สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108


    สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๘

    วันจันทร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แต่เวลาที่บางครั้งบางคราเราก็รู้สึกปีติได้ไหม

    อ.ประเชิญ ได้

    ท่านอาจารย์ ก็เราใช้คำนี้ในภาษาไทยบ่อยๆ อย่างบางท่านก็รู้สึกปีติ รู้สึกปลาบปลื้ม รู้สึกปลื้มใจ นั่นคือลักษณะของปีติเจตสิก แต่ว่าเมื่อเกิดร่วมกัน โดยมากก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นอะไรจะปรากฏ อย่างความรู้สึกสบายใจ ไม่ทุกข์ มีไหม แต่ว่าไม่ได้ปีติอะไร ไม่ได้ปลาบปลื้ม ก็มีใช่ไหม แต่ว่าเป็นความรู้สึกแค่สบายใจ แต่ว่าจริงๆ แล้วในขณะนั้นก็จะมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าลักษณะของปีติเจตสิกไม่ได้ปรากฏ

    แต่ว่าบางกาลเราก็รู้สึกปลาบปลื้ม ก็คงจะมีบางคน ซึ่งบุตรหลานมีอะไรที่เป็นลาภยศสรรเสริญต่างๆ เหล่านี้ มารดาบิดาพี่น้องก็รู้สึกปลาบปลื้ม ขณะนั้นความรู้สึกจะไม่ปรากฏเท่ากับความปลาบปลื้ม แต่ในขณะที่ปลาบปลื้ม เวทนาก็ต้องเป็นความรู้สึกที่สบายใจ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือสบายใจกับไม่สบายใจ เป็นลักษณะของเวทนา อย่างวันนี้ไม่สบายใจก็ปรากฏชัด แต่เวลาสบายใจก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะปลาบปลื้มให้ปรากฏ แต่ก็สบายใจได้ แต่เวลาที่เกิดความปลาบปลื้มในบางกาล บางเรื่อง เราก็จะเห็นลักษณะของปีติเจตสิกได้

    อ.ประเชิญ ก็ใกล้เคียงกัน แต่ว่าพระผู้มีพระภาคก็จำแนกเป็น ๒ ประเภท แม้แต่โดยขันธ์ก็เป็นคนละขันธ์ คือเวทนาขันธ์กับสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นก็เห็นได้ชัดอย่างที่ท่านอาจารย์ได้ยกตัวอย่าง

    ท่านอาจารย์ คุณประเชิญก็คงจะยกอุปมาได้ใช่ไหม เรื่องของปีติกับเรื่องของเวทนา

    อ.ประเชิญ ในอรรถสาลินี ท่านยกตัวอย่างของสุขทางใจหรือว่าโสมนัส ท่านเปรียบเหมือนกับคนที่เดินทางไกล เดินทางกันดารด้วย ไม่ใช่ทางไกลธรรมดา เดินทางกันดาร ซึ่งก็คงจะทราบว่าที่กันดารน้ำก็จะเป็นพื้นที่ที่เป็นทะเลทราย เรื่องความร้อนนี้ก็ไม่ต้องห่วง ทั้งความร้อนทั้งหิวกระหายก็เต็มที่ ถ้ามีคนผ่านมา แล้วก็เขาบอกว่าข้างหน้าก็จะมีป่า มีต้นไม้ แล้วก็มีสระ มีสระบัวมากมาย ผู้ที่ได้ยินว่าในข้างหน้าจะมีสระโบกขรณี มีร่มเงา มีต้นไม้ เขาก็จะปลื้มปีติ เมื่อเขาไปถึงในที่ตรงนั้นแล้ว เขาก็ดื่มน้ำอาบน้ำแล้วก็นอนหลับพักผ่อน ตรงนั้นท่านกล่าวว่า ความสุขที่ได้รับจากร่มเงาต้นไม้ได้รับจากการดื่มน้ำอาบน้ำตรงนั้น เป็นเวทนาเป็นสุขซึ่งก็รวมถึงสุขทางใจด้วย เพราะฉะนั้นครั้งแรกที่เขาได้รับทราบว่าข้างหน้ามีต้นไม้ มีสระน้ำ มีน้ำให้ดื่มด้วย เขาก็จะปลื้มปีติ อันนี้ก็เป็นอุปมาที่ท่านแสดงไว้ในอรรถกถา

