สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๘๒

    วันจันทร์ที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แต่ว่าเมื่อมีเหตุปัจจัย เมื่อได้ปัจจัยก็เกิดขึ้นเป็นอกุศลที่ปรากฏ เช่น เกิดโกรธ หรือเกิดโลภพวกนี้ ก็เป็นกิเลสอีกระดับหนึ่ง ชื่อว่าปริยุฏฐานกิเลส เกิดร่วมกับจิตทำกิจการงาน แล้วก็อีกระดับหนึ่ง ก็เป็นกิเลสขั้นหยาบ วีติกัมมกิเลส คือขั้นประทุษร้ายเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่ามีหลายอย่างที่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่ว่าสามารถที่จะอบรมความเข้าใจถูก ความเห็นถูกเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงกาละที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุทเฉท แต่ละท่านที่ฟังอยู่ คงไม่ได้คิดว่าจะดับกิเลสเป็นสมุทเฉท หรือคิด หรือคิดว่าฟังให้เข้าใจพระธรรม แล้วก็ละความไม่รู้ จนกว่าจะถึงเวลาที่กิเลสเบาบางลงไป อันนี้ก็เป็นความถูกต้อง

    คือสามารถที่จะมีจิต ที่ตั้งจิตไว้ชอบ คือรู้ว่าเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเพราะว่ากิเลสมีมาก การฟังแต่ละครั้ง ก็จะทำให้ความไม่รู้ลดลงไป

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ ยกตัวอย่างว่า ถ้าได้ยินเสียงระเบิดตูมจะตกใจ ดิฉันคิดว่าตรงนี้จะสะสมมาจากที่เคยได้ยิน ที่รู้แล้วว่ามันเป็นระเบิด ที่ทางมโนทวารเกิด พอเกิดอีกที คราวนี้จำได้ อันนี้น่ากลัว

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนเป็นฟ้าร้อง กลางคืนฟ้าร้องน่ากลัวมากเลย เราก็รู้ว่าไม่ใช่ระเบิด แต่เพียงเสียงอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไรก็ตาม ทำให้จิตกระทบแล้วก็หวั่นไหวเป็นอกุศลหรือเปล่า

    ผู้ฟัง อันนี้ก็เข้าใจแล้ว กราบขอบพระคุณ อนุญาตเรียนถามอาจารย์สุภีร์ ถึงเรื่องสีลพัตตปรามาส อย่างสมมติเวลาส่วนมากที่เห็นโดยทั่วไป พอคนจะออกรถใหม่ก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม จะสร้างบ้านใหม่ก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม ตรงนี้คนคิดว่ามันดีแต่จริงๆ แล้วมันถูกต้องแค่ไหน

    อ.สุภีร์ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุและผล ซึ่งเหตุก็คือกุศลกรรม และอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ผลก็คือสิ่งที่จะได้รับก็คือวิบากจิตที่เกิดขึ้น ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสกระทบสัมผัส แล้วก็ได้รูปก็คือกัมมชรูป รูปที่เกิดจากกรรม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กระทำด้วยความไม่รู้เท่านั้นเอง เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วมีความเข้าใจ หรือว่ามีความรู้ที่เกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟังก็จะค่อยๆ ละคลายไป

    ซึ่งความไม่รู้ ก็มีโทษมาก ก็คือทำให้ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วก็เป็นเหตุปัจจัยให้อกุศลประการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โทสะจะเกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นได้เพราะอะไร ก็เพราะว่าความไม่รู้นั่นเอง ถ้ารู้แล้วว่าโกรธ นี้มีโทษอย่างไร เห็นโทษจริงๆ รู้จริงๆ ก็จะไม่โกรธเลย

    ที่โกรธยังเกิดอยู่ก็เพราะว่าความไม่รู้นั่นเอง โลภะก็เช่นเดียวกัน เพราะเหตุไรจึงเกิดโลภะ ก็เพราะว่าไม่รู้นั่นเอง จึงเกิดโลภะ เพราะเห็นว่าความอยากได้ ไม่ใช่เป็นเหตุให้ได้ สิ่งที่เป็นเหตุให้ได้จริงๆ ก็คือกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง แต่เราก็ต้องการใช่ไหม ด้วยความไม่รู้นั่นเอง

