สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๑๕

    วันจันทร์ที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๖


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ศึกษาเราก็อาจจะหลงคิดว่าเราไม่มีอกุศล เรามีแต่กุศล หรือว่าเราอาจจะไม่มีทั้งกุศล และอกุศล คือเราไม่ได้ทำอะไร เราอยู่เฉยๆ แต่จิตไม่เฉย เมื่อจิตเกิดต้องทำกิจการงานอย่างหนึ่งอย่างใด ตามประเภทของจิตนั้นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อโวฏฐัพพนจิตดับ กุศลจิตเกิด ขณะนั้นไม่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก หรือว่ากิริยาจิตของพระอรหันต์ก็ไม่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก แต่เมื่อใดที่จิตนั้นเกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก ขณะนั้นเป็นอกุศลจิต ซึ่งก็คงจะได้กล่าวถึงตามลำดับว่าอกุศลจิตทั้งหมดมี ๑๒ ประเภท แล้วก็เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภท เพราะฉะนั้นก็ควรจะได้ทราบลักษณะของอกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภทว่ามีอะไรบ้าง

    อ.สุภีร์ อกุศลเจตสิกมี ๑๔ ประเภท อกุศลจิตมี ๑๒ ประเภท แต่ว่าอกุศลเจตสิกมี ๑๔ ประเภท อกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภทนี้ เพื่อให้จำได้ง่ายขึ้น ก็จำแนกออกเป็นหมวดใหญ่ๆ ๕ หมวดด้วยกัน หรือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ๕ กลุ่มด้วยกัน ก็คือ

    หมวดที่ ๑ เรียกว่า "โมจตุกะ "คำว่า "โม" นี้ก็มาจาก "โมหเจตสิก" นั่นเอง มาจากคำว่า"โมหะ" "จตุกะ" ก็คือหมวด ๔ หรือว่าเจตสิก ๔ ประเภท โมจตุกะก็หมายความว่าเจตสิก ๔ ประเภท มีโมหเจตสิก เป็นต้น นี้หมวดที่ ๑ โมจตุกเจตสิก ๔ ประเภท มีโมหเจตสิกเป็นต้นนี้ มีโมหเจตสิกความไม่รู้ ๑ อหิริกเจตสิกความไม่ละอายนี้อีก ๑ อโนตตัปปเจตสิก ความไม่เกรงกลัวต่อบาปอีก ๑ และอุทธัจจะความฟุ้งซ่านอีก ๑

    รวมเป็น ๔ ประเภท ก็คือโมหเจตสิก อหิริกเจตสิก อโนตตัปปเจตสิก และอุทธัจจเจตสิก อันนี้เป็นเจตสิกประเภทที่เป็นโมจตุกเจตสิก ๔ ประเภท มีโมหเจตสิก เป็นต้น

    หมวดที่ ๒ เป็นประเภท "โลติกะ"คำว่า "โล" มาจากคำว่า "โลภเจตสิก" นั่นเอง "ติกะ" แปลว่าหมวด ๓ หรือว่าเจตสิก ๓ ประเภท โลติกะก็คือเจตสิก ๓ ประเภท มีโลภเจตสิก เป็นต้น มี ๑. โลภเจตสิก เป็นสภาพที่ติดข้องในอารมณ์ ๒. ทิฏฐิเจตสิก เป็นเจตสิกที่เห็นผิด ๓. มานเจตสิก ความสำคัญตน

    นี้เป็นเจตสิกประเภทที่เป็นโลติกะมี ๓ ประเภทด้วยกัน ก็คือ ๑. โลภะเจตสิก ๒. ทิฏฐิเจตสิก ๓. มานเจตสิก

