สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๒

    วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


    อ.กฤษณา นอกจากขณะที่เห็นซึ่งเป็นจักขุวิญญาณ หรือว่าขณะที่ได้ยินซึ่งเป็นโสตวิญญาณ หรือขณะที่ได้กลิ่นซึ่งเป็นฆาณวิญญาณ หรือขณะที่ลิ้มรสซึ่งเป็นชิวหาวิญญาณ หรือขณะที่รู้กระทบสัมผัสซึ่งเป็นกายวิญญาณแล้ว นอกจากจิตพวกนั้นแล้วก็มี "วิตกเจตสิก" ที่ถือตรึกไปในเรื่องราวต่างๆ ซึ่งก็มีข้อความที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย ในสังโยชนสูตร มีข้อความตอนหนึ่งตรัสว่า วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น ซึ่งอรรถกถาก็อธิบายว่า"วิตกเป็นเท้าของโลก"

    วิตกในข้อความในขุททกนิกายจูฬนิทเทส อุทยมาณวกปัญหานิเทศก็ได้แสดงถึงวิตก ๙ อย่าง ที่เป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกก็มี "กามวิตก" ดำริหรือตรึกหรือคิดนึกไปในเรื่องของกาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นวัตถุกามต่างๆ ก็อย่างหนึ่ง แล้วก็เป็น "พยาปาทวิตก" อีกอย่างหนึ่ง คือก็ตรึกนึกคิดดำริไปในเรื่องของความอาฆาต พยาบาท ปองร้าย อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ "วิหิงสาวิตก" ก็เป็นความคิดตรึกไปในทางที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน

    อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ"วิตกถึงญาติ" ก็เป็นความคิดที่เราทุกคนก็เคยคิด คิดถึงญาติ "วิตกถึงชนบท" ก็คิดไปได้ถึงชนบทประเทศนั้น ประเทศนี้ ประเทศต่างๆ หรือว่าชนบทต่างๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ"วิตกถึงเทวดา" ก็อาจจะคิดถึงความที่เทวดามีทิพยสมบัติอะไรต่างๆ มากมายอะไร อย่างไร ก็ตรึกไปได้ทั้งนั้นเลย

    แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ "วิตกที่ประกอบด้วยความเอ็นดูผู้อื่น" ซึ่งอาจจะเป็นอกุศลวิตกก็ได้ ถ้าความเอ็นดูนั้นเป็นความผูกพัน เกี่ยวข้อง แล้วก็ติดข้องในผู้ที่เราเอ็นดู อีกอย่างหนึ่งก็เป็น "วิตกที่ประกอบด้วยลาภสักการะ" และสรรเสริญ อันนี้ก็ตรึกนึกคิดไปได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าเป็น "โลกธรรม" นั่นเอง อีกอย่างหนึ่งคือ "วิตกที่ประกอบด้วยความที่ไม่อยากให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน" นี่ก็เป็นเรื่องของวิตก ๙ อย่าง ที่เป็นไปด้วยวิตกเจตสิก ซึ่งเป็นเท้าของโลก

    ขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ก็คิดไปแล้ว คือมีเท้าคือวิตกเจตสิก ก้าวไปสู่อารมณ์ต่างๆ ก็เป็นความคิดนึกต่างๆ ที่วิตกเจตสิกก็ก้าวไปเรื่อยๆ ในขณะจิตที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง ถ้าเป็นกุศลก็เป็นกุศลวิตก ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลวิตก ซึ่งก็มีกามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น แต่ว่าถ้าเป็นตรึก นึกคิด ดำริไปในทางกุศล ก็จะเป็นเนกขัมมวิตก เป็นอัพยาปาทวิตก เป็นอวิหิงสาวิตก

    ท่านอาจารย์ กำลังวิตกหรือเปล่า ถ้าฟังเรื่องของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ควรที่จะได้เข้าใจเรื่องนั้นถ่องแท้จริงๆ วิตกเยอะเลยใช่ไหมเมื่อครู่นี้ ขณะนี้วิตกหรือเปล่า วิตกเรื่องหนึ่งเรื่องใดตามพระสูตร หรือว่าวิตกเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะที่ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวง เป็นความละเอียดที่จะต้องเข้าใจ ถ้าโดยนัยของพระสูตรก็ทรงแสดงสิ่งที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ ว่าวิตกเกิดกับจิตที่ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงที่เป็นวิบาก คือจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย

    ขณะหลับสนิทวิตกเจตสิกเกิดหรือเปล่า ต้องเกิด คือธรรมเป็นเรื่องตรง และเป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ตื่นขึ้นไม่ใช่ภวังค์ แล้วมีวิตกเจตสิกไหม เพราะว่าขณะที่ตื่นยังไม่ทันเห็น อย่าลืม เพราะว่าการที่จิตจะไม่ใช่ภวังคจิต ก็คือจะรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใด คืออาจจะรู้อารมณ์ทางตาคือเห็น หรืออาจจะได้ยินเสียงทางหู อาจจะได้กลิ่น ก็แล้วแต่ หรือว่าอาจจะคิดนึก ซึ่งทั้งหมดที่อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้น ไม่ใช่ภวังคจิตแต่เป็นวิถีจิต เพราะฉะนั้นวิถีจิตแรกไม่ใช่จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ๑๐ ดวง เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกที่เกิดต่อจากภวังคจิต ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    สภาพธรรมที่ไม่โดดเด่น ก็เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน แล้วก็เป็นนามธรรม และอาศัยกันและกันเกิดขึ้นชั่วขณะเดียว คือหนึ่งขณะจิตที่เร็วมาก และก็ดับไป แต่ว่าจากการที่ทรงตรัสรู้ ก็ได้ทรงแสดงความละเอียดให้เห็นว่า แม้ว่าขณะที่กำลังหลับสนิท วิตกเจตสิกต้องต่างกับขณะที่ตื่น เพราะเหตุว่าวิตกเจตสิกขณะที่หลับก็จะต้องตรึกจรดในอารมณ์ของภวังคจิต คือจิตที่กำลังหลับสนิท ก็ต้องมีอารมณ์ด้วย แม้ว่าอารมณ์นั้นไม่ปรากฏ แต่ว่าเมื่อเป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงานไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงที่เป็นวิบากนั้น ก็ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เมื่อภวังคจิตคือภวังคจลนะไหว เริ่มที่จะสิ้นสุดกระแสภวังค์ และเมื่อภวังคจลนะไหวดับไปแล้ว ภวังคุปัจเฉทะก็เกิดขึ้น ใช้ชื่อว่าไหว อย่าไปคิดว่าเป็นรูปร่างอะไร เพียงแต่ว่าใกล้ที่จะทิ้ง หรือว่าไม่มีอารมณ์ของภวังค์ เพราะว่าจะรับรู้อารมณ์อื่นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นเมื่อภวังคุปัจเฉทะ คือกระแสภวังค์สุดท้ายดับ จิตต่อไปต้องเป็นวิถีจิต คือต้องอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์

    แต่ว่าจิตขณะแรกที่เป็นวิถีจิต คงไม่ลืมว่ามี ๒ ดวง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัญจทวาราวัชชนะจิต โดยชื่ออาวัชชนะ ศัพท์ว่ารำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบกับทวารหนึ่งทวารใดใน ๕ ทวาร ถ้าเราใช้ภาษา และเราก็ยังคงติดในความหมายเดิมๆ ที่เราเข้าใจก็จะทำให้คิดว่ารำพึงต้องยาวมาก แต่ชั่วขณะจิตหนึ่งที่รู้สึกตัว แล้วก็รู้ว่าอารมณ์กระทบทวารไหน ขณะนั้นยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน แต่ว่าเป็นจิตที่ทำอาวัชชนะจิต คือรู้ว่าอารมณ์กระทบทวาร ขณะนั้นถ้าเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นปัญจทวาราวัชชนะจิต เรียกรวม แต่ถ้าแยกก็แยกได้เป็นจักขุทวาราวัชชนะจิตถ้าเป็นทางตา โสตทวาราวัชชนะจิตถ้าเป็นทางหู ถ้าทางจมูกก็เป็นฆาณทวาราวัชชนะจิต ถ้าเป็นทางลิ้นก็เป็นชิวหาทวาราวัชชนะจิต ถ้าเป็นทางกายก็กายทวาราวัชชนะจิต