    ฉะนั้นอกุศลที่มีโทษมาก แล้วก็อยู่กับเรามายาวนานก็คือ ความไม่รู้นั่นเอง เป็นเหตุปัจจัยให้กระทำสังขารประการต่างๆ ที่มีชื่อว่าอภิสังขาร ที่เป็นปุญญาภิสังขารบ้าง อปุญญาภิสังขารบ้าง อเนญชาภิสังขารบ้าง แล้วก็ทำให้เกิดยาวนานต่อไปในสังสารวัฏ

    ผู้ฟัง ขออนุญาตต่ออีกนิด ตรงนี้คือถ้าเผื่อผนวกเข้าไปในเรื่องเดิม คือเรื่องของการสั่งสมที่ว่า สี แล้วก็ซื้อรถใหม่ หรือว่าจะขึ้นบ้านใหม่ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีความเชื่อถือว่าสิ่งนั้นเป็นมงคล แล้วก็ปฏิบัติตาม ตรงนี้แม้กระทั่งสีบางสี เช่น สีแดง ก็เป็นสีที่เชื่อว่าเมื่อเห็นแล้วก็จะเป็นเรื่องของสิ่งที่ดี

    สีแดงเป็นสีที่นำโชคหรืออะไรก็แล้วแต่ ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น เป็นสีแดงแล้วก็จะรู้สึกพอใจทีเดียว ตรงนี้มันเหมือนกับว่าพอเราเห็นสีแล้ว ก็แน่นอนจิตเกิดดับสลับกันรวดเร็วในจิตต่างๆ ตรงนี้มันสั่งสมอย่างไรมา เราเห็นสีแดงแล้วชอบทันที หรือว่าเราทำตามที่เขาทำ แม้กระทั่งการขึ้นบ้านใหม่ การซื้อรถใหม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำตามที่เขาทำ ตรงนี้สั่งสมอย่างไร สั่งสมอวิชชา หรือสั่งสมด้วยโลภะ สั่งสมตรงไหน

    อ.สุภีร์ ก็เป็นความไม่เข้าใจในเหตุในผล ที่ได้สั่งสมมา สัตว์บุคคลทั้งหลายถือว่าสิ่งต่างๆ เป็นมงคล ที่มีชื่อว่ามงคลตื่นข่าวนี้ก็ถือว่าหลายอย่างเป็นมงคลด้วยกัน บางพวกก็เป็นทิศมงคล ก็คือถือสิ่งที่เห็นที่ดีว่าเป็นมงคลเช่นสีแดงก็ถือว่าเป็นมงคล เห็นวัวด่างก็ถือว่าเป็นมงคลอย่างนี้ เรียกบุคคลประเภทนี้ว่าเป็นพวกทิฏฐมงคล ถือว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นมงคล

    อีกบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ก็จะมีด้วยก็คือ สุตมงคล ก็คือเสียงที่ได้ยิน เสียงบางเสียงเป็นมงคล สำหรับบุคคลประเภทนี้ เป็นคนที่ถือในเสียงที่ได้ยินเป็นมงคล เช่นว่าวันนี้จงมีความเจริญ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นมงคล บุคคลประเภทนี้เรียกว่าพวกที่เป็นสุตมงคล

    ที่เหลือก็คือเป็นมุตมงคล เป็นพวกถือมงคลเกี่ยวกับอารมณ์ที่ทราบแล้วในทางอื่นๆ เช่น สัมผัสทางกายบางอย่างก็เป็นมงคล หรือว่าการรับประทานอาหารบางอย่างก็เป็นมงคล การลิ้มรสบางอย่างก็เป็นมงคล การดมกลิ่นบางอย่างก็เป็นมงคล บุคคลประเภทนี้ เรียกว่าประเภทที่เป็นมุตมงคล ในโลกนี้ ก็มีบุคคลประเภทที่ถือมงคลเหล่านี้ ก็ทำด้วยความไม่เข้าใจเหตุ และผลของสภาพธรรมนั่นเอง ก็มีทั้งที่เป็นทิฏฐมงคล สุตมงคลแล้วก็มุตมงคล

    แต่ว่ามงคลจริงๆ ก็คือการกระทำความดีที่เป็นกุศลกรรมทุกๆ ประการนั่นเอง ที่เป็นมงคล ไม่ว่าจะเป็น ช่วงไหน เวลาไหน กาลไหน ถ้าขณะใดที่เป็นกุศลขณะนั้นก็เป็นมงคลนั่นเอง อันนี้ก็เป็นการสะสมของแต่ละคนมา