    หมวดที่ ๓ เป็นประเภทโทจตุกะคำว่า "โท" ก็มาจากโทสเจตสิก "จตุกะ" ก็คือ ๔ หรือว่าหมวด ๔ ได้แก่ เจตสิก ๔ ประเภท มี "โทสะ" เป็นต้น เรียกชื่อว่า "โทจตุกะ" มี ๑. โทสเจตสิก เป็นสภาพที่หยาบกระด้าง ๒. อิสสาเจตสิก เป็นสภาพที่ริษยาในสมบัติของคนอื่น ๓. มัจฉริยเจตสิก เป็นเจตสิกที่ตระหนี่ในสมบัติของตนเอง ๔. กุกกุจจเจตสิกเป็นเจตสิกที่เดือดร้อนรำคาญใจ

    นี้เป็นประเภทโทจตุกะมี ๔ เจตสิก ก็คือ ๑. โทสเจตสิก ๒. อิสสาเจตสิก ๓. มัจฉริยเจตสิก ๔. กุกกุจจเจตสิก ต่อไปเป็น

    หมวดที่ ๔ ก็คือ "ถีทุกะ" คำว่า "ถี" ก็มาจากคำว่า "ถีนะ" เป็นชื่อของเจตสิกอีกประเภทหนึ่ง เป็นชื่อ "ถีนเจตสิก" "ทุกะ" คือหมวด ๒ ถีทุกะ ก็คือกลุ่มประเภทเจตสิกที่มี ๒ เจตสิก มีถีนเจตสิก เป็นต้น ก็คือมี ๑. ถีนเจตสิก และ ๒. มิทธเจตสิก

    หมวดที่ ๕ ประเภทสุดท้ายมีอยู่ ๑ ดวงก็คือวิจิกิจฉาเจตสิก

    ฉะนั้นอกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ ประเภท ที่ได้กล่าวชื่อไป แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ แล้ว เป็นหมวดๆ เพื่อให้จำได้ง่ายมีอยู่ ๕ หมวด ด้วยกันก็คือ หมวดที่ ๑ โมจตุกะ หมวดที่ ๒ โลติกะ หมวดที่ ๓ โทจตุกะ หมวดที่ ๔ ถีทุกะ หมวดที่ ๕ ก็คือวิจิกิจฉาเจตสิก รวมได้เป็นอกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภท

    ขอทบทวนชื่ออีกครั้งหนึ่ง อกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภท ว่าโดยชื่อที่เป็น

    หมวดที่ ๑ โมจตุกเจตสิก ๔ ดวง มีโมหเจตสิก เป็นต้น มีโมหเจตสิก ๑ อหิริกเจตสิก ๑ อโนตตัปปเจตสิก ๑ และอุจธัจจเจตสิก ๑

    หมวดที่ ๒ เป็นโลติกเจตสิก ๓ ประเภท มีโลภเจตสิก เป็นต้น มีโลภเจตสิก ๑ ทิฏฐิเจตสิก ๑ และมานเจตสิก ๑

    หมวดที่ ๓ เป็นประเภทที่เป็นโทจตุกเจตสิก ๔ ประเภท มีโทสเจตสิก เป็นต้น มีโทสเจตสิก ๑ อิสสาเจตสิก ๑ มัจฉริยเจตสิก ๑ และกุกกุจจเจตสิก ๑

    หมวดที่ ๔ เป็นถีทุกเจตสิก ๒ ประเภท มีถีนเจตสิก เป็นต้น มีถีนเจตสิก ๑ กับ มิทธเจตสิก ๑

    หมวดที่ ๕ ประเภทสุดท้ายก็เป็นวิจิกิจฉาเจตสิก อันนี้กล่าวโดยชื่อ

    ท่านอาจารย์ ก็ฟังชื่อไปก่อน แล้วก็จะได้ทราบว่ามีชื่ออะไรที่คุ้นหูบ้าง คงไม่มีใครชื่อโลภะใช่ไหม แล้วก็คงจะไม่มีใครชื่อโทสะ ไม่มีใครชื่ออิสสา เป็นภาษาบาลี ภาษาไทยก็คือริษยา มัจฉริยะนี่ถ้าไม่ได้ฟังธรรมบ่อยๆ อาจจะไม่ทราบว่าหมายความถึงความตระหนี่ ชื่อต่างๆ เหล่านี้ โดยมากเราใช้ชื่อคนไทยในภาษาบาลี แต่คงจะไม่เอาชื่อของอกุศลเจตสิกมาเป็นชื่อ นอกจากชื่อหนึ่งซึ่งทุกคนก็อาจจะได้ยินบ่อยๆ คือมานะ อันนี้เป็นอกุศลเจตสิก แต่เราก็คงจะไม่กล่าวถึงอกุศลเจตสิกทั้ง ๑๔ ทั้งหมดทันที แต่ว่าให้ทราบว่าทุกคนมีครบทั้ง ๑๔

    ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอริยบุคคล ยังไม่ได้ดับเชื้อของอกุศล ก็จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้อกุศลจิตเกิด แล้วก็เป็นประเภทต่างๆ ตามประเภทอย่างที่กล่าวไว้ ก็จัดไว้เป็นพวกๆ พวกนี้ก็จะไปเกิดกับพวกนั้นไม่ได้ ก็เป็นพวกเหมือนกัน ว่าถ้าเป็นพวกของโลภะเขาก็เกิดกับโลภมูลจิต ถ้าเป็นประเภทของโทสเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมกันก็จะเกิดกับโทสเจตสิกได้ อันนี้ก็จะค่อยๆ พิจารณาซึ่งเป็นชีวิตประจำวันแล้วก็ทุกคนก็มีครบ แล้วก็คงจะเห็นโทษของอกุศลแต่ละชนิด ซึ่งขอเชิญคุณอรรณพกล่าวถึงเจตสิกที่เป็นอกุศลเจตสิกแรก

    อ.อรรณพ อกุศลเจตสิกดวงแรกที่ท่านแสดงไว้คือ โมหเจตสิก ซึ่งโมหะหรืออวิชชาก็เป็นอกุศลธรรมที่กุ้มรุม หุ้มห่อไม่ให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ที่เราอยู่ในสังสารวัฏมาแสนนาน ก็เพราะว่ายังไม่สามารถที่จะดับโมหะหรืออวิชชาได้ ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ท่านดับกิเลสได้แล้ว คือดับโมหะได้เป็นขั้นๆ ตั้งแต่พระโสดาบันก็พอจะดับโมหะในระดับหนึ่งได้ จนสมุจเฉทที่พระอรหันต์ท่านก็จะไม่มีการวนเวียนในสังสารวัฏอีกต่อไป ซึ่งในขุททกนิกายอิติวุตตกะ ในโมหสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงแสดงถึงโทษของโมหะ ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เราต้องตกอยู่ในสังสารวัฏ เพราะโมหะมีลักษณะของการหุ้มห่อ กุ้มรุมเอาไว้ไม่ให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงไม่สามารถที่จะออกจากสังสารวัฏได้

    มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงเรื่องโมหะไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นแม้นิวรณ์อันหนึ่งอย่างอื่น ซึ่งเป็นเหตุให้หมู่สัตว์ถูกนิวรณ์หุ้มห่อแล้วแล่นไป ท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน เหมือนนิวรณ์คืออวิชชานี้เลย อวิชชา ก็คือโมหะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้ถูกนิวรณ์คืออวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน ซึ่งพระองค์หลังจากที่ได้ตรัสข้อความนี้แล้ว ก็ยังได้ตรัสข้อความขยายต่อไปอีกว่า ธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้หมู่สัตว์ถูกธรรมนั้นหุ้มห่อแล้ว ท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนานเหมือนหมู่สัตว์ผู้ถูกโมหะหุ้มห่อแล้วไม่มีเลย คือไม่มีธรรมอะไร อกุศลธรรมอะไร ที่จะพุ่มห่อปิดบังการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เหมือนกับโมหะนี้เลย

