สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๔
วันจันทร์ที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ส่วนอารมณ์อื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่สามารถจะรู้ได้ทางทวารทั้ง ๕ เป็นธรรมารมณ์ เพราะเหตุว่าธรรมารมณ์คืออารมณ์ที่รู้ได้เฉพาะทางใจทางเดียว บัญญัติก็เป็นธรรมารมณ์ด้วยเพราะเหตุว่าต้องเป็นอารมณ์ของจิตคิดนึกทางใจ
ผู้ฟัง แล้วธัมมธาตุ
ท่านอาจารย์ ขอเชิญคุณอรรณพ
อ.อรรณพ ธาตุคือสภาพธรรมที่มีจริง ใช่ไหม ท่านแสดงออกเป็นถึง ๑๘ ธาตุ ถ้าใช้คำว่าธัมมธาตุนี้ก็คือ สภาพธรรม ได้แก่เจตสิกทั้งหมด รูปในส่วนที่เป็นสุขุมรูป เพราะว่าถ้าเป็นรูปที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือสี เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึง ไหว
อันนั้นก็เป็นธาตุแสดงแยกไปต่างหาก เพื่อให้เห็นความเป็นสภาพธรรม ความเป็นธาตุ หรือเป็นธรรมแต่ละอย่าง ส่วนสุขุมรูปแล้วก็ เจตสิก นิพพาน เป็นธัมมธาตุ ก็ในเรื่องธาตุ ๑๘ ก็มีสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เป็น ๕ ธาตุ แล้วก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือจักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท แล้วก็กายปสาท เป็นธาตุอีก ๕ ธาตุ อันนี้ ๑๐ ธาตุแล้ว
แล้วก็จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตกระทบสัมผัส ก็เป็นวิญญาณธาตุอีก ๕ อันนี้ก็เป็น ๑๕ แล้วใช่ไหม แล้วก็มีอีก ๓ ธาตุ ก็คือมโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ มโนธาตุก็ได้แก่ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวง แล้วก็ปัญจทวาราวัชชนจิตอีก ๑ ดวง ซึ่งจิต ๓ ดวงนี้ จะรู้อารมณ์ได้๕ ทาง แล้วก็มโนวิญญาณธาตุก็คือจิตที่เหลือ แล้วก็ธัมมธาตุ ก็ได้แก่ สุขุมรูป เจตสิกแล้วก็นิพพาน ท่านอาจารย์จะเพิ่ม
ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็จะต้องเข้าใจเรื่องนั้น อย่างพูดถึงเรื่องธาตุมีคำว่าธาตุ ธาตุหมายความว่าอะไร สิ่งที่มีจริง แล้วก็มีลักษณะเฉพาะ แต่ละอย่างๆ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามทั้งหมดที่มีจริงเป็นธาตุทั้งนั้นเลย สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้มีจริง เป็นธาตุหรือเปล่า เป็น เสียงเป็นธาตุหรือเปล่า โลภะเป็นธาตุหรือเปล่า โทสะเป็นธาตุหรือเปล่า
ทุกอย่างที่มีในพระไตรปิฏกโดยเฉพาะพระสุตตันปิฏก จะแสดงธาตุโดยชื่อ โลภะธาตุ โทสะธาตุ ทุกอย่างเป็นธาตุ เมื่อทุกอย่างเป็นธาตุ ก็จะประมวลธาตุ ลงเป็นประเภทๆ เป็นธาตุ ๑๘ แสดงให้เห็นความต่างของการที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์แต่ละครั้ง เช่น ขณะนี้ มีเห็น เป็นธาตุด้วยใช่ไหม ต้องอาศัยจักขุปสาทเป็นธาตุด้วย ต้องอาศัยรูป สีสัน วัณณะที่ปรากฏเป็นธาตุด้วย
กี่ธาตุแล้วทางตา ๓ ธาตุ จักขุปสาทเป็นธาตุ รูปเป็นรูปธาตุ แล้วก็จิตที่เห็นก็เป็นวิญญาณธาตุ ซึ่งชื่อว่าจักขุวิญญาณ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งธาตุชนิดนี้จะไม่ทำหน้าที่อื่นเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นการประมวลธาตุทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าขณะที่มีการรู้อารมณ์แต่ละครั้งจะมีธาตุอะไรบ้าง ซึ่งมาจากธาตุทั้งหมดซึ่งแยกเป็นนามธาตุและรูปธาตุ
