สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๑
วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจเป็นสัจจญาณก็จะต้องไม่ห่วงเรื่องกิจจญาณเลย เพราะเหตุว่าขณะใดที่ห่วงก็ยังคงเป็นเรา แต่อาศัยจากการฟังเข้าใจขึ้นก็จะทำให้รู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเพียงเราฟังนิดหน่อย เข้าใจเรื่องจิต เจตสิกนิดหน่อยแล้วก็จะปฏิบัติ นั่นคือตัวเรา เป็นเรื่องของเราที่ต้องการ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องละคลายความไม่รู้ เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ก็เพื่อที่จะละคลายความไม่รู้ไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเป็นสังขารขันธ์ที่จะ ปรุงแต่งที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดได้
ผู้ฟัง ถ้าหากว่ามีการศึกษาที่ฟังมานานแล้วก็รอบรู้ เข้าใจอะไรกว้างขวางในลักษณะ เช่น เรื่องทางปัญจทวารกับทางมโนทวาร ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เอง จะต้องมีปัญจทวาร มีมโนทวาร แต่ความจริงที่ปรากฏในขณะนี้ไม่มีเลย ทางปัญจทวารมโนทวาร ฉันใดก็ฉันนั้น กระผมคิดว่าเมื่อเป็นสัจจญาณ และกิจจญาณแล้ว ในขณะที่สัจจญาณปรากฏกับจิตที่รู้ลักษณะของธรรมได้บ้าง วันใดวันหนึ่งกิจจญาณเขาจะทำหน้าที่เอง ลักษณะเช่นเดียวกับที่ปัญจทวารกับทางมโนทวารไม่ปรากฏ เพราะว่าสภาพธรรมเกิด และดับอย่างรวดเร็วมาก ความเข้าใจในขั้นการการศึกษา ท่านอาจารย์ได้แนะนำว่าเราไม่ควรหวังว่าจะต้องกิจจญาณจะเกิด เป็นความจริงอย่างท่านอาจารย์กล่าวไว้ แต่ว่าสภาพธรรมที่อยากจะให้กิจจญาณปรากฏก็เกิดขึ้น โดยเราไม่ได้ตั้งใจที่จะทำ เพราะศึกษาไปแล้ว บางทีต้องมีความหวังอยู่บ้าง แต่เราก็เริ่มรู้ความจริงว่าเรายังมีกิเลสอีกมาก ที่จะต้องสะสมการฟังไป สะสมความเข้าใจไป เพื่อจะได้เป็นหนทางที่จะประพฤติปฏิบัติถูกต้อง ตามพระธรรมคำสั่งสอนคิดว่าอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ สัจจญาณพอหรือยัง
ผู้ฟัง ถ้าตรงนี้ยังไม่พอ เพราะขณะนี้ผมเห็นทีไรก็เป็นท่านอาจารย์ทุกที
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะใดที่สติสัมปชัญญะคือสติปัฏฐานไม่ได้เกิด ก็เป็นการแสดงอยู่แล้วว่าสัจจญาณยังไม่พอ หรือว่าแม้แต่สติปัฏฐานจะเกิดบ้างนิดๆ หน่อยๆ ผู้นั้นก็รู้ว่ายังไม่พอ จะต้องมีปัจจัยคือความเข้าใจสภาพธรรมเพิ่มขึ้น โดยที่ว่าไม่ใช่ไปหวังรอ แต่ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจเป็นสัจจญาณจริงๆ จะไม่ห่วงกังวลอะไรเลยทั้งสิ้น