    ท่านอาจารย์ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ทรงตรัสรู้ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตนเลย มีจิตเจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นสำหรับความเห็น เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสภาพธรรม เป็นใครหรือเปล่า ไม่ใช่ จิตเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์

    อีกชื่อหนึ่งของจิต คือมนินทรีย์ ในขณะที่สภาพธรรมใดกำลังปรากฏ เช่นในขณะเห็น จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งคือเห็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจน แต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ในขณะที่เสียงปรากฏ จิตเป็นสภาพที่รู้เสียง จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน และก็มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    สำหรับความเห็น นี้เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก คือก่อนอื่นที่จะเข้าใจสภาพธรรมว่าไม่ใช่เรา แม้ว่าความเห็นก็มีต่างกันมาก ก็ความเห็นนั้นก็ไม่ใช่ใครสักคนเดียว แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิต ภาษาบาลีก็คือทิฏฐิเจตสิกเป็นอกุศลเจตสิก ขณะที่ทิฏฐิความเห็นผิดเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้นจิตเป็นอกุศล จะเป็นกุศลไม่ได้เลย

    สำหรับความเห็นถูก ก็เป็นโสภณเจตสิก เป็นเจตสิกฝ่ายดี เป็นปัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีความเห็นถูกต้อง ตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ขณะนั้นก็เป็นปัญญาเจตสิก ขณะใดที่มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง ขณะนั้นก็เป็นทิฏฐิเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก เป็นอนุสัยกิเลสด้วย

    หมายความว่ามีความเห็นผิด เพราะมีความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้น เช่น การเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตามเหตุตามผลว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่น เห็นสีแดงเป็นมงคล หรือว่าได้ยินเสียงหรือสัมผัสอะไรที่คิดว่าเป็นมงคล มงคล คือสิ่งที่จะนำความสุขความเจริญมาให้ แล้วสีจะนำความสุขความเจริญมาให้ได้อย่างไร ใช่ไหม

    ต้องเป็นกุศลจิต เป็นจิตที่ดีงามเท่านั้นที่เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ก็คือเข้าใจถูกต้อง ว่าขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล ขณะที่กำลังคิดว่าสิ่งซึ่งเป็นมงคล เช่น สีแดงบ้าง หรืออะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นเป็นทิฏฐิเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมกับอกุศลจิตประเภทโลภะ เพราะว่าความเห็นผิด จะไม่เกิดกับจิตประเภทโทสะ ใหญ่ๆ มูลที่จะให้เกิดอกุศลมี ๓ มูลคือโลภะมูลหนึ่ง โทสะมูลหนึ่ง โมหะมูลหนึ่ง

    โมหเจตสิกต้องเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอกุศลประเภทใดก็ตาม ต้องมีโมหเจตสิก อีกชื่อหนึ่งคืออวิชชานั่นเอง เกิดร่วมด้วย แต่ว่าเวลาที่มีอวิชชา หรือโมหเจตสิกเกิด โดยที่ไม่มีโลภะเกิดร่วมด้วย ไม่มีโทสะเกิดร่วมด้วยก็มี ซึ่งก็คงจะพอสังเกตได้ หลังจากที่ได้ทราบแล้วว่าลักษณะของโมหะเป็นอย่างไร แต่ก็รู้ยากกว่าขณะที่โลภเจตสิกเกิด กับโทสเจตสิกเกิด

    สำหรับโลภเจตสิก จะไม่เกิดกับโทสเจตสิกเลย โลภะเป็นสภาพที่ติดข้อง ส่วนตัวโทสะเป็นสภาพที่ไม่พอใจ เพราะฉะนั้นจะเกิดร่วมกันไม่ได้เลย แต่ว่าโมหเจตสิกจะต้องเกิดกับอกุศลจิตทุกประเภท ขณะใดที่มีโมหเจตสิกเกิดแล้วก็มีโลภเจตสิกเกิด ส่วนใหญ่จะไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย นอกจากขณะที่มีความเห็นผิดเกิดขึ้น

