สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๗๗
วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๕
ผู้ฟัง สำหรับภวราคานุสัยซึ่งเป็นความยินดีพอใจในภพ ถ้าเป็นบุคคลที่เขาอยากจะฆ่าตัวตาย ทั้งๆ ที่ยังมีภวราคานุสัย เขาอยากจะฆ่าตัวตาย แล้วก็ฆ่าตัวตาย ขอท่านอาจารย์ได้กรุณาช่วยให้ความเข้าใจว่า คนที่คิดฆ่าตัวตายแล้วก็กระทำอัตวินิบาตกรรม ทั้งๆ ที่ยังมีภวราคานุสัย กรุณาอธิบาย
ท่านอาจารย์ มีความพอใจในภพ แต่ไม่ใช่ภพนี้
ผู้ฟัง ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ทราบว่าเขาจะไปเกิดในภพไหน แต่ว่าก็ยังมีความพอใจในภพ แต่ว่าไม่พอใจที่จะมีอัตภาพนี้ หรือชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกแล้ว
ท่านอาจารย์ แต่ก็เป็นความพอใจในตัวเขา แล้วก็พอใจที่ตัวเขาจะไม่ต้องอยู่ในโลกนี้อีก
ผู้ฟัง พอใจในตัวเขา แต่ว่าไม่อยากอยู่ในโลกนี้ ก็คือยังมีภวราคานุสัยอยู่นั่นเองใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ยังมีความพอใจในภพ ในความเป็นบุคคลนี้
อ.สุภีร์ ก็คือมีความพอใจในตัวเรานั่นเอง ในเมื่อมีความทุกข์ก็มีความพอใจในตัวเราที่จะไม่ให้มีอยู่ในโลกนี้ ก็คือเป็นความติดในภพอื่นๆ หรือว่าในสถานที่อื่นๆ ที่ควรจะดีกว่านี้นั่นเอง ซึ่งก็เป็นความติดในภพในความมีความเป็นนั่นเอง
ผู้ฟัง ฟังๆ ดูแล้วก็ยังงง คือพอใจในภพ แล้วก็ฆ่าตัวตาย น่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่ความพอใจในภพเท่านั้น
อ.ประเชิญ ความพอใจในภพนั้นมีแน่นอน ไม่เว้นใครเลยใช่ไหมที่เกิดมาที่ยังมีปฏิสนธิอยู่ ต้องมีทุกคน แต่ว่าปัจจัยที่จะทำให้มีการทำร้ายตัวเองหรือว่าฆ่าตัว ก็มีปัจจัยอื่นมากมาย คือจะเป็นในเรื่องของอุปนิสัยที่เคยฆ่าสัตว์มา หรือว่าในช่วงที่ได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจในโลกนี้ ก็ไม่สามารถที่จะทนในสภาพนั้นได้ คือต้องการจะให้ตัวเองพ้นไปจากสภาพอย่างนั้น คือไม่สามารถที่ยอมรับได้เลยว่าตัวเองที่จะต้องขายหน้าใช่ไหม บางคนห่วงหน้าตามากกว่าชีวิต จริงๆ ก็คือรักตัวเองนั่นเอง ไม่อยากให้ตัวเองต้องมาอยู่ให้เขาดูถูกดูหมิ่น หรือว่าไม่ต้องการให้เขามาเยาะเย้ยถากถางในอัตภาพร่างกายนี้ เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะยอมรับได้ บางท่านเคยมีชื่อเสียงในวงการสังคม มีทั้งยศฐาบรรดาศักดิ์แล้วก็อยู่ๆ ก็ไม่มีในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นรับไม่ได้ที่จะมีสภาพอย่างนั้น ก็เลยต้องคิดว่าไปอยู่ที่อื่น อยู่ในภพอื่นจะดีกว่าก็คือต้องการให้ตัวเองไปอยู่ที่ดีกว่านั่นเอง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีความรักตัว จะเกิดโทสะไหม จะเกิดความไม่พอใจในสภาพใดๆ ที่กำลังพบหรือเปล่า หรือเผชิญ แต่เพราะเหตุว่ามีความเป็นเรา มีความเป็นตัวเราด้วย มีความติดข้องในความเป็น จึงเป็นเหตุให้เกิดโทสะ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการประทุษร้ายเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือว่าคนอื่นก็ตาม ขณะนั้นเป็นไปด้วยความไม่พอใจ ซึ่งความไม่พอใจก็ต้องเป็นเพราะมีความติดข้องในความเป็นของบุคคลนั้น