    ท่านอาจารย์ คุณสุภีร์มีตัวอย่างอื่นอีกไหม

    อ.สุภีร์ สำหรับปีติเจตสิกก็เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา เมื่อใดก็ตามที่มีโสมนัสเวทนาเกิดขึ้น ต้องมีปีติเกิดร่วมด้วยเสมอ อันนี้ถ้ากล่าวถึงจิตโดยทั่วไปที่ยังไม่ละเอียดนัก ก็คือจิตที่เป็นขั้นกามาวจรจิตของเราๆ ทั้งหลายนี้ เมื่อใดก็ตามที่มีโสมนัสเวทนาเกิด ขณะนั้นต้องมีปีติเกิดประกอบร่วมด้วย แต่ว่าลักษณะของปีติจะปรากฏอาการหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง โสมนัสเวทนาก็เป็นเวทนาที่เกิดทางใจ เป็นเวทนาที่น่าชื่นชม น่าชอบใจ ส่วนปีติก็เป็นลักษณะที่เอิบอิ่ม หรือว่าปลาบปลื้มใจ ซึ่งมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ว่าจริงๆ แล้วเมื่อขณะที่โสมนัสเวทนาเกิด ปีติเจตสิกต้องเกิดร่วมด้วยเสมอ นี่แน่นอนตายตัวสำหรับจิตในกามาวจรจิต

    ท่านอาจารย์ ปีติก็เป็นปกิณกเจตสิก ซึ่งก็เกิดกับจิตที่เป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ เป็นวิบากก็ได้ เป็นกิริยาก็ได้ ขณะใดที่มีความรู้สึกเป็นสุข เมื่อใดก็ตามทางตาเห็นอะไรที่น่าพอใจ บางคนก็เห็นดอกไม้ก็ตื่นเต้นสวยมาก เกิดความรู้สึกที่เป็นเหมือนปีติได้ใช่ไหม ขณะนั้นจะรู้ลักษณะของเวทนา หรือว่ารู้ลักษณะของปีติ ทางหูที่ได้ยินเสียงเพลงที่ชอบ ปีติหรือว่าเวทนา นั่นก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่ว่าขณะนั้นสภาพธรรมใดจะปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ขณะใดที่มีความรู้สึกยินดีพอใจ ขณะนั้นความรู้สึกเป็นสุขเกิดขึ้น ก็จะมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นปีติเจตสิกเกิดกับกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ เกิดกับวิบากก็ได้ กิริยาก็ได้

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ที่พูดถึงว่าปีติจะต้องไปกับโสมนัสตลอด แต่ถ้าเผื่อเรามาพิจารณาถึงอเหตุกะซึ่งเป็นหสิตุปปาทจิตอันนี้ลึกหน่อย ก็มีแต่ปีติซึ่งไม่มีโสมนัสใช่ไหม

    อ.สุภีร์ หสิตุปปาทจิตเป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ มีเวทนาเป็นโสมนัสเวทนา มีปีติเกิดประกอบร่วมด้วย มีเจตสิก ๑๒ ดวง ก็มีสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ แล้วก็ของปกิณกะก็คือวิตก วิจาร อธิโมกข์ ปีติ แล้วก็วิริยะ ไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง มีเจตสิกแค่ ๑๒ ชนิด

    อ.สุภีร์ นับใหม่ ก็มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๒ ก็คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ วิตก ๘ วิจาร ๙ อธิโมกขะ ๑๐ วิริยะ ๑๑ ปีติ ๑๒

    ผู้ฟัง ไม่มีโสมนัส

    อ.สุภีร์ เวทนาอยู่ในสัพพจิตตสาธารณะแล้ว

    ท่านอาจารย์ ก็คงจะค่อยๆ กล่าวถึงประเภทของจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้น ก็ขอทบทวนทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง ต่อไปจะเพิ่มอีก ๑ ดวงให้เป็น ๘ ได้ไหม ตอบว่าไม่ได้ โดยเหตุผลคือว่าจาก ๗ แล้วเป็น ๑๐ คือไม่มี ๘, ๙ จาก ๗ เป็น ๑๐, ๗ คือทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ แล้วก็สัมปฏิจฉันนะซึ่งเกิดต่อ หรือว่าปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเกิดก่อน ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    อันนี้คงจะไม่อยากจะให้จำ หรือว่าคิดมาก แต่ให้ทราบว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ และมีจิตอะไรซึ่งมีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ เพิ่มขึ้นทีละน้อยทีละน้อย ก็จะมีจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ซึ่งปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเกิดก่อนเป็นวิถีจิตแรก จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ทวิปัญจวิญญาณมี ๗ สัมปฏิจฉันนะก็มี ๑๐ สันตีรณจิตมี ๑๐ เหมือนกัน