ผู้ฟัง ตามที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงธรรมอยู่ส่วนหนึ่ง ที่ว่าขณะที่กล่าวถึงพระธรรมให้แยกแยะเอง เพราะว่าในขณะนั้นธรรมจะปรากฏ ไม่มีใครรู้ได้ ส่วนการเรียนศึกษาพระธรรมตามลำดับ ซึ่งเป็นขั้นสัจจญาณตามที่ผมเข้าใจ สัจจญาณนั้นจะต้องตรงด้วย แม้กระทั่งถ้าเป็นสมถภาวนา ผมก็ต้องคิดว่าขณะไหนสติที่เป็นขั้นสมถภาวนาเกิด ก็ต้องไม่เข้าใจผิดว่าเป็นขั้นของวิปัสสนา ส่วนขณะไหนที่คิดเรื่องราวของวิปัสนา ก็ต้องไม่เข้าใจผิดว่าเป็นสมถภาวนาอย่างนี้จะถูกไหม
ท่านอาจารย์ แต่เรากำลังเพิ่งเริ่มใช่ไหม ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ค่อยๆ เข้าใจเพราะเหตุว่าความเป็นเรา หรือความเป็นตัวตนมากมายมหาศาล มิฉะนั้นในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงปรินิพพาน พวกเราซึ่งก็คงจะเกิดในสมัยนั้นด้วย เพราะว่ามีชีวิตอยู่มาจนถึงสมัยนี้ ก็ต้องหมายความว่าต้องมาแล้ว ก็คงจะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมไป เหมือนท่านที่ได้อบรมเจริญปัญญามาแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรม เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะคิดว่าเท่านี้พอแล้ว เพียงแค่รู้ว่ามีจิต ๘๙ ประเภท มีเจตสิก ๕๒ และเจตสิกที่เกิดกับจิต ๑๐ ประเภทเท่านั้นที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง เท่านี้ก็ยังเพียงแต่เริ่มเงาๆ แต่ก็ยังเป็นเราที่ได้ยิน เป็นเราที่เห็นคนนั้นคนนี้อยู่ แล้วก็มีเรื่องราวซึ่งสะสมสืบต่อมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้มากมายหลายเรื่อง แต่เห็นความเป็นอนัตตาว่าในบรรดาเรื่องราวมากมายหลายเรื่อง ซึ่งสัญญาเจตสิกจำไว้ ก็แล้วแต่ว่าจะเกิดปัจจัยที่จะให้คิดนึกเรื่องอะไร เพราะว่าทุกคนแม้แต่จะคิดเดี๋ยวนี้ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะคิดอะไร แสดงถึงความเป็นอนัตตาจริงๆ ว่าจิตเกิดดับสืบต่อแต่ละขณะ และมีการสั่งสมสภาพที่ได้เคยเห็นเคยได้ยินต่างๆ มาก็จริง แต่ก็แล้วแต่ว่าอะไรจะเป็นปัจจัยให้แต่ละคนคิดต่างกัน
เวลานี้ทุกคนกำลังคิดต่างกันตามการสั่งสม แต่ก็จะได้อบรมต่อไปอีก โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องปฏิบัติ ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญญาข้างหน้าที่ยังอีกยาวไกล เพราะเหตุว่าถ้าการตั้งต้นของเราไม่ถูก ไม่มั่นคง ไม่เป็นสัจจญาณแน่นอน แต่ความเข้าใจทุกอย่างต้องชัดเจนถูกต้อง แม้แต่คำว่าธรรมก็ลืมไม่ได้ หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นปรากฏ โดยอาศัยเหตุปัจจัย เมื่อเกิดปรากฏแล้วก็ดับไปทุกขณะ ไม่มีอะไรเหลือ นี่คือความจริง ถ้าเราได้ฟังบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ เข้าใจเรื่องสภาพธรรมมากขึ้น ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกิจจญาณ เพราะเห็นว่ามีสัจจญาณที่มั่นคง