    ส่วนพระอริยสาวกเหล่าใดละโมหะแล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว พระอริยสาวกเหล่านั้นย่อมไม่เที่ยวไปอีก เพราะอวิชชาอันเป็นต้นเหตุแห่งสังสารวัฏย่อมไม่มีแก่พระอริยะเหล่านั้น ก็เป็นการที่พระองค์ทรงแสดงถึงโทษที่มาก แล้วก็คลายช้าของโมหะ มีทั้งโทษที่มาก แล้วก็คลายช้า เพราะโมหะเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโทสะก็มีโมหะเกิด หรือเป็นโลภะก็มีโมหะเกิด หรือไม่ใช่จิตที่เป็นโลภะหรือโทสะ เป็นจิตที่เป็นโมหะโดยไม่มีโทสะหรือโลภะประกอบ โมหะก็สามารถที่จะเกิดได้ และกระทำให้จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะนั้นประกอบด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ตามความเป็นจริง

    ซึ่งในอรรถกถาท่านก็ยังมีข้อความขยายที่น่าที่จะพิจารณาว่า สัตว์ทั้งหลายถูกนิวรณ์ครอบงำปกคลุมหุ้มห่อให้มืดมัว ไม่ให้เพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น เพื่อแทงตลอดสภาวธรรมทั้งหลาย เพราะสภาวธรรมถูกปกปิด ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ในสงสารอันหาเบื้องต้นมิได้ ในภพใหญ่น้อย ตลอดกัปอันกำหนดไม่ได้ โดยประการทั้งปวง ด้วยการเกิดแล้วเกิดอีก ก็เป็นข้อความตอนหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงแสดงไว้ให้เห็นโทษของโมหะ ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตทุกดวง

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วก็พอจะทราบลักษณะของโมหะได้บ้างใช่ไหม หลง มืด ปกปิด ขอเชิญคุณสุภีร์ช่วยขยายด้วย

    อ.สุภีร์ สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน แต่ว่าที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะว่ามีโมหะ หรืออวิชชานี้ปกปิดอยู่ หรือว่าหุ้มห่ออยู่ไม่ให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง โมหเจตสิกนี้กระทำบุคคลทั้งหลายให้เป็นคนมืดบอด ท่านกล่าวว่าโดยภาษาบาลีเรียกว่า "อันธการ" คำว่า "อันธะ"แปลว่ามืด "การะ" ก็คือ กระทำ อันธการ ก็คือสภาพธรรมที่กระทำให้บุคคลทั้งหลายเป็นเหมือนคนมืดบอดไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง สภาพธรรมตามความเป็นจริงก็คือ จิต เจตสิก รูปที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์บุคคลเลย แต่ว่าด้วยความไม่รู้ก็ปกปิดความจริงเหล่านี้ ทำให้เป็นคนมืดบอด ก็คือไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ก็ลักษณะของอวิชชาคือไม่รู้ ลักษณะของโมหะก็คือความหลง ความมืด หรือการปกปิด ต้องทราบว่าในขณะไหนบ้าง มีหรือเปล่า แล้วก็เมื่อใด เพราะว่าแม้ว่าโดยชื่อ เราจะทราบว่าขณะที่โมหเจตสิกเกิด หรือว่าลักษณะของโมหะไม่ใช่สภาพที่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง จึงหลง เพราะเหตุว่าไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับอยู่ในที่มืด คนซึ่งมีชีวิตในวันหนึ่งๆ แล้วก็มีตาเห็น มีหูได้ยิน มีใจคิดนึกเรื่องราวต่างๆ ในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน ขณะใดที่ไม่รู้ความจริง ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ขณะนั้นไม่ชื่อว่าสว่าง เพราะเหตุว่ามืดจริงๆ แม้ว่าสภาพธรรมเป็นธรรม ได้ยินว่าสภาพธรรมเป็นธรรม แต่ก็ยังไม่เห็นว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นก็แสดงว่ากว่าจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมได้ ก็ต้องอาศัยการได้ฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงโดยละเอียด ถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง จึงสามารถที่จะเข้าใจได้ในความหมายของคำว่ามืดๆ ที่นี่คือไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ

    เมื่อมืดแล้วจะหลงไหม ในที่มืดจะไปไหนถูก เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ของเราๆ ไปไหนบ้าง ชีวิตของเราซึ่งไปทางการดำรงชีวิตอยู่ในเรื่องของโลก ในเรื่องของรูป ในเรื่องของเสียง ในเรื่องของความต้องการต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นด้วยความมืด คือความหลงไม่รู้ความจริง จึงมีความติดข้องมีความต้องการในสิ่งซึ่งผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วได้ทรงแสดงว่าเป็นเพียงสภาพธรรมที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดแล้วดับทันที ถ้าใครสามารถที่จะรู้ความจริงนี้ คนนั้นไม่มืด เพราะเหตุว่าสามารถที่จะรู้ว่าความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็คือต้องเกิดจึงปรากฏ และการที่จะเกิดได้ ก็ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งก็เกิดไม่ได้ และเกิดแล้วก็ดับ

    เป็นสิ่งซึ่งเราจะได้ยินได้ฟังบ่อยๆ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไตรลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเกิดไม่มีสภาพธรรมได้ที่เกิดแล้วจะไม่ดับ เพราะเหตุว่าทุกอย่างที่เกิดอนิจจัง ไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ ไม่ใช่สิ่งซึ่งคงทนที่น่าเพลิดเพลินเลย เพราะเหตุว่าเพียงเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็เป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าบังคับบัญชาไม่ได้ เพียงได้ฟังอย่างนี้ เริ่มจะสว่างบ้างหรือยัง หรือว่าก็ยัง เพราะว่าเป็นเพียงเล็กน้อยที่ได้ยินได้ฟัง เรื่องของสิ่งซึ่งหลายท่านก็คงจะบอกว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนในชีวิต ตราบใดที่ยังไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง ไม่มีโอกาสจะรู้ว่าแท้ที่จริงขณะนี้เป็นธรรม เริ่มจะเป็นธรรม แล้วก็ปรากฏ แล้วก็เกิดดับ แต่เป็นความจริง

    เพราะฉะนั้นถ้าฟังต่อๆ ไปก็จะเห็นความเป็นอนัตตา การที่สภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดขึ้นต่างกัน ตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีสักขณะเดียวซึ่งดับไปแล้วจะกลับมาอีกได้ เหมือนกับแสงไฟ เกิดขึ้นปรากฏ พอดับ แสงนั้นจะกลับมาอีกได้ไหม ถ้าจะจุดธูปสักดอกหนึ่ง ก็จะเห็นได้เลยว่าแสงของธูปที่ดับไป ก็จะไม่กลับมาอีกฉันใด ชีวิตของแต่ละคนแต่ละขณะในสังสารวัฏที่ยาวนานก็เกิดขึ้นชั่วหนึ่งขณะ แล้วก็ดับไป แต่ว่าเป็นอนันตรปัจจัยทำให้ขณะต่อไปเกิดสืบต่อ โดยเป็นสมนันตรปัจจัย ตามลำดับด้วยดี ก้าวก่ายกันไม่ได้เลย นี่เป็นลักษณะของอนัตตา ซึ่งเราผ่านมาแล้วนานแสนนานในสังสารวัฏ จนถึงขณะนี้มืดมาเท่าไร กำลังจะค่อยๆ สว่างขึ้นหรือยัง

    นี่คือประโยชน์ของการที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม เห็นคุณค่าว่าถ้าไม่มีพระธรรมก็ยังคงเป็นความมืดต่อไป แต่ว่าการที่เราจะค่อยๆ สว่างขึ้น ก็ต้องตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นปริยัติ ขั้นฟัง เรื่องของสภาพธรรม แล้วก็พิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจถูกต้องขึ้น เป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิด ระลึกลักษณะของสภาพธรรม โดยขั้นของปฏิปัตติ คือการอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะถึงปฏิเวธ คือการแทงตลอด หยั่งถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะในขณะนี้ซึ่งกำลังเกิดดับ