ผู้ฟัง โดยธรรมชาติของสัตว์โลก ตนเองรักมากที่สุด บุคคลที่คิดจะฆ่าตัวตาย บางทีเขาทำเพื่อหนีทุกข์ ฆ่าตัวตายเพื่อหนีทุกข์ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แต่ใครเป็นทุกข์ ต้องเป็นผู้ที่รักตัวใช่ไหม จึงเป็นทุกข์ ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังมีความรักตัวแน่นอนใช่ไหม ถ้าไม่มีความรักตัวเองจะมีโทสะไหม อะไรที่มากระทบกระทั่งตัวที่ไม่น่าพอใจจะโกรธไหม ถ้าคิดอย่างธรรมดาๆ
ผู้ฟัง ก็ต้องแล้วแต่บุคคล
ท่านอาจารย์ ก็เอาเพียงแค่ว่าเรามีความรักตัว และชอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ตัวเองดีที่สุดสบายที่สุด ไม่ได้ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจเลย แต่เวลาที่ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็เป็นปัจจัยให้กิเลสชนิดหนึ่งเกิดคือ โทสะความขุ่นเคืองซึ่งก็มีหลายระดับ ขุ่นใจเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งถึงโกรธแล้วก็พยาบาท และก็สามารถที่จะกระทำร้ายทั้งบุคคลอื่น และตัวเองได้ด้วยกำลังของความโกรธ แต่ถ้าไม่มีตัวก็คงจะไม่ต้องไปโกรธอะไรใครใช่ไหม ที่จะทำร้ายอะไร
ผู้ฟัง ในกรณีที่ผู้ที่มีโทสมูลจิตเกิดขึ้นแล้ว เสียชีวิตลงไปหรือว่าจุติจิตเกิดขึ้น ในชาติต่อไป เขาคงจะไปอยู่ในสิ่งที่ดีใช่ไหม หรือว่าอยู่ในสิ่งที่ไม่ดี ในภพที่ไม่ดี
ท่านอาจารย์ ทุกคนจะต้องถึงวันหนึ่ง ซึ่งจุติจิตจะเกิด แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อใด เวลาใด เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็เกินวิสัยที่จะรู้ได้ เพราะว่าขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจิตที่กำลังเกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็ว ถ้าจะตายจริงๆ จะเป็นในขณะใด ถ้าขณะนี้เป็นกุศลจิต และก็หลังจากนั้นจุติจิตเกิด ดับไปแล้ว ปฏิสนธิก็เป็นผลของกุศลกรรมนั้นได้ แต่ถ้าเป็นอกุศลจิตซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่ทำให้มีอารมณ์ที่ทำให้จิตเป็นอกุศลขณะนั้น เมื่อจุติจิตดับไปแล้วปฏิสนธิก็เป็นอกุศลวิบาก แต่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้จริงๆ เพราะว่าเป็นเรื่องของกรรมที่เป็นชนกกรรม คือกรรมที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ไม่ใช่ว่าเราทำมาทุกกรรม แล้วเราจะเลือกให้กรรมไหนให้ผลตามใจชอบ แต่ว่าเป็นเรื่องของกรรมจริงๆ ว่ากรรมไหนจะให้ผล อย่างม้ากัณฐกะ ทุกคนคงรู้จักม้ากัณฐกะที่พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระราชวังเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็ทรงขี่ม้ากัณฐกะ ม้ากัณฐกะเมื่อจุติแล้ว ก็เกิดในสวรรค์เป็นกัณฐกะเทพบุตรลงมาเฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าได้ฟังธรรมรู้แจ้งอริยสัจธรรม
เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าก่อนที่จะถึงการที่จะไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิอีก ไม่ต้องไปเกิดในนรก ไม่ต้องเกิดเป็นเปรตอสุรกายเดรัจฉาน ก่อนนั้นกรรมอะไรจะให้ผลเพราะแม้กัณฐกะก็ยังมีกรรมที่ทำให้เกิดเป็นม้ากัณฐกะ ก่อนที่จะได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร แล้วก็ได้เป็นพระโสดาบัน
ผู้ฟัง ทราบว่าม้ากัณฐกะก็อกแตกตายเหมือนกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ อกแตกตายน่าไปนรกใช่ไหม แต่ไม่มีใครสามารถจะรู้ขณะจิตก่อนจุติได้ เพราะว่าเป็นเรื่องของกรรมที่จะให้ผล