เพราะฉะนั้นเวลาที่เข้าใจสภาพธรรม ที่เป็นลักษณะที่ไม่รู้อะไรเลยเป็นรูปธาตุ แล้วก็ลักษณะของสภาพธรรม ที่เป็นธาตุรู้คือจิตเจตสิก ก็จะแสดงความเป็นธาตุต่างๆ เช่น รูปธาตุมีจริงแล้วก็ปรากฏเมื่อกระทบกับจักขุปสาท แล้วก็มีจักขุวิญญาณเกิดขึ้นในขณะที่เห็นเป็น ๓ ธาตุ ทางหูก็ ๓ ธาตุ คือโสตปสาทก็เป็นธาตุ แล้วก็เสียงก็เป็นธาตุ โสตวิญญาณก็เป็นธาตุ แสดงให้รู้ว่าจิตที่ได้ยินเสียงจะทำหน้าที่อื่นไม่ได้เลย เกิดขึ้นขณะใดก็ต้องเป็นธาตุได้ยิน
เวลาที่เราใช้คำว่าธาตุ ต้องไม่ลืมว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงาน เช่น จิตได้ยิน เป็นโสตวิญญาณธาตุ ธาตุชนิดนี้มีหน้าที่ได้ยินเท่านั้นเอง จะทำหน้าที่อื่นไม่ได้ นี่คือทางหู ๓ ธาตุ ทางจมูก ๓ ธาตุ เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธาตุ เพราะฉะนั้นฆานปสาทก็เป็นธาตุ กลิ่น คันธะก็เป็นธาตุ แล้วก็จิตที่รู้กลิ่นคือฆานวิญญาณก็เป็นธาตุ ทางจมูกอีก ๓ ธาตุ ไม่ใช่เรา
เตือนให้รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นธาตุที่ต่างกันแต่ละธาตุนั่นเอง ลิ้มรส รสมีจริงก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง และก็ขณะที่ลิ้นกระทบต้องอาศัยลิ้น รสจึงจะปรากฏได้ ขณะนั้นก็เป็นชิวหาธาตุ แล้วก็มีชิวหาวิญญาณ คือจิตนั้นจะทำหน้าที่อะไรไม่ได้เลยนอกจากลิ้มรส วันนี้ จิตนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วใช่ไหม เช้า กลางวัน ค่ำ นี่ก็เป็นหน้าที่ของจิตที่จะเกิดขึ้น
ทางกายก็คือมีกายปสาท ถ้าส่วนใดของร่างกายไม่มีกายปสาท ก็ไม่สามารถที่จะรับกระทบกับเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งก็เป็นโผฏฐัพพธาตุ แล้วก็กายปสาทก็เป็นธาตุ แล้วก็จิตที่กำลังรู้สิ่งที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ก็เป็นกายวิญญาณธาตุ ก็เป็น ๑๕ ธาตุแล้ว ซึ่งธาตุต่างๆ ๑๕ ธาตุ เฉพาะทางๆ จะปะปนกันไม่ได้เลย
แต่ก็มีจิตอื่น นอกจากจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มีจิตที่สามารถจะรู้อารมณ์ทั้ง ๕ ได้ ในขณะที่จักขุวิญญาณทำได้หน้าที่เดียวคือเห็น โสตวิญญาณก็ทำได้หน้าที่เดียวคือได้ยิน แต่ว่ามีจิตอีก ๓ ประเภทที่สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ ได้แก่ปัญจทวาราวัชชนจิตหนึ่ง และก็สัมปฏิจฉันนจิต สอง
ถ้าไม่ลืมปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีจิตแรกทางปัญจทวาร ก่อนเห็น กำลังเป็นภวังค์อยู่จะเห็นทันทีไม่ได้ ต้องมีวิถีจิตซึ่งเป็นกิริยาจิตเกิดก่อนทำอาวัชชนจิต หมายความว่ารู้สิ่งที่กระทบซึ่งโดยศัพท์จะแปลว่ารำพึงถึง แต่คนไทยที่ใช้คำนี้ก็อาจจะคิดว่ายาว รำพึง แต่ความจริงชั่วขณะที่รู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด กระทบทางหนึ่งทางใด ใน ๕ ทวาร จิตที่ไม่ใช่ภวังค์ เป็นวิถีจิตสามารถที่จะรู้อารมณ์ที่กระทบ ว่ามีอารมณ์กระทบทาง หนึ่งทางใดใน ๕ ทาง
