สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๗๙

    วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๕


    อ.ประเชิญ จริงๆ แล้วจิตเกิดดับรวดเร็วมากใช่ไหม ในขณะที่เอื้อมมือไปตรงนั้น ชวนวิถีจิตเกิดสลับกันหลายวาระมากเลย จริงอยู่ขณะที่เราได้ศึกษาธรรม ก็เป็นผู้ที่ใคร่ที่จะฟังธรรม ตื่นตามเวลาก่อนนาฬิกาปลุก บางท่านอาจจะรู้สึกว่านอนยังไม่พอใช่ไหม ก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าใด แต่พอเริ่มที่จะนึกได้ว่าเป็นเวลาที่จะต้องฟังธรรม เอื้อมมือไปก็อาจจะมีทั้งกุศล และอกุศลเกิดสลับกันก็ได้ ถึงแม้ว่าจะมีความใคร่ที่จะฟังพระธรรมก็ตาม ตรงนั้นก็มีทั้งกุศล และอกุศลเกิดสลับกันได้

    ผู้ฟัง ทีนี้มีอกุศลคือเวลาเปิดวิทยุถึงเวลาแล้วน่าจะมีแล้ว รายการนี้เปิดช้าไป ๕ นาที ๑๐ นาที ก็ทำให้มีโทสะเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง

    ท่านอาจารย์ คุณสุภีร์มีความเห็นอย่างไร

    อ.สุภีร์ ก็เป็นเรื่องของจิตที่เกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็ว ก็เป็นธรรมดา ก็มีกุศลบ้าง อกุศลบ้างเกิดแทรกกัน แต่โดยปกติแล้วก็อกุศลนั่นเองที่มากกว่า เพราะเหตุว่าส่วนที่เป็นกุศลต้องเป็นไปใน ๔ อย่างก็คือ เป็นไปในทาน ศีล ความสงบของจิต และวิปัสสนา ก็คือเริ่มจากการเข้าใจในเรื่องของธรรมนั่นเอง เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ถ้านอกจากนี้แล้วก็เป็นอกุศล ฉะนั้นก็แต่ละท่านก็ต้องทราบด้วยตนเอง

    ท่านอาจารย์ ตอนเช้าที่จะฟังวิทยุก็ผ่านไปแล้วใช่ไหม ตอนนี้เป็นกุศลหรืออกุศล

    ผู้ฟัง ตอนนี้น่าจะเป็นกุศล

    ท่านอาจารย์ มีอกุศลสลับบ้างไหม

    ผู้ฟัง ก็มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะรู้ได้จริงๆ ต่อเมื่อสติสัมปชัญญะเกิด ซึ่งเป็นการอบรมปัญญา ซึ่งเป็นสติปัฏฐานเป็นมรรคมีองค์ ๘ ที่จะทำให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ตรงตามความเป็นจริง

    ผู้ฟัง อนุสัยเป็นกิเลสที่นอนเนื่อง แล้วมากมายเหลือเกิน แล้วกุศลนอนเนื่องด้วย หรือเปล่า

    อ.สุภีร์ กุศลไม่เรียกว่านอนเนื่อง เพราะกิเลสที่เรียกว่านอนเนื่อง เพราะว่ายังไม่ได้ดับด้วยมรรค ส่วนที่เป็นกุศลไม่ต้องดับด้วยมรรคใช่ไหม ส่วนที่เป็นอกุศลที่เป็นประเภทของเจตสิก ๖ และอนุสัย ๗ นี้เท่านั้น เป็นส่วนที่เป็นกิเลสที่ต้องละด้วยมรรค ฉะนั้นจึงเรียกว่าอนุสัย ส่วนที่เป็นกุศลไม่ได้เรียกว่าอนุสัยเลย เพราะเหตุว่าไม่ต้องละด้วยมรรคอะไรเลย เป็นสิ่งที่ควรเจริญ ฉะนั้นกุศลจึงเรียกชื่ออีกชื่อหนึ่ง เป็นการสะสมอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าอาสยะ ในภาษาไทยก็เรียกว่าอัธยาศัยบ้าง อุปนิสัยบ้าง ก็เป็นการสะสมกุศลที่เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยให้กุศลประการต่างๆ เกิดขึ้น มีกำลังยิ่งขึ้นต่อไปนั่นเอง ในภาษาไทยเราก็ใช้คำว่าอัธยาศัย หรือว่าอุปนิสัยก็ได้ ในทางภาษาบาลีก็ใช้คำว่า อาสยะ หรือว่าอุปนิสสยะ หรือว่าอัชฌาสยะก็มีหลายคำเหมือนกัน

    ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามเกี่ยวกับเรื่องอาสวะ ๔ เมื่อสักครู่ที่กล่าวมา ก็ยังมีความสงสัยอยู่ ที่ว่าอาสวะซึ่งมีลักษณะที่หมักดองอยู่ในจิต หรือที่ว่าไหลไปทั่วทั้ง ๖ ทวาร อยากจะเรียนถามว่าอาสวะ เป็นกิเลสระดับละเอียดเหมือนกับอนุสัยไหม

    ท่านอาจารย์ อนุสัยละเอียดกว่า เพราะเหตุว่าไม่เกิดเลย แต่ว่าอาสวะเกิดพร้อมอกุศลจิต แต่เป็นประเภทที่ยากที่จะรู้ได้ อย่างทันทีที่ปุถุชนเห็นกับพระอรหันต์เห็น ความต่างกันคือ สำหรับปุถุชน แม้ขณะนั้นเป็นอกุศลจิตแล้วก็ไม่รู้ตัว แต่สำหรับพระอรหันต์อบรมเจริญปัญญาจึงชื่อขีณาสวะ ดับอาสวะ เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าทันทีที่เห็น หลังจากนั้นแล้วจะไม่เป็นกุศลหรืออกุศลเลย เพราะไม่มีเชื้อของกิเลสที่จะทำให้เป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม หรืออกุศลจิตเกิดได้เลย กุศลจิตก็เกิดไม่ได้ด้วย เพราะว่าถ้ายังเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตต้องเป็นปัจจัยให้มีปฏิสนธิ ยังเป็นเหตุที่จะให้เกิดขึ้น

    สำหรับเรื่องของการหมักดองก็ตาม หรือว่าเรื่องของการสะสมทั้งฝ่ายดี และทางฝ่ายอกุศล ก็ทำให้เราเห็นอัธยาศัยที่ต่างกัน เราเองและคนอื่นมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี ส่วนที่ดีก็คือการสะสมของธรรมฝ่ายดีและส่วนที่ไม่ดีก็คือการสะสมของธรรมฝ่ายไม่ดี เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เวลาเห็นใครก็เห็นไปถึงการสะสมด้วยใช่ไหม ไม่ว่าจะมีคำพูดหรือกายวาจาอย่างไร ต้องมีการสะสมที่จะทำให้แม้แต่กิริยาท่าทางก็เป็นไปตามการสะสมด้วย จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่งจะเห็นได้ว่าบางคนก็มีการเดิน ซึ่งมองดูแล้วก็อาจจะต่างจากคนอื่น เดินเร็วหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนั้นก็เป็นเรื่องของการสะสม

    การนั่งการนอนการยืนการเดินการพูดการคิด แม้แต่อัธยาศัยหรืออุปนิสัยก็มีทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ใช่ว่ามีแต่เพียงอนุสัย แต่ที่กล่าวถึงอนุสัยก็เพื่อให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังมีอนุสัยอยู่ต้องไม่สิ้นสุดสังสารวัฏ แม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็เกิดอีกแล้วก็ที่สะสมมาในชาตินี้ ก็สืบต่อไปทุกภพชาติไม่ขาดเลย เพราะฉะนั้นจิตอายุเท่าใด นับได้ไหม นับได้เฉพาะชาตินี้ และก็รวมชาติก่อนๆ อีกแสนโกฏิกัปป์ กว่าจะเป็นอุปนิสัยอย่างนี้ กว่าจะคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเข้าใจความจริง ก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ และก็รู้ว่าชื่อต่างๆ ก็เป็นแต่เพียงคำที่เรียกขันธ์ทั้งหลาย ซึ่งก็ได้สะสมสืบต่อมานานแสนนาน สำหรับอาสวะไม่ใช่อนุสัยกิเลส มีอนุสัยกิเลสเท่านั้นที่เป็นพืชเชื้อ ไม่เกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่ว่าอกุศลเจตสิกอื่นที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นอาสวะบ้าง โอฆะบ้าง โยคะบ้าง อุปาทานบ้าง คันถะบ้าง มีหลายชื่อตามความสามารถ หรือว่าตามความที่อกุศลเจตสิกเหล่านั้นจะเป็นไปในแต่ละขณะที่เกิดขึ้น ขอให้คุณประเชิญช่วยพูดถึงอาสวะ ๔