ผู้ฟัง ถ้าฆ่าตัวตายแล้วโดยขณะนั้นก็คงจะต้องเป็นโทสมูลจิตแน่ ถึงจะฆ่าตัวเราเองได้ คิดว่าน่าจะไปอยู่ที่ภพที่ไม่ดี ตรงจุดนี้ถ้าเผื่อผู้นั้นผู้ที่จะฆ่าตัวตายท่านทราบว่า อย่างไรก็ตามโทสจิตคงจะพาไปภพที่เลวแล้ว คงจะไม่ฆ่าตัวตายแน่ คิดอย่างนั้นเท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ มีผู้ที่ฆ่าตัวตายแล้วก็ไม่ได้ไปนรกใช่ไหมคุณสุภีร์
อ.สุภีร์ มีถึงเป็นพระอรหันต์เลยก็มี เช่น ท่านพระโคธิกะ เป็นต้น ก็คือท่านป่วยแล้วท่านก็ฆ่าตัวตาย เพื่อให้หมดชีวิตไป แต่ว่าก็เจริญวิปัสสนาจนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนที่จะตาย ฉะนั้นก็แล้วแต่ ไม่แน่นอน อย่างม้ากัณฐกะก็เช่นเดียวกันอกแตกตายด้วยความโศก แต่ว่าก่อนที่จะตายในอรรถกถาท่านก็แสดงไว้ว่า ด้วยความดีใจที่ได้พามหาบุรุษออกบวช ได้รับใช้มหาบุรุษก็ไปเกิดในสวรรค์ ฉะนั้นบุคคลบางคนถึงเขาจะฆ่าตัวตาย แต่ว่ากรรมที่จะนำปฏิสนธิเป็นฝ่ายกุศลก็สามารถให้เกิดในสุคติภูมิได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นก็ไม่แน่นอน
ผู้ฟัง เราก็คงไม่ต้องกลัวว่าเราจะฆ่าตัวตายแล้วจะไปนรก
ท่านอาจารย์ ปลอดภัยไว้ก่อนดีไหม
ผู้ฟัง คือเท่าที่ฟังแล้ว ก็คือว่าอนุสัย มีถึง ๖ เจตสิก ที่นับเป็นอนุสัย ที่มีจิตอนุสัย ที่กล่าวไปแล้วคราวที่แล้ว กราบเรียนถามต่อว่าในส่วนนี้ปฏิสนธิจิตมีเจตสิกตั้ง ๗ ดวงอยู่ในนั้น
ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิแล้วแต่ว่าเป็นผลของกรรมอะไร ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม อกุศลวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิ อกุศลวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิเป็นสัตว์เดรัจฉานเกิดในนรกเป็นเปรตเป็นอสุรกายใช้คำรวมว่า อบายภูมิ หมายความถึงภูมิที่ไม่สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เป็นผลของอกุศลกรรม
ผู้ฟัง กราบเรียนถามว่า ขณะที่อนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิตหนึ่งจิต แล้วก็อนุสัยก็คือเจตสิก นับเนื่องอย่างนั้นใช่ไหม ถ้าเผื่อใช่ ขออนุญาตถามต่อว่า แล้วนอนเนื่องอยู่ในปฏิสนธิหรือ คือฟังแล้วค่อนข้างที่จะเข้าใจได้ยากว่าอนุสัยเป็นเจตสิกหรือเปล่า อยากจะเปรียบเทียบตรงนี้ว่าอนุสัยเป็นเจตสิกหรือเปล่า ถ้านับเนื่องว่าเป็นเจตสิก แล้วทำไมจะเกิดได้พร้อมๆ กันตั้ง ๖ ดวง
ท่านอาจารย์ กิเลสมี ๓ ระดับ ระดับที่ทำอกุศลกรรม ซึ่งทุกคนมองเห็นโทษ ไม่ใช่อนุสัยกิเลส แล้วก็กิเลสซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานเป็นประจำในวันนี้ ทุกวันก็มี แต่ว่าขณะนั้นก็ไม่ใช่อนุสัยกิเลส แล้วกิเลสทั้งสองนี้มาจากไหน ถ้าไม่มีพืชเชื้อของกิเลส กิเลสจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เหมือนกับเชื้อโรค ถ้าไม่มีเชื้อโรคโรคต่างๆ ก็เกิดไม่ได้ ขณะที่กำลังเป็นเชื้อโรค มีใครรู้บ้างว่าในตัวขณะนี้มีเชื้ออะไรบ้าง นี่เรื่องของรูป แต่ถ้าเป็นเรื่องของนามธรรมก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าอนุสัยไม่ใช่รูปต้องเป็นนามธรรม แต่ว่าใครจะรู้บ้างว่า จิตกับเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างเลยเกิดขึ้นขณะหนึ่ง