จิตนี้สามารถรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ และก็สามารถที่จะเกิดอาศัยได้ ๕ ทวาร รวมทั้งสัมปฏิจฉันนจิตซึ่งเกิดต่อจากจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ สัมปฏิจฉันนเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก เพราะว่าเป็นผลของกุศลกรรมเช่นเดียวกับจักขุวิญญาน ซึ่งมีกุศลวิบากและอกุศลวิบาก
เพราะฉะนั้นสัมปฏิจฉันนะรับอารมณ์ต่อจากจิตเห็นก็ได้ จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส สัมปฏิจฉันนะจึงสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๕ ทวาร ทั้ง ๕ อารมณ์ จิตที่รู้อารมณ์ได้ทั้ง ๕ ทวาร และ ๕ อารมณ์ มีอยู่ ๓ ดวงคือ มโนธาตุ ๓ ได้แก่ปัญจทวาราวัชชนจิตหนึ่ง สัมปฏิฉันนจิตสอง
จิตอื่นทั้งหมดนอกจากนี้ เป็นมโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุก็คือธรรมที่เหลือทั้งหมดนอกจากที่กล่าวถึงแล้วเป็นธัมมธาตุ ถ้าจะแจกโดยละเอียดก็ทั้งหมดเป็นธาตุแต่ละธาตุ แต่ถ้ารวม นอกจากนี้แล้วก็คือธัมมธาตุ นิพพานเป็นธาตุไหน ธัมมธาตุ
ผู้ฟัง เรียนถามการใช้คำเมื่อสักครู่นี้มีคำว่า มโนวิญญาณธาตุคำหนึ่ง กับคำว่าวิญญาณธาตุ ที่ปรากฏในศัพท์ที่ว่าปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ แล้วก็วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุที่ปรากฏในธาตุที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ กับคำที่ว่ามโนวิญานธาตุนี้เหมือนกันหรือไม่
ท่านอาจารย์ จิตทั้งหมดเป็นธาตุรู้ แต่ว่าจิตแต่ละประเภทก็ต่างกัน ซึ่งจิตบางประเภทรู้อารมณ์ได้อารมณ์เดียว ก็มีชื่อเฉพาะ เช่น จักขุวิญญาณธาตุ ต่างกับธาตุอื่นทั้งหมด เพราะเหตุว่าไม่สามารถจะรู้อย่างอื่นได้เลย นอกจากสิ่งที่ปรากฏทางตา โสตวิญญาณธาตุ พวกนี้ก็เช่นเดียวกัน
แต่พอถึงมโนธาตุ ที่ใช้คำว่ามโนธาตุ เพราะเหตุว่าอาศัยหทยวัตถุ แล้วก็สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ก็มีชื่อเฉพาะไปว่ามโนธาตุ ส่วนมโนวิญญาณธาตุก็เป็นจิตอื่นที่เหลือทั้งหมด
อ. สุภีร์ เมื่อกี้รู้สึกจะถามว่าเรื่องธาตุ ๖ ใช่ไหม เป็นข้อความที่ปรากฏในธาตุวิภังคสูตรใช่ไหมก็คือจะมีธาตุอยู่ ๖ อย่าง ที่ท่านแสดง อันนี้เป็นข้อความที่ปรากฏในพระสูตร ก็จะมีปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ แล้วก็วิญญาณธาตุใช่ไหมอันนี้ก็คือกล่าวเรื่องของสภาพธรรมที่ควรรู้ในปัจจุบันนั่นเอง มหาภูตรูปทั้ง ๔ ก็คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ส่วนคำว่าอากาศธาตุเป็นการกล่าวถึงอุปาทายรูปทั้งหมด
เพราะเหตุว่ากล่าวเพียงสิ่งเดียวก็เป็นอันรวมสิ่งอื่นไปด้วย เพราะว่าอากาศธาตุก็คือปริเฉทรูปนั้นเอง หรือว่าอากาศรูปนั้นเอง ซึ่งเป็นอุปาทายรูป อุปาทายรูปก็มีอยู่ ๒๔ รูปธาตุ ๕ ข้างต้น ก็กล่าวถึงรูป ๒๘ นั่นเอง
ส่วนคำว่าวิญญาณธาตุก็คือกล่าวถึงสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ เมื่อกล่าวถึงวิญญาณธาตุ ก็คือเป็นการกล่าวถึงจิตทั้งหมด เมื่อกล่าวถึงจิตทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันกล่าวถึงเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตด้วย อันนี้เป็นนัยที่แสดงโดยเทศนาในธาตุวิภังคสูตร ซึ่งก็คือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในชีวิตประจำวันก็คือ จิตเจตสิกและรูปนั่นเอง แต่ว่าแสดงโดยธาตุ ๖ ก็คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ และก็วิญญาณธาตุ ก็คือแสดงจิต เจตสิก รูป