    นี่ก็เป็นจิตหนึ่งขณะ สั้นมาก ขณะนี้มีไหม อาวัชชนจิตต้องเกิดก่อนจิตเห็น จิตได้ยิน ปัญจทวาราวัชชนะจิตจะต่างกับจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ จึงต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ที่จะรู้อารมณ์ที่กระทบ โดยที่ไม่เห็น เพราะว่าขณะที่เห็น เป็นขณะที่ประจวบกันของสิ่งที่ปรากฏทางตากับจักขุปสาทรูป แล้วก็ปัจจัยอื่น ที่จะทำให้มีการเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาชั่วขณะที่จักขุปสาทรูป

    เวลาที่ศึกษาเรื่องของจิต เราก็อาจจะศึกษาว่าจิตนั้นเกิดที่ไหนด้วย เพื่อความเข้าใจ ละเอียดในความเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ในขณะที่กำลังเห็น จะมีใครทราบไหมว่าจักขุวิญญาณเกิดที่จักขุประสาท และก็ดับที่จักขุประสาท แต่ก่อนจักขุวิญญาณ ภวังคจิตไม่ได้อาศัยจักขุปสาท หรือปสาทใดเลย เพราะฉะนั้นไม่ได้เกิดที่ปสาทรูปทั้ง ๕ แต่เกิดที่หทยวัตถุ ซึ่งเป็นที่เกิดของจิตอื่นทั้งหมดในภูมิที่มีขันธ์ ๕ เว้นจิต ๑๐ ดวง ซึ่งใน ๑๐ ดวง จักขุวิญญาณจิตเห็นต้องเกิดที่จักขุปสาทรูป โสตวิญญาณจิตได้ยิน ต้องเกิดที่โสตปสาทรูป เวลาได้กลิ่นจิตที่ได้กลิ่นก็เกิดที่ฆานปสาทรูป และดับที่นั่นด้วย จิตลิ้มรสจะรู้รสที่อื่นนอกจากกลิ่นได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตที่ลิ้มรสก็ต้องเกิดที่นั่น แล้วก็รู้อารมณ์ที่นั่นด้วย

    เพราะฉะนั้นจิตต่างๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นจิต ๑๐ ดวงที่เห็นจริงๆ ได้กลิ่น และได้ยิน และรู้รส และรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ต้องอาศัยวิตกเจตสิกเลย ไม่ต้องอาศัยเจตสิกอื่นทั้งหมด เพียงแค่เจตสิก ๗ ดวง ก็เป็นปัจจัยที่จะให้จิตเหล่านี้เกิดขึ้น ทำกิจการงานพร้อมกับจิตเห็น จิตได้ยิน เหล่านี้เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องของการที่กรรมทำให้มีการรู้สิ่งที่ปรากฏชั่วขณะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วก็ดับไป แต่ว่าจิตที่รู้อารมณ์สืบต่อ ก็สืบต่อนอกจากทางทวารนั้นๆ แล้วก็ยังเป็นทางมโนทวารทางใจ เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ จากเพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วดับไป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ยังจำได้ เพราะฉะนั้นจิตอื่นทั้งหมดจึงต้องอาศัยวิตกเจตสิก ซึ่งโดยนัยของพระสูตรก็แสดงให้เห็นถึงวันหนึ่งๆ เราคิดถึงอะไร คิดถึงญาติพี่น้อง คิดถึงบ้าน คิดถึงเรื่องธุรกิจ คิดถึงเรื่องการงานต่างๆ ก็จะไม่พ้นจากวิตกเจตสิก เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวง

    ผู้ฟัง ขณะที่เป็นภวังค์มีเจตสิกเกิดไหม

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้

    ผู้ฟัง ถ้าเอาเป็นภวังค์เจตสิกจะเป็นดวงไหน

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ว่าปฏิสนธิจิตเป็นจิตประเภทไหน ก็มีเจตสิกประกอบ หรือเกิดร่วมด้วยตามประเภทของปฏิสนธิจิตนั้นๆ ถ้าเกิดในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะตัวใหญ่ ตัวเล็กแค่ไหน เป็นยุง เป็นช้าง ก็ตามแต่ ปฏิสนธิจิตก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยมาก แต่ถ้าเป็นภูมิอื่นก็จะมีเจตสิกเกิดเพิ่มมากขึ้น

