกว่าเป็นสภาพธรรมที่จรดในอารมณ์ ซึ่งจะไปคล้ายๆ กับผัสสะ ผัสสะจะกระทบอารมณ์กับจรดในอารมณ์ จะดูแล้วใกล้เคียงกันมากเลย

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าลักษณะของเจตสิกแต่ละอย่างก็ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นเพียงผัสสะ คือกระทบสิ่งที่จิตกำลังรู้ในขณะนั้น หรือว่าเมื่อกระทบอารมณ์อะไร จิตก็รู้ในอารมณ์นั้น นั่นเป็นหน้าที่ของผัสสะ แต่ก็ไม่ใช่มีแต่เพียงผัสสเจตสิกเท่านั้น สำหรับจิตบางประเภท เช่น สำหรับทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ อย่างไรๆ ก็ต้องจำว่าจิต ๑๐ ดวงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ เท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตอื่นนอกจากนี้ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านี้

    จะเห็นความต่างของการที่จิตเห็นขณะนี้จะเกิดซึ่งจะขาดผัสสเจตสิกไม่ได้เลย แต่เพียงเห็น รู้เพียงเห็น หรือว่ารู้เพียงได้ยินเท่านั้นเอง แต่ว่าขณะอื่น เช่น สัมปฏิจฉันนจิตซึ่งเกิดต่อจักขุวิญญาณ มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่แสดงให้เห็นความต่างของจิตที่เห็น จิตที่ได้ยิน จิตที่ได้กลิ่น จิตที่ลิ้มรส จิตที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเป็นวิบากจิตซึ่งเกิดเพราะมีการกระทบกันทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทำกิจเพียงรู้สิ่งนั้นที่กระทบ คือเห็น แค่เห็นแล้วก็ดับไป แค่ได้ยินแล้วก็ดับ แต่ว่าสัมปฏิจฉันนะไม่ได้ทำทัศนกิจ แต่สามารถที่จะรู้อารมณ์เดียวกับจิตเห็น

    เพราะฉะนั้นสำหรับสัมปฏิจฉันนจิต ก็มีวิตกเจตสิกซึ่งต้องจรดในอารมณ์นั้นด้วย โดยที่ว่าสามารถรู้อารมณ์นั้นโดยจรด แต่ไม่ใช่โดยทัศนกิจ คือไม่ใช่โดยเห็น เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้ว่า ๑๐ ดวง มี ๗ แต่ว่าต่อจากนั้นไปก็จะมีเพิ่มขึ้น เพราะว่าวิตกเจตสิกก็จะต้องเกิดกับสัมปฏิจฉันนะซึ่งเกิดต่อ เพราะฉะนั้นก็มีเจตสิกเกิดมากกว่าแค่ ๗

    อ.ประเชิญ บางทีในอุปมาในตำราท่านได้กล่าว อย่างเช่นในอรรถสาลินี ซึ่งท่านได้ยกมาจากท่านพระนาคเสน ท่านได้อุปมาไว้ว่า ผัสสะเหมือนกับแพะ ๒ ตัวชนกัน กระทบคือชนกันตรงนั้น แต่วิตกหรือวิตักกะ ท่านเปรียบเหมือนกับไม้สองอันเอามาจรดกัน เวลาช่างไม้ที่จะประกอบการงานของเขา ก็จะเอาไม้สองอันมาจรดกัน ซึ่งก็ดูใกล้เคียงกันกับท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงความชัดเจนว่า ขณะที่เป็นจักขุวิญญาณตรงนั้นไม่มีวิตก แต่มีผัสสเจตสิก

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวถึงโมหเจตสิกวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ว่า ยกเว้นไม่เกิดขึ้นกับอธิโมกข์ ก็สงสัยว่ามีโมหเจตสิกอีกประเภทหนึ่ง อุทธัจจะ คือมีความสงสัยว่าทำไมถึงเกิดกับอธิโมกข์ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วโมหะอุทธัจจะ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

    อ.สุภีร์ อันนี้กล่าวถึงโมหมูลจิตแล้ว ซึ่งโมหมูลจิตนี้เป็นจิตที่มีโมหะเป็นมูลอย่างเดียว เพราะเหตุว่าโลภมูลจิตก็ดี โทสมูลจิตก็ดี มีโมหะเป็นมูลด้วย แต่ว่าก็มีโลภะเป็นมูลด้วยในโลภมูลจิต และมีโทสะเป็นมูลด้วยในโทสมูลจิต ซึ่งอกุศลจิตนี้มี ๑๒ ประเภท ก็คือโลภมูลจิต ๘ ประเภท โทสมูลจิต ๒ ประเภท และก็โมหมูลจิตนี้ ๒ ประเภท

