สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๙๖
วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
อ.สุภีร์ ส่วนภิกษุรูปอื่นที่ร่วมกันทำผ้าสำหรับภิกษุรูปนั้น หลังจากภิกษุรูปนั้นได้กรานกฐินเรียบร้อยแล้วภิกษุ เหล่าอื่นอนุโมทนา ภิกษุรูปอื่นที่เหลือก็เรียกว่าเป็นผู้ได้กรานกฐินด้วย ซึ่งก็จะได้รับอานิสงส์กฐิน ก็คือถ้ามีผ้าที่คฤหัสถ์นำมาถวายจำนวนมาก ในขณะนั้น ในสมัยนี้เราเรียกว่าบริวารกฐิน ซึ่งจริงๆ บริวารกฐินไม่มี เพราะว่ากฐินเป็นสังฆกรรม ก็คืออันนี้เป็นคำเรียก คือถ้ามีผ้าที่เกิดขึ้นในที่นั้น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้นสามารถที่จะนำมาแจกกันได้ อันนี้เป็นอานิสงส์ในเมื่อภิกษุทั้งหลายร่วมกันทำกฐินสำหรับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้ว
ผู้ฟัง เกี่ยวกับภาษาที่ว่ากราน หมายถึงภาษาเขมร แล้วก็ส่วนการทอดเป็นภาษาไทยไทยที่ใช้กัน แต่เป็นเรื่องราวของคำที่เจอกันบ่อยๆ ในพระไตรปิฏกก็ดี จะใช้พยัญชนะว่ากราน ไม่ทราบว่าถ้าเป็นบาลีแล้วจะมาจากคำว่าอะไร
อ.สุภีร์ มาจากคำว่า"อัตถาระ" แปลว่า ปูลาด
ผู้ฟัง หมายถึง ปูลาด เท่าที่ฟังดูแล้ว ส่วนใหญ่จะนิยมใช้คำว่ากรานกฐิน เป็นคำแปลในภาษาบาลีเป็นส่วนมาก เช่นนี้จะถูกต้องไหม
อ.สุภีร์ ถ้ามีความเข้าใจก็แปลได้เช่นเดียวกัน ถ้าเข้าใจถูกต้อง
ผู้ฟัง วันนี้ก็เพิ่งเข้าใจว่าเป็นภาษาเขมร ก็ธรรมดาอ่านแล้วไม่เข้าใจ ส่วนจุดประสงค์ก็เพื่อให้เข้าใจถึงสังฆกรรมของพระภิกษุใช่ไหม
อ.สุภีร์ กฐินเป็นสังฆกรรมของพระภิกษุ คำว่ากราน ก็เท่าที่เห็นท่านนิยมเขียนเป็น สองแบบ กอไก่ รอเรือ สระอา นอหนูก็มี แล้วก็ลอลิงก็มี ก็แล้วแต่ แต่ว่าก็แปลมาจากคำภาษาบาลีว่า"อัตถาระ" หมายถึงลาดผ้าลงตามโครงที่ได้จัดไว้แล้ว โครงก็คือกฐินนั่นเอง แล้วก็เอาผ้า ต้องมาเย็บต่อกันใช่ไหม เพราะว่าจีวรของพระภิกษุต้องเป็นผ้าที่โดนตัดขาด แล้วก็เอามาเย็บต่อกันทีหลัง ฉะนั้นก็เอาผ้าเหล่านั้นมาลาดลง คือแผ่ออกแล้วก็นำมาเย็บต่อกัน
ผู้ฟัง เท่าที่ได้ยินได้ฟังดูเหมือนว่าเรื่องราวของกฐินนี้ จะเป็นที่นิยมกันมากในการไปทำบุญทำกุศล ไม่ทราบว่าอันนี้จะเป็นพุทธประสงค์หรือเปล่า เพราะว่าเท่าที่ได้ยินได้ฟังหรือว่าศึกษาแล้วก็ได้ฟังสักครู่นี้ จะเป็นการที่ให้พระภิกษุท่านได้เปลี่ยนผลัดจีวรที่เก่าแล้ว แล้วก็มีการที่จะได้ตัดเย็บจีวรขึ้นมาใหม่ ไม่ทราบว่ามีบัญญัติอย่างไรเกี่ยวกับคฤหัสถ์ที่จะเข้าไปร่วมได้บ้าง เพื่อเกิดประโยชน์ในการเจริญกุศล