    คุณสุรีย์ เรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ เมื่อกี้นี้คุณกฤษณาได้อธิบายเรื่องวิตกเจตสิกว่าจรดหรือตรึกในอารมณ์ เหมือนเท้าของโลก เพราะทำให้โลกก้าวไป ขอขยายคำว่าโลก แล้วก็เหมือนเท้าของโลกอย่างไร ทำให้โลกก้าวไปอย่างไร เรียนถามท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ โลกคือสภาพธรรมที่เกิดดับ ได้แก่ จิต เจตสิก นั่นเอง ถ้าไม่มีจิต เจตสิก โลกก็มีไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าโลกนี้มีอย่างนี้ ถ้ามีแต่เพียงรูปธรรม ไม่มีนามธรรมสภาพธรรมใดๆ ก็ไม่ปรากฏ

    คุณสุรีย์ ท่านอาจารย์หมายความถึงว่า วิตกก็เหมือนเท้าของจิต เจตสิก คือสภาพธรรมที่สัมปะยุตต์ด้วย ทำให้สภาพธรรมที่สัมปะยุตต์คือเกิดร่วมด้วยนั้นดำเนินไป หรืออย่างไร คำว่าโลก

    ท่านอาจารย์ ขณะที่กำลังคิดทุกๆ คำไม่ใช่จิตเห็น จิตได้ยิน เพราะฉะนั้นก็ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วแต่ว่าขณะนั้นเป็นจิตที่เกิดทางปัญจทวาร หรือเกิดทางมโนทวาร ซึ่งต่อไปเราจะค่อยๆ พูดถึง เพราะตอนนี้เราก็พูดถึงตอนที่เป็นภวังคจิต ยังไม่รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดเลย เพราะฉะนั้นจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง และเวลาที่ตื่นขึ้นก็จะต้องเป็นวิถีจิตที่ต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด ถ้าอาศัยรูป คือตา หู จมูกลิ้น กาย ก็จะมีจิตที่เป็นวิถีจิตแรกก่อนจิตอื่น คือปัญจทวาราวัชชนะจิต ซึ่งแยกเป็นทวารก็ได้

    ในเมื่อไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงนั้น ซึ่งเป็นวิบากจิตที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากกว่า ๗ ดวง ซึ่งเราจะกล่าวถึงทีละ ๑ ประเภท เช่น กล่าวถึงเรื่องของวิตกเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมด้วยกับจิต ซึ่งไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงนั้น และลักษณะของวิตกเจตสิก ก็เป็นสภาพที่ตรึกหรือจรด เช่น เวลาที่ปัญจทวาราวัชชนะจิตเกิด ไม่เห็น แต่ว่าต้องตรึกถึงอารมณ์ที่กระทบ เพราะฉะนั้นขณะนั้นจึงมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่เวลาที่เห็น ไม่ต้องตรึกเลย เป็นจิตที่ทำทัศนกิจ คือมีหน้าที่เห็นเท่านั้นเอง

    คุณสุรีย์ อีกคำถามหนึ่ง ที่คุณปริศนาพูดเมื่อครู่นี้ วิตกมีถึง ๙ อย่าง อันนี้โดยนัยของพระสูตรซึ่งแสดงให้เห็นว่าจิตนี้ตรึกไปได้หลายๆ เรื่อง แต่โดยนัยของพระอภิธรรมแล้วมีแค่ ๓ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ โดยนัยของเทศนา จะเทศนาอย่างไรก็โดยจุดประสงค์นั้นๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงสภาพธรรม ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะแยกโดยนัยเท่าใดก็ได้ จะโดย ๓ จะโดย ๙ หรือว่าจะโดย โลกิยะ โลกุตระก็ได้ เพราะฉะนั้นลักษณะของวิตก หรือว่าสภาพธรรมของเจตสิกแต่ละชนิดจะมีชื่อต่างๆ กันออกไปอีก เพราะเหตุว่าจะเป็นไปกับเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย เช่น มีชื่อว่า"สังกัปปะ" "สัมมาสังกัปปะ"ก็เป็นลักษณะของวิตกเจตสิก ซึ่งเป็นมรรคองค์หนึ่งในมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้นการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมไปเรื่อยๆ เราก็จะได้ยินชื่อต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย

    ผู้ฟัง อนุญาตเรียนถามอาจารย์สุภีร์ ก็ทราบมาแล้วว่าวิตกไม่เกิดกับทวิปัญจะ ๑๐ ดวง ทีนี้จิตที่เกิดต่อสมมติว่าจักขุวิญญาณเกิดขึ้น จิตต่อไปก็คือสัมปฏิจฉันนะ สัมปฏิจฉันนะนั้นมีวิตกแล้ว ตรึกถึงแล้วแต่ว่าจะเป็นสี หรือเสียง หรืออย่างไร แล้วแต่ทวารที่เกิดกรุณาอธิบายตรงนี้

    อ.สุภีร์ ตรึกถึงอารมณ์ที่จิตรู้ ขณะนั้นถ้าจักขุวิญญาณเกิดขึ้นทำทัศนกิจ เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วดับไป สัมปฏิจฉันนะรับอารมณ์นั้นต่อ สัมปฏิจฉันนจิตรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาใช่ไหม รับต่อมาจากจักขุวิญญาณวิตกก็จรดไปที่สิ่งที่ปรากฏทางตานั้น ก็คือรู้อารมณ์เดียวกับที่สัมปฏิจฉันนจิตรู้นั่นเอง ซึ่งกล่าวโดยย่อๆ แล้วก็คือวิตกเจตสิกนี้ไม่เกิดร่วมกับจิต ๑๐ ประเภทเท่านั้นเอง อันนี้กล่าวโดยย่อๆ ถ้าโดยละเอียดก็จะในเรื่องของฌานอีกครั้งหนึ่ง นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นปัญจทวาราวัชชนะ มโนทวาราวัชชนะ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะหรือว่าตทาลัมพนะอะไรต่างๆ มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยตลอด

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์กฤษณากล่าวว่า รู้สึกจะมีคำว่าเอ็นดูอยู่ด้วยใช่ไหม เกี่ยวกับตรงวิตกเอ็นดู

    อ. กฤษณา ก็เป็นวิตกถึงผู้อื่นด้วยความเอ็นดู ซึ่งถ้าเป็นไปด้วยอกุศลจิต หมายถึงวิตกเจตสิกที่ประกอบในอกุศลชวนจิต ความเอ็นดูนั้นก็พัวพันเกี่ยวข้องติดข้องในผู้ที่เราเอ็นดู อันนั้นก็เป็นไปในด้านของอกุศลวิตก เป็นไปได้ใช่ไหม ในลักษณะของกุศลก็เป็นกุศลวิตก

    วันจันทร์ที่ ๐๙/๑๒/๒๕๔๕

    ท่านอาจารย์ ท่านผู้ฟังที่เคารพ ตอนนี้ก็ขอกล่าวถึงที่เราพูดถึงในคราวก่อน ในคราวก่อนก็เป็นเรื่องของความวิจิตรของจิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าจิตวิจิตรต่างๆ กันอยู่ทุกขณะ แม้ในขณะนี้เอง ขณะที่เห็นก็เป็นจิตขณะหนึ่ง ขณะที่ได้ยินก็เป็นจิตอีกขณะหนึ่ง เพราะฉะนั้นจิตก็จะหลากหลายโดยอารมณ์ต่างๆ ที่ปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงเรื่องความหลากหลายของจิต ซึ่งเพราะเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย ว่าขณะหนึ่งๆ ที่จิตเกิดมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยเท่าใด ก็เป็นความจริงใช่ไหม ธรรมที่ได้ฟังพร้อมที่จะให้พิสูจน์ว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ว่าจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าใด