จิตประเภทหนึ่งจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าใด ต้องเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ และทรงแสดง ทรงแสดงเรื่องของอกุศลจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เช่น โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ และก็เจตสิกอื่น โลภะ เป็นต้น ก็เป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน มองไม่เห็นทั้งจิตทั้งเจตสิก แต่ทันทีที่นามธรรมเกิด จิตเกิดเจตสิกเกิด ถ้าเป็นอกุศลจิตก็มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทำกิจการงานของอกุศล ซึ่งขณะนั้นแต่ละคนก็พอที่จะสังเกตพอที่จะรู้ได้ อย่างความโกรธเกิดขึ้น ทุกคนรู้ใช่ไหม ขุ่นใจรู้แล้ว แล้วก็ไม่อยากจะมีเลย ร้องไห้เสียใจก็ไม่อยากจะมีเลย นั่นคืออกุศลเจตสิกที่เกิดทำกิจการงานเป็นระดับของปริยุฏฐานกิเลส ไม่ใช่อนุสัยกิเลส ไม่ใช่กิเลสที่เป็นเชื้อที่จะให้เกิดอกุศลเจตสิกทำกิจการงานขึ้น แต่ว่าถ้าไม่มีอนุสัยกิเลสเลย อกุศลใดๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย อกุศลเจตสิกจะเกิดไม่ได้
เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจว่าผู้ที่สามารถจะรู้ได้ว่า แม้ในขณะที่กำลังเป็นกุศลจิต หรือว่าเป็นวิบากจิต หรือเป็นปฏิสนธิจิตก็ตาม มีอนุสัยกิเลสที่จะต้องดับด้วยอริยมรรค หมายความว่า ถ้าไม่ถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมจะดับอนุสัยกิเลสไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นกุศลขั้นทานก็ไม่ได้ดับกิเลส กุศลขั้นศีลก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ กุศลขั้นความสงบของจิตถึงขั้นฌานจิต ทั้งรูปฌานอรูปฌานขั้นสูงสุด ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ แต่มีหนทางเดียวคือการอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรม เพื่อที่จะดับความไม่รู้ เพราะเหตุว่าจิตเจตสิกเกิดดับเร็วมากในขณะนี้ จนไม่สามารถจะรู้ความจริงของจิตแต่ละชนิดแต่ละลักษณะ หรือว่าเจตสิกแต่ละลักษณะ เพียงแต่พูดถึงในขณะนี้ แต่ว่าสภาพธรรมจริงๆ ของจิตเจตสิกก็เกิดดับนับไม่ถ้วน ประการที่สำคัญก็คือว่าสิ่งใดที่เกิดเพราะมีปัจจัย ทำกิจการงานของสภาพธรรมนั้นแล้วดับไปทันที แล้วไม่กลับมาอีกเลย เหมือนไฟที่ดับ ดับแล้วก็หมด ไม่มีการที่จะให้ไฟนั้นกลับมาอีก
เพราะฉะนั้นจิตตั้งแต่เช้า เกิดดับสลับกันเหมือนในมายากล ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ แต่ว่าการเกิดดับสืบต่อก็เหมือนเป็นเรา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสิ่งต่างๆ ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดดับเลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่ปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมจนกว่าจะประจักษ์การเกิดดับ แต่ว่าเมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ก็ได้ทรงแสดงหนทางว่ามีหนทางเดียว คือการอบรมเจริญปัญญา เข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรม จนกว่าสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ จึงจะไถ่ถอนความเป็นตัวตน หรือว่าการที่เคยยึดถือสภาพธรรมทั้งหมดว่าเป็นเราด้วยความไม่รู้ได้ มิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะไปดับอนุสัยกิเลสได้เลย