    อ.ประเชิญ อาสวะ ๔ ก็คือกามาสวะ อาสวะคือกาม ซึ่งหมายถึงโลภะ ภวาสวะ อาสวะคือโลภะเช่นเดียวกัน แต่ว่าเป็นความยินดีในภพ ในความมีความเป็น แล้วก็มีทิฏฐาสวะ อาสวะคือ ความเห็นผิด กิเลสที่เป็นความเห็นผิดเป็นอาสวะ แล้วก็อวิชชาสวะ อาสวะตัวสุดท้าย อาสวะคือความไม่รู้ มี ๔ ประเภท สำหรับอาสวะตัวแรก เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจการงานแต่ว่าบางเบามากเลย ในขณะที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ก็มีความพอใจในสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รสถูกต้องสัมผัส มีแล้วแต่ว่าเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ ขณะที่ยินดีพอใจเพียงเบาๆ มีกำลังที่อ่อน ก็จะต่างจากกิเลสอื่นๆ ที่กลุ้มรุมจิตใจ

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบมีใครรู้ตัวไหมว่าติดในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทันทีที่เห็น ไม่ว่าจะเห็นอะไรทั้งนั้น เมื่อมีรูปปรากฏและก็มีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้สิ่งนั้น ติดสิ่งนั้นทันที สังเกตได้เมื่อมากแล้วใช่ไหม แต่นิดๆ หน่อยๆ จะไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วติดอย่างมาก ปลดเปลื้องไม่ได้เลย ไปสู่โลกของพรหมโลกไม่ได้ เพราะว่ามีความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ การไปสู่พรหมโลกไม่ใช่ไปทั้งๆ ที่ยังติดในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะเหตุว่าบางคนอาจจะคิดว่าคนนี้ตายแล้วไปเกิดเป็นพรหม แต่การที่จะไปเกิดเป็นพรหมบุคคลในพรหมโลก ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้อบรมเจริญความสงบของจิตที่สงบจากความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จนถึงจิตอีกระดับหนึ่ง

    เพราะเหตุว่าจิตทั้งหมด มีจำแนกโดยภูมิโดยระดับขั้นก็คือ จิตระดับที่เป็นไปในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้องเกี่ยววนเวียนอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ จิตนั้นๆ ชื่อว่า กามาวจรจิต เป็นจิตระดับที่ต่ำสุด ต้องมีใครไปทำอะไรไหมกับจิตนี้ ไม่ต้องเลยเกิดอยู่เป็นประจำ แต่ว่าอีกระดับหนึ่งคือ รูปาวจรจิต หมายความถึงผู้ที่เห็นโทษของการติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มีโทษไหม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทำให้ติด ทำให้ต้องการ ทำให้ขวนขวาย ถ้าไม่ได้ทางสุจริตก็เป็นทางทุจริต และก็นำมาซึ่งการประทุษร้ายเบียดเบียนกัน เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งมาในรูปของทรัพย์สมบัติ เงินทอง ลาภยศต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้ายังคงมีความติดอยู่ก็จะเป็นโทษมาก

    ผู้ที่เห็นโทษก็จะอบรมเจริญความสงบของจิต ซึ่งไม่ง่ายเลย อย่าคิดว่าจะทำสมาธิแล้วก็จะถึงฌานจิต แล้วก็จะเกิดในพรหมโลกได้ ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา เพราะว่าขณะนั้นจิตต้องเป็นสติสัมปชัญญะสามารถที่จะรู้สภาพของจิตซึ่งเกิดดับในขณะนี้ได้ว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล เพราะว่าอกุศลทุกชนิดเป็นนิวรณธรรม ที่เราใช้คำว่านิวรณ์ อกุศลทุกชนิดเป็นนิวรณธรรม ที่จะไม่ทำให้จิตสงบ