    ต้องเป็นความละเอียดต่อไป เวลาที่พูดถึง ๑๐ จะต้องกล่าวว่าสันตีรณะมีถึง ๓ ดวง ที่เป็นกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง เกิดร่วมด้วยกับอุเบกขาเวทนา มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑๐ เพราะเหตุว่าไม่มีโสมนัสเกิดร่วมด้วย ก็ค่อยๆ เพิ่มไปทีละน้อย แต่ถ้าเป็นการทบทวน สำหรับปัญจทวาราวัชชนจิตมี ๑๐ ดวงคือเพิ่มอะไรด้วย

    อ.ประเชิญ สำหรับทวิปัญจวิญญาณเป็นจิตที่มีกำลังอ่อนที่สุด เพราะฉะนั้นเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็มีเพียง ๗ ประเภท คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ที่นี้จิตที่มีกำลังกว่าทวิปัญจวิญญาณ ก็จะมีปัญจทวาราวัชชนะซึ่งเป็นประเภทของกิริยาจิต เกิดขึ้นทำกิจในการนึกถึงอารมณ์ ประกอบด้วยเจตสิกสัพพจิตตสาธารณอันนี้แน่นอน จะเกิดร่วมกับจิตทุกๆ ประเภทเลย ก็จะมีวิตกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประเภท วิจาระก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประเภท แล้วก็อธิโมกขเจตสิกก็จะเกิดร่วมกับปัญจทวาราวัชชนะ เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนะก็จะมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ๑๐ ประเภทมากกว่าทวิปัญจวิญญาณ

    ท่านอาจารย์ ถ้าแยกเจตสิกที่เป็นสัพพจิตตสาธารณ ๗ แล้วก็ปกิณกะ ๖ คือปกิณกะเพิ่มขึ้นมาเป็นวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก และโดยทั่วไปเวลาที่วิตกเจตสิกเกิดต้องมีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง นอกจากวิตกวิจาร ก็มีอธิโมกขเจตสิกที่กล่าวถึงแล้ว แล้วก็มีวิริยเจตสิก มีปีติเจตสิก มีฉันทเจตสิก ซึ่งทั้ง ๓ ชื่อเราก็คุ้นหู ก็จะมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก ซึ่งความหมายไม่เหมือนกับที่เราเคยรู้ เพราะว่าวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก ไม่ใช่วิตกกังวลอย่างที่เราเข้าใจ แต่เป็นสภาพที่วิตกจรดในอารมณ์ เมื่อจรดแล้ววิจารเจตสิกก็ประคองให้อยู่ในอารมณ์นั้นที่วิตกจรด

    เพราะฉะนั้นวิตกเจตสิกกับวิจารเจตสิกจะต้องเกิดคู่กันไปโดยทั่วไป แต่ที่เว้นก็มี ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิก แล้วก็มีวิริยเจตสิก แล้วก็มีปีติเจตสิก ฉันทเจตสิก ฉันทะก็คุ้นหู ปีติก็คุ้นหู วิริยะก็คุ้นหู เพราะฉะนั้นก็มีอธิโมกข์ซึ่งไม่ค่อยคุ้นหู แล้วก็มีวิตก วิจาร เพราะฉะนั้นถ้าเราพิจารณาเหตุผลกำกับด้วย เราก็จะรู้ว่าทำไมจิตอื่นจึงมีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ ดวง เช่น ปัญจทวาราวัชชนจิต นอกจากเจตสิก ๗ แล้วก็ยังมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็น ๑๐ ดวง

    ไม่ทราบมีข้อสงสัยอะไรตอนนี้หรือเปล่า ปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดก่อนจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณพวกนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นวิถีจิตแรกซึ่งยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้ลิ้มรส ยังไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเลย แต่ก็เพียงรู้ว่ามีอารมณ์กระทบ โดยที่ว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงมีวิตกถึงอารมณ์ที่กระทบ และก็มีวิจารเกิดร่วมด้วย แล้วก็อธิโมกข์ก็ปักใจในอารมณ์นั้น เพราะเหตุว่าไม่ใช่วิจิกิจฉา แต่ว่าปักใจในอารมณ์ที่กระทบที่ทวาร

    เพราะฉะนั้นสำหรับปัญจทวาราวัชชนจิต ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ประเภท เมื่อเป็นทวิปัญจวิญญาณมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง พอถึงสัมปฏิจฉันนะก็โดยนัยเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่จิตที่เห็น ไม่ใช่จิตที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นจึงมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วยพร้อมกับอธิโมกขเจตสิก ก็เป็นเจตสิกที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิต สัมปฏิจฉันนจิตมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ต่อไปก็เป็นสันตีรณจิต ซึ่งจะแยก เพราะว่ามีความต่างกันเล็กน้อย ซึ่งเกี่ยวกับเวทนา