อ.สุภีร์ กฐินเป็นสังฆกรรมไม่ได้เกี่ยวกับคฤหัสถ์เลย คฤหัสถ์ที่พระองค์ทรงอนุญาตไว้ ก็อนุญาตไว้ตั้งแต่คราวที่ให้ภิกษุทั้งหลายรับคหบดีจีวรได้ ซึ่งคหบดีจีวรเหล่านั้น สามารถนำมาทำเป็นผ้าเพื่อกฐินได้ ฉะนั้นคฤหัสถ์สามารถถวายคหบดีจีวรได้ เพราะเหตุว่าใน ๒๐ พรรษาแรก พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ทรงอนุญาตคหบดีจีวร ฉะนั้นภิกษุทั้งหลายก็ลำบากด้วยผ้า แล้วก็แสวงหาผ้าที่เรียกว่า"บังสุกุลจีวร"ตามที่ต่างๆ มีป่าช้า หรือว่าที่เก็บขยะ หรือว่าตามหนองน้ำ อะไรเหล่านี้เป็นต้น ภิกษุแสวงหาเอง
แต่ต่อมาภายหลังหมอชีวกโกมารภัจจ์ก็ขอพร เพื่อถวายคหบดีจีวรแก่ภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต ซึ่งคหบดีจีวรนั้นสามารถที่จะนำมาทำผ้าเพื่อกฐินได้ ฉะนั้นที่เราสามารถกระทำได้ ก็คือถวายคหบดีจีวรให้ภิกษุในอาวาสนั้นนำไปทำสังฆกรรมที่เรียกว่า"กฐิน" ถวายเป็นผ้าเพื่อกฐิน และอีกอย่างหนึ่งที่สามารถถวาย และก็ช่วยเหลือพระภิกษุได้ ก็คือถวายสิ่งต่างๆ ที่จำเป็น เช่น เข็ม หรือว่าด้าย เหล่านี้เป็นต้น แล้วก็ถวายภัตตาหารสำหรับภิกษุที่ร่วมสังฆกรรมในการเย็บ หรือว่าตัดย้อมจีวรเหล่านั้น
ผู้ฟัง ส่วนใหญ่ก็จะเห็นเป็นเรื่องของการเรี่ยไรเงิน หรือว่ารวบรวมเงิน ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก เพราะว่าถ้าพูดถึงผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระวินัย ก็จะเข้าใจว่าเป็นฤดูหน้าทำบุญ ส่วนใหญ่ก็มีการเรี่ยไรเพื่อไปสร้างวัด หรือว่าเรี่ยไรไปสร้างสิ่งต่างๆ ที่เนื่องด้วยวัด เป็นต้น แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องราวของการที่พระภิกษุต้องเปลี่ยนจีวร แล้วคฤหัสถ์จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เพราะว่าพระภิกษุธรรมดาแล้วตามพระวินัยมีบัญญัติไว้ว่าไม่ให้รับเงินรับทอง แล้วใช้เงินใช้ทองไม่ได้ แล้วจะหาผ้ามาจากไหนทำจีวร เป็นต้น
อ.สุภีร์ ผ้าที่ภิกษุนำมาสำหรับทำจีวร เป็นผ้าที่บริสุทธิ์ท่านอุปมาเหมือนกับให้ลอยมาจากอากาศเลย บริสุทธิ์มาก เป็นผ้าที่บริสุทธิ์มาก ตามปกติจีวรนี้โดยทั่วไปแล้วถ้าไม่ใช่ผ้าเพื่อกฐิน ภิกษุสามารถขอต่อญาติต่อปวารณาได้ หรือว่ากรณีที่ผ้าขาดชำรุดเสียหายกรณีอื่นๆ สามารถขอต่อคฤหัสถ์โดยตรงเลยก็ได้ แต่ว่าถ้าเป็นผ้าเพื่อกฐิน แม้แต่ญาติแม้แต่ปวารณา ขอไม่ได้ แล้วก็ห้ามกระทำด้วยเล่ห์ต่างๆ มีการบอกอ้อมๆ อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าใช้ปริภาษา คำว่า"ปริภาษา" ก็คือกล่าวอ้อมๆ นั่นเอง ไม่ได้พูดโดยตรง หรือว่าทำโอภาส ทำให้เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร นี้ก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นผ้าที่ไม่บริสุทธิ์
เพราะเหตุว่าผ้านี้เป็นผ้าเพื่อสังฆกรรม ฉะนั้นต้องเป็นผ้าที่บริสุทธิ์เท่านั้น เป็นผ้าที่ขอไม่ได้เลยโดยประการทั้งปวง ถ้าคฤหัสถ์รู้ว่าสงฆ์ในอาวาสนี้จะทำกฐินเอาผ้ามาถวายเอง อย่างนี้สามารถรับเป็นผ้าเพื่อกฐินได้ หรือว่าถ้าหาไม่ได้ ภิกษุเหล่านั้นในอาวาสนั้น ก็ช่วยกันออกเดินตามสถานที่ต่างๆ ใช่ไหม ตามป่าช้า หรือว่าตามป่า ก็จะมีเศษผ้าต่างๆ ที่ตกอยู่ทั่วไป ก็สามารถนำผ้าเหล่านั้นมาได้ ซึ่งผ้าเหล่านั้นเรียกว่า"บังสุกุลจีวร" ผ้าเหล่านั้นนำมาซักแล้วก็ย้อมทำให้เสร็จตัดเป็นรูปต่างๆ ให้เสร็จเรียบร้อย แล้วก็นำมาเย็บรวมกันเป็นจีวร