แต่ถ้าความรู้ของเราไม่พอผลก็คือว่าสติสัมปชัญญะก็ไม่เกิด ไม่ใช่สติปัฏฐานแต่ยังอยากจะให้สติปัฎฐานเกิด เพราะฉะนั้นก็เป็นความต่างกันกับการที่รู้เหตุ รู้ผล รู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่สะสมมามากมายที่เป็นตัวตน เพราะฉะนั้นกว่าจะฟังธรรมเข้าใจขึ้น จนกระทั่งกาลใดที่สติสัมปชัญญะเกิดระลึก คือรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เรากำลังฟังเรื่องลักษณะของสัญญา เรื่องลักษณะของเวทนา เรื่องลักษณะของจิตมีจริงๆ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย ทุกขณะมีปัจจัยเกิดไม่ให้จิตเกิด ไม่ให้เจตสิกเกิดไม่ได้เลย เพราะว่ามีปัจจัยที่จะต้องเกิดต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นกาลใดที่สติสัมปชัญญะเกิด ก็รู้ว่าสัจจญาณก็มีพอที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิด แต่ถ้าขณะใดที่สัจจญาณไม่พอที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิด ก็เป็นเราที่อยาก ก็แสดงว่าสัจจญาณของเราไม่มั่นคง
ผู้ฟัง ขอบพระคุณครับ จะได้เข้าใจมากขึ้นว่าการได้ยินได้ฟังนี้สำคัญนำมาซึ่งผล
ผู้ฟัง ขออนุญาตกลับไปที่เจตสิกตัวเวทนา เวทนานี้แบ่งออกเป็นถึง ๕ เวทนา ในขณะที่ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันว่าการที่จะเข้าใจเวทนาที่เป็นทุกขเวทนา กับโทมนัสเวทนาซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องพยายามอยากจะแยกทุกขเวทนาออกจากโทมนัสเวทนา แต่มันก็ไม่สามารถที่จะแยกออกมาได้ เพราะว่าขณะที่เกิดโทมนัสเวทนา บางครั้งก็นึกว่าเป็นทุกขเวทนา ทั้งๆ ที่ ทุกขเวทนาคงจะเป็นเรื่องของการทุกข์ทางกายเท่านั้น อันนี้นอกเหนือจากปัญญาแล้ว จะมีวิธีการที่จะแยกได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ธรรมมี จะรู้จะเข้าใจได้อย่างไรถ้าไม่ฟัง อันนี้แน่นอนที่สุดใช่ไหม สุตมยปัญญา ต้องเป็นปัญญาที่สำเร็จจากการได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยิน แต่จะต้องฟังด้วยความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง สำหรับโทมนัสเวทนากับทุกขเวทนาเป็นชีวิตประจำวันตามปกติ คุณวีระเคยเสียใจไหม
ผู้ฟัง เคยเสียใจ แล้วก็บางทีก็รู้สึกเจ็บตัวด้วย
ท่านอาจารย์ ไม่พร้อมกันแน่
ผู้ฟัง ไม่พร้อมกัน
ท่านอาจารย์ เสียใจโดยไม่เจ็บตัวมีไหม โกรธมีไหม
ผู้ฟัง โกรธมี
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นทุกข์กายตรงไหนหรือเปล่า เจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า
ผู้ฟัง เจ็บหัวใจ
ท่านอาจารย์ ถ้าเจ็บหัวใจเป็นกายวิญญาณ ไม่ใช่โทมนัสเวทนาต้องแยก เรื่องของกายทั้งหมด ที่มีกายประสาทซึมซาบอยู่ทั้งภายในภายนอก ถ้ารู้สึกเป็นทุกข์เมื่อใดจะเพียง เจ็บ คัน ปวดอะไรก็แล้วแต่ จะตรงส่วนหนึ่งส่วนใดก็ได้ ขณะนั้นเป็นทุกขเวทนา เป็นทุกข์ที่เกิดกับกายวิญญาณ แม้พระอรหันต์ทั้งหลายก็มี แม้ว่าท่านจะไม่มีโทมนัสเลย แต่ทุกข์กายก็มี เพราะฉะนั้นต้องแยกกัน เพราะว่าบางคนกายไม่เป็นทุกข์เลย ทุกอย่างเพียบพร้อมหมด มีความสุขที่ดูแล้วก็เหมือนสมบูรณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายไม่เดือดร้อน แต่ใจเป็นทุกข์มาก ไม่เคยพอใจใครเลยสักคน อย่างนั้นก็เดือดร้อนมาก