    แต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงตรัสรู้ได้ทรงแสดงโดยละเอียด ไม่เว้นจิตเลยแม้หนึ่งขณะ ทรงแสดงว่าจิตขณะหนึ่งที่เกิดเป็นชาติอะไร เป็นกุศลหรืออกุศลซึ่งเป็นเหตุ เป็นวิบากที่เป็นผล หรือว่าเป็นกิริยาจิตซึ่งไม่ใช่เหตุและไม่ใช่ผล นอกจากนั้นก็ยังทรงแสดงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงจิตซึ่งทุกคนสามารถที่จะรู้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ในขณะนี้ จิตเห็น รู้ได้ไหม กำลังมี แล้วก็ทราบต่อไปว่าจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวงซึ่งคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงแล้ว และก็ก่อนที่จะกล่าวต่อไปก็ควรจะต้องทบทวนเรื่องชื่อของเจตสิก ๗ ดวงด้วย เพื่อท่านผู้ฟังจะได้ทบทวน และผู้ที่มาใหม่ก็จะได้เข้าใจด้วย

    จิตเห็นขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง และจิตเกิดขึ้นและก็ดับไปอย่างรวดเร็วมาก ไม่มีใครรู้เลย แต่ว่าจิตเห็นขณะนี้เหมือนปรากฏว่าเห็นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะกำลังเห็นคิดรึเปล่า คิด เพราะฉะนั้นจิตเห็นจะเป็นจิตคิดไม่ได้ และจิตคิดก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงไม่ได้ นี่คือความหลากหลายของจิต ซึ่งวิจิตรตามเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่ศึกษาธรรม ก็จะเริ่มเข้าใจการเกิดดับจากสืบต่อของจิตอย่างละเอียด พร้อมทั้งเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วยแต่ละขณะ

    เริ่มตั้งแต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นซึ่งเป็นจิตอื่น จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงไม่ได้ เพราะว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด ๗ ดวงมีเพียง ๑๐ ดวงเท่านั้น คือวิบากจิต ได้แก่ จิตเห็น กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ ในขณะนี้ แล้วก็จิตได้ยิน ก็เป็นกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ ในขณะนี้เหมือนกัน ถ้าขณะที่กำลังได้กลิ่นก็เป็นกุศลวิบาก ๑ เป็นอกุศลวิบาก ๑ ขณะที่กำลังลิ้มรส กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ ขณะที่กระทบสิ่งที่ปรากฏที่กาย ขณะนั้นก็เป็นกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ เป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นขณะใดที่จิตเหล่านี้เกิด ให้ทราบว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง แต่จิตอื่นนอกจากนี้ทั้งหมด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านั้น ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้นตามลำดับ ขอเชิญคุณสุภีร์

    อ.สุภีร์ ในคราวที่แล้วก็ได้กล่าวถึงเจตสิก ๗ ประเภทที่เกิดกับจิตทุกๆ ประเภทเลย ซึ่งอาจารย์ก็ได้กล่าวไปแล้ว เรื่องของจิต ๑๐ ประเภทที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ประเภทเท่านั้น ก็มีจิตแค่ ๑๐ ประเภทเท่านั้นเอง จิตมีอยู่รวมทั้งหมด ๘๙ ประเภทด้วยกัน นอกจากจิต ๑๐ ดวงแล้ว ก็มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยมากกว่า ๗ ผมขอทบทวนเจตสิก ๗ ประเภทที่ได้กล่าวไปแล้ว และก็จะกล่าวถึงเจตสิกประเภทอื่นๆ ต่อไป

    เจตสิก ๗ ประเภทที่ได้กล่าวไปแล้วเรียกว่า"สัพพจิตตสาธารณเจตสิก" ก็คือเจตสิกที่เกิดประกอบร่วมด้วยกับจิตทุกๆ ประเภท ทุกๆ ขณะเลยที่จิตเกิด ต้องมีเจตสิก ๗ ประเภทนี้เกิดร่วมด้วยเสมอ ฉะนั้นทุกๆ ขณะจิตก็มีเจตสิก ๗ ประเภทนี้ ตั้งแต่เกิดมา แล้วก็ขณะนี้ก็มีเช่นเดียวกัน ขณะต่อๆ ไปที่มีจิต ก็จะมีเช่นเดียวกัน เรียกว่า สัพพจิตตสาธารณเจตสิก มี ๗ ประเภทก็คือ ๑ ผัสสเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่กระทบกับอารมณ์



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    17 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