ผู้ฟัง พูดถึงการทำจีวร ฟังวิทยุ จะถามคุณสุภีร์ว่ามีแสดงไว้ในพระไตรปิฎกหรือเปล่า มีวัดหนึ่งเขาเริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้าย เก็บดอกฝ้าย แล้วก็ปั่น แล้วก็ทอ แล้วก็ย้อม แล้วก็มาทำจีวร อันนี้เขาแสดง แล้วประกาศสองวันสองคืน อันนี้อยากจะเรียนถามว่ามีแสดงในพระไตรปิฎก หรือว่าคิดกันขึ้นเอง
อ.สุภีร์ อันนี้คิดกันขึ้นเอง
ผู้ฟัง ผมยังข้องใจที่เรียกว่า"จุลกฐิน" ที่ว่าทำจีวรเสร็จภายในวันเดียว พอวันรุ่งขึ้นคือวันสุดท้ายของกลางเดือน ๑๒ ก็ถวายเลย เห็นเรียกว่าเป็นจุลกฐิน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
อ.สุภีร์ อันนี้ก็เป็นศัพท์บัญญัติเพิ่มขึ้นมาทีหลังอีก จุลกฐิน มหากฐิน ในพระไตรปิฎกไม่มี ในพระไตรปิฎกมีคำว่า"กฐิน"อย่างเดียว แล้วก็กฐินที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสรรเสริญอย่างหนึ่ง คำว่ากฐินก็คือสังฆกรรมทั่วๆ ไป ส่วนกฐินที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสรรเสริญหมายถึง กฐินที่ภิกษุทั้งหลายร่วมใจกันทำตั้งแต่เริ่มต้นจริงๆ ตั้งแต่เริ่มหาผ้ามาเลย แล้วก็มาตัดมาเย็บมาย้อมมาทำรูปอะไรต่างๆ ให้เรียบร้อย ภิกษุทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นใหญ่โตขนาดไหน แล้วก็มีจำนวนมากเท่าใดในอาวาสนั้นก็มาช่วยกันทั้งหมด อันนี้เป็นกฐินที่พระผู้มีพระภาคสรรเสริญ ฉะนั้นคำว่ากฐินในพระไตรปิฏก ก็มีคำว่ากฐินธรรมดาเท่านั้นเอง ไม่มีคำว่า"จุลกฐิน" หรือว่า"มหากฐิน" อันนี้ก็เป็นคำที่เติมกันมาทีหลัง
ผู้ฟัง เมื่อกล่าวถึงพระวินัย เราในฐานะชาวพุทธเป็นคฤหัสถ์ ควรจะศึกษาพระวินัย หรือไม่
ท่านอาจารย์ เพียงนิดๆ หน่อยๆ เรื่องเดียวสองเรื่องที่เราได้ยินได้ฟัง คือเรื่องวันเพ็ญ การปวารณา และก็เรื่องกฐิน เราก็จะรู้ได้เลยว่าเรายังไม่รู้อีกมาก พระไตรปิฎกทั้ง ๓ ปิฎกนี้ พระวินัยปิฎกก็เป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ของพระภิกษุจริงๆ จะเห็นความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัยได้ เพราะเหตุว่าชีวิตของบรรพชิตเป็นชีวิตซึ่งสละอาคารบ้านเรือน เพราะฉะนั้นความเป็นอยู่ของท่านจะต้องไม่เหมือนกับคฤหัสถ์ ถ้าจะอุปมาก็เหมือนกับฟ้ากับดิน ยิ่งอ่านพระวินัยยิ่งเห็นความบริสุทธิ์ แม้จีวรก็ต้องแสวงหา และก็อีกมากมายหลายอย่างที่มีในพระวินัย ก็จะทำให้เราเข้าใจ และมีความเคารพในผู้ที่สะสมอุปนิสัยที่สามารถที่จะดำรงเพศบรรพชิตตามพระวินัยได้