ผู้ฟัง ฟังท่านอาจารย์กล่าวว่าจิตเกิดดับสลับกันเร็ว ขณะที่ฟังเสียงท่านอาจารย์แล้วก็รู้เรื่อง ขณะนั้นจิตก็กลับไปกลับมาสลับกันอย่างนี้ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ จิตเก่าไม่ได้กลับมาสลับเลย หมายความว่าจิตหนึ่งขณะที่เกิดดับแล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นปฏิสนธิที่นำอะไรมาให้เรา นำสิ่งต่างๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้เห็นให้ได้ยินให้พอใจให้รักให้ชังในสิ่งที่ผ่านมา แล้วก็เก็บสะสมเพิ่มพูนความรักความชังเพิ่มเป็นอนุสัยสืบต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ความจริงเลย เพราะเหตุว่านี่คือสิ่งที่ปฏิสนธินำมาให้ เกิดมาแล้วมีตาชอบเห็น เกิดมาแล้วมีหูก็ชอบได้ยิน ชอบทุกอย่างติดทุกอย่าง ถ้าเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะคือสิ่งที่สามารถกระทบกายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำ ก็มีความติดข้องอยู่เป็นประจำ เป็นบุคคลที่ไม่สามารถจะละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นกามุปาทาน ความยึดมั่นในรูปเสียงกลิ่นรสทางตาหูจมูกลิ้นกาย มีใครที่จะสละ สักทางไหม ทางหนึ่ง ไม่สละเลย
ผู้ฟัง บางทีฟังท่านอาจารย์ไป แล้วก็คิดนึกต่อไป กลับมาอีกทีไม่รู้ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องอะไรไปแล้ว
ท่านอาจารย์ ธรรมต้องฟังบ่อยๆ กำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงซึ่งถูกปิดบังไว้ เพราะเหตุว่าเกิดดับอย่างเร็วมากเหมือนในมายากลจริงๆ ไม่มีอะไรเหลือ ทุกขณะเกิดแล้วดับไป แต่ว่ามีสภาพธรรมอื่นที่เกิดสืบต่อทันที ทำให้ไม่ว่างจากการรู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็เหมือนกับสืบต่อตลอดชีวิตก็มีสภาพธรรมซึ่งไม่ขาดเลย แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งมีธาตุรู้เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เมื่อรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่ก็ทำให้สภาพนามธรรมคือจิต เจตสิก ซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดสืบต่อไปเรื่อยๆ นานแสนนานมาแล้วที่เป็นอย่างนี้ และก็จะนานแสนนานต่อไปอีก ถ้าปัญญาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ได้
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ อ.สุภีร์ อธิบายเกี่ยวกับคำว่า ปฏิฆะ แล้วก็พูดเหมือนกับแปลว่าเป็นกระทบ ที่นี้กับผัสสะที่ว่ากระทบเหมือนกัน ตรงนี้จะเป็นลักษณะต่างกันอย่างไร
อ.สุภีร์ ต่างกันเพราะว่าผัสสะ เป็นการกระทบเพื่อให้มีการรู้อารมณ์ ก็คือเป็นหน้าที่หน้าที่หนึ่งของเจตสิกที่ชื่อว่า ผัสสเจตสิก นั่นเอง ผัสสเจตสิกก็เป็นหนึ่งในสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เกิดกับจิตทุกประเภทมีหน้าที่กระทบกับอารมณ์ที่จิตรู้ แต่ถ้าเป็นรูปกระทบกับรูป หรือว่าต้นไม้ล้มลงกระทบพื้น อะไรอย่างนี้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าผัสสะในทางศาสนา เพราะเหตุว่าถ้าเป็นผัสสะต้องมีการรู้อารมณ์นั้นเกิดขึ้นด้วย ผัสสะนี้มีหน้าที่หรือว่าลักษณะกระทบกับอารมณ์ที่จิตรู้ ถ้าเป็นปฏิฆะก็อีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นการกระทบด้วยความไม่พอใจ หรือว่าเป็นเวทนาที่เรียกว่าโทมนัสเวทนานั่นเอง เป็นอีกชื่อหนึ่งของโทสเจตสิก