ผู้ฟัง ที่นี้มีที่ใช้อยู่ก็คือ กามธาตุ แล้วก็รูปธาตุ อรูปธาตุ อันนี้จะสงเคราะห์ว่าเหมือนกันและต่างกันจากธาตุที่กล่าวเมื่อสักครู่อย่างไร
อ.สุภีร์ ถ้าเป็นการกล่าวถึงกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุก็เป็นการกล่าวถึงจิต เจตสิกรูป นั่นเอง แต่ว่าเป็นการกล่าวอีกนัยหนึ่ง คำว่ากามธาตุนี้ ก็คือกล่าวถึงจิตที่เป็นขั้นกามาวจร แล้วก็รูปทั้งหมดและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิต ส่วนรูปธาตุ ก็คือกล่าวถึงรูปาวจรจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย อรูปธาตุก็คือกล่าวถึงอรูปาวจรจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย อันนี้ก็กล่าวถึงจิต เจตสิก รูป แยกเป็นระดับขั้น
ท่านอาจารย์ โดยนัยต่างๆ ก็จะทำให้ทราบว่าถ้าเราเข้าใจถูกต้องว่าทุกอย่างเป็นธาตุ แต่ว่าจำแนกโดยนัยต่างๆ นั่นเอง มีคำถามจากท่านผู้ฟัง ขอเชิญคุณอรรณพ
อ.อรรณพ มีคำถามว่าอนุสัยและอาสยะ เป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิกให้เกิดขึ้นได้อย่างไร อนุสัยคราวที่แล้วเราได้สนทนากันไปแล้ว ก็คืออกุศลธรรมละเอียดที่ไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่เป็นพืชเชื้อที่จะทำให้อกุศลจิตและอกุศลเจตสิกเกิดขึ้น เช่น ในขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ให้รู้ด้วยว่าเพราะยังมีพืชเชื้อของอกุศลนั้นๆ เช่น โทสะจะเกิดได้ เพราะว่ามีพืชเชื้อคือปฏิฆานุสัยที่จะทำให้โทสะนั้นเกิดขึ้น
ระดับกิเลสที่เป็นอนุสัยกิเลสก็คือ ตามนอนอยู่ในจิตไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน ซึ่งมีข้อความที่ท่านแสดงไว้มาก มีอยู่ประโยคหนึ่งว่า อนุสัยเมื่อได้เหตุอันควร จึงเกิดขึ้นก็หมายถึงอนุสัยเมื่อได้เหตุปัจจัยอันสมควร ก็ทำให้เกิดปริยุฏฐานะขึ้น
ปริยุฏฐานะกิเลส คือกิเลสที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ ตั้งแต่ในระดับที่บางเบาแทบจะไม่รู้เลยคืออาสวะ จนไปถึงระดับกุศลธรรมอื่นๆ อุปทาน ความยึดมั่นถือมั่น หรือนิวรณ์ นิวรณธรรมต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องกลุ้มรุม กางกั้น อันนั้นเป็นอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นปริยุฏฐานะกิเลส
ที่นี้ ที่ว่าอนุสัยเป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกเกิดขึ้นได้อย่างไร พระอรหันต์ไม่มีอนุสัยหลงเหลืออยู่เลย จึงไม่มีพืชเชื้อ ไม่มีสิ่งที่จะทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้นได้อีกเลย เพราะฉะนั้นอนุสัย ซึ่งเป็นพืชเชื้อของอกุศล ถ้ายังไม่ดับด้วยมรรค เมื่อมีเหตุปัจจัยก็จะทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้น