    เพราะฉะนั้นผู้นั้นต้องสามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะที่รู้ลักษณะของจิตว่า ขณะนั้นเป็นจิตที่เป็นนิวรณ์ประเภทไหน เป็นกามราคะความยินดีพอใจ หรือว่าเป็นพยาปาทะความขุ่นเคืองใจ แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะเห็นความต่างกันของกุศลจิต และอกุศลจิต แล้วก็สามารถที่จะรู้ว่ากุศลจิตจะเกิดบ่อยมั่นคง จนกระทั่งสามารถที่ใกล้ต่อการที่จะบรรลุอัปปนาสมาธิที่เป็นฌานจิตโดยถึงอุปจารสมาธิก่อน

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วยปัญญาจริงๆ จึงสามารถที่จะเห็นโทษของความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และก็อบรมเจริญความสงบของจิต แต่ถ้าคนสมัยนี้ไม่ชอบความเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ชอบความกังวล ธุรกิจ หรือว่าความยุ่งยากต่างๆ ก็คิดว่าจะทำสมาธิเพื่อที่จะไม่ยุ่งยาก ให้จิตตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์เดียว แล้วเข้าใจผิดคิดว่าขณะนั้นเป็นกุศลจิต อันนั้นก็จะไม่เป็นเหตุปัจจัยที่จะให้ถึงการละความยินดีพอใจใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะจนกระทั่งเป็นฌานจิตจริงๆ และก็ต้องมีวสีความคล่องแคล่ว สามารถที่จะนึกถึงฌานจิตเมื่อใดก็ได้ เข้าคือหมายความว่าให้ฌานจิตเกิดเมื่อใดก็ได้ สามารถที่จะให้ฌานจิตยับยั้งอยู่เป็นเวลานานเท่าใดก็ได้ จะออกเมื่อใดก็ได้ แล้วก็พิจารณาองค์ของฌานซึ่งเป็นองค์ที่ละเอียดกว่า คือสามารถจะรู้ความต่างกันของวิตกเจตสิก วิจารเจตสิกซึ่งใกล้เคียงกันมาก ปีติเจตสิก และสุขเวทนาซึ่งใกล้เคียงกันมาก นี่ต้องเป็นปัญญาจริงๆ

    เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เห็นโทษของรูป เสียง กลิ่น รส เพียงแต่ทำสมาธินั่นไม่ใช่ปัญญา แล้วก็ไม่ถึงฌานจิต และก็ไม่ใช่รูปาวจรจิต เพราะฉะนั้นจิตทั่วไประดับต้น ก็คือกามาวจรจิต แต่ผู้ที่มีความสามารถที่จะอบรมเจริญกุศลถึงระดับขั้นรูปาวจรจิต ก็เป็นจิตอีกภูมิหนึ่ง ฌานที่สูงกว่านั้นคือไม่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นอรูปาวจรจิต ผลคือเกิดเป็นอรูปพรหมบุคคล ไม่มีรูปเลย สบายไหม หรือว่าไม่ชอบ เพราะว่ายังติดในกาม ยังอยากเห็น ยังอยากได้ยิน

    แต่จิตระดับสูงที่สุดคือโลกุตรจิต เป็นจิตที่สามารถดับกิเลสเป็นสมุฏเฉท ถ้าดับอนุสัยกิเลสใด กิเลสประเภทฐานะนั้นก็จะไม่เกิดอีกเลย เช่น ถ้าดับความเห็นผิดเป็นพระโสดาบัน ความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมขณะนี้ว่าเกิดจริงหรือ ดับจริงหรือ สามารถที่จะรู้แจ้งนิพพานได้จริงหรือ นี่ก็เป็นความสงสัย แต่ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบัน ดับทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย จะไม่เกิดอีกเลย ไม่ว่าจะเกิดในภพใด นี่ก็เป็นภูมิของจิต ๔ ภูมิ จากกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตรจิต

    ผู้ฟัง ได้ยินท่านอาจารย์กล่าวว่า ขณะที่สนเข็มก็ต้องมีสมาธิ เรียนถามว่าที่สนเข็มเป็นมิจฉาสมาธิหรือเปล่า แล้วก็สัมมาสมาธิจะเป็นอย่างไร