    โมหมูลจิต ก็คือจิตที่มีโมหะเป็นมูล หรือว่าเป็นเหตุเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งโมหมูลจิตมี ๒ ประเภทด้วยกัน ก็คือโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์ ๑ ดวงกับโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ ๑ ดวง ที่ถามเมื่อสักครู่นี้ ก็คือถามว่าทำไมโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์จึงมีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะรู้สึกเหมือนกับว่าอุทธัจจะก็คือความฟุ้งซ่านใช่ไหม เหมือนกับฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ แล้วก็ไม่ปักใจอะไรอย่างนี้ แต่ว่าอธิโมกขเจตสิกเป็นเจตสิกที่ปักใจ ไม่สงสัยในอารมณ์ โมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์มีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย ถ้ากล่าวถึงอุทธัจจเจตสิกก่อนเป็นเจตสิกที่ฟุ้งซ่านไป หรือว่าซ่านไปในอารมณ์ ไม่ได้เป็นเจตสิกที่มีความสงสัยในอารมณ์ ฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่ออธิโมกขเจตสิก

    ซึ่งเราก็ยังไม่ได้กล่าวถึงลักษณะของอกุศลเจตสิก กล่าวสั้นๆ เพียงว่าอุทธัจจเจตสิกที่เกิดในโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์นี้ เป็นเจตสิกที่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ ไม่ใช่เป็นเจตสิกที่สงสัย หรือว่าไม่เชื่อในอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะที่ต่างกับวิจิกิจฉาเจตสิก ซึ่งเป็นลักษณะที่สงสัยในอารมณ์ และในสภาพธรรม สภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอธิโมกขเจตสิก ก็มีสภาพธรรมอย่างเดียวก็คือวิจิกิจฉาเจตสิก ฉะนั้นอธิโมกขเจตสิกก็สามารถเกิดร่วมกับอุทธัจจะได้ สามารถเกิดในโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์ได้ ก็คือเมื่ออธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมกับโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์ อธิโมกขเจตสิกก็ทำหน้าที่ไม่สงสัยในอารมณ์ที่อุทธัจจะซ่านไปนั่นเอง

    ผู้ฟัง ไม่สงสัยแต่ว่าฟุ้งไป

    อ.สุภีร์ ไม่สงสัยในอารมณ์ที่อุทธัจจะฟุ้งไป

    อ.ประเชิญ เมื่อคราวที่แล้วในปกิณกเจตสิกมีลักษณะที่จะคล้ายกับเวทนา ปีติเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่อิ่มเอิบอิ่มใจ ซึ่งในครั้งก่อนนั้น เราได้สนทนาลักษณะของเวทนาเจตสิกซึ่งจะมีโสมนัสเวทนาเป็นความสุขใจ พระผู้มีพระภาคจำแนกเป็นเจตสิก ๒ อย่างคือเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นปีติอย่างหนึ่ง ซึ่งดูแล้วก็จะคล้ายๆ กัน ขณะที่สุขใจกับอิ่มใจ ทำไมท่านจึงจำแนกแตกต่างกันว่าเป็นเจตสิกคนละประเภท ในชีวิตประจำวันเราจะสังเกตว่าเจตสิก ๒ ประเภทนี้ในขณะไหนได้บ้าง

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องยาก ที่จะรู้ความต่างของเจตสิกซึ่งใกล้เคียงกัน และก็เกิดร่วมกันด้วย แต่ให้ทราบว่าลักษณะของเวทนาเจตสิกเป็นสภาพที่รู้สึก ซึ่งความรู้สึกก็มี ๕ อย่างคือโสมนัสทางใจ แล้วก็สุขทางกาย โทมนัสทางใจ แล้วก็ทุกข์ทางกาย แล้วก็อทุกขมสุข เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ แต่เวลาที่บางครั้งบางคราเราก็รู้สึกปีติได้ไหม

    อ.ประเชิญ ได้

    ท่านอาจารย์ ก็เราใช้คำนี้ในภาษาไทยบ่อยๆ บางท่านก็รู้สึกปีติรู้สึกปลาบปลื้มรู้สึกปลื้มใจ นั่นคือลักษณะของปีติเจตสิก



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    29 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