    ซึ่งเพียงในขั้นต้นเราก็จะเห็นได้คร่าวๆ เห็นขณะนี้เป็นจิตชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นทำกิจเห็น เมื่อมีจักขุปสาท ถ้าไม่มีจักขุปสาทจิตเห็นเกิดไม่ได้เลย ขณะนี้จิตได้ยินเกิดขึ้นเพราะมีโสตปสาท ถ้าไม่มีโสตปสาทจิตได้ยินก็เกิดไม่ได้ แค่นี้ก็เห็นแล้วใช่ไหม การเกิดขึ้นของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ต้องตามเหตุตามปัจจัยจริงๆ และขณะที่จิตเห็นยังไม่ดับ จิตได้ยินก็เกิดไม่ได้ หรือว่าจิตได้ยินยังไม่ดับ จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ จิตเห็นยังไม่ดับ จิตคิดนึกก็เกิดไม่ได้ นี่โดยคร่าวๆ แต่ก็พอจะมองเห็นว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ซึ่งทรงแสดงไว้โดยละเอียดถึง ๑ ขณะจิตว่ามีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย และจิตนั้นทำกิจอะไร และเจตสิกที่เกิดร่วมกันแต่ละเจตสิกทำกิจอะไร โดยความเป็นปัจจัยอะไร ชั่วขณะเดียวแล้วก็ดับ แล้วก็เกิดดับสืบต่อ นี่คือสังสารวัฏซึ่งยาวนาน และก็จะยาวนานต่อไปอีก ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟัง โดยละเอียด โดยรอบคอบ โดยค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะรู้แจ้งประจักษ์ได้ง่ายหรือยาก

    การที่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง และประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไปจริงๆ ของสภาพธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย แต่เป็นสิ่งที่อบรมได้ เพราะเหตุว่าผู้ที่เป็นสาวกในอดีตมีมาก และผู้ที่ห่างไกลพระศาสนามาจนกระทั่งถึง ๒๕๐๐ กว่าปี ก็ยังมีผู้ที่สะสมบุญในอดีตที่มีโอกาสได้ฟังสิ่งซึ่งถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังแล้วก็คือโมหะ มืดตลอดไปอีกนานแสนนาน เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมนี้ก็ประโยชน์สูงสุดคือเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แม้แต่เจตสิกซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นมูลจริงๆ ของอกุศลจิตทุกประเภทคือโมหะ หรืออวิชชา ได้แก่ โมหเจตสิกเป็นสภาพที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสภาพ หรือธรรมชนิดนี้เกิดขึ้นก็เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมที่เป็นอกุศลอื่นๆ เกิดร่วมด้วย

    ตามที่เราได้กล่าวถึงเรื่องของเหตุ เจตสิกทั้งหมด มี ๕๒ ประเภท และสำหรับเจตสิกที่เป็นเหตุมี ๖ อกุศลเหตุ ๓ ก็คือโมหเจตสิก ๑ โลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ เห็นได้จริงๆ ว่าเมื่อมีโมหะ ก็จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดโลภะความติดข้อง ถ้าสิ่งที่ปรากฏที่เป็นอารมณ์ของจิตเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจโมหะ ความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น ก็เป็นปัจจัยให้โทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นอกุศลทุกชนิดจะปราศจากโมหเจตสิกไม่ได้เลย ต้องมีโมหเจตสิกเกิดขึ้นอกุศลเจตสิกอื่นๆ จึงจะเกิดได้

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามคุณอรรณพ เมื่อครู่นี้ที่อ่านพระสูตรมีประโยคที่บอกว่าสัตว์ทั้งหลายถูกนิวรณ์ครอบงำ เวลานี้เรารู้จักตัวเจตสิกต่างๆ ซึ่งคุณสุภีร์ก็กล่าวแล้วคำใหม่ขึ้นมาคือ นิวรณ์ ช่วยขยายคำนี้ด้วย

    อ.อรรณพ นิวรณ์ คืออกุศลธรรมที่กุ้มรุม หรือว่าเมื่อเกิดแล้วกางกั้นไม่ให้กุศลธรรมเกิด



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    16 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