    อ.สุภีร์ คำว่าสมาธิ ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเอกัคคตาเจตสิก เอกัคคตาเจตสิกมีลักษณะที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด แล้วก็เอกัคคตาเจตสิกก็เป็นหนึ่งในสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ก็คือต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ทีนี้เวลากล่าวถึงสมาธิ ก็จะมี ๒ ประการที่เราเคยได้ยินได้ฟัง ก็คือมิจฉาสมาธิ และสัมมาสมาธิ เพราะเหตุว่าเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท เมื่อเอกัคคตาเจตสิกนี้เกิดกับจิตที่เป็นอกุศลในชวนก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ เมื่อเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับชวนที่เป็นกุศลก็จะเรียกว่า สัมมาสมาธิ

    ฉะนั้นในขณะที่สนเข็ม ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ว่าตามปกติแล้ว เอกัคคตาเจตสิกนี้มีลักษณะที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด เกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้ว แต่ว่าลักษณะของสมาธินี้หรือว่าเอกัคคตานี้ไม่ปรากฏเพราะว่ารู้อารมณ์หลายอย่างเกินไปใช่ไหม ตั้งมั่นในหลายอารมณ์เกินไป คืออารมณ์นี้แล้วก็ไปอารมณ์อื่น เห็นทางตาแล้วก็ได้ยินทางหูต่อไปอย่างนี้หลายๆ อารมณ์

    แต่บางครั้งก็มีความตั้งมั่น หรือว่าสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดมากๆ เอกัคคตาก็ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นนานๆ หลายๆ ครั้งเข้า ก็ทำให้เกิดลักษณะอาการของสมาธิ หรือว่าความตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งปรากฏ ก็แล้วแต่ว่าจิตขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นการจดจ้องต้องการด้วยอกุศล ก็จะเป็นมิจฉาสมาธินั่นเอง

    แต่การที่จะเป็นสัมมาสมาธิได้ ต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือว่ามีปัญญาที่จะรู้ได้ว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล เพราะเหตุว่าบุคคลที่มีปัญญาเท่านั้น จึงจะรู้ได้ว่าอันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล แต่ถ้าบุคคลที่ไม่มีความเข้าใจหรือว่าไม่มีปัญญา ก็จะไม่รู้เลยว่าอันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล

    ฉะนั้นการที่จะเป็นสัมมาสมาธิหรือว่าจะเป็นการเจริญสัมมาสมาธิที่ถูกต้อง บุคคลนั้นต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วยปัญญาเสมอ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วสัมมาสมาธินี้เกิดกับกุศลทุกประการใช่ไหม แต่ว่าบุคคลที่จะเจริญได้ต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น จึงจะรู้ว่าขณะใดเป็นสัมมาสมาธิ ขณะใดเป็นมิจฉาสมาธิ จึงจะเจริญได้ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ในเรื่องของกำลังของกิเลสทราบว่ามี จะเป็นปริยุฏฐานะหรือจะเป็นวีติกกม ทีนี้ในอนุสัยกิเลส ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่าจะเบาบางลงได้ ก็เลยสงสัยว่า อนุสัยกิเลสมีกำลังสามารถจะวัดระดับได้ด้วยหรือ ถ้าเปรียบเทียบกับอาสวะก็ตาม หรือว่านิวรณะ หรือกิเลสอื่นๆ

    ท่านอาจารย์ การดับกิเลสจะดับทันทีได้ไหม หรือว่าค่อยๆ ดับด้วยปัญญาที่ค่อยๆ เกิด ค่อยๆ รู้ความจริง

    ผู้ฟัง ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยไป ถ้าอย่างนั้นการที่ว่าเบาบางลงตรงอนุสัยนี้ อย่างไรก็ตาม เราเห็นกำลังของปริยุฏฐานะที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ หรือว่าออกไปใหญ่โต ขยายใหญ่โตจนเป็นวีติกกมขึ้นมาได้ ต้องมีอนุสัยอยู่แน่ เราจะทราบได้หรือไม่ว่าบุคคลผู้นี้มีโทสะเกิดง่ายเหลือเกิน ก็คงจะมีอนุสัยมากตรงนั้นใช่ไหม หรือว่าอันนี้ไม่ใช่เลยไม่เกี่ยวข้องกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าอนุสัยก็มีที่มาด้วย คือเวลาที่อกุศลจิตเกิดไม่ว่าจะเป็นอาสวะ หรือไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม ดับไปแล้วก็เป็นอนุสัยในขณะจิตต่อไป