ผู้ฟัง เจ็บหัวใจกับเจ็บใจนี่คนละทีกันใช่ไหม คือเจ็บหัวใจนี่อาจจะเนื่องมาจากเจ็บใจก่อน แล้วถึงเจ็บหัวใจ
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่เกี่ยวกับกายทั้งหมดเป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ขณะนั้นต้องเป็นกายวิญญาณ ต้องอาศัยกายความรู้สึกนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นโทมนัส หรือความเจ็บใจ หมายความว่าไม่ใช่เจ็บหัวใจใช่ไหม ที่คุณกฤษณาว่า เป็นความรู้สึกชนิด หนึ่งซึ่งเป็นโทมนัสเวทนา
ผู้ฟัง แปลกใจที่ว่าบางท่านก็รู้สึกว่าแม้กระทั่งเป็นทุกข์กายก็รู้สึกโสมนัสเวทนาด้วย ก็เลยคิดว่าค่อนข้างที่จะจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสภาพของทุกขเวทนาที่ชัดเจน กับโทมนัสเวทนา เพราะว่าทุกขเวทนาที่ตาก็ถึงแม้จะใช้ดูอย่างเดียว ก็ยังมีกายวิญญาณอยู่ที่ตา ที่หูก็มี ที่ลิ้นก็มี บางทีขณะทานของร้อนๆ ซึ่งอร่อยมากก็กลายเป็นทุกขกายเสีย แทนที่จะเป็นความอร่อยด้วยความโสมนัสตรงนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของเวทนาที่แบ่งเป็น ๕ อย่าง จริงๆ แล้วมีเวทนาอยู่เวทนาหนึ่ง คืออุเบกขาเวทนา ที่ท่านอาจารย์กล่าวตอนต้นๆ ว่า อทุกขมสุขเวทนา อันนี้อุเบกขาเวทนา อยากจะเรียนถามใน ๕ อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ๔ อย่างแยกออกได้ สุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส แต่อุเบกขาเวทนา เราจะเปรียบเทียบอทุกขมสุขเป็นอุเบกขาเวทนาด้วยได้ไหม เพราะว่าบางทีอุเบกขาเวทนาก็มีทั้งวัน ขณะนี้ก็มีอุเบกขาเวทนาเยอะ ในขณะที่อทุกขมสุขเวทนาก็มีเยอะ ก็เลยไม่ทราบว่าจะเอาอันไหนดี
ท่านอาจารย์ เป็นสภาพธรรมเดียวกันต่างกันที่ชื่อเท่านั้นเอง
ผู้ฟัง ขอบพระคุณครับ
ท่านอาจารย์ คุณสุธภีร์ต่อเรื่องเจตสิก และจิตที่มีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ ดวง
อ.สุภีร์ ก็ได้ทราบเรื่องของจิต ๑๐ ดวงซึ่งมีเจตสิกที่เป็นสัพพจิตตสาธารณะเจตสิกเกิดร่วมด้วย ซึ่งสัพพจิตตสาธารณะเจตสิกโดยชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกๆ ประเภทเลย ซึ่งท่านแสดงเรียงจาก ผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก เจตนาเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก ชีวิตินทริยเจตสิก และมนสิการเจตสิก เรียงกันไปทั้ง ๗ เจตสิก ที่ท่านแสดงเช่นนี้ก็เป็นลำดับแห่งเทศนาเท่านั้นเอง ไม่ได้แสดงลำดับว่าเกิดเรียงกันมาหรืออย่างไร หรือว่าเป็นลำดับอะไรอย่างอื่น เป็นเพียงลำดับแห่งเทศนา ซึ่งการแสดงหัวข้อธรรมต่างๆ ส่วนใหญ่ก็แสดงโดยลำดับแห่งเทศนานั่นเอง