เพราะฉะนั้นสำหรับชาวพุทธก็ควรที่จะได้เข้าใจข้อความทั้ง ๓ ปิฎกพอสมควร อย่างคฤหัสถ์ก็จะได้ไม่ทำความลำบากใจให้กับพระภิกษุ เพราะเหตุว่าถ้าเราไม่รู้พระวินัยเลย และเราก็คิดอย่างที่เราคิดว่าเป็นทางที่ดี แต่ความจริงไม่ถูกต้องตามพระวินัย เช่น บางท่านก็คิดว่าสะดวกมากที่จะใส่ในบาตรด้วยเงินแทนที่จะเป็นอาหาร แล้วบางท่านก็คิดว่าสะดวกสำหรับท่านที่จะใช้ทุกอย่าง อันนั้นก็ผิดพระวินัย เพราะฉะนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธจะต้องช่วยกันศึกษา แล้วก็เข้าใจส่วนที่เกี่ยวกับพระภิกษุ เช่น การใส่บาตร หรือว่าการถวายเงินหรือไม่ หรืออะไรอย่างนี้ ถ้าต้องการที่จะทะนุบำรุงพระศาสนาจะต้องกระทำอย่างไรในเรื่องของเงินและทอง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
สำหรับพระสูตร เราก็เห็นได้ว่าจากการที่เราได้ทราบชีวิตของท่านพระสารีบุตรที่ท่านอบรมบารมีจนกระทั่งเป็นอัครสาวกแล้วปรินิพพาน ชีวิตของท่านก็ได้ใกล้ชิดกับพระผู้มีพระภาคแล้วก็เมื่อท่านจะปรินิพพาน ซึ่งท่านรู้ว่าอีก ๗ วัน แล้วท่านก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด ก็เป็นคติสำหรับเราได้ ถ้าเราคิดว่าอีก ๗ วันเราจะตาย เราจะทำอะไร เพราะว่ามีสิทธิ์ที่จะตายได้ไม่จำกัดเวลาเลย เพราะฉะนั้นอีก ๗ วันก็จะฟังธรรม หรือว่าระหว่าง ๗ วันนี้ก็จะฟังธรรม คือพยายามที่จะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งที่แท้จริงนอกจากพระธรรม ก็เป็นสิ่งที่เราจะเห็นได้ว่าทั้ง ๓ ปิฏกเกื้อกูล แต่ถ้าไม่เข้าใจพระอภิธรรม ไม่เข้าใจการอบรมเจริญปัญญาซึ่งเป็นสติปัฎฐาน ผู้นั้นจะไม่เข้าใจธรรม
ผู้ฟัง ฉะนั้นเราต้องศึกษาทั้ง ๓ ปิฎก ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ตามสมควร แต่คิดว่าปิฎกที่สำคัญที่สุดคือพระอภิธรรมปิฎก แต่ว่าการศึกษาพระอภิธรรมปิฎกจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มีพื้นฐานเบื้องต้น เพราะเหตุว่าในครั้งนั้นผู้ที่ได้ฟังพระอภิธรรมคือ ผู้ที่มีปัญญามากสามารถที่จะเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งของพระอภิธรรมได้ โดยที่ว่าท่านได้สะสมปัญญามามากพอ แต่สำหรับท่านผู้หนึ่งผู้ใดที่จะอ่านพระอภิธรรมปิฎก แม้เล่มแรกก็จะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีพื้นความเข้าใจในเรื่องของปรมัตถธรรมในเรื่องของจิตเจตสิกรูปก่อน ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ หรือเวลาที่อ่านพระสูตรเอง ก็อาจจะเข้าใจผิดได้เพราะว่าไม่เข้าถึงลักษณะของสภาพธรรม
เพราะฉะนั้นการศึกษาที่จะเป็นประโยชน์คือให้เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แม้แต่เพียงคำเดียว แต่ว่าถ้าเข้าใจถ่องแท้ในความหมายนั้น ก็จะทำให้สามารถที่จะเข้าใจคำอื่นๆ ต่อไปด้วยความถูกต้องไม่หลงเข้าใจผิดได้