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นคนมักโกรธก็คงสะสมมาในลักษณะที่ว่าเกิดปริยุฏฐานะในเรื่องโกรธอยู่เสมอๆ จนกระทั่งในที่สุดก็ทำอะไรก็โกรธเห็นอะไรก็โกรธอย่างนี้เป็นต้นใช่ หรือไม่ ตรงนั้นอนุสัยก็คงเท่าเดิม

    ท่านอาจารย์ อาสยานุสยะ จะเห็นความต่างของบุคคลไหม บางคนก็มีทานจริงแต่ว่าน้อย แต่บางคนก็มีทานแล้วก็มาก บางคนก็มีศีลแต่ว่าน้อย แต่บางคนก็มีศีลมากก็ได้ใช่ไหม ตามการสะสมทั้งฝ่ายดี และฝ่ายที่เป็นอกุศลด้วย และสำหรับวิปัสสนาญาณที่เป็นการรู้แจ้งสภาพธรรม ไม่ใช่มีวิปัสสนาญาณเดียวกว่าที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม แม้ใกล้จะถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมในวาระนั้นก็ยังแสดงไว้ด้วยว่า จะต้องใกล้ที่จะดับเป็นสมุฏเฉทด้วยมรรคจิต

    ผู้ฟัง ที่ว่าอาสวะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสภาพธรรมที่ไปเกี่ยวกับโลภะ แต่ถ้าเป็นโทสะเห็นอะไรหน่อยก็โกรธ ทำไมถึงไม่เรียกว่าอาสวะเพราะว่าไหลไปได้เหมือนกัน

    อ.สุภีร์ ไหลไปไม่ทั่ว เพราะเหตุว่าโทสะเกิดในรูปพรหมอรูปพรหมไม่ได้ ต้องเกิดในที่เป็นกามาวจรภูมิ ก็คือไหลไปไม่ทั่วเพราะเหตุว่าอาสวะเป็นกิเลสที่ไหลไปทั่วเลยทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ในภพภูมิต่างๆ ทั้งหมดตั้งแต่อเวจีมหานรกจนกระทั่งถึงอรูปพรหมชั้นที่สูงที่สุด ฉะนั้นโทสะไหลเหมือนกันแต่ไหลไม่ทั่ว จึงไม่ชื่อว่าอาสวะ แต่ก็เป็นกิเลสประเภทอื่น

    ผู้ฟัง จะเรียนถามเกี่ยวอนุสัยคืออนุสัยเป็นธรรมซึ่งละเอียดและก็นอนเนื่องอยู่ ละก็ไม่ได้ เห็นก็ยาก ที่นี้ธรรมฝ่ายดีอะไรที่พึงเจริญเพื่อการกำหนดรู้อนุสัยนี้

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วรู้ได้ว่ามีอนุสัยก็เมื่ออกุศลจิตเกิดเท่านั้นเอง แต่ไม่สามารถที่จะไปรู้อนุสัยที่นอนเนื่อง หรือว่าติดอยู่กับจิตอย่างเหนียวแน่นได้ แต่ว่าเวลาที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นก็จะรู้ได้ เช่น อวิชชานุสัย ขณะนี้เป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป เป็นธรรมก็ฟัง แต่ว่ายังไม่ได้รู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ มีจริงๆ เกิดจริงๆ จึงได้ปรากฏแล้วก็ดับแล้วด้วย แต่ว่าเมื่อมีปัญญาที่เจริญขึ้น ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าคลายความไม่รู้และความสงสัย ในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม เพราะว่าขณะนี้เราได้ยินชื่อนามธรรม รูปธรรม นามธรรมก็มีทั้งจิต เจตสิก และรูปก็มีต่างๆ แต่ว่าถ้าขณะใดที่สติสัมปชัญญะไม่ได้ระลึกที่ลักษณะหนึ่ง จะชื่อว่ารู้จักลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดปรากฏแล้วดับในขณะนั้นไม่ได้



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    21 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