    อย่างวันนี้ ก็มีโลภะมาก ใครมีน้อยบ้าง ทางตาตื่นขึ้นมาก็โลภะ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทุกอย่างต้องเป็นสิ่งที่ต้องการ ต้องเป็นสิ่งที่พอใจ ทุกอย่างในบ้าน ที่ยังไม่ทิ้งไปนอกบ้าน เป็นสิ่งซึ่งเข้าบ้านเมื่อไหร่ก็เห็น โลภะเกิด นอกจากบางครั้ง บางขณะ ก็โทสะเกิด เพราะฉะนั้นโลภะนี้ก็มีมากเป็นประจำ

    วันนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คิดก็คิดเรื่องที่สนใจหรือว่าต้องการที่จะคิด แต่ว่ามีการคิดเรื่องความเห็นบ้างไหม ถ้าขณะใดมีความคิดเรื่องความเห็นที่ผิด ขณะนั้น จิตนั้นเป็นโลภมูลจิต ซึ่งมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผล ก็จะสามารถทราบได้ว่าเพราะสั่งสมมา ที่จะไม่รู้ในเหตุในผล

    สะสมความติดข้อง สะสมความรักตัว ลึกมากเลย เพราะเข้าใจว่าสภาพธรรมเป็นเรา แต่ว่าจริงๆ แล้วก็คือสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับ ไม่เหลือเลยสักอย่าง จิตทุกขณะไม่เหลือ เกิด และดับไป เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตนั้นก็ไม่เหลือด้วย แต่ว่าสืบต่อทำให้เกิดจิตและเจตสิก จนกว่าจะถึงจุติจิตของพระอรหันต์

    ไม่มีใครสามารถที่จะดับอนันตรปัจจัย ความเป็นปัจจัยของจิตทุกขณะได้ เพราะเหตุว่าจะต้องมีจิตเกิดขึ้น หลังจากที่จิตขณะหนึ่งดับไป ไม่มีใครยั้บยั้งได้เลย มีใครสามารถทำได้ไหม เพราะฉะนั้นก็ได้ทราบความจริงว่าจิตที่เกิดดับสืบต่อไป ก็มีทั้งที่เป็นกุศล ที่เป็นอกุศล ที่เป็นวิบาก ที่เป็นกิริยา แล้วก็เป็นไปตามการสะสม

    ผู้ฟัง ตอนที่เริ่มต้นฟังธรรมใหม่ๆ ได้ยิน ได้ฟังถึงเรื่องความไม่มีตัวตน ซึ่งไม่เคยได้ยินในตอนเริ่มต้นศึกษาธรรม ก็สงสัยทุกที แล้วก็คิดว่าคงหลอกเรา เริ่มคิดได้ว่าถ้าเกิดมีความคิดเหล่านี้ขึ้น ใหม่ๆ เราก็ไม่เข้าใจจนกระทั่งได้ยินได้ฟังว่า ลักษณะของทิฏฐิที่มีอยู่จริง จึงรู้ได้ว่าเมื่อไรที่เราขัดกับความจริงที่เราได้ศึกษา ตอนนั้นเป็นทิฏฐิแน่ๆ เลย จะถูกหรือเปล่าท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ทิฏฐิเป็นความเห็น ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้น เป็นความเห็นอะไร อย่างที่ว่าเห็นสีแดงเป็นมงคลอย่างนี้ เคยคิดมาก่อนหรือเปล่า และเดี๋ยวนี้ยังคิดอย่างนั้นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง นานๆ ก็ยังมีเผลอ ในการทำการค้าเช่นเลข ๙ พอจะไปหาอะไรมาขาย เช่น ช้างไม้แกะสลัก เอ จะมีสัก ๙ ตัว เพราะเขาชอบซื้อกัน ก็ยังจะมีแลบออกมา

    ท่านอาจารย์ ชอบซื้อ ๙ ตัว หรือว่าซื้อตัวเดียว

    ผู้ฟัง ส่วนใหญ่ซื้อตัวเดียว เพราะว่าเหมาะสมกับการซื้อแต่ละครั้ง

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจก็อาจจะคิดว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าตามความจริง แม้แต่เห็น เราก็เลือกไม่ได้ว่าเราจะเห็นอะไร ได้ยินก็เลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เป็นวิบาก ต้องเป็นผลของกรรม เราอาจมี ๙ ๙ ๙ แต่ว่ากรรมที่ได้ทำมา ไม่ทำให้ได้รับผลอย่างที่ต้องการก็ได้