การแสดงโดยลำดับแห่งเทศนาก็อย่างเช่น หัวข้อธรรมที่หลายๆ ท่านคงจะทราบดีเช่น เรื่องขันธ์ ๕ ก็ตาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ก็แสดงโดยลำดับแห่งเทศนาเหมือนกัน ก็คือถ้าจะกล่าวเรื่องการเกิดเรื่องปัจจัยต่างๆ ก็สามารถสลับอะไรกันได้ แต่ว่าในตอนนี้กำลังกล่าวเป็นลำดับแห่งการเทศนา เหมือน ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นลำดับแห่งเทศนา ซึ่งบางท่านก็ไม่เข้าใจลำดับแห่งเทศนา ก็ไปนึกว่าต้องรักษาศีลก่อน แล้วก็ต่อไปก็บำเพ็ญสมาธิ แล้วปัญญาก็จะเกิดอะไรอย่างนี้ ซึ่งอันนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าเป็นเรื่องของลำดับแห่งเทศนา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิดในขณะจิตๆ หนึ่ง นั่นเองพร้อมๆ กัน ก็โดยนัยเดียวกันกับสัพพจิตตสาธารณะเจตสิก ที่ท่านแสดงผัสสเจตสิกขึ้นก่อน แล้วก็มนสิการเจตสิกอยู่สุดท้าย ก็เกิดพร้อมกันนั่นเอง ก็เป็นลำดับแห่งเทศนา
เจตสิกประการต่อๆ ไปที่จะกล่าวถึง ก็ได้ชื่อเรียกรวมๆ เรียกว่า "ปกิณณกเจตสิก" สัพพจิตตสาธารณะเจตสิกนี้มี ๗ ปกิณณกเจตสิกมี ๖ ประเภท ซึ่งสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ กับปกิณณกเจตสิก ๖ รวมเป็น ๑๓ นี้เรียกรวมอีกว่า"อัญญสมานาเจตสิก" มี ๑๓ ประเภท คำว่า"อัญญสมานา" ก็แยกศัพท์ออกมาเป็น "อัญญะ" หมายถึงเจตสิกเหล่าอื่น "สมานะ" แปลว่าเสมอกัน เจตสิกก็คือสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ประเภท ก็คือเจตสิกที่เสมอกันกับเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วย ถ้าเกิดกับกุศลก็เป็นกุศลไปด้วย ถ้าเกิดกับอกุศลก็เป็นอกุศลไปด้วย ถ้าเกิดกับวิบากก็เป็นวิบากไปด้วย ถ้าเกิดกับกิริยาก็เป็นกริยาไปด้วย เรียกว่าอัญญสมานาเจตสิกมี ๑๓ ประเภท ซึ่งอัญญสมานาเจตสิกทั้ง ๑๓ ก็แยกออกมาเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้ว และปกิณณกเจตสิก ๖ ประเภท
ที่แยกออกมาเป็นปกิณณก ๖ ประเภทนี้ เพราะว่าปกิณณกเจตสิกทั้ง ๖ ประเภทนี้ไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง เกิดกับจิตบางประเภทเท่านั้นตามความเหมาะสม ตามชื่อของปกิณณก ซึ่งเป็นปกิณณกในภาษาบาลีก็มีความหมายเหมือนกับที่ใช้ในภาษาไทยนั่นเอง ก็มาจากคำว่า "ปะ"บทหน้า แปลว่า"ทั่วไป" "กิณะ"แปลว่า เกลื่อนกล่นไป หมายความว่า ไม่เป็นระเบียบ "กะ" ก็แปลว่าหมวดธรรม หรือว่าหมวดของเจตสิก"ปกิณณกเจตสิก" ก็คือเจตสิกหมวดที่เรี่ยรายอยู่ทั่วไปไม่เป็นหมู่ เหมือนกับภาษาไทยที่ใช้นั่นเองเป็นเรื่องทั่วๆ ไปเป็นเจตสิกทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เกิดกับจิตทุกประเภท แต่ว่าเกิดกับจิตบางประเภท ตามที่เหมาะสม ซึ่งก็มีอยู่ ๖ ประเภทด้วยกัน
จะขอกล่าวชื่อของเจตสิกที่เป็นปกิณณกเจตสิกทั้ง ๖ ชื่อแล้วก็จะได้ค่อยๆ อธิบายเรียงตามลำดับไป ว่าโดยชื่อเจตสิกที่เป็นปกิณณกเจตสิกมีอยู่ ๖ ก็คือ ๑ วิตกเจตสิก ๒ วิจารเจตสิก ๓ อธิโมกขเจตสิก ๔ วิริยะเจตสิก ๕ ปีติเจตสิก ๖ ฉันทะเจตสิก นี้เป็นปกิณณกเจตสิก ๖ ประเภท ท่านอาจารย์จะเพิ่มอะไรก่อนไหม
ท่านอาจารย์ ชื่อคุ้นหูบ้างไหม วิตก วิจาร แปลกก็คืออธิโมกข์ ใช่ไหม แล้วก็ปีติก็ได้ยินบ่อยๆ แต่ว่าลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมที่เป็นเจตสิก ก็จะได้รู้ว่าต่างกับที่เราเคยเข้าใจแค่ไหน ขอเชิญคุณกฤษณา
อ. กฤษณา สำหรับปกิณณกเจตสิกประเภทแรกที่คุณสุภีร์ได้กล่าวถึงคือเป็นชื่อภาษาบาลีว่า"วิตกเจตสิก" หรือที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า"วิตก" แต่วิตกในภาษาไทยความหมายก็จะเป็นในทำนองว่าเป็นห่วง หรือว่ากังวล แต่วิตกเจตสิกในความหมายของทางธรรมนี้จะกว้างขวางกว่านี้ เพราะว่าหมายถึง"สภาพธรรมที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์" นั่นเอง ก็คือสภาพธรรมที่ตรึก หรือจรดในอารมณ์ที่ผัสสเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันนั้นกระทบนั่นเอง ซึ่งวิตก หรือวิตกเจตสิกนี้ก็จะเกิดกับจิตได้ทุกชาติ คืออกุศลชาติก็ได้ เกิดกับกุศลชาติก็ได้ เกิดกับวิบากชาติก็ได้ เกิดกับกริยาชาติก็ได้ แต่ไม่ทุกดวง เพราะว่าในบรรดากามาวจรจิตทั้งหลาย ซึ่งเป็นจิตที่เป็นไปในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ที่เป็นไปในกาม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ วิตกเจตสิกนี้จะไม่ประกอบกับทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง คือในขณะที่กำลังเห็นก็ดี ได้ยินก็ดี ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัสทางกาย ไม่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย
กามาวจรจิตอื่นนอกจากทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวงแล้ว วิตกเจตสิกสามารถเกิดร่วมด้วยได้ทั้งนั้นเลย ในบรรดากามาวจรจิต เฉพาะทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวงเท่านั้นที่วิตกไม่เกิดร่วมด้วย ซึ่งสภาพที่ตรึก หรือจรดในอารมณ์ ก็ตรึกหรือจรดในอารมณ์ที่จิตรู้ จิตรู้อารมณ์อะไร วิตกหรือวิตกเจตสิกก็จรดหรือตรึกในอารมณ์นั้นๆ อย่างขณะที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ก็มีวิตกเจตสิก จรดหรือตรึกในอารมณ์นั้นๆ ด้วย ซึ่งก็สามารถที่จะตรึกถึงรูปร่างสัณฐานด้วย หรือว่าจะตรึกถึงเสียงที่ได้ยิน จะเป็นเสียงสูง เสียงต่ำ ก็ตรึกถึงอารมณ์นั้นๆ ซึ่งวิตกเจตสิกนี้ก็กำลังเป็นไปในขณะนี้ ตามความเป็นจริง ไม่ต้องมีใครทำให้เกิดขึ้นเลยก็เป็นไปแล้ว