ขณะที่อกุศลจิตเกิดแต่ละขณะ ก็เป็นการสะสมอุปนิสัยที่จะมีอกุศลประเภทนั้นๆ ซึ่งในชาดกพระผู้มีพระภาคฯ ได้ทรงแสดงไว้มากเรื่อง ว่าบุคคลที่เคยทำอย่างนี้ๆ ในกาลนี้ ในกาลก่อนก็เคยทำอย่างนี้ๆ หรือมีอุปนิสัยอย่างนั้นมาแล้ว
เพราะฉะนั้นในขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นการสะสมอุปนิสัย หรือเป็นการสะสมอนุสัย ทางฝ่ายดีก็เช่นกัน ขณะที่กุศลจิตเกิดมีเมตตา หรือเป็นกุศลที่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา อย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะนั้นก็มีการสะสมอุปนิสัยมีการสะสมอาสยะ
จริตอัธยาศัยต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอนุสัยซึ่งเป็นพืชเชื้อของฝ่ายอกุศล หรือว่าอาสยะ ซึ่งเป็นการสะสมทางฝ่ายดีก็ตาม ก็เป็นการที่สะสมอุปนิสัย ซึ่งก็จะเป็นอุปนิสสยปัจจัยที่จะทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้น จากการที่มีพืชเชื้อคืออนุสัย หรือกุศลจิตที่เป็นไปในทาน ในศีล หรือความสงบของจิต หรือแม้กระทั่งสติปัฏฐาน ก็เพราะว่ามีการสะสมสิ่งที่ดีเป็นพืชเป็นเชื้อ อันนั้นก็คือการที่อนุสัยและอาสยะเป็นปัจจัยให้จิตและเจตสิกเกิดขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ดับอนุสัยได้แล้ว เมื่อท่านปรินิพพาน ก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ จิต เจตสิก เกิดขึ้นอีกเลย จุติจิตของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นจิตสุดท้ายของสังสารวัฏ จะไม่เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นอีกเลย ด้วยการที่ดับอนุสัยได้เป็นสมุทเฉท
ท่านอาจารย์ ทุกคนก็มีทั้งอนุสัยและอาสยะ คือมีการสะสมของทั้งกุศลและอกุศลจริงหรือเปล่าตามความเป็นจริง เราไม่ได้มีแต่อกุศลตลอด หรือว่าไม่ได้มีแต่กุศลตลอด แต่ทั้งอาสยะและอนุสัย จะเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลและอกุศลเมื่อใด
ในขณะที่กำลังนอนหลับ ไม่มีทางเลยที่จิตจะเป็นกุศลหรืออกุศลได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นทำกิจภวังค์ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่คิดนึกด้วย เพราะฉะนั้นขณะนั้น ก็เป็นผลของกรรม ที่ทำให้จิตที่เป็นผลของกรรมประเภทนั้นเกิดดับสืบต่อ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น
ในขณะนั้นมีทั้งอาสยะและอนุสัย แต่ยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นกำลังเป็นภวังคจิต ต่อเมื่อใดเป็นวิถีจิต มีการเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เมื่อเห็นแล้วขณะหนึ่ง จิตเห็นดับ แล้วก็ขณะที่จิตเห็นกำลังเห็น ก็มีทั้งอาสยะและอนุสัย แต่ว่ายังไม่ใช่เป็นอกุศลจิตหรือกุศลจิต เพราะเหตุว่าเพียงเห็นแล้วก็ดับไป
ถ้าจิตเห็นนั้นไม่มีอนุสัย หลังจากนั้นแล้วกิเลส หรืออกุศลจิตจะเกิดไม่ได้เลย แต่เพราะมีตั้งแต่ปฏิสนธิสืบต่อมาจนกระทั่งถึงภวังค์ จนกระทั่งถึงขณะที่เห็น ขณะนั้นก็มีอนุสัยและอาสยะ แต่ยังไม่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในขณะที่ทำกิจเห็น เมื่อจิตเห็นทำกิจเห็นดับ สัมปฏิจฉันนจิตเกิดต่อ ขณะนั้นก็ยังไม่เป็นปัจจัยที่จะให้เป็นกุศลหรืออกุศล ขณะที่สัมปฏิจฉันนจิตดับ สันตีรณจิตเกิดต่อ แม้ในสันตีรณจิตก็มีทั้งอาสยะและอนุสยะ แต่ก็ยังไม่เป็นปัจจัยที่จะให้กุศลจิต หรืออกุศลจิตเกิด