ผู้ฟัง ที่กล่าวถึงการได้ยินได้ฟังธรรม เช่น ถ้าเกิดว่าเราไม่ประมาท รู้ว่าความตายใกล้จะมาถึง การได้ยินได้ฟังธรรมแล้วคิดตาม ยังไม่ถึงสติปัฏฐาน จัดว่าเป็นปฏิปัตติได้ไหม
ท่านอาจารย์ ไม่ได้
ผู้ฟัง ถ้าละเอียดขึ้นไปอีกนิดหนึ่งคือ ถ้าสังเกตตามในพระอภิธรรม เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นสี แล้วก็สังเกตตาม แต่ว่ายังไม่มีความมั่นใจว่าในขณะนั้นเป็นรูปธรรม เป็นการศึกษาตามที่ฟังแล้วก็ตามไปด้วยฟังไปด้วย ไม่ทราบว่าจะจัดได้ไหม หรือว่าตามแต่ปัญญา ตามขั้นของปัญญา
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นธรรม จะรู้มากน้อยแค่ไหน ผู้ที่กำลังฟังย่อมเป็นผู้ที่รู้ตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราพยายาม เมื่อได้ยินคำว่าปฏิบัติก็อยากจะรู้ว่าอย่างนี้เป็นปฏิบัติหรือเปล่า หรือว่าอย่างนั้นเป็นปฏิบัติหรือเปล่า แต่ความสำคัญก็คือว่าการเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ให้ถูกต้อง ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลย มีใครบ้างไหมที่จะคิดได้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง เมื่อมีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏ แต่เมื่อหมดไปแล้วสิ่งนั้นก็ไม่กลับคืนมาอีกเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งต้องอาศัยการฟัง และการพิจารณาให้เข้าใจจริงๆ แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องปฏิบัติ เพราะเหตุว่าการปฏิบัติทั้งหลายจะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจริงๆ ถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ ก็จะมีปัจจัยที่จะทำให้สติซึ่งเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เป็นเจตสิกที่เป็นโสภณเจตสิกเป็นเจตสิกฝ่ายดี จะไม่เกิดกับอกุศลเลย แต่จะเกิดกับกุศลทุกประเภท
เพราะฉะนั้นกุศลก็มีหลายระดับ ขั้นทานก็เป็นกุศลประเภทหนึ่ง ในการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ขั้นศีลก็เป็นเรื่องของกายวาจา ซึ่งไม่ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน ส่วนอีกขั้นหนึ่งคือขั้นภาวนาแม้ว่ากายวาจาไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเลย แต่ใจขณะนั้นเป็นกุศลหรือว่าเป็นอกุศล ถ้าจะเป็นกุศลได้ก็เป็นด้วยอะไร และก็มีปัญญาเกิดร่วมด้วย หรือว่าไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย แต่การที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมจริงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ผู้นั้นไม่ต้องไปคิดเรื่องปฏิบัติ แต่ว่าขณะนี้เข้าใจคำนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ไม่ใช่เพียงคำ สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็พิสูจน์ได้ว่า มีความรู้มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังโดยไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราว แต่สามารถที่จะเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมนั้นว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง อดไม่ได้ทั้งๆ ที่ศึกษาแล้วก็เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าถ้าทุกข์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เห็นโทษของความยึดถือ หรือว่าทุกข์นั่นเองเมื่อไรจะหมดไปสักที แต่พอไปอ่านข้อปฏิบัติเพราะว่าสติไม่ค่อยเกิด เช่น ในมหาสติปัฏฐาน มีเหมือนได้ปฏิบัติง่ายขึ้น หรือในสัมปชัญญะบรรพ จะมีรูปแบบของการพิจารณาเยอะแยะ ดูเหมือนได้ปฏิบัติธรรม มีความสบายใจเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเราที่สบาย สบายขณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดแล้วก็ดับ มีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้หรือยัง ถ้ายัง ก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่นเลย นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏจะรู้ได้ว่าขณะนั้นรู้เพราะอะไรว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เพียงขั้นการคิด
ผู้ฟัง สังเกตจริงๆ แล้วว่าบางครั้งมีความอยากจริงๆ ที่จะปฏิบัติ หรือว่าบางครั้งก็อยากให้คนอื่นรู้ว่าปฏิบัติ แล้วพออดไม่ได้ขณะที่อกุศลกลุ้มรุม ก็ลองทำในมหาสติปัฏฐานสูตรดู
ท่านอาจารย์ เพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่ออยาก อยากปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ ถ้าอยาก ก็ไม่ใช่การรู้แล้วละ
ผู้ฟัง ตอนนั้นยังไม่รู้ ยังไม่รู้ถึงธรรม เช่น จิต เจตสิก รูป แต่ว่าคิดไปก่อนอย่างนี้จะเป็นไปได้ไหม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าได้ฟังธรรม แล้วก็รู้ว่าเป็นธรรม ขณะนี้จะดีกว่าพยายามไปปฏิบัติหรือเปล่า
ผู้ฟัง ต้องดีกว่าเพราะว่าเห็นอยู่ เช่นท่านอาจารย์แสดงถึงสภาพของธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน แล้วฟังตามแล้วพิจารณาตามคิดตามดีกว่า เพราะว่าของจริงมีอยู่อย่างนี้เป็นต้น แต่ขณะที่ไปทวนพยัญชนะในมหาสติปัฎฐาน เป็นต้น ตอนนั้นก็พยายามทวนในนั้น ซึ่งของจริงก็ยังไม่ปรากฏ ยอมรับตามความเป็นจริงอย่างนั้น มีปรากฏบ้างแต่ว่า พอมาคิดถึงการได้ยินได้ฟัง และพิจารณาตาม รู้สึกประโยชน์จะเกิดได้มาก หรือฟังเทปก็ได้ อาจจะไม่มาที่นี่ ก็แล้วแต่ปัจจัยด้วยในการที่จะสนใจ
ท่านอาจารย์ ธรรมหรือสติปัฎฐานสำหรับอ่านหรือสำหรับศึกษาให้เข้าใจธรรม แม้แต่สติปัฎฐาน เป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม หรือว่าเป็นการอ่าน และทำตาม