ผู้ฟัง อยากทราบว่าอนุสัยกิเลสมีอะไรเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดอนุสัยกิเลสได้ หรือว่าการกระทำบ่อยๆ เนืองๆ เป็นปัจจัยได้ไหม แล้วก็เกิดอย่างเช่น ปริยุฏฐานกิเลส วีติกกมกิเลส เวลาเกิดขึ้นแล้ว ไปเก็บสั่งสมอยู่ในชวนะหรืออะไร
ท่านอาจารย์ คงหมายความถึงว่าอนุสัยมีได้อย่างไรใช่ไหม อะไรเป็นเหตุให้เกิดอนุสัย หรือมีอนุสัย เพราะอนุสัยไม่เกิด
อ.สุภีร์ มีมาได้อย่างไร ก็คงไม่ต้องหาใช่ไหม เพราะเหตุว่าจุดเริ่มต้นของสังสารวัฏไม่ปรากฏ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระสัพพัญญุตญาณก็คือพระญาณที่รู้ได้ทุกๆ สิ่ง เรียกว่า สัพพัญญุตญาณ แล้วก็มีพระญาณที่รู้ได้ทุกอย่าง อยากรู้อะไรก็ได้โดยไม่มีสิ่งไหนขวางกั้นเลย เรียกว่า อนาวรณญาณ เมื่อพระองค์มีสัพพัญญุตญาณแล้วก็อนาวรณญาณ พระองค์ก็ทรงรู้ว่าที่สุดในเบื้องต้นของสังสารวัฏไม่มีเลย ผู้ที่รู้ทุกอย่างรู้ว่าเบื้องต้นไม่มี
ฉะนั้นถ้าไปหาว่า อนุสัยนี้มีมาจากไหน ก็คงหาไม่ได้ แต่ว่าอนุสัยก็มีการสั่งสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นของสังสารวัฏ แต่จะไปหาว่าที่สุดเบื้องต้นนี้อยู่ตรงไหน พระองค์ก็แสดงไว้แล้วว่าที่สุดเบื้องต้นของสังสารวัฏไม่มี ก็คือพระองค์ทรงรู้ทุกอย่างแล้ว รู้ด้วยว่าที่สุดของสังสารวัฏไม่มี แต่ว่าอนุสัยที่ถามก็คือว่า มีมาได้อย่างไรใช่ไหม แล้วก็สั่งสมขึ้นได้อย่างไร ก็คือจากอกุศลทั้งหลายที่เกิดขึ้น เมื่ออกุศลเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ได้ไปไหนใช่ไหม ก็สะสมไปเรื่อยไปเรื่อย แล้วก็จะมีอกุศลบางประการที่สั่งสมเป็นอนุสัยได้ก็คือ ประเภทที่เป็นเจตสิก ๖ ประเภท แล้วก็เป็นอนุสัย ๗ อย่าง ที่เราทราบกัน ส่วนอื่นๆ ที่เป็นส่วนของฝ่ายกุศลก็สะสมด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นอนุสัยเพราะว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องละด้วยมรรค จะมีสิ่งที่สั่งสมไว้เป็นอนุสัยที่ต้องละด้วยมรรคเท่านั้น ก็คือมีประเภทของเจตสิก ๖ ประเภท แล้วก็เป็นอนุสัย ๗ อย่าง แต่ถ้าจะให้ไปหาว่าเริ่มต้นมาจากไหนนี้ ที่สุดเบื้องต้นไม่มี แต่ว่าก็มีการสะสมมาจากอกุศลที่เกิดขึ้นนั่นเอง
ผู้ฟัง แล้วเรามีวิธี การที่เรามาศึกษาธรรม ก็เพื่อว่าเราอยากจะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ตอนนี้ก้าวแรกจากการที่บอกว่าต้องดับด้วยมรรค นี่มันไกลมาก ก้าวแรกเลยหลังจากที่บอกว่าต้องฟังธรรมบ่อยๆ แล้ว อะไรคือก้าวที่สองจากฟังบ่อยๆ เป็นขั้นเป็นตอน
ท่านอาจารย์ เราก็กำลังพูดถึงเรื่องลึกลับใช่ไหน ลึกลับที่สุด เช่นเรื่องของอนุสัย และก็อยากจะรู้จริงๆ แม้ว่าขณะนี้มีอนุสัย ก็ยังอยากจะรู้ว่าอนุสัยมาจากไหน แต่ว่าถ้าคิดถึงสภาพธรรมสิ่งที่มีในโลกนี้ มี ๒ อย่าง คือนามธรรมกับรูปธรรม เราต้องไปหาเหตุไหมว่ามาจากไหน แต่ว่าพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดง เท่าที่บุคคลทั้งหลายสามารถที่จะเข้าใจได้ ไม่ใช่แสดงถึงสิ่งที่จะต้องอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง แล้วจึงจะเข้าใจได้ แต่หมายความว่าสิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ที่สามารถจะเข้าใจได้ ก็คือว่ามีนามธรรมกับรูปธรรมสองอย่าง ซึ่งทั้งสองอย่างแต่ละอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120