    ผู้ฟัง ขอบพระคุณมาก

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ตรงที่สี ขณะที่เราจะศึกษาว่า ขณะนี้เรามีความเห็นผิดร่วมด้วยอยู่หรือเปล่า เช่นว่าเราเห็นสีน้ำตาล สีม่วง สีแดง ถ้าผมเห็นสีน้ำตาล ผมจะรู้สึกว่าอันนี้เป็นใบละพันบาท ซึ่งน่าสนใจว่าสีแดงมากทีเดียว ตรงนี้ผมไม่ได้เห็นผิด มันเป็นพันบาทจริงๆ แล้วก็อยากจะได้ด้วย ตรงนี้ไม่ใช่เห็นผิดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ขอเชิญคุณอรรณพอธิบายตรงนี้ด้วย

    อ.อรรณพ เพราะว่าเรารู้บัญญัติ เราใส่ราคาลงไปใช่ไหมครับ ราคา หรือราคะ ความยินดีพอใจใช่ไหม เรารู้ว่าสีแดงอย่างนี้ แล้วก็รูปพรรณสัณฐานอย่างนี้ มีมูลค่า มีราคาเท่ากับ ๑๐๐ บาท ถ้าเป็นสีน้ำตาลที่ออกมาใหม่รุ่นนี้ สิบเท่า พันหนึ่ง จิตก็คิดไปถึงมูลค่าราคาของของซึ่งเราก็ตั้งไปตามกำลังของโลภะ

    เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ว่าชาวโลกบัญญัติทั้งในหมู่ของคนไทย ถ้าสมมติเราไปให้ธนบัตรเหล่านี้กับผู้ที่ไม่เคยเห็นพันธบัตรเหล่านี้เลย เขาก็อาจจะไม่รู้ว่าแบงค์ยี่สิบกับแบงค์พันนี้ต่างกันไหม บางคนอาจจะเห็นว่ายี่สิบสวยกว่าก็ได้โดยรูปร่างใช่ไหม

    แต่เป็นการที่มีการบัญญัติตีราคาลงไปในสิ่งนั้น เฉพาะสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสีสันวรรณ เพราะฉะนั้นเราบัญญัติมูลค่าราคา หรือว่าเป็นสิ่งของต่างๆ จากสภาพปรมัตถ์ที่มีจริง เพราะความต่างของสีสัน ที่มีหลากหลายก็เป็นสีแดง สีน้ำตาล สีเขียว สีอะไรๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นเฉดต่างๆ ในโทนต่างๆ ก็เพราะว่าสภาพธรรม มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกัน

    แม้ว่าจะเป็นสภาพของรูปธรรมซึ่งไม่รู้อารมณ์ แต่จิตสามารถที่จะรู้ได้ อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตา จิตเห็นรู้ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นจึงบัญญัติสิ่งต่างๆ จากสิ่งที่เคยเห็น เคยได้ยิน เคยได้กลิ่น เคยลิ้มรส เคยกระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นที่ท่านพลตรีวีระได้กล่าวว่าทำไมเห็นแบงค์พัน จึงมีความรู้สึกว่าอยากได้มากกว่าแบงค์ร้อย เพราะว่าเราเข้าใจบัญญัติ เข้าใจการตีราคาไปตามความพอใจ หรือตามกำลังของโลภะ ฉะนั้นกำลังของโลภะก็ทำให้เรารู้ ว่าแบงค์พันมีมูลค่ามีราคามากกว่า

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมดาใช่ไหม การเกิดดับสืบต่อของจิต หลังจากที่มีการเห็นทางตา อาศัยจักขุปสาท รูปดับไปแล้วก็จริง หลังจากนั้นทางใจ จิตจะต้องรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีการจำรูปร่างสัณฐานเกิดขึ้น แล้วก็รู้ในความหมายของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นลองคิดดู ถึงเพียงชั่วขณะที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้สั้นๆ แว๊บเดียวแล้วก็ดับ