ผู้ฟัง ต้องให้เพื่อเข้าใจสภาพธรรมถึงจะมีประโยชน์
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่ไปอ่านแล้วก็ทำตามอีกต่อไป คงจะต้องขอกล่าวถึงเรื่องของสัพพจิตตสาธารณเจตสิกที่ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว
อ.อรรณพ ในคราวที่แล้วก็ได้สนทนาถึงจิตในความหมายว่าวิจิตร ซึ่งที่จิตวิจิตรก็เพราะด้วยเหตุที่มีสภาพธรรมที่เกิดร่วมกันปรุงแต่งจิต ซึ่งเราเรียกว่า"สัมปยุตตธรรม" ด้วยความหลากหลายของเจตสิกธรรมที่เกิดประกอบกับจิตนั้น จึงทำให้จิตนั้นมีความวิจิตร และหลากหลายแตกต่างกันไป แล้วนอกจากสัมปยุตตธรรมที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น จะทำให้จิตนั้นมีความวิจิตรแล้ว ก็ยังขึ้นกับอารมณ์ของจิตนั้นด้วย กิจของจิตนั้นด้วย จิตเห็นกับจิตได้ยิน แม้ว่าจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวงเท่ากัน ไม่หลากหลายเลย ๗ ดวงเท่ากัน แต่จิตเห็นก็มีกิจในการเห็น จิตได้ยินมีกิจในการได้ยินเสียง มีอารมณ์ต่างกัน จิตเห็นก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์ จิตได้ยินก็มีสิ่งที่ปรากฏทางหูเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะเป็นจิตประเภทวิบากจิตเหมือนกัน มีเจตสิกเกิดประกอบเท่ากัน แต่ก็มีความหลากหลายด้วยกิจ และด้วยอารมณ์ของจิตนั้น
ซึ่งเราได้เริ่มสนทนาถึงเจตสิกที่เกิดประกอบกับจิต และกระทำให้จิตนั้นหลากหลาย ก็ได้เริ่มสนทนาถึง"สัพพจิตตสาธารณเจตสิก"ก็คือ เจตสิกที่เกิดทั่วไปสาธารณะกับจิตทุกดวง ก็มีเจตสิกอยู่ ๗ ประเภท ที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง ในคราวที่แล้วเราก็ได้สนทนาไป ๕ ประเภทแล้ว ก็คือผัสสเจตสิกเป็นสภาพที่กระทบอารมณ์ ชักนำให้จิต และเจตสิกที่เกิดในขณะนั้นรู้อารมณ์เดียวกัน สภาพของเวทนาคือความรู้สึก ก็คือเวทนาเจตสิก สภาพของสัญญาคือสภาพที่จำในอารมณ์
สภาพของเจตนาคือสภาพที่จงใจในอารมณ์นั้น ซึ่งเราก็ได้สนทนาถึงเจตนาเจตสิกว่าเป็นกรรม ทั้งเป็นกรรมโดยการที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น แล้วก็เป็นสภาพของกรรมที่จะทำให้ได้วิบากต่อไป เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย คราวที่แล้วเราได้ทราบถึง"สหชาตกัมมปัจจัย" ซึ่งชื่อจะดูยาก แต่ถ้าเราแปลจากข้างหลังไปข้างหน้าก็คือเป็นปัจจัยที่เกิดร่วมกัน กรรมเป็นปัจจัยโดยความเกิดร่วมก็คือเจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวง ส่วนเจตนาเจตสิกที่เป็นกุศลเจตนาบ้าง อกุศลเจตนาบ้าง ที่ถึงความเป็นกรรมบถ ล่วงทุจริตกรรม หรือว่าสำเร็จเป็นกุศลกรรมบถ ก็จะให้ผลเป็นวิบากต่อไปอันนั้นเรียกว่า"นานักขณิกกัมมปัจจัย"
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120