ลักษณะของวิตกหรือวิตกเจตสิกก็มีหลายขั้น หลายระดับ หลังจากที่เห็น หรือว่าได้ยินเป็นต้นแล้ว วิตกเจตสิกก็เกิดกับสัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งเป็นจิตที่เกิดสืบต่อจากจักขุวิญญาณเป็นต้นได้ ในสัมปฏิจฉันนจิตนอกจากจะมีสัพพจิตตสาธารณะเจตสิก ๗ ประเภทเกิดร่วมด้วยแล้ว ยังสามารถที่จะมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้อีก อันนี้ก็เพิ่มมาอีกหนึ่งเจตสิก คือในขณะที่สัมปฏิจฉันนจิตเกิด รับอารมณ์ต่อจากจักขุวิญญาณเป็นต้นนั้น ก็ยังไม่ได้คิดเป็นคำเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย แต่ว่าวิตกเจตสิกก็จรดในอารมณ์ที่สัมปฏิจฉันนจิตกำลังรู้นั่นเอง แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว
แล้วพอมาถึงจิตดวงอื่นๆ ที่เป็นกามาวจรจิตนี้ ก็สามารถมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้ จนกระทั่งมาถึงทางมโนทวาร เวลาที่คิดนึกถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใดในขณะนั้นก็เป็นจิตดวงหนึ่ง ขณะหนึ่ง ซึ่งตรึกหรือคิดถึงอารมณ์นั้นๆ ขณะนั้นก็มีสัญญาเจตสิกด้วย มีเวทนา มีผัสสะอะไรต่างๆ ที่ได้สนทนากันมาแล้ว ๗ ดวงนั้นก็เกิดขึ้นด้วย ในขณะนั้นวิตกเจตสิกก็จรด หรือตรึกหรือคิดไปในเรื่องนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็ดับไปทุกๆ ขณะ ซึ่งเรื่องของความคิด หรือว่าวิตกในชีวิตประจำวัน ชีวิตทุกขณะนี้ก็เป็นไปตามความคิดไม่ว่าจะพูด หรือว่าจะทำ จะเคลื่อนไหวร่างกายไปในกิจกรรมต่างๆ ใดๆ ก็เป็นไปเพราะวิตกเจตสิกนั้นคิด หรือตรึกไปในอารมณ์นั้นๆ นั่นเอง ซึ่งก็จะเห็นได้เวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์ก็จะรู้เรื่องราวต่างๆ เป็นคนนั้น คนนี้ ทำสิ่งนั้น ทำสิ่งนี้ มีกิจกรรมอะไรต่างๆ มากมาย จะเห็นลักษณะความวิจิตรของความคิดตามเรื่องในหนังสือพิมพ์
เหตุการณ์อะไรต่างๆ ทั้งหมดนั้นส่องถึงวิตกเจตสิกของแต่ละคน ที่เป็นข่าว เป็นเรื่องเป็นราว ที่คิดอย่างนั้น ที่ทำอย่างนั้นๆ แต่ว่าถ้าเข้าใจเรื่องของปรมัตถธรรมแล้วก็คือไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตนนั่นเอง ก็เป็นแต่เพียงสภาพของความคิดความตรึกไปในอารมณ์ที่เป็นเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นโลกนี้ก็ดำเนินไปตามความคิดทุกๆ ขณะ ไม่ว่าใครจะทำอะไร หรือว่ากิจการงานใดๆ ก็ตาม ทุกๆ ขณะนี้ก็ไม่ปราศจากความคิดเลย คือวิตกเจตสิก คิดจรดไปในอารมณ์ต่างๆ นอกจากขณะที่เห็นซึ่งเป็นจักขุวิญญาณ หรือว่าขณะที่ได้ยินซึ่งเป็นโสตวิญญาณ หรือขณะที่ได้กลิ่นซึ่งเป็นฆาณวิญญาณ หรือขณะที่ลิ้มรสซึ่งเป็นชิวหาวิญญาณ หรือขณะที่รู้กระทบสัมผัสซึ่งเป็นกายวิญญาณแล้ว นอกจากจิตพวกนั้นแล้วก็มีวิตกเจตสิกคิดหรือไปในเรื่องราวต่างๆ
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120