จนกระทั่งเมื่อสันตีรณจิตดับ โวฏฐัพพนจิตเกิดและดับไป เมื่อนั้นเป็นปัจจัยที่จะทำให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตที่สะสมมาเกิดขึ้น บางคนได้ยินเสียงที่ก้าวร้าวแต่จิตเป็นกุศลได้ไหม มีขันติ มีความอดทน เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่สะสมอาสยะอัธยาศัย ที่จะเป็นผู้ที่สะสมความอดทนมา หรือว่าบางทีสิ่งที่ไม่น่าพอใจ อาหารที่ไม่อร่อย แต่ก็สามารถที่จะรับประทานด้วยจิตที่ปกติ ไม่เดือดร้อน ไม่โวยวาย ไม่วุ่นวาย ก็เพราะเหตุว่าสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นการสะสมของแต่ละคน มาถึงกาลที่ได้เหตุได้ปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นปรากฏ จะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ ที่คิดนึก ก็ขณะใดที่มีกุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด ก็ให้ทราบว่าเพราะสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น ที่จะคิดอย่างนั้น ที่จะเมตตา ที่จะให้อภัย ที่จะกรุณา หรืออะไรๆ ก็ตามทั้งหมด ก็เพราะการสะสม
นอกจากจะเป็นการสะสมของจิต ก็ยังมีการกระทำทางกายซึ่งเกิดจากจิตด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องของธรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดมากแม้แต่ว่ากุศลจิตเกิดด้วยกัน เช่น การไหว้ การไหว้ที่อ่อนน้อม น่าดู กับการไหว้ที่ไม่งาม ก็มีใช่ไหม ทั้งๆ ที่เป็นกุศลจิตด้วยกัน นี่ก็แสดงถึงความละเอียดของการสะสม ของพฤติกรรมทั้งทางกายและก็ทางใจด้วย
นี่ก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าต้องมีเหตุ เมื่อได้กาลเมื่อใดถึงจะเกิดได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงกาลที่จะเกิดขึ้น เช่น ขณะที่หลับสนิท ก็ไม่มีทางที่จะเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิตได้ มีคำถามอีกข้อหนึ่ง ขอเชิญคุณสุภีร์
อ.สุภีร์ มีท่านผู้ฟังเขียนคำถามมาถาม คำถามมีว่า การส่งกระแสจิตข้ามทวีป และทำให้อีกคนหนึ่งที่รับกระแสจิตโทรศัพท์ไปหาผู้ที่ส่งกระแสจิต เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หรือไม่ อันนี้ถามตรงนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าคำว่ากระแสจิตนี้หมายความว่าอย่างไร
เพราะว่าจริงๆ แล้ว จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเลย ถ้าแยกโดยละเอียดก็คือมีอายุเท่ากับ ๓ อนุขณะเท่านั้น ก็คือขณะเกิดเรียกว่าอุปาทขณะ ขณะที่ตั้งอยู่ เรียกว่าฐีติขณะ ขณะที่คล้อยไปสู่การดับแล้วดับไป เรียกว่าภังคขณะ
อันนี้ ท่านบอกว่าเป็นกระแสจิต ซึ่งถ้าท่านแปลก็สามารถแปลมาจากภาษาบาลีที่ใช้คำว่าสันตานะ หรือว่าสันตติก็ได้ ที่แปลว่ากระแส แต่จริงๆ แล้ว คำว่าสันตานะ หรือสันตติ ก็เป็นคำเดียวกันนั่นเองแปลว่าการสืบต่อ ก็คือจิตดวงเก่าดับไปเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น เรียกว่าสันตานะ หรือว่าสันตติ เป็นการเกิดดับสืบต่อกันของจิตนั่นเอง
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120