    อ.สุภีร์ ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงจิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ดวงไปแล้วเป็นจิต ๓ ประเภทด้วยกัน ก็คือปัญจทวาราวัชชนะ ๑ ดวง สัมปฏิจฉันนะมี ๒ ดวง ก็คือเป็นกุศลวิบาก ๑ ดวง และอกุศลวิบาก ๑ ดวง ซึ่งมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภท ก็คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ กับวิตก วิจาร แล้วก็อธิโมกขเจตสิก ๓ ดวงแล้วที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภท

    ต่อไปเป็นสันตีรณจิต สันตีรณจิตนี้ มีอยู่ ๓ ดวงด้วยกัน ก็คือที่เกิดกับเวทนาที่เป็นอุเบกขาเวทนา ๒ ดวง กับที่เกิดกับโสมนัสเวทนา ๑ ดวง ที่เกิดกับอุเบกขาเวทนา ๒ ดวง ก็คือดวงที่ ๑ เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก เป็นผลของกุศล เพราะเหตุว่าสันตีรณจิตเป็นชาติวิบาก ดวงที่ ๒ ที่เป็นอุเบกขาเวทนาก็คืออุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก เป็นผลของอกุศล ส่วนที่เป็นโสมนัสเวทนา ก็คือโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากอย่างเดียว ซึ่งจะเกิดพิจารณาอารมณ์ที่เป็นกุศลที่น่าพอใจมากๆ ที่เป็นอติอิฏฐารมณ์

    ฉะนั้นสันตีรณจิต ก็มีอยู่ ๓ ดวง ก็คือ ๑. อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ๒. อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก และ ๓. โสมนัสสันตีรณกุศลวิบาก ซึ่งอุเบกขาสันตีรณะทั้ง ๒ ประเภททั้งที่เป็นกุศลวิบาก และอกุศลวิบากนี้ มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภท เหมือนกับสัมปฏิจฉันนะที่กล่าวมาแล้ว ส่วนโสมนัสสันตีรณะที่เป็นกุศลวิบากต้องมีเจตสิกเพิ่มด้วยอีก ๑ ดวง เพราะเหตุว่าเป็นโสมนัสเวทนา ต้องมีปีติเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ฉะนั้นโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากจึงมีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๑ ประเภท

    ตอนนี้ถ้าเรานับตั้งแต่จิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยน้อยที่สุดเพิ่มขึ้นมา ก็คือจิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๗ ประเภทก็คือจิต ๑๐ ดวง จิตที่มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภทก็ได้เท่าไร ได้ ๕ ดวงก็คือ ๑. ปัญจทวาราวัชชนะ ๒. กับ ๓. สัมปฏิจฉันนะ ๒ ดวง ได้ ๓ แล้ว ๔. อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ๕. อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก จิต ๕ ดวงนี้มีเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ๑๐ ประเภท ก็คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ กับวิตก วิจาระ แล้วก็อธิโมกขเจตสิก ส่วนโสมนัสสันตีรณะที่เป็นกุศลวิบาก ต้องเพิ่มเจตสิกมาอีก ๑ ดวง เพราะว่าเป็นโสมนัสเวทนาต้องมีปีติเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วย ฉะนั้นจึงมีเจตสิกประกอบ ๑๑ ดวง

    ท่านอาจารย์ บางคนก็คิดว่าทำไมต้องมาพูดเรื่องของเจตสิก ปกิณกะ สัพพจิตตะ แล้วก็เกิดกับจิตดวงไหนอย่างไร ทั้งๆ ที่เราไม่สามารถที่จะรู้จิตเหล่านี้ได้เลย เช่น ปัญจทวาราวัชชนจิตไม่สามารถจะรู้ได้ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่นี่เป็นการเกิดดับอย่างเร็วมากของจิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ที่สามารถทรงแสดงพระธรรมอย่างนี้ต้องจากการตรัสรู้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่ว่ามีใครสามารถที่จะคิดเอาเองได้ แต่ทรงแสดงถึงจิตซึ่งเกิด แล้วก็ทรงแสดงถึงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ประกอบให้รู้ว่าสภาพธรรมนั้นๆ เป็นอย่างนั้น แต่หมายความว่าไม่ใช่ให้เราไปรู้อย่างนั้นได้ แต่จะอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเท่าที่จะรู้ได้ แต่ให้เห็นความต่างกันของปัญญาของผู้ที่เริ่มศึกษาพระธรรม รู้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงจากการทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นปัญญาของผู้ที่เริ่มฟังพระธรรมกับปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ห่างกันไกล เพราะฉะนั้นจะเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการที่จะศึกษาธรรมด้วยความละเอียด ด้วยการที่จะเข้าใจว่าแม้จิตที่มีอยู่ในวันหนึ่งๆ เราก็ไม่เคยรู้เลยว่าไม่ใช่เราไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นโดยละเอียดยิ่ง และก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ได้เลย เช่น ปัญจทวาราวัชชนะก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ใครจะไปเปลี่ยนให้น้อยกว่านั้นก็ไม่ได้ และสำหรับทวิปัญจวิญญาณซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ใครจะไปเพิ่มให้มีมากกว่านั้นก็ไม่ได้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    อ. กุลวิไล ท่านอาจารย์บอกว่าการศึกษาเรื่องของจิตเจตสิก จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะว่าเป็นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้นการที่จะรู้เรื่องของจิต และเจตสิกในชีวิตประจำวัน ท่านอาจารย์บอกว่าเราก็ควรจะรู้เท่าที่เรารู้ได้ ก็อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายว่าที่ว่าเราควรจะรู้เท่าที่จะรู้ได้ในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้จิตใดเกิดขึ้นทำกิจการงานปรากฏให้รู้ เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม เช่น เห็นขณะนี้ชื่อว่า"จักขุวิญญาณ" ในภาษาบาลี เพราะเหตุว่าทำทัศนกิจคือจิตเห็น แต่ปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเกิดก่อนเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ หรือว่าสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งเกิดต่อมาเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่การศึกษาพระธรรมก็เพื่อที่จะเหมือนกับการอบรมปัญญาให้คม ให้ละเอียด ให้รู้ว่าธรรมเป็นสิ่งซึ่งผู้อื่นไม่สามารถที่จะแสดงได้เลย

    เพราะฉะนั้นก็มีความเข้าใจในขณะที่เรียนเพิ่มขึ้นว่า ทำไมปัญจทวาราวัชชนะไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ หรือว่าแม้ว่าปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาณ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง เช่นเดียวกับสัมปฏิจฉันนจิต แต่ทำไมสัมปฏิจฉันนจิตไม่ใช่ปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นจิตที่มีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่ว่าจิตหนึ่งทำอาวัชชนกิจ ทันทีที่อารมณ์กระทบ ขณะนั้นกำลังเป็นภวังค์อยู่ ถ้ากระแสของภวังค์ไม่สิ้นสุด ยังคงเป็นภวังค์สืบต่อไป จิตเห็นจิตได้ยินพวกนี้หรือจิตอื่นก็มีไม่ได้เลย ต่อเมื่อใดที่กระแสของภวังค์สิ้นสุด คือภวังคุปัจเฉทะเกิด เป็นปัจจัยให้จิตหนึ่งขณะเกิดก่อนเห็นก่อนได้ยิน ทำอาวัชชนกิจคือรู้ตัว ถ้าใช้ภาษาธรรมดาคือรู้ว่ามีอารมณ์กระทบ แต่ขณะนั้นก็ยังไม่ทันเห็น เพราะฉะนั้นจิตพวกนี้ เราไม่สามารถที่จะรู้ได้

    การที่ศึกษาธรรมก็มีทั้งการศึกษาเรื่องของจิตซึ่งรู้ได้ ปรากฏให้เข้าใจได้ กับจิตซึ่งแม้มีก็ไม่ได้ปรากฏ แต่ก็ให้รู้ว่าต้องมีจิตเหล่านั้นก่อน หรือแม้แต่ในขณะนี้เองที่เห็น ปัญจทวาราวัชชนจิตดับไปก่อนแล้ว จักขุวิญญาณจึงเห็น จักขุวิญญาณเห็นดับแล้ว รูปยังไม่ดับ สัมปฏิจฉันนจิตเกิดมีรูปนั้นเป็นอารมณ์ต่อ ดับไปแล้ว สันตีรณะก็ยังมีรูปนั้นเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจึงมีเจตสิกเพิ่มจาก ๑๐ เพราะว่าต้องมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิกเกิด จึงเป็นจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง นี่กล่าวถึง ๑๐ แล้วก็เพิ่มสันตีรณะเมื่อสักครู่นี้อีก ที่ต้องมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะเหตุว่าขณะใดที่โสมนัสเวทนาเกิดต้องมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย ในกามาวจรจิตคือในประเภทของจิต ซึ่งเป็นไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน เพราะว่าชีวิตประจำวันไม่ว่าจะวันไหนก็ตาม จิตของเรายังไม่ข้ามพ้นไปถึงอีกภูมิหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิที่อบรมเจริญกุศลจนกระทั่งสงบถึงระดับขั้นของอัปปนาสมาธิ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 7
    29 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