    ภวังคจิตไม่รู้อารมณ์ใดๆ เลยขณะนั้นจะมืดสนิท แต่ทางใจสามารถที่จะรับต่อ สิ่งที่ได้ผ่านมาทางตาอย่างเร็วมาก แล้วก็สามารถที่จะรู้สิ่งนั้นในลักษณะเดียวกัน เช่น ถ้าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หลังจากที่วิถีจิตทางจักขุทวารดับไปหมดแล้ว ทางใจจะรับรู้ต่อทั้งหมด ไม่ว่าจะได้ยินครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าผ่านไปหมดเลย เสียงดับไปแล้วก็จริงแต่วิถีจิตทางใจจะเกิดขึ้นรับรู้เสียงนั้นต่อ

    มิฉะนั้นก็จะไม่มีการรู้ในสัณฐานของเสียงสูงๆ ต่ำๆ เป็นคำที่มีความหมายในแต่ละภาษาได้ ไม่ว่าจะเป็นทางตาดับไปแล้ว วิถีจิตทางใจจะเกิดสืบต่อรับรู้อารมณ์นั้นทันที ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลก ของความคิดนึก สิ่งที่ปรากฏทางตาชั่วขณะที่สั้นมาก ปรากฏขึ้นทางหูก็ชั่วขณะที่สั้นมาก เหมือนกับมีความมืดสนิท

    แต่ก็มีจุดที่กรรมทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นจักขุปสาทสำหรับกระทบสี เมื่อกระทบแล้วดับไป แต่ทางใจรับต่อ คิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาต่อได้ และก็ยังมีการจำรูปร่างสัณฐานนั้นด้วย อีกจุดหนึ่งซึ่งกรรมก็ทำให้โสตปสาทรูปเกิดขึ้น มีอายุเพียงชั่ว ๑๗ ขณะจิต แล้วก็ถ้าไม่มีเสียงกระทบ รูปนั้นก็เกิดดับ เพราะเหตุว่าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม รูปมีสมุฏฐาน ๔ รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากอุตุก็มี รูปที่เกิดจากอาหาร ที่บริโภคเข้าไปก็มี

    สำหรับรูปที่เกิดจากกรรม ไม่มีใครจะยับยั้งได้ ถ้ากรรมยังให้ผลที่จะให้รูปนั้นเกิด รูปนั้นก็จะเกิด เช่น โสตปสาทรูปเกิดดับ ถ้าเมื่อใดกรรมหยุดให้ผล โสตปสาทรูปไม่เกิดจะไม่มีการได้ยินเสียงเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ให้ทราบว่า และรูปที่ตัว ก็เป็นปรมัตถธรรมเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ที่จะทำได้เลย

    ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ก็กรรมนั่นเองเท่านั้น ที่จะทำให้รูปนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมก็ทำให้จักขุปสาทรูปเกิดดับ แล้วแต่ว่าจะมีปัจจัยคือสิ่งที่กระทบตาทำให้จิตเกิดขึ้น เห็นแล้วดับไปแล้ว ทางใจรับต่อแล้วก็คิดเรื่องราวของสิ่งที่เห็น ทางหู ก็โสตปสาทรูปก็เป็นจุดที่เล็กมาก แล้วก็กระทบกับเสียง และก็มีอายุแค่ ๑๗ ขณะ แล้วก็ดับ ทั้งเสียง ทั้งโสตปสาทรูปก็ดับ จิตที่ได้ยินก็ดับ แล้วจิตทางใจ ก็รับรู้ต่อ

    เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในโลก ๖ โลก คือโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายทางใจ แต่โลกทางตาจะต่อกับโลกทางหูทันทีไม่ได้ เมื่อโลกทางตาคือวิถีจิตที่เกิดขึ้นเห็นดับไปแล้ว จิตที่อาศัยใจคือภวังคจิตเป็นทวารจะเกิดขึ้นรับรู้สีนั้นต่อ ขณะที่ได้ยินเสียง เสียงดับ ภวังคจิตซึ่งเกิดต่อก็จะเป็นทวาร สำหรับให้จิตทางใจเกิดขึ้นรับรู้เสียงนั้นต่อ

    เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในโลกของความทรงจำ สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูกทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่โลกทางตาจะต่อกับโลกทางหูทันทีไม่ได้ เมื่อโลกทางตาคือวิถีจิตที่เกิดขึ้นเห็นดับไปแล้ว จิตที่อาศัยใจคือภวังคจิตเป็นทวารจะเกิดขึ้น รับรู้สีนั้นต่อ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    2 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