สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ ๑๐๓
วันจันทร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๕
อ.สุภีร์ สัพพจิตตสาธารณเจตสิกมี ๗ ประเภท คือ ๑ ผัสสเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่กระทบกับอารมณ์ ๒ เวทนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่รู้สึกกับอารมณ์ ๓ สัญญาเจตสิก เป็นเจตสิกที่จำอารมณ์ ๔ เจตนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่จงใจ ตั้งใจในอารมณ์ ประเภทที่ ๕ เอกัคคตาเจตสิก เป็นเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง อารมณ์ใด เจตสิกประเภทที่ ๖ ชีวิตินทริยเจตสิก เป็นเจตสิกทำหน้าที่บำรุงรักษาสหชาตธรรมที่เกิดร่วมกัน ให้มีชีวิตอยู่ หรือว่าดำรงชีวิตอยู่ชั่วหนึ่งขณะจิต เพื่อทำกิจหน้าที่การงาน เจตสิกประเภทที่ ๗ มนสิการเจตสิก เป็นเจตสิกที่ใส่ใจ สนใจในอารมณ์ ทั้ง ๗ ประเภทนี้เกิดกับจิตทุกประเภท เป็นสัพพจิตตสาธารณะเจตสิก
ในคราวที่แล้วเราก็ได้กล่าวไปถึงปกิณณกเจตสิกด้วย ซึ่งปกิณณกเจตสิกมีอยู่ ๖ ประเภท ซึ่งทั้งสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ และปกิณณกเจตสิก ๖ ประเภทรวมเป็น ๑๓ ประเภทเรียกว่า"อัญญสมานาเจตสิก" เป็นเจตสิกที่เสมอกันกับเจตสิกที่เจตสิกเหล่านั้นเกิดประกอบร่วมด้วย คำว่า "อัญญะ" ก็คือเจตสิกอื่นที่เจตสิกเหล่านี้เกิดประกอบร่วมด้วย "สมานะ" ก็คือเสมอกัน อัญญสมานาเจตสิก ก็คือเจตสิกที่เสมอกันกับเจตสิกเหล่าอื่นที่เกิดร่วมด้วย สามารถเป็นได้ทั้ง ๔ ชาติ คือเป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ วิบากก็ได้กิริยาก็ได้
ปกิณณกเจตสิกมีอยู่ ๖ ประเภท เป็นเจตสิกที่ไม่ได้ประกอบกับจิตทุกดวง เป็นเจตสิกที่ประกอบกับจิตตามความเหมาะสม ก็คือไม่ได้ประกอบกับจิตทุกๆ ดวงเหมือนกับสัพพจิตตสาธารณะเจตสิก ปกิณณกเจตสิกนี้มีอยู่ ๖ ประเภทก็คือ ๑ วิตกเจตสิก ๒ วิจารเจตสิก ๓ อธิโมกขเจตสิก ๔ วิริยะเจตสิก ๕ ปีติเจตสิก และ ๖ ฉันทะเจตสิก ในคราวที่แล้วก็ได้กล่าวไปถึงวิตกเจตสิก ซึ่งเป็นเจตสิกที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์เพื่อให้จิต และเจตสิกอื่นๆ รู้อารมณ์นั้นในคราวที่แล้วก็กล่าวถึงตอนนี้
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบมีปัญหาหรือมีคำถามอะไรตอนนี้บ้างไหม ในเรื่องของเจตสิกที่ได้กล่าวถึงแล้วทั้งหมด
อ.สุภีร์ ตอนนี้กล่าวถึงไป ๘ ประเภท
ท่านอาจารย์ จาก ๗ ซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกเพิ่มอีก ๑ คือวิตกเจตสิก ซึ่งนอกจากขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยแล้ว ยกเว้นเพียง ๑๐ คือชั่วขณะที่เห็นที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ลิ้มรส ที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จะต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย คุณอรรณพจะกล่าวถึงจิตที่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม
อ.อรรณพ จิตที่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็มีทั้งจิตที่คิดนึก ที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ในขณะนี้ คือเป็นกุศลวิตก อย่างเช่น ตรึกที่จะมาฟังธรรม หรือว่ามีเป็นอกุศลวิตกตรึกไปในรูปเสียงกลิ่นรส ตรึกไปในความไม่พอใจขุ่นข้อง หรือตรึกไปในความเบียดเบียนต่างๆ แล้วก็ยังมีวิตกเจตสิกที่จะเกิดกับจิตซึ่งไม่ได้คิดเรื่องราว อย่างเช่น จิตดวงแรกของวิถีจิต เราเรียกว่าจิตที่ทำหน้าที่อาวัชชนะ ก็คือจิตที่รำพึงถึงอารมณ์ก่อนที่จะเกิดการเห็น ก็จะมีจิตดวงหนึ่งคือปัญจทวาราวัชชนะจิต ซึ่งเป็นจิตที่กระทำทางให้เกิดวิถีจิตทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางกาย
ซึ่งปัญจทวาราวัชชนจิต ไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณจิต คือไม่ใช่วิบากจิต ๑๐ ดวง ที่เรากล่าวไปแล้ว แต่เป็นจิตที่เกิดมาเพื่อกระทำทาง หรือรำพึงถึงอารมณ์ เป็นกิริยาจิต เพราะไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล แล้วก็ไม่ใช่ผลของกรรมคือวิบาก เป็นกิริยาจิต ซึ่งเกิดมากระทำทางให้วิถีจิตเกิดต่อไป เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิต ไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณจิต เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิต ก็จะมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย คือจะมีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ ดวง เรียนเบื้องต้นว่ามี ๑๐ ดวง ก็คือมีวิตกเจตสิกเป็นสภาพที่ตรึก หรือจะจรดในอารมณ์ มีสภาพของวิจารซึ่งประคอง ให้สัมปยุตตธรรมนั้นรู้ในอารมณ์นั้นๆ แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิก
ตอนนี้เราสนทนากันเฉพาะวิตกก่อน เพราะฉะนั้นจิตดวงแรกของวิถีจิตทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วหลังจากที่เกิดการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การกระทบสัมผัสแล้ว ก็จะมีจิตอื่นจิตที่เป็นวิบากจิตตามมาอีก จากการเห็นก็จะเป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งก็มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังจะศึกษาจิต จากการที่มีเจตสิกเกิดประกอบ แล้วทำให้วิจิตรต่างๆ กันไป เราก็จะเริ่มศึกษาจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวงซึ่งจิตที่มีเจตสิกเกิดขึ้นมากกว่า ๗ ดวง ก็คือจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวงก่อน คือจากน้อยที่สุด ก็ค่อยเพิ่มขึ้น จิตที่มีเจตสิกเกิดขึ้นเพียง ๑๐ ดวงก็มีปัญจทวาราวัชชนจิต แล้วก็สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ท่านอาจารย์จะเพิ่มเติม
ท่านอาจารย์ ขณะที่มีจักขุปสาทไม่เห็นได้ไหม ธรรมเป็นเรื่องที่น่าคิด มีตา กำลังนอนหลับสนิทมีตาแน่นอนใช่ไหม เพราะว่ากรรมทำให้จักขุปสาทเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าตั้งยั่งยืนเลย เพียงเกิดแล้วก็ดับๆ พร้อมที่ว่าเมื่ออารมณ์ใดมากระทบ เช่น ถ้าเป็นทางตา เป็นจักขุปสาท ก็สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้กระทบ จิตที่เห็นจึงเกิดขึ้นได้พร้อมเจตสิก ๗ ดวง แต่ว่าขณะที่เรานอนหลับสนิท เราก็มีตา แต่ไม่เห็นได้ไหม ต้องไม่เห็นแน่นอน เพราะว่ากำลังนอนหลับสนิท เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่หลับอยู่จะเห็นจิตจะเกิดขึ้นเห็นทันทีไม่ได้เลย เพราะว่ากำลังนอนหลับสนิท จิตขณะนั้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง นี่คือความหลากหลายของจิตในวันหนึ่งๆ ตั้งแต่เกิด จิตที่เกิดก็มีเจตสิกมากกว่า ๗ ดวง เพราะว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดเพียง ๗ ดวง ต้องไม่ลืมเลย ได้แก่ จิต ๑๐ ดวงทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส
แต่วันหนึ่งๆ มีจิตอื่นสลับทั้งๆ ที่เราคิดว่าเราเห็นตลอดเวลา ก็จะมีจิตอื่นสลับอยู่ตลอด ไม่ได้มีจิตเห็นอย่างเดียว เช่น ในขณะนี้ก็มีจิตได้ยิน ขณะใดที่ได้ยิน เจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ขณะที่ได้กลิ่น ก็เจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่นอกจากนั้นที่กำลังสลับอยู่ เป็นจิตประเภทอื่นทั้งหมด ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท เรายังไม่ทราบว่ามีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าใด แต่ให้ทราบว่ามากกว่า ๗ แน่นอน และในขณะนั้นทั้งๆ ที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ก็ไม่เห็น เพราะเหตุว่าไม่ได้ทำกิจเห็น ทำกิจภวังค์ เพราะฉะนั้นจิต ๑ ขณะ จะหลากหลายด้วยกิจด้วย ว่าจิตนั้นเกิดขึ้นทำหน้าที่อะไร แล้วก็จะมีเจตสิกเกิดประกอบตามหน้าที่ของกิจนั้นๆ ด้วย ไม่ก้าวก่าย เพราะเหตุว่าขณะที่นอนหลับสนิท เป็นผลของกรรม ซึ่งจำแนกบุคคลให้ต่างกันไป บางคนก็มีโลภะมาก สะสมมา บางคนก็มีโทสะมาก ทั้งๆ ที่นอนหลับสนิท
แต่พอตื่นขึ้นก็จะมีจิตและเจตสิกประเภทอื่นๆ ซึ่งเกิดสืบต่อจากเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สลับกันในขณะนี้ แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าจิตใดมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร ประโยชน์ก็คือเห็นความต่างหลากหลาย ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงจิตที่เกิดขึ้นทำกิจต่างๆ แล้วก็ประกอบด้วยเจตสิกต่างๆ ได้ เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง ทันทีที่เสียงกระทบกับโสตประสาทแล้วก็จะมีการได้ยินเกิดขึ้น จะมีการได้ยินทันทีไม่ได้เลย ต้องมีจิตเกิดก่อนคือเริ่มรู้สึกตัว เรานอนหลับอยู่ หลับสนิท อารมณ์ใดๆ ก็ไม่ปรากฏเลย
แต่การที่จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด เช่น ถ้าจะได้ยินเสียง ก็ต้องอาศัยหู ถ้าจะเห็นก็ต้องอาศัยตา ถ้าจะได้กลิ่นก็ต้องอาศัยจมูก ถ้าจะลิ้มรสก็ต้องอาศัยลิ้น ถ้าจะรู้สิ่งที่กระทบกายก็ต้องอาศัยกายปสาท จึงสามารถที่จะรู้อารมณ์ที่ปรากฏนั้นๆ ได้ แต่ว่าไม่ใช่จากภวังค์ที่หลับสนิท แล้วก็จะสามารถเห็นหรือว่าได้ยินทันที แต่ต้องมีจิตที่เริ่มรู้สึกตัวเกิดก่อน เป็นวิถีจิตแรก ที่ใช้คำว่าวิถี ก็คือแสดงให้เห็นว่าขณะที่เป็นภวังคจิต ไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าไม่ได้อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์ของโลกนี้เลย โลกนี้ไม่ปรากฏขณะที่หลับสนิท แต่เวลาที่ตื่นจะต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิถีจิต
วิถีจิตหมายความว่า จิตที่เกิดรู้อารมณ์ทางทวารนั้นๆ สืบต่อกันตามลำดับ เพราะว่าจะไม่มีเพียงการเห็นขณะเดียว ยังต้องมีจิตอื่นๆ เกิดด้วย เพราะฉะนั้นทันทีที่จะมีการเห็น หรือจะมีการได้ยิน ให้ทราบว่ากำลังหลับสนิท และจะได้ยินทันทีไม่ได้ ต้องมีจิตเกิดก่อน ๑ ขณะ ซึ่งเป็นสภาพจิตที่รู้สึกตัว เป็นวิถีจิตแรก เป็นอาวัชชนะวิถีจิต มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย มีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วย มีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย ชื่อบางชื่อก็อาจจะคุ้นในภาษาไทย เช่น คำว่า"วิตักกะ" คนไทยก็ใช้คำว่าวิตก วิจาร คนไทยก็ใช้คำว่าวิจารณ์ แต่อธิโมกข์ นี่ไม่ทราบ มีใครใช้บ้างหรือเปล่า คงไม่ค่อยได้ยิน ก็คงจะได้ยินเพียง ๒ คำ คือวิตก วิจาร
แต่ว่าโดยทั่วไปเราใช้ภาษาบาลีไม่ตรงกับสภาพธรรมที่ทรงใช้คำนั้นในพระไตรปิฏก คนไทยจะคิดว่าพอพูดถึงวิตกก็เป็นห่วง กังวล บางคนก็มีเรื่องวิตกเยอะ เป็นคนที่วิตกจริต วิตกจริต คิดอะไรก็เป็นห่วงเป็นใยทั้งนั้นเลย แต่ขณะนั้น ขณะที่กำลังเป็นห่วงกังวล ถ้าความรู้สึกในขณะนั้นไม่สบาย ไม่ใช่ประกอบแต่เพียงวิตกเจตสิก ยังต้องมีเจตสิกอื่นๆ เกิดร่วมด้วย แต่ให้ทราบว่าจิตซึ่งไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเกินกว่านั้น แม้แต่วิถีจิตแรก คือปัญจทวารวัชชนะจิต ซึ่งเป็นสภาพที่รู้สึกว่ามีอารมณ์กระทบทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทาง ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพิ่มอีกถึง ๓ เจตสิก คือมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก
ลองคิดดูว่าขณะนั้นเป็นห่วงอะไรหรือเปล่า ปัญจทวาราวัชชนะจิตที่รู้สึกตัว ทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทางเกิดขึ้น ยังไม่ทันเห็น ยังไม่ทันได้ยิน เป็นห่วง กังวลอะไรหรือเปล่า ไม่เป็น แต่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นวิตกเจตสิก ไม่ใช่ที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นห่วงกังวล แต่เป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก เป็นนามธรรมซึ่งตรึก หรือจรดในอารมณ์ที่กระทบ แต่ไม่เห็น เพียงแต่รู้ว่ามีอารมณ์กระทบที่ทวาร และเกิดขึ้นรู้สึกตัว ขณะนั้นต้องมีวิตกตรึกถึงอารมณ์ที่กระทบที่ทวาร แล้วก็มีวิจารเกิดร่วมด้วย วิจารไม่ใช่วิจารณ์ในภาษาไทย ซึ่งเราคิดว่าวิจารณ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่วิจารเจตสิกเป็นสภาพเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมกับวิตกเจตสิก ถ้าศึกษาจิต ๑ ขณะซึ่งเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างเลย มีอายุที่สั้นมาก เพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหลายเจตสิก เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความละเอียดของเจตสิกแต่ละชนิด ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ เราอาจจะคิดว่ามีเจตสิกเดียว หรือสองเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ความจริงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านั้น
เพราะฉะนั้นความละเอียดของเจตสิกแต่ละเจตสิก ก็สามารถจะรู้ได้โดยความต่างกันของเจตสิกนั้นๆ เอง เช่น วิจารเจตสิกไม่ใช่วิตกเจตสิก วิตกเจตสิกเป็นสภาพที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์ที่กระทบ ในขณะที่ทำอาวัชชนะกิจ คือรำพึงถึง หรือว่ารู้ว่าขณะนั้นมีอารมณ์ที่กำลังกระทบทวาร เมื่อวิตกเจตสิกเกิดขึ้น โดยทั่วไประดับของจิตที่เป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะต้องมีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นวิตกกับวิจารจะไม่แยกจากกัน มีคำอุปมาว่าวิตกคือสภาพที่จรดในอารมณ์ เหมือนกับการเคาะระฆัง มีเสียงไหม ความกังวานของเสียงนั่นคือลักษณะของวิจารเจตสิก ตามประคองให้จิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น รู้ในอารมณ์นั้น ทั้งๆ ที่ไม่เห็นเลย เพียงแต่รู้ว่ามีอารมณ์กระทบ ก็จะต้องมีวิตกเจตสิก และก็มีวิจารเจตสิกเกิดพร้อมกัน
ที่ใดที่มีวิตกจรดอารมณ์ใด วิจารก็ประคองให้ขณะนั้นรู้อารมณ์นั้น ไม่ทอดทิ้งไปเลย นี่ก็คือลักษณะความละเอียดของสภาพธรรม ซึ่งเป็นเจตสิก ๒ เจตสิกที่ไม่แยกกัน ในขณะที่เป็นกามาวจรจิต เรายังจะไม่พูดถึงข้อปลีกย่อย ข้อยกเว้นต่างๆ แต่ก็จะพูดถึงทั่วๆ ไป ว่าเมื่อวิตกหรือวิตักกะเจตสิกเกิดขึ้น ก็จะมีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะนี้จักขุวิญญาณกำลังเห็นมีวิตก วิจารเจตสิกไหม ไม่มี แต่จิตอื่นมีวิตก วิจารเจตสิกไหม มี นี่คือการเกิดดับสลับอย่างเร็วมาก แทบจะไม่รู้เลย ขณะนี้เหมือนกับอยู่นิ่งๆ ใช่ไหม คือจิตเห็นก็เหมือนนิ่ง ยังไม่ปรากฏการเกิดดับ แต่ความเกิดดับของจิตเร็วมาก ประกอบพร้อมด้วยเจตสิกซึ่งต่างกันไปด้วย
เพราะฉะนั้นสำหรับปัญจทวาราวัชชนะจิต ซึ่งเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาณ มีวิตกเจตสิก มีวิจารเจตสิกเกิด แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย อธิโมกขเจตสิก ไม่ใช่เอกัคคตาเจตสิก ความละเอียดของเจตสิกซึ่งต่างกัน อธิโมกขเจตสิก เป็นเจตสิกที่ปักใจในอารมณ์ ไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในอารมณ์ที่ปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นอารมณ์ใดปรากฏก็อารมณ์นั้นแหละปรากฏ ไม่ใช่อารมณ์อื่น เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็มีเจตสิกเกิดกับปัญจทวาราวัชชนะจิต คือจิตที่เกิดก่อนจิตเห็น จิตได้ยินพวกนี้ ปัญจทวาราวัชชะจิตมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง เพราะว่าทำอาวัชชนะกิจ ไม่มีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย ยังไม่ทันเห็น จะเกิดโลภะจะเกิดโทสะใดๆ ไม่ได้ แต่ว่าเพียงขณะที่ไม่ใช่ภวังคจิต ก็มีกิจการงานที่จะต้องเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาณ เพราะฉะนั้นก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง
ผู้ฟัง ขออนุญาตเรียนถาม ๒ คำถาม ฟังๆ ดูว่าทวิปัญจวิญญาณมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง และพูดไปเลยว่าต่อจากนั้นเหมือนกับว่ามีจิตดวงหนึ่ง เพราะฉะนั้นสรุปว่า ๘ กับ ๙ เจตสิกประกอบไม่มีใช่ไหม
อ.สุภีร์ ไม่มี มี ๗ แล้วก็ ๑๐ แล้วก็มากกว่า ๑๐
ผู้ฟัง ที่นี้ความหมายของวิตก ตรึกในเหมือนกับเคยฟังว่าเป็นความนึกคิด อะไรอย่างนั้น คิดเป็นคำหรือเป็นเรื่องราว อันนี้เป็นประโยคหรือเป็นความหมายของวิตกหรือเปล่า
อ.สุภีร์ อันนี้ท่านแสดงด้วยอำนาจของวิตกที่มีกำลัง วิตกท่านเปรียบประดุจดั่งเท้าของโลก ซึ่งกำลังของวิตกก็คือทำให้จิตสามารถคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ อันนี้เป็นวิตกที่แสดงกำลังออกมา แต่ว่าจริงๆ แล้วอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่านอกจากจิต ๑๐ ประเภทแล้วก็มีวิตก มีวิจารเจตสิกเกิดประกอบร่วมด้วยเสมอ แต่ว่าที่ท่านแสดงว่าวิตก เป็นการคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นกำลังของวิตก ที่สามารถให้คิดเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้างได้ ซึ่งทุกท่านก็คงจะเคยเป็นบ่อยใช่ไหม อย่างเช่น จริงอยู่ว่าสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท จำไว้ทุกอย่าง แต่ว่ามีบางอย่างเท่านั้นที่สามารถคิดได้ หรือว่าสามารถที่จะตรึกเป็นอารมณ์ได้ สามารถที่จะคิดเรื่องนั้นได้ มีบางเรื่องเท่านั้นเอง บางเรื่องก็นึกไม่ออก อันนี้ก็คือกำลังของวิตกที่สามารถทำให้ตรึกในเรื่องนั้นๆ ได้ ธรรมเช่นนั้นท่านก็แสดงกำลังของวิตกเจตสิก
ท่านอาจารย์ เชิญคุณอรรณพ ผัสสะกับวิตักกะ
อ.อรรณพ ผัสสะเป็นสภาพที่กระทบในอารมณ์ ถ้าไม่มีสภาพของผัสสะ จิตและเจตสิกอื่นก็ไม่สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้เลย เพราะว่าขาดสภาพซึ่งกระทบในอารมณ์นั้น เมื่อผัสสะกระทบในอารมณ์นั้น จึงชักนำมาซึ่งสัมปยุตธรรม ก็คือสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน ได้แก่ จิตและเจตสิกในขณะนั้น อย่างจิตเห็นในขณะนี้ จะเกิดได้ที่เราศึกษากันไปแล้วว่าจะมีเจตสิกเพียง ๗ ดวง ในทั้ง ๗ ดวงจะขาดผัสสเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่กระทบอารมณ์นั้น จึงชักนำให้จิตรู้ในอารมณ์ที่ผัสสะกระทบ และชักนำให้เจตสิกอื่นๆ อีก ๖ ดวงรู้ในอารมณ์เดียวกันกับที่ผัสสะนั้นกระทบ
ถ้าจิตที่มีเจตสิกเกิดขึ้นมากกว่านั้น อย่างเช่น ปัญจทวาราวัชชนะจิต คือจิตดวงแรกในวิถีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางกาย ทางใดทางหนึ่ง ในขณะที่ผัสสะเกิดขึ้นกระทบอารมณ์นั้น วิตกก็จรดหรือตรึก ใช้คำว่าตรึกอาจจะคิดว่าคิด ใช้คำว่าจรด คือจรดในอารมณ์ที่ผัสสะนั้นกำลังกระทบอยู่ เพราะฉะนั้นแม้จิตเห็นไม่มีวิตกก็เกิดได้เพราะมีผัสสะ และเจตสิกอื่นๆ รวม ๗ ดวง เพียงพอที่จะทำให้จิตซึ่งเป็นวิบากจิตเกิดขึ้น รับผลของกรรมหนึ่งกรรมใดที่ทำแล้วในอดีต ว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมไม่ดี
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 061
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 062
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 063
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 064
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 065
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 066
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 067
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 068
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 069
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 070
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 071
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 072
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 073
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 074
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 075
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 076
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 077
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 078
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 079
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 080
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 081
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 082
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 083
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 084
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 085
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 086
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 087
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 088
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 089
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 090
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 091
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 092
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 093
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 094
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 095
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 096
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 097
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 098
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 099
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 100
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 101
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 102
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 103
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 104
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 105***
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 106
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 107
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 108
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 109
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 110
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 111
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 112
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 113
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 114
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 115
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 116
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 117
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 118
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 119
- สